สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน จิตอยู่ที่ไหน.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน จิตอยู่ที่ไหน ประเด็นคำถาม จาก อ.ไพศาล พืชมงคล 30 สิงหาคม เวลา 05.53 น.
ขันธ์ 5 เป็นทุกข์ ขันธ์ 5 คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ คือ รูปกับนาม
เวทนาสัญญาสังขาร วิญญานเป็นนาม หรือคือกายกับจิต กาย คือ ร่างกายเห็นง่าย จิตเห็นยาก แล้วจิตอยู่ที่ไหน ?
แม้นไม่รู้ว่าจิตอยู่ที่ไหน ? จะฝึกฝนอบรมจิต ทำจิตให้ผ่องแผ้วได้อย่างไร ? จิตอยู่ที่ไหน? พ่อครูว่า...จิต ไม่มีที่อยู่ อยู่ในร่างกาย ยาววา หนาคืบ กว้างศอก ในนี้แหละเรียกว่าคูหาสยัง ในนี้ เพราะฉะนั้นถ้าจะรู้จักจิต ผู้ที่เขาเรียนรู้กันอย่างมิจฉาทิฏฐิ เขาก็เลยเรียนรู้ว่า จะปฏิบัติจิต อธิจิต ให้จิตเป็นสมาธิต้องมาเรียนข้างใน อย่าให้จิตออกนอกตัว อย่าไปทำงาน อย่าสัมผัสกับข้างนอก ปิดหูปิดตา จมูกลิ้นกาย เสร็จแล้วพยายามเพ่งจิต เมื่อไม่รู้ว่าจิตอยู่ที่ไหนก็เลยหากสิณมาเพ่ง กสิณอะไรก็แล้วแต่ โดยเฉพาะอานาปานสติ จะเพ่งกสิณ ดินน้ำไฟลม กสิณ 40 ของศาสนาอื่นเขาก็ทำมาแต่ไหน อาฬารดาบส อุทกดาบส หรืออาจารย์ไหน ก็เป็นลักษณะเดียวกันคือการสะกดจิต บางอาจารย์ให้จ้องนิ้ว หรือเพ่งมือ นิ้วทั้งห้า แล้วเขาจะใช้จิตวิทยาว่า นิ้วนี่จะทำให้แยกออกนะ อาตมาเคยเรียนสะกดจิตมา หรือแม้มันไม่แยกออกหรือมันแนบเข้า ก็ใช้จิตวิทยาครอบงำ เขาก็จะระวัง เขาก็จะสู้ๆๆไม่ให้ออก คือ ล่อให้จิตอยู่ตรงนี้ วิธีกสิณคือวิธีสะกดจิต ทั้งนั้น เป็นวิธีการทำสมาธิทั่วไป แล้วก็จะทำจิตให้เป็นหนึ่ง อ่านของอาจารย์ไหนๆ เช่น ของอ.อริยาภรณ์ สิทธิธรรมพิชัย บอกว่า ...สาธุชนจงพากันรีบชมรีบรับรีบใช้ ในเมื่อมีผู้ชี้ขุมทรัพย์ และคุณค่าพร้อมอุบายใช้จ่ายทรัพย์จะได้ทันแก่กาลที่ตนปรารถนา จับเอาจิตที่เป็นหนึ่งให้ได้ เมื่อได้แล้วพยายามรักษาไว้เอาอันเดียวนี้ กา
อ่านต่อ
รหัดภาวนาเบื้องต้นคือทำจิตให้เป็นหนึ่ง แม้เบื้องต้นแต่ถึงที่สุดได้ คือจิตเป็นหนึ่ง การฝึกหัดจิต หัดมากหัดน้อยเท่าไหร่ก็ตามต้องการให้จิตเข้าถึงที่สุดคือ จิต เป็นหนึ่ง ส่วนอุบายปัญญาเกิดเฉพาะแต่บุคคล แก่นสารคือจิตที่เป็นหนึ่ง จับเอาจิตเป็นหนึ่งให้ได้ ครั้นได้แล้วรักษาให้มั่น ไม่ต้องเอา อะไรอย่างอื่นเอาอันนี้อันเดียว นี่คือ อาจารย์ฝั้น อาจาโร ได้ให้ไว้คือ ท่องพุทโธ พุทธเข้า โธ ออก คือให้จิตเพ่งกสิณ แล้วจะได้จิตเป็นหนึ่งจิตถูกบังคับผูกไว้ ไม่ได้มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ไม่มีมัคคังคะ ไม่มีอาชีวะ กัมมันตะ วาจา ไม่รู้จักสังกัปปะ ว่า มันเริ่มวิตกอย่างไร แล้วมีพฤติกรรมจิตเรียกวิจาร ก็อ่านอาการเหล่านี้ว่ามันมีอะไรมาสังขารปรุงแต่งในวิตก ในจิต มันมีกามหรือพยาบาทดำริในนั้น ก็อ่านให้ออก แยกให้ออกมีธัมมวิจัยในนั้น ไม่ใช่ว่าให้หยุดคิดนึกแล้วได้จิตเป็นหนึ่ง เป็นสมถะ แต่ไม่ใช่ของศาสนาพุทธ เป็นของศาสนาทั่วไปทั่วโลก น่าสงสารที่เข้าใจเอกัคคตาจิตว่าคืออันนี้ แต่ที่จริงมันแค่เอกจิต ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรมันแค่หยุดจิต กดข่ม บีบคอให้หยุดดิ้น ไม่มีท่าอะไรเลย ไม่อัคคะ ไม่ยิ่งใหญ่อะไร เขาเข้าใจเอกัคคตาจิต ทำจิตเป็นหนึ่ง เป็นสมาธิแบบนี้
อ.ไพศาลถามว่า จิตอยู่ที่ไหน อาการลิงคนิมิตอุเทศ อุเทศคือคำอธิบาย เช่นอาตมาอธิบายนี้ เช่น จิตอยู่ที่ผัสสะ พระพุทธเจ้าตรัสว่าเมื่อมีผัสสะ แล้วจะเกิดภาวะ interaction มีปฏิฆะ มี action reaction มีปฏิฆสัมผัสโส ฆ นี่คือกลุ่มของการสัมผัส เรียกว่าเกิดสภาพที่สาม มีพลังงานกระทบสัมผัสสอง แล้วเกิดสภาพที่สาม จิตอยู่ตรงผัสสะ แล้วเกิดภาวะอันนี้ จิตอยู่ไหน ตากระทบรูป ปสาทรูป ปะทะกับอะไรข้างนอก มีดินน้ำไฟลม เป็นมหาภูตรูป จะกำหนดรู้ก็กำหนดเมื่อตากระทบรูป เอาอันเดียวก่อน อย่าเอาห้าอันหมดเลย เอาแค่หนึ่งก่อน ตากระทบรูป ก็เกิด ปฏิฆสัมผัสโส เกิด ปฏิกิริยาของธาตุรู้ เกิดขึ้นมา เราก็ต้อง อ่านอาการ อ่านเครื่องหมายของอาการให้ได้ เห็นอันนี้เป็นอันนี้ อันนี้คือรูปฟักข้าว นี่คือรูปกล้วยหอม นี่คือกล้วยน้ำว้า ระกำ ส้มโอ เป็นต้น จิตอยู่ที่รู้ตรงนั้น ถ้าไม่มีผัสสะ จิต มโน วิญญาณ ไม่มี จิต มโน วิญญาณจะเกิดจากภาวะกาย เป็นภาวะธรรมะสองที่เกิดการดำเนินไปของปสาทรูป โคจรรูป สัมผัสกัน ก็มีรู้อันนี้ นี่คือ ต้องรู้จิต จากรูปจิต รูปจิตนี่เกิดเมื่อมีผัสสะเป็นปัจจัย หากไม่มีผัสสะเป็นปัจจัย จิต มโน วิญญาณก็ไม่มี ไม่เกิด จิตจะไม่ใช่ว่า จิตจะมีอาการสภาวะล่องลอยที่ไหนก็ได้ เห็นผี เทวดาล่องลอย เหมือนภิกษุสาติ ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน (มหาตัณหาสังขยสูตร ล.12 ข.442) ถ้าไปนั่งหลับตาสมาธิ วิญญาณ จะเกิดที่ไหนได้ มันโมฆะจริงๆ อาตมาพูดมา 47 ปีแล้ว กระเตื้องที่ไหน ยังโมหะมิจฉาทิฏฐิเต็มไปหมด อาตมาพูดไปเหมือนสายลมผ่าน ไม่เคยเอาไปตรวจสอบว่า ที่อาตมาพูดนี้ถูกหรือผิด ที่ตนทำนี้เป็นอย่างไร จิตอยู่ที่ไหน ก็มีผัสสะเมื่อใด