สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน ต้องคนตาดีจะเห็นสิ่งที่โพธิสัตว์พาทำ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข2 กันยายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน ต้องคนตาดีจะเห็นสิ่งที่โพธิสัตว์พาทำ เถรวาท ไม่นับถือโพธิสัตว์ สมณะฟ้าไทว่า...คนเขาพูดกันทั่วไปในยุคกึ่งพุทธกาลจะมีโพธิสัตว์สององค์เกิด ก็ต้องตามหากันสิ พ่อครูว่า...มีแต่อาตมายืนยันว่าในหลวงเป็นโพธิสัตว์ ถ้าไม่ใช่ท่านจะไม่ตรัสว่า ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา แม้แต่ท่านพุทธทาส ท่านประยุทธ์ ปยุตโตก็ยังเข้าใจว่าการนั่งหลับตาเป็นภาคปฏิบัติของศาสนาพุทธทำให้เกิดสมาธิ อาตมาก็ยืนยันว่า อันนั้นนอกศาสนาพุทธแบบนั้น สมาธิของศาสนาพุทธอยู่ในมหาจัตตารีสกสูตร ปฏิบัติมรรค 7องค์สั่งสมเป็นสัมมาสมาธิ แต่พระพุทธเจ้าท่านต้องตรัสแบบประนีประนอม เพราะมีแต่คนทำสมาธิหลับตา ยังไม่มีใครมากล่าวสมาธิแบบพุทธ เขาเข้าใจสมาธิหลับตาสะกดจิตทั้งนั้น พูดไปจะเป็นปฏิปักษ์มาก แต่อาตมาถือว่ามีสมาธิของศาสนาพุทธแล้ว ก็เลยพูดมากได้ เราก็บอกว่าพุทธเป็นอย่างนี้ ก็แค่ประเด็นเดียวว่า สัมมาสมาธิ ของศาสนาพุทธไม่ใช่เกิดจากการนั่งหลับตา เพราะเขายึดมั่นถือมั่นอย่างดำฤษณาหน้ามืดตามัว พูดให้ตายอย่างไรเขาก็ไม่เชื่อ อมหลวงพ่อโต วัดอินทร์ มาพูดเขาก็ไม่เชื่อ ใครฟังเข้าใจแล้วมาแก้มิจฉาทิฏฐิเสีย มาปฏิบัติให้สัมมาทิฏฐิก็จะได้ ในยุคนั้นตอนออกบวชท่านก็ไปในป่า หลงป่า 6 ปี พอระลึกได้ว่าในป่าไม่ใช่ แต่ท่านก็ยังไม่ได้ออกมา ท่านตรัสรู้แล้วก็ไปมีภิกษุของท่าน ท่านก็ตรัสกลางๆว่านั่งหลับตานั้นไม่ใช่ ท่านได้สูตรอันนี้ ก็ว่าภิกษุทั้งหลายเรียบเรียง มหาจัตตารีสกสูตร หรือสูตรอื่นว่า สมาธิของศาสนาพุทธไม่ใช่อย่างนั้น แต่เกิดจากศีลเป็นเหตุ แล้วปฏิบัติศีลไปตามลำดับ เช่นศีล 5 จิตเราต้องอ่าน เมื่อสมาทานศีลไม่ฆ่าสัตว์ต้องมีสติสัมปชัญญะ ระมัดระวังตาหูจมูกลิ้นกาย ระมัดระวังกายกรรมวจีกรรมมโนกรรม สัมผัสกับสัตว์ใดอย่าไป

