590606_ทวช.อโศกรำลึก #๓๕ สันติอโศก_.docx
เนื้อหาในไฟล์
590606_รายการทำวัตรเช้างานอโศกรำลึก ครั้งที่ 35 ที่สันติอโศก โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์
พ่อครูว่า… วันนี้วันจันทร์ที่ 6 มิ.ย. 2559 วันนี้ก็ตั้งใจจะบรรลือสีหนาท ในธรรมะของพระพุทธเจ้าที่ สันตา ปณีตา คือสงบอย่างไม่ใช่มะรื่อทื่อแบบฤาษีแต่แคล่วคล่อง มีกายปาคุญญตา ทำงานได้แคล่งคล่อง มีกายและจิตที่ทำงานได้อย่างได้สัดส่วนที่บริบูรณ์ ปีนี้อโศกรำลึกปีที่ 35 เลข 3 เป็นเลขสำเร็จของ 3 เส้า แล้วเลข 9 นี้เลย 4 2 ฝั่งแล้วเป็นลักษณเกิด ถ้า 0 นี้เป็นลักษณะสมดุลหรือไปหาเสื่อมหรือจะเกิดใหม่ก็ได้ ปีนี้ในหลวง 88 พรรษาก็ 4 4 วันที่ 9 เป็นวันสำคัญ ในหลวงครองราชย์วันที่ 9 ครบ 70 ปีพอดี ชาวอโศกเราก็จัดโรงบุญได้ 70 โรงทีเดียวนี่เป็นเรื่องที่เราอาศัยตัวเลขเป็นสถิตินำ ที่อาตมาใช้ตัวเลขและพยัญชนะนำ ที่ทำได้เพราะเป็นระดับ 7 มีอะไรลงตัวบ้าง โมเมไม่ได้ อย่างพระพุทธเจ้าที่จะอุบัติต้องพร้อมทั้งดิน น้ำ ไฟลม สถานที่ พระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งจะพยากรณ์พระพุทธเจ้าองค์ต่อไปก็พยากรณ์ได้ มันไม่ใช่เรื่องทำนายแต่เป็นเรื่องครบองค์ประกอบที่ได้สัดส่วนพอดี ปีที่ผ่านมาเราได้จัดโรงบุญถวายในหลวง 888 โรงบุญ ในโอกาสที่ในหลวงอายุครบ 88 ปี ในปีนี้ เราก็จะเพิ่มเป็น 890 โรงบุญ มีผู้เขียนกวีมา กวีเด่นตะวัน กวีอโศกสัมปวังโก กวีเป็นต้น นาประโคน ก็จะไม่ได้อ่านกวี กวีก็อย่าไปทำใจเสียนะ อย่าโง่ ใครทำก็โง่ มาเข้าสู่ที่อาตมาตั้งใจจะอธิบาย เมื่อคืนก็รู้สึกตัวตี 2 ก็คุยกับเทวดา พระพุทธเจ้าตรัสถึงทานที่จะมีอานิสงส์มากมีผลมาก เราทำทานเท่าใดผลก็มากตามจำนวน แต่ถ้าคนทำทานทำใจในใจไม่เป็น ทำทานล้านหนึ่งแต่ขอให้ได้แสนล้าน ล้านๆ จิตเขาโลภเกินไปตั้งจิตไว้ผิด แทนที่จะทำทานล้านหนึ่งให้เอาไปทำประโยชน์แก่ประชาชนกลับค้ากำไร อย่างคนที่เราก็เข้าใ
อ่านต่อ