จิตเกิดให้รู้เมื่อนั้น ไม่มีผัสสะ จิตไม่เกิด วิญญาณ มโนไม่เกิด เจตสิกต่างๆ ทั้งเวทนา สัญญา สังขารก็ไม่เกิดทั้งนั้น เพราะไม่เกิดจิต มโน วิญญาณ เจตสิกสามนี้ แม้จะเอาเจตสิกไปใช้ เช่นสัญญาไปกำหนดเกาะกสิณ รู้อะไรที่กสิณ จิตนิ่งจะว่าวิญญาณเกิดที่กสิณก็ใช่ แต่ไม่ได้พิจารณามาก เพราะมันเป็นวัตถุ แม้ลมหายใจเข้าออกก็เป็นลม พระพุทธเจ้าสอนให้แยกแยะจิต อภิธรรมแยกเจตสิก 52 แยะจิต 89 121 อาตมาไม่ได้นำมาขยายความ เจตสิก 52 จิต 89 จิต 121 อาตมาอธิบายได้ แต่ไม่อยากให้วุ่นวายมาก เรียนแค่รูป 28 ก็พอ เมื่อตากระทบรูปก็มีจิตให้ศึกษา จิตวิญญาณหรือมโน จิต เป็นภาษาที่ รวมๆ พูดรวมๆ วิญญาณก็เป็นตัวธาตุรู้ที่ไม่เรียกว่าจิต แต่กระทบแล้วเกิดวิญญาณแล้วศึกษาที่จิต จิตก็ค่อยลึกละเอียดไปหามโน จิตแยกเป็นเจตสิก เรียนรู้ละเอียดจนเหลือ จิตละเอียดถึงมนายตนะกับธัมมายตนะ เป็นต้น จิตอยู่ที่ไหน? จิต ก็ต้องมีรูปหรือมีกาย มีรูปมีนาม กายคือรูปนามแล้วมีผัสสะขึ้น จิตก็เป็นผัสสะ สาม เกิดขึ้นมาให้เราเรียนรู้ จิตไม่ได้ล่องลอยที่โน่นนี่ แต่เกิดจากเหตุปัจจัย ปสาทรูป 5 ตา หู จมูก ลิ้นกาย ไปมีบทบาทกระทบโคจรรูปก็เกิดภาวรูป สิ่งภายนอกเป็นดิน น้ำ ไฟ ลม มหาภูตรูปกระทบ เมื่อกระทบแล้วเกิดภาวรูป พระพุทธเจ้าให้ศึกษาภาวรูป 2 มีอิตถีภาวะ กับปุริสภาวะสองอัน คนอวิชชาก็เกิดสองคือสิ่งที่ถูกรู้กับตัวรู้ พวกอวิชชาเกิดอิตถีภาวะ ต้องทำให้อิตถีภาวะหายไปจากจิต ดับอิตถีภาวะที่ดิ้น ไม่สงบไม่หยุดไม่เป็นหนึ่งไม่สงบไม่เป็นแท้ๆอันเดียวเป็นปุริสภาวะ จึงต้องอ่านอาการดิ้นที่เป็นตัวแส่หาของตัณหา ก็ต้องพยายามจับเหตุ ที่เป็นเหตุคือตัณหา ที่ทำให้ดิ้นคือตัณหา หากเป็นธาตุรู้ที่ไม่มีตัณหาก็รู้ความจริงตามความเป็นจริง เช่นตากระทบรูปกล้วยหอม รูปอวบน่ากิน กระทบส้มโอก็เห็นน่ากิน ตัวดีดดิ้นน่ากินมันไม่ใช่ตัวจริง ตัวจริงคือส้มโอ ถ้าตาไม่แฉแหม ตาบอด ก็จะเห็นเหมือนกันหมดทุกคน ตากระทบรูปนี้เหมือนกันหมด วันนี้ บวบมังกร เอาไปต้มแกงแล้ว มันแปลก เอาฟักข้าวนี่ก็ได้ ตาใครกระทบฟักข้าวนี้ ทุกคนตาไม่บอดไม่ถั่วไม่เพี้ยนก็เห็นฟักข้าวเหมือนกัน เป็นความจริงตามความเป็นจริง แต่กระทบแล้วถ้ามีอิตถีภาวะ ไม่รู้ความจริงแล้วจบแค่นี้ แต่มันมีสวย อยากได้ น่ากินนะ กินได้หรือเปล่า มันดิ้น ตัวนั้นแหละยิ่งเป็นตัณหาอยากได้อยากมีอยากเป็น อยากได้เป็นของตัวของตน นั่นแหละคือยิ่งเป็นตัวอิตถีภาวะ เรียนรู้มันเป็นเวทนาแท้ เป็นเวทนาเทียม ยิ่งได้สัมผัสแล้วสวย ได้ดมก็หอม แทนที่จะสัมผัสแล้วรู้ว่าอันนี้คืออันนี้ แล้วจะทำประโยชน์อะไรให้เกิดคุณ อย่างไรให้เกิดโทษ ได้ยินได้กลิ่นแล้วจะเอาไปทำอย่างไรดี ก็เป็นการรู้ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส อย่างไม่เกิดตัวแฝงที่ไปหลงตัวปลอมตัวเก๊ ชอบไม่ชอบ ไปหลงสวรรค์นรก ให้รู้แค่นี้จิตเรามีสวรรค์หรือนรก แล้วอย่าให้เกิด เกิดสวรรค์ก็อยากได้ ก็ไม่ต้องเกิดอาการนี้ จะสัมผัสกองขี้ก็ไม่ต้องเกิดอาการขยะแขยง ขี้ก็คือของเสียของเน่า ขี้โคลนเลน ขยะก็อย่างนั้น หรืออันนี้นี่มันถูกปรุงแต่งดูดีก็เห็นธรรมดา ควรจะได้ สิ่งที่ไม่ควรก็รู้ว่าไม่ควร ที่ควรก็ควร ควรได้แล้วสมควรไหม เรามีสิทธิ์ไหม เป็นของเรามีสิทธิ์ส่วนได้โดยไม่มีปัญหา ถ้าไม่มีสิทธิ์ก็อย่าเอา ไม่ขโมย จริงๆแล้วอาตมาว่า ธรรมะนี่มันไม่ยากเลยนะ มันรู้ว่าอะไรควรหรืออะไรไม่ควร ก็อย่าเกิดอาการชอบหรือไม่ชอบ รู้ความจริงตามความเป็นจริง กระทบตาหูจมูกลิ้นกาย ตามปฏิฆสัมผัสโส เท่าที่มันเป็นจริง ไม่ต้องมีอาการที่มันเกิดจากอวิชชา ทำได้ก็จบเป็นอรหันต์ ง่ายจะตาย สมณะฟ้าไทว่า...มันได้ แต่ไม่ได้ง่ายตั้งแต่ต้น พ่อครูว่า..นี่อวดอุตริมนุสธรรมนะ ตอบหน้าตาเฉย แสดงว่าได้จริง ฝึกมาแล้วก็ตอบตามจริง ไม่ถือว่าอวดหรอก ถือว่าถามตามปัจเวกขณข้อที่ 10 ลดกิเลส ได้หรือไม่ ถามว่าได้หรือไม่ก็ตอบตามจริง ที่อาตมาพูดวนมาวนไป ก็พูดชัดๆว่ามันไม่ได้ยาก อาตมาไม่ได้พูดเล่นนะได้โดยไม่ยากไม่ลำบากเป็นฌาน ฌานคือสภาวะของจิต องค์ประกอบหรือกระบวนการของจิต เมื่อกระทบสัมผัสแล้วก็เกิดวิตกวิจาร อะไรวะก็คือธัมมวิจัย อันนี้ดูดีนะก็ปีติ อ๋ออันนี้หรือ เช่นเราไม่รู้จักฟักข้าว เราไม่เคยเห็น สัมผัสแล้วไม่รู้จัก พอเขาบอกฟักข้าว เราก็ว่าอ๋อ ก็ปีติ อ๋ออย่างนี้หรือ วิตกวิจาร รู้ความจริงตามความเป็น ปีติธรรมดา ได้รู้แล้วก็สุข ไม่มีอะไรมาปนเป ไม่มีอะไรมาสังขารต่อก็จบ รู้ตามความเป็นจริง แต่คนก็เห็นว่าอ๋อ ขายเท่าไหร่อยากได้ จะซื้อ แม้คุณอยากได้ก็ไม่ต้องละลาบละล้วงก็เห็นว่าดีเหมือนกัน เอาไปทำกิน มีประโยชน์คุณค่าอาหารอย่างไร หรือเรามีความรู้มาก่อนว่ามีคุณค่าอาหารอย่างนี้นะ เราเรียนรู้ว่ามีคุณค่าอาหาร ควรได้ แต่ก็ไม่ใช่ของเรา หรือมันเป็นของสาธารณะ ที่ไม่มีเจ้าของดีไม่ดีมันเกิดในสวนเราเองด้วย มันมีประโยชน์คุณค่าก็เอามาตามควร ก็ไม่ใช่กิเลส ก็เห็นตามควร 600830_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ รู้จิตอยู่ที่ไหน จนถึงได้อรหันต์