อ่านต่อ

ทำร้ายอย่าไปฆ่า มีเมตตาเกื้อกูลเอ็นดูหวังประโยชน์ต่อสัตว์ทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายก็แสวงหาสิ่งที่มีประโยชน์ทั้งนั้น มันเป็นสัตว์ร่วมเกิดร่วมตาย อย่าไปละเว้นสัตว์ใดใด แม้แต่จะไปฆ่ามากิน ความรู้ของศาสนาพุทธในยุคนี้จึงเป็นความรู้ที่ ยากจะแก้กลับไปสู่ความถูกต้องได้ง่าย ไม่ง่าย แล้วอาตมาก็ชาตินี้อาภัพ อัปภาคย์ เกิดมา รูปไม่หล่อพ่อไม่รวยไม่มีศักดินาอลังการไม่มียศศักดิ์ ไม่มีความรู้ไม่มีใบรับรอง ไม่มีครูบาอาจารย์ไม่มีสำนักพี่น้อง เป็นเครื่องอ้างอิง แล้วเอาความรู้มาจากไหนก็เอามาจากชาติก่อน นี่อวดอุตริอีก พอดี มีพระไตรปิฎกก็ตรงกันพอดี แต่ก่อนไม่มีพระไตรปิฎกก็พูดตามโวหารภาษาตัวเอง สมณะฟ้าไทว่า...ผมว่ามันเหมาะกับยุคสมัย หากพ่อครูมีอลังการ ผมว่าผีแทรกเยอะ ต้องมาลดโลกธรรมตัวตน สลายตัวตนอย่างเดียว พ่อครูว่า...ที่อาตมาเป็นอย่างนี้เป็นเครื่องคัดเลือกคนมีดวงตาว่า โพธิรักษ์มีพุทธธรรมจึงจะมา หากเขาไม่มีดวงตารู้อันนี้ก็จะไม่มา ต้องมีดวงตารู้ว่า นี่สัมมาทิฏฐิ สัมมาปฏิบัติ สัมมาปฏิเวธ คนที่มีดวงตาจึงจะมา คนไม่มีดวงตาตาบอดตาถั่วตาเน่าไม่มา ใครจะมาเอาลาภยศสรรเสริญโลกียสุขในนี้ไม่มีให้หรอก มีแต่ขัดเกลา ตามวรรณะ 9 เลี้ยงง่ายเหมือนหมู ใส่รางเลื่อนให้กิน ทุกวัน เลี้ยงง่าย บำรุงง่าย ไม่ต้องประคบประหงม ไม่มีเครื่องอลังการอะไร อัปปิจฉะกล้าจนมักน้อย ไม่มีเรื่องให้มักใหญ่มากๆ ไม่มีให้ไปรวย มีแต่ให้มาจน ไปหาสูญลูกเดียว ใจพอ 0 ยังพอเลย ไม่มีก็ยังพอ สบาย มาอยู่ที่นี่ไม่มีรายได้เลยยังพอ เหลือด้วย เฟ้อด้วยนะชาวอโศก อุดมสมบูรณ์ เช้ามาเหลา ที่นี่อย่างกับเหลา เลื่อนกันกองเบะๆๆ นี่เหลือเฟือ ก็ไม่เห็นมีใครมาเอาไปกิน เด็กๆเล็กๆก็ไม่มาเอา สมณะฟ้าไทว่า...ในโลกีย์หาของไร้สารพิษกินยากนะครับ พ่อครูว่า...แต่นี่เหลือ เป็นเรื่องเหลือเชื่อ อาตมาพาปฏิบัติธรรมตาม ที่เราเอาบทคำสอนพระพุทธเจ้ามาวัดมาเทียบยืนยัน เป็นไปเพื่อวรรณะ 9 ไหม แม้ที่สุดอาตมาพาทำได้ถึงสาราณียธรรม 6 1. เข้าไปตั้งกายกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง . 2. เข้าไปตั้งวจีกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง 3. เข้าไปตั้งมโนกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง 4. แบ่งปันลาภผลให้กับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย (ลาภา ธัมมิกา - มีลาภตามธรรมแห่งสาธารณโภคี) . . 5. มีศีลเสมอสมานกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย (สีลสามัญญตา) 6. มีความเห็นเสมอสมานกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย . (ทิฏฐิสามัญญตา) . . (ล.22 ข. 282-283)

จะเกิดจากนี้ได้ต้องมีพุทธพจน์ 7 1. สาราณียะ (รู้จักระลึกถึงกัน คำนึงถึงคนที่ควรเอื้อ) 2. ปิยกรณะ (รักกันสัมพันธ์ดี-ปรารถนาดีต่อกัน) . 3. ครุกรณะ (เคารพกัน รู้จักฐานะ รู้จักคุณวุฒิ) 4. สังคหะ (สงเคราะห์เกื้อกูลช่วยเหลือกัน) . . . 5. อวิวาทะ (ไม่วิวาทแตกแยกกัน) . 6. สามัคคียะ (พร้อมเพรียงกัน มีพลังรวมยิ่งใหญ่) . 7. เอกีภาวะ (เป็นปึกแผ่น มีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน) (โกสัมพีสูตร พตปฎ. ล.22 ข.282-283) อาตมาเอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาสอนมาประกาศ ประสพผลสำเร็จถึงกับมีสังคมสาธารณโภคี

วรรณะ 9 ก็สำเร็จ 1. เลี้ยงง่าย (สุภระ) 2. บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) 3. มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) . . 4. ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) 5. ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) 6. เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) 7. มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) 8. ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ9 9. ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) .

หรือเอากถาวัตถุ10 1. เรื่องที่ชักนำให้มักน้อย กล้าจน (อัปปิจฉกถา) . 2. เรื่องที่ชักนำให้สันโดษ ใจพอ (สันตุฏฐิกถา) 3. เรื่องที่ชักนำให้สงัดจากกิเลส (ปวิเวกกถา) . 4. เรื่องที่ชักนำไม่ให้คลุกคลีกับหมู่กิเลส (อสังสัคคกถา) อยากได้สวรรค์จิ๊ดหนึ่งก็นรกจิ๊ดหนึ่ง อย่างธัมมชโย ประกาศขายสวรรค์ก็คือกำลังขายนรก 5. เรื่องที่ชักนำให้ปรารภความเพียร (วิริยารัมภกถา) . 6. เรื่องที่ชักนำให้บริสุทธิ์ในศีล (สีลกถา) 7. เรื่องที่ชักนำให้จิตตั้งมั่นในสมาธิ (สมาธิกถา) . 8. เรื่องที่ชักนำให้เกิดปัญญา (ปัญญากถา) 9. เรื่องที่ชักนำให้หลุดพ้นจากกิเลส (วิมุติกถา) 10. เรื่องที่ชักนำให้เกิดความรู้แจ้ง เห็นจริงในความหลุดพ้นจากกิเลส (วิมุตติญาณทัสสนกถา) (พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 69)