จว่าใคร…. เป็นเทวดาเก๊ที่เป็นจตุมหาราชิกา มีภูติ 4 ทิศเป็นกุมภัณฑ์ กุมภัณฑ์แปลว่าผู้มีอัณฑโตเท่าหม้อ แต่เขาจะโชว์อัณฑะไม่ได้ แต่โชวเป็นขาใหญ่ดำแทน ท้าวธตรฐ ท้าววิรุณหก วิรุณปักษ์ ท้าวกุเวร ผู้ทำทานถ้าตั้งจิตเอาไว้ผิดโดยมีความหวัง หวังว่าจะได้ผูกพันยึดติด มุ่งการสะสมให้ทาน แล้วให้ทานโดยที่หวังว่าตายไปแล้วจะได้ผลอย่างนั้นๆ จริงตายไปแล้วได้รับผลจริง แต่ถ้าโง่ไปยึดติดคุณให้มากมีผลมาก แต่ถ้าให้น้อยแล้วอยากได้มากคุณซวยนะ คุณให้มากก็ไม่ต้องคิดเพราะได้ผลมากอยู่แล้ว จะเกิดมาสวยมารวยอย่างไรก็เป็นผล มุ่งทานไหนก็เป็นเช่นนั้น เราก็จะเกิดมารับผล ทำทานอย่างไม่อาลัยอาวรณ์ยิ่งมีคุณค่าประโยชน์สูง เราต้องทำทานให้สะเด็ดไม่หวังไม่ผูกพันไม่สะสมสั่งสม แต่นี่เขาสอนให้สั่งสมจะได้รับผลในอนาคต ไม่ลดละ ผู้เป็นจตุมหาราช 4 ทิศ มี ท้าวธตรฐ ท้าววิรุณหก วิรุณปักษ์ ท้าวกุเวร วิรุณหก เป็นผู้หนึ่ง เป็นลีลาโรแมนติกอิซึ่ม ขออภัยที่จะยกตัวอย่างถวัลย์ จะไปทางหนักทางดำ แต่เฉลิมชัยจะมีวิมานขาว นี่เป็นเรื่องสัจจะ ขอบคุณถวัลย์และเฉลิมชัยที่ให้เอามาเป็นตัวอย่าง เขาก็ใส่ใจทำงานออกมา วิรุฬปักษ์นี้เป็นเวหัปผลา ส่วนธตรฐเป็นอสัญญีสัตว์ มี 2 ทิศทาง นาคีมีพิษเพี้ยงสุริโย พิษร้ายบ่ทำเดโชแช่มช้า แมงป่องก็ร้ายแต่ร้ายวูบวาบ นาคีนี้ร้ายลึก เป็นงูพิษ นาคคือพวกนอนเลื้อย ยักษ์คือพวกตาโตไฟพุ่งๆๆๆ สรุปแล้ว วิรุฬปักษ์ วิรุหก นาค วิรุฒปักษ์นี้พวกปัญญาชน ส่วนพวกนาค ยักษ์นี้เจโต ยักษ์คือพวกไฟ นาคคือพวกนิ่ง พวกไฟนี้ร้ายวูบวาบ อย่างอ.มั่น หลวงพ่อชา เจ้าคุณนอฯ หลวงพ่อชานี้ยังไม่ถึงเจ้าคุณนอฯ แต่ดีกว่าอ.มั่น ไทยยุคนี้เป็นยุคปัญญาไม่ใช่ยุคเจโต อย่างอินเดียสายเจโต ซื่อ ส่วนจีนสายปัญญา เฉโก เป็นสัจจะ ไปทำเอาไม่ได้ อย่างรัสเซีย อเมริกาก็มีนัยแตกต่างเป็นธรรมะ 2 เสมอ ปัญญากับเจโต ก็ค่อยเข้าใจลึกซึ้งไปเรื่อยๆ มาขยายเทวดา 6 ชั้น คือจตุมหาราช ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตตี จตุมหาราชนี้ยังร้าย แต่มีอานิสงส์ที่ได้ทำดีมา ดาวดึงส์เป็นการเสพรสสัมผัส ทั้งทวาร 6 ยามา นั่นคือวาระเวลา อยากได้อำนาจครองนาน อยากได้เสพรสอร่อยนานๆอยากได้ไพเราะนานๆคือระยะเวลา ติดใจอยู่นาน ระวังจะหลงติดใจอยู่นาน ติดยึดนาน ระวังมันจะช้า แล้วมีวิบากซับซ้อนสารพัด รีบๆจบ ตัดวาง แล้วจะเจริญ ยกตัวอย่างนางวิสาขา ที่ยังอยากสวย อยากงามไม่เลิกไม่จบ เป็นวัฏภิรตโสดาบัน ดุสิต คำว่า “สิต” แปลว่าเย็น คือพวกพักสงบเย็น วางปล่อย แม้ทางโลกีย์ก็พักยกโดยธรรมชาติ เคหสิตอุเบกขา แต่ถ้าเนกขัมสิตอุเบกขา มันวางปล่อยเพราะเรารู้ว่าการวางปล่อยนี้ดีกว่าเบากว่า มีภูมิปัญญาแล้วพากเพียรวางได้ ส่วนเคหสิตนั้นเกิดตามธรรมชาติไม่ได้ด้วย พยายามด้วยปัญญา นิมมานรดี นั้นคือต้องทำเองเนรมิตเองได้สมใจ ปรินิมมิตวสวัตตี คือตนไม่ต้องทำเอง มีคนอื่นทำให้หมด บารมีสูงกว่า แต่สำเร็จด้วยเหมือนกัน อย่างอาตมาก็มีคนช่วยระดับหนึ่ง คนสูงกว่าก็มีคนช่วยมากกว่า ผู้ที่ทำทานแล้วไม่หวังได้อะไรตอบแทนดีกว่าผู้ตั้งความหวัง ผูกพัน ผู้ตั้งความหวังแต่ไม่ผูกพัน ดีกว่าผู้ที่ตั้งความหวัง ผูกพัน แล้วก็ดีกว่าผู้ที่สั่งสมต่ออีก มี 4 ระดับ คือยังมีความหวัง ผูกพัน สั่งสม ในบารมี 10 ทัศ มีคำว่าทานนี้ยิ่งใหญ่ที่สุด ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา เมตตากับอุเบกขาเป็นปลายสุดท้าย พระอรหันต์ โพธิสัตว์ใช้เมตตาทำงาน เป็นพรหมวิหาร ปัญญาเป็นตัวรู้ความจริงจบไปเรื่อยๆ แล้วเสริมเป็น วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เอาให้จบสัจจะความจริงทั้งสมมุติและปรมัตถสัจจะ แล้วตั้งใจเพิ่มๆ มีคนที่เอาทานมาต่อเป็นบุญ ที่จริงบุญคือเครื่องตัด ทานเป็นเครื่องต่อ แค่คนขบถ เอาทานมาตัด เอาบุญมาต่อก็เป็นเรื่องเหลวไหล ประเทศไทยเราจะเป็นแดนชมพูทวีปที่จะช่วยมนุษย์ยุคนี้ไปจนกว่าหมดภัทรกัลป์ คนต่างประเทศมีบารมีมาก็จะมีบ้าง แต่เราอยู่ในนี้มีสัปปายะ 4 แล้ว สิ่งที่อาศัยต่างๆที่นี่อุดมสมบูรณ์ทั้งอาหารอากาศสมบูรณ์ เมืองไทยจะไม่เจริญแบบสร้างอาวุธเก่ง เราไม่เจริญแบบนั้นหรอก เราเกิดในไทยก็เป็นคนมีบารมี อย่าช้า อยู่ไหนรีบมาคว้ามีดพร้าและจอบเสียม อาตมามาทำหน้าที่ ส.ศิวรักษ์ ในหลวง ก็เป็นบุคคลที่ทำหน้าที่ของแต่ละคน ช่วยกัน แต่ละคนก็ตามก็ทำหน้าที่ไป ก็ต้องรู้ตัวเองให้ชัดว่าหน้าที่แต่ละคนมีประโยชน์ชัดนะ พระพุทธเจ้าตรัสว่า เราปฏิบัติมรรค 7 องค์แล้วจะเกิดจิตเป็นสมาธิ ไม่ใช่แบบนั่งสะกดจิต พวก hypnosis นั้นทำไปจะสะกดจิตให้แน่นเหลือดิ่งเดี่ยว แต่ว่า analysis แบบพุทธจะมีความหลากหลายเกิดขึ้น ตอนนี้เมืองไทยกำลังอยู่ในยุคเปิดเผยชัดเจนขึ้น แม้อานิสงส์ในการฟังธรรมก็ตาม ทิฏฐิ สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ อาศัยความเข้าใจแล้วเอาไปประมวลคิด สังกัปปะ แล้วมา create เช่นสังกัปปะ 7 1. ดำริ เริ่มความรู้สึกนึกคิด ตักกะ แล้วแยะแยะ ถ้าเริ่มดำริ ก็แยกผีกาม พยาบาทออกจากดำริ นี้ 2 อันใหญ่ๆ ส่วนโมหะนี้แยกกามพยาบาทไม่ออก แล้วจัดการกาม พยาบาทได้ก็เอามาใช้งาน เป็นวาจากัมมันตะอาชีวะแล้วทำด้วยพยายาม ที่จะต้องเข้าใจทิฏฐิโดยมีสติตลอด เอามาทำงานเป็นวาจากัมมันตะอาชีวะ องค์ 7 นี้สั่งสมผลลงเป็นสมาธิ อย่างนี้คือสัมมาสมาธิ ของสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่ของอาจารย์ใดๆหรือฤาษีใด เป็นสมาธิของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่สะกดจิตที่ได้ผลน้อย มีผลหยุดได้เก่งได้เร็ว น้ำหนักมาก แต่สมาธิของพระพุทธเจ้านี้ช่วยได้มากละเอียดละออลึกซึ้งกว้างขวางกว่ามีประโยชน์ต่างกันนัยต่างกัน ในมรรคองค์ 8 นี้สังกัปปะ 7 มี ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ เป็น 3 ที่เป็นฝ่ายปัญญา อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา เป็น 3 ที่ฝ่ายหนักแน่น เจโต คุณสุลักษ์เป็นนักปราบ อาตมาเป็นนักปราม พระพุทธเจ้าตรัส สัมมาทิฏฐิ 10 มี 1. ทานที่ให้แล้ว มีผล(ให้กิเลสลด) (อัตถิ . ทินนัง) . . . . 2. ยัญพิธี (พิธีการปฏิบัติ) ที่บูชาแล้ว มีผล (อัตถิ ยิฏฐัง) 3. สังเวย(เสวย)ที่บวงสรวงแล้ว มีผล (อัตถิ หุตัง) จิตที่เสวยผลคือมีผล อย่างผลอานิสงส์ของศีล (1) อวิปฏิสาร (ความไม่เดือดร้อนใจ) . (2) ปามุชชะ - ปราโมทย์ (มีความยินดี) (3) ปีติ (ความอิ่มเอมใจ) . (4) ปัสสัทธิ (สงบระงับจากกิเลส) (5) สุข (แบบไม่บำเรอตน คือ วูปสมสุข) (6) สมาธิ (จิตมั่นคง) (7) ยถาภูตญาณทัสสนะ (ความรู้ยิ่งในความจริง) . . (8) นิพพิทา (เบื่อหน่าย) . (9) วิราคะ (คลายกิเลส) (10)วิมุติญาณทัสสนะ (ปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในนิพพาน) (กิมัตถิยสูตร พตฎ. เล่ม 24 ข้อ 1 , 208)
4. ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้ว มีแน่ . (อัตถิ สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก) . . 5. โลกนี้ มี (อัตถิ อยัง โลโก) หมายถึง วนในโลกีย์เดิมๆ . . 6. โลกหน้า มี (อัตถิ ปโร โลโก) หมายถึง โลกโลกุตระ . 7. มารดา มี (อัตถิ มาตา) . . . 8. บิดา มี (อัตถิ ปิตา) . . อาตมาปางนี้ต้องเป็นทั้งแม่และพ่อ เป็นนักรบพ่อลูกอ่อน มือหนึ่งถือดาบมือหนึ่งอุ้มลูก ศีลเป็นแม่ ปัญญาเป็นพ่อช่วยให้จิตนี้เกิด 9. สัตว์ที่ผุดเกิดอุปปัติเอง มี (อัตถิ สัตตา โอปปาติกา) ความเป็นสัตว์โอปปาติกะนี้ท่านยกให้อนาคามี ในความเป็นสัตว์ต้องสมสู่ แต่อนาคามีไม่ต้องสมสู่แล้วมีแต่ระริกระรี้ในใจ ถ้าจะผสมส่วนก็มีแต่พีชะ ไม่ออกมาข้างนอก เป็นสามเส้า ish อนาคามีเรื่องเพศผู้หญิงผู้ชายไม่เอาแล้ว มีโอตตัปปะ กลัว ไม่เอาแล้วรังเกียจมากแล้วขยะแขยง แต่ขยะแขยงก็ยังทุกข์ต้องวางอย่างแข็งแรง ไม่มีภายนอก มีแต่ภายในเป็นรูปราคะ อรูปราคะ ยิ่งอรูปราคะยิ่งอ่อนเบา หมดอรูปราคะก็หมดเรื่องเพศ ยังมีถือดีมานะอัตตา ไม่ใช่เรื่องเพศ แต่เป็นเรื่องข้าต้องดีต้องเก่งเป็นศักดิ์ศรี เหลือเศษสุดท้ายไม่มีฤทธิ์อะไรมากแต่ยังเหลือเบาบางน้อย สุดท้ายเหลือความหมองของเพชร สู่อากิญจัญญายตนะ แม้นิดหนึ่งน้อยหนึ่งก็ไม่ให้มีเศษ พ้นจากความไม่รู้ พ้นเนวสัญญานาสัญญายตนะ สู่สัญญาเวทยิตนิโรธพ้นอวิชชาสวะ ก็ยังมีต้องพ้นอวิชชานุสัยอีก อากาศกับวิญญาณคู่หนึ่ง อากิญจัญฯกับเนวสัญญาฯคู่หนึ่ง อากาศกับวิญญาณ อากาศคือว่าง วิญญาณคือรู้ อากิญจัญคือนิดหนึ่งน้อยหนึ่งกับเนวสัญญานาสัญญาคือรู้กับไม่รู้ อากิญจัญฯ แล้วเข้าหาสู่ความไม่มี(น เหวะ) ถ้าเนวะนี้ตัวมันเองจะมีหรือไม่มีก็น้อยแล้วต้องลดลง แบบไม่มีที่ไม่รู้ต้องรู้หมด ที่ไม่รู้ไม่มี ต้องใช้สัญญากำหนดรู้เคล้าเคลียอารมณ์ทุกความรู้สึก อ่านแล้วอ่านอีก ตรวจแล้วตรวจอีกสัมผัสแล้วสัมผัสอีก เมื่อใดก็ 0000 จนมีสถิติเพียงพอ แน่ใจว่าจบเต็มถ้วน สรุปที่เทวดา 6 ต้องมาลดความเป็นเทวดาลงไปตามลำดับตั้งแต่ระดับหยาบ จตุมหาราชิกา หรือแม้จะซ้อนมาสุภาพนะจ๊ะก็ยังหยาบอยู่ หมอมโนว่าถ้าเขาโกรธขึ้นมาก็จะทุ่มข้าวของทำลายของ เมืองไทยจะเป็นเมืองชมพูทวีป...จบ