ในอนุปุปพิกถา 5 ทาน การสละ การให้ ทานต้องไม่ให้มีจิตสาเปกโข อย่ามีหวังในการได้อะไรกลับคืนมา แต่ยิ่งตั้งจิตไว้ผิด ยิ่งกว่าโจรฆ่าโจร ศีล การชำระขัดเกลา ด้วยเจตนางดเว้น สัคคะ (สวรรค์) ให้รู้เท่าทันสวรรค์ เมื่อคุณต้องการอะไร เป็นกาม ก็เป็นโทษทั้งนั้น กามาทีนวะ กามานัง อาทีนวัง โอการัง สังกิเลสัง โทษของกาม ความต่ำทรามของกาม ความเศร้าหมองของกามทั้งหลาย ใคร่อยากภายในคือราคะ หลงสวรรค์ต้องการอะไรมาบำเรอจิต เป็นอาทีนวะ หากไม่เข้าใจสวรรค์ก็อธิบายกามาทีนวะไม่ได้ ใครยังต้องการสวรรค์อยู่ สวรรค์ 6 ชั้นก็คือนรก 6 ชั้น ผู้ใดที่ไม่มีสวรรค์เลย จิตสงบ บริบูรณ์สัมบูรณ์ ไม่มีสวรรค์นรกคือฐานนิพพาน คืออุเบกขา อทุกขมสุข เนกขัมมะ อานิสัง อานิสงส์การออกจากกาม

สรุปหาแก่นสาระ เราต้องมาเรียนรู้เนกขัมมะ เน้นเนกขัมมะ 18 หากทำไม่เป็น ถือศีลก็ไปหลงสวรรค์ ไม่ได้เรียนรู้ว่ากาม ใคร่อยากคืออะไร ต้องทำเนกขัมมะไปตามลำดับ ศีล สมาธิ ปัญญา ค่อยทำไปทีละกรอบ ทีละปริเฉท ศีล 5 8 10 จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล มหาศีลเป็นศีลของศาสนาพุทธ จุลศีลคือข้อปฏิบัติของเฉพาะตน มัชฌิมศีลก็คือจุลศีลที่ละเอียดขึ้น แต่เขาไม่ปฏิบัติศีลกันแล้ว แต่บอกว่าวินัย 227 ข้อคือศีล แท้จริงคือวินัยมีบทลงโทษเป็นอาญา ความรู้ความเข้าใจความหมายต่างๆที่ได้กล่าวมานี้ อาตมาต้องมากล่าว มาอธิบายมาพูด เพราะผู้รู้ท่านไม่ได้สอนอย่างนี้ อธิบายอย่างนี้ก็เลยจมกับสิ่งผิดไปเรื่อยๆ อาตมาก็ไม่รู้จะทำอย่างไร พูดอย่างหมดเนื้อหมดตัวกับชีวิตอาภัพชาตินี้ อธิบาย ศีล สมาธิ ปัญญา ปัญญานั้นเป็นธาตุรู้โลกุตระ เกิดจากอัญญธาตุ แล้วเป็นอัญญาเป็นปัญญาทีหลัง อาตมาก็อธิบาย ไม่เหมือนใคร อาตมาอธิบายธรรมพิสดารหาฟังได้ยาก ถ้าไม่มีอคติก็จะได้ฟัง ที่ไม่เหมือนกับที่อื่น เหมือนกับที่ภิกษุพูดบอกว่า ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนเลยพระเจ้าข้า

สมณะฟ้าไทว่า...พ่อครูมาชาตินี้ต้องอ่อนน้อมถ่อมตนมาก ใหญ่แต่เล็ก พ่อครูว่า...คุณพูดเพราะคุณรู้ เข้าใจ มีปัญญา เข้าใจชัดเจน แต่คนอื่นเขาดูถูกไว้ก่อนเลย อาตมามีแต่ความดีความจริงมาแสดงอย่างไม่ได้อวดโอ่ ไม่มีสาเฐยจิต ไม่มีจิตอยากอวด อาตมารู้ อ่านจิตตนเองออกว่า ขณะพูดนี้มีสาเฐยเจตสิกร่วมปรุงแต่งไหมก็ไม่มี แต่เขาก็ไม่ค่อยเชื่อ แบบนี่คุณเห็น แต่คนตาบอดตาถั่วไม่เห็น 600830_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ รู้จิตอยู่ที่ไหน จนถึงได้อรหันต์

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน