สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน อานิสงส์ 10 ของศีล.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข2 กันยายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน อานิสงส์ 10 ของศีล คนไม่มีปัญญาเสียแล้วจึงไม่ทึ่งไม่อัศจรรย์ ว่าคนเป็นไปได้อย่างนี้เชียวหรือตั้งแต่มีศีลแล้วมีศีลนี้เป็นไปได้หรือ คนเขาก็ไปรับศีล แล้วมีศีลคืออย่างไร คือการท่องจำได้แปลได้ เอามาสอนเขาก็ได้ค่าจ้างได้ คนก็เข้าใจว่าเป็นผู้มีปัญญามีภูมิธรรมเป็นผู้รู้ เพราะรู้ว่าศีลแปลว่าอะไรอธิบายได้ แล้วตนเองอธิบายว่าเป็นไปได้แค่ไหนจึงถือว่ามีศีล ตั้งแต่กิมัตถิยสูตร เลย ท่านตรัสอานิสงส์ของศีล ศีลนี่ทำให้จิตเกิดเจริญขึ้น ศีลจะนำไปสู่ความเป็นอรหันต์โดยลำดับ แต่ทุกวันนี้ไปนั่งหลับตาทำสมาธิจะไม่เกิดอานิสงส์ศีลตามลำดับ ไม่ใช่จบเลย แต่ข้อ ๑ ไม่เดือดร้อนใจไปตามลำดับ เห็นความเดือดร้อนอะไร ประเด็นใดของตน มันเดือดร้อนทุกข์ร้อนมากของตน ถ้าได้มรรคผลประเด็นที่หนึ่งเลยคือหายเดือดร้อนอันนั้น ประเด็นแรกคืออบายมุขเลย ถ้าได้ผลลดกิเลสได้ จิตจะดีขึ้นปราโมทย์ยินดีเหมือนได้ทรัพย์ ได้เพชร ได้อานิสงส์ ๑๐ ของศีล กุสลานิ สีลานิ อนุปุพเพนะ อรหัตตายะ ปูเรนตีติ ศีลที่เป็นกุศล ย่อมถึงอรหัตผลให้บริบูรณ์ไปตามลำดับ ๑. อวิปฏิสาร (ความไม่เดือดร้อนใจ) ๒. ปามุชชะ - ปราโมทย์ (มีความยินดี) ๓. ปีติ (ความอิ่มเอมใจ) ๔. ปัสสัทธิ (สงบระงับจากกิเลส) ๕. สุข (แบบไม่บำเรอตน คือ วูปสมสุข) มีความสุขแบบเนกขัมสิตโสมนัสเวทนา ไม่ใช่สุขแบบได้สมใจกิเลสเป็นเคหสิตเวทนา ต้องรู้อาการของจิตเจตสิกจริงๆ อ่านอาการออก เวทนา ๑๐๘ ต้องมีปัญญารู้ต้องมีผู้สอนได้ ถ้าดับอารมณ์สุขก็ไม่มีทุกข์ ๖. สมาธิ (จิตมั่นคง) ๗. ยถาภูตญาณทัสสนะ (ความรู้ยิ่งในความจริง) ๘. นิพพิทา (เบื่อหน่าย) ๙. วิราคะ (คลายกิเลส) ๑๐.วิมุติญาณทัสสนะ (ปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในนิพพาน) (กิมัตถิยสูตร พตฎ. เล่ม ๒๔ ข้อ ๑

อ่านต่อ

๒๐๘) ต้องอ่านอาการลิงคนิมิตออก ถ้าอ่านไม่ออก แยกความแตกต่าง ลิงค ให้ออก มีตัวกำหนดหมาย เรียกว่านิมิต ให้ออก อย่างนี้สุข อย่างนี้ทุกข์ทำให้กิเลสลดได้ สงบเพราะว่าไปสะกดจิตกดข่มอันนั้นไม่ใช่โลกุตระ แต่สงบของพระพุทธเจ้าเกิดจากมีไฟฌาน ที่ไปลดไฟกาม ไฟพยาบาท ที่มันเป็นอุณหธาตุ เรียกว่าเป็นร้อน หรือเย็นลดลง เพราะปัญญานะ ไม่ใช่กดข่ม พระพุทธเจ้าอธิบายไว้ละเอียด อาจารย์หลายๆ คนก็อธิบายได้เฉียดๆ ถ้าตรงจะมีคนบรรลุจริง เมื่อได้จริงจะมีคนแสวงหาแล้วไปเจอก็จะรวมกลุ่มเกิดเป็นมวล หากเป็นสัมมาทิฏฐิจะมารวมกันแน่นเป็นเอกีภาวะ ถ้ามวลไม่แน่นไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า เสื่อมง่ายเปลี่ยนแปลงง่าย ธรรมะของพระพุทธเจ้าต้องแน่นมั่นคง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ไม่ใช่ว่ามั่นคงเพราะหลีกเร้น หรือว่ามั่นคงเพราะไม่มีอะไรกระแทกกระทบแต่ถ้าถูกกระทบด้วยโลกธรรมจะหนาอย่างไรก็ไม่หวั่นไหวเลย ผุฏฺฐสฺส โลกธมฺเมหิ จิตฺตํ ยสฺส น กมฺปติ ทำไมเขาไม่ทึ่งไม่อัศจรรย์ต่อความจริง หนึ่ง เขาไม่รู้ว่ามีจริง สอง แม้มีจริงแล้วคนไม่รู้ ไปเข้าใจว่าของพระพุทธเจ้าเป็นอีกอย่าง นั่นคือความหลงผิดเพี้ยนไปจากสัจจะของพระพุทธเจ้า ที่ว่าทำไมเขาไม่ทึ่ง แค่ปฏิบัติคนเดียวก็น่าทึ่งแล้ว ถ้าบอกว่ามีอรหันต์จริงๆ คนหนึ่งก็จะทึ่งนะ อาตมายืนยันว่าเรามีอรหันต์จริงๆ แต่เขาไม่เชื่อ เพราะเขาถูกหลอกแล้วว่าอรหันต์ต้องเป็นตามที่เขาถูกครอบงำความคิด พออาตมามาพูดอธิบายยืนยัน มันไม่ตรงไม่สอดคล้องกับที่เขาประกาศ จนไปยึดรูปลักษณ์แบบนั้น มันเป็นเช่นนี้แหละที่เป็นปัจจุบัน อาตมาว่า อรหันต์รูปเดียวก็ทึ่งแล้ว แต่นี่มีอรหันต์รวมกันมากเขายังไม่ทึ่งเลย เขายังมองว่าพวกนี้มันจะบ้าไปถึงไหนนะ คิดอย่างนี้ก็มี อยากรู้มันจะแอคไปถึงไหน พูดตรงๆนะ อาตมาไม่เคยหวั่นเลยว่าพวกเราจะสลายละลายเสื่อมไปง่ายๆ เพราะอาตมามั่นใจว่าของจริงต้อง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ถ้าอาตมาพาทำผิดพวกคุณแน่นอนไม่ยั่งยืนหรอก แต่อาตมามั่นใจที่สุดว่ายั่งยืนแน่นอน อาตมาจึงประกาศว่าเมืองไทยเป็นชมพูทวีปแล้ว มีมนุษย์ อุตรกุรุทวีปแล้ว จนประกาศว่ามีหมู่ชนที่มี dna ของพระพุทธเจ้าแล้ว แล้วจะขยายมวล มั่นใจอย่างนั้นจึงได้พูดว่าชมพูทวีปได้หยั่งลงในประเทศไทยแล้ว ชมพูทวีปคือ สุรภาโว สติมันโต อิธพรหมจริยวาโส สูราคือ สิ่งที่มันแข็งมันกล้าหาญ เป็นของที่ยิ่งกว่าเพชร แข็งอย่าง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ไม่มีใครตีแตก นี่คือแข็งกล้าจริงๆ เป็นผลนะ สูราที่เป็นมรรค คือมีคนที่มีอาการ ๓๒ ครบพร้อมแข็งแรงที่พร้อมจะเรียนรู้อาการ ๓๒ และอาการที่๓๓ มีสติสัมปชัญญะ เป็นตัวนำในปฏิบัติที่สัมมาทิฏฐิ จนสามารถทำสติปัฏฐาน ๔ เกิดสติสัมโพชฌงค์ เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ มีมรรคผลเข้ากระแสแห่งความเป็นโลกุตระจริงๆ โสตาปันนะ อวินิปาตธรรมนิยตะ สัมโพธิปรายนะ ถึงขั้นที่ไม่ถอยไปจากที่นี่ มีแต่จะตรงไปสู่ที่สุดที่สูงแต่ถ่ายเดียว ไม่มีถอย นี่คือความนิจจังส่วนหนึ่งที่ชัดเจน เป็นจิตของคนที่ได้มรรคผลแท้จริง ถึงกล้าพูดว่าโสดาก็มีอยู่ที่นี่ สกิทาก็มีที่นี่ อนาคามีก็มีที่นี่ อรหันต์ก็มีที่นี่ตั้งแต่อรหันต์ในโสดาบันคืออรหันต์ในอบายมุข อรหันต์ในสกิทาฯ อรหันต์ในอนาคามีพ้นกามราคะ หรืออรหันต์ในอรหันต์เอง ที่พูดนี้พูดอย่างวิชาการนะ ตอนนี้กระแสโลกุตระในโลก ตอนช่วงแรกจะมีมามาก เพราะคนไม่มีอัตตามานะมาก ก็จะมีมาปฏิบัติ จึงกลายเป็นอรหันต์ อนาคามี สกิทาคามี หรือโสดาบันบ้าง หรือเป็นโคตรภูบุคคลบ้าง คือ ผู้ข้ามโคตรของทางโลกมาสมัครตนทางนี้ แม้จะไม่มีโคตรภูญาณคือญาณตัดโคตรสมบูรณ์ แต่ตั้งใจมาปฏิบัติธรรมทางโลกุตระ ปฏิบัติธรรมหน้านองน้ำตาอยู่ ตายก็ยอมตาย ตนมีบารมีน้อย คนโคตรภูบุคคลมีในที่นี้ จะมากหรือน้อยก็แล้วแต่ ในระยะเริ่มต้นก็จะมามากกันแล้วก็จะช้าลง จนตอนนี้ก็จะมากันน้อยคนที่มีบารมี ก็คงจะมีประมาณนี้ ได้ประกาศธรรมะมา 45 ปี ก็มีประมาณนี้ พระพุทธเจ้าประกาศธรรมมา 45 ปีก็สำเร็จจบศาสนาตั้งลงเป็นศาสนาของโลก แล้วท่านก็ได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ทั้งหลาย สร้างศาสนาที่จะมีอายุถึง 5000 ปี ซึ่งเป็นศาสนาที่มีอายุสั้นมาก ที่อาตมาเอามาประกาศ ถ้าอาตมาผิดผู้อื่นก็ถูก ถ้าอาตมาถูกผู้อื่นก็ผิด ก็ดูผลเอาก็แล้วกันว่าเป็นอย่างไร ของพระพุทธเจ้าเป็นประโยชน์สองส่วน อุภยัตถะ เช่น เราทำทานให้เขา เขาก็ได้ประโยชน์ แต่เราถ้าสัมมาทิฏฐิจะได้ประโยชน์ ไม่ได้ประโยชน์ที่ได้เหรียญตราหรือโล่นะ แต่เราได้ตรงที่เราได้เสียนี่แหละ เราเสียนี่แหละคือเราได้ เราไม่ได้ให้เพราะถูกหลอกล่อว่าจะได้อะไรตอบแทนมา ไม่ได้ให้ทานเพราะเราอยากได้วิมานมาหลอก นั่นยิ่งมีตัวกูของกูปักดิ่งจมหนัก ค้านแย้งกับคำสอนพระพุทธเจ้า ผู้ได้ประโยชน์สองอย่างแบบที่พระพุทธเจ้าสอนต้องทำใจในใจให้เป็น ทานอย่างไม่ต้องอยากได้อะไรตอบแทนมานี่คือ อัตถิทินนัง เพราะทำใจในใจเป็น แต่เมื่อสอนผิดทำทานแล้วยิ่งตะกละ ยิ่งกิเลสหนายิ่งยึดมั่นถือมั่นคือ นัตถิทินนัง ทานแล้วไม่มีผล ในวงการศาสนาก็อธิบายไม่ชัดเจน สรุปว่าทำงานมาแล้วก็ไม่เป็นโมฆะไม่เป็นหมัน มีผู้รับได้ทำได้แล้วไปปฏิบัติได้ด้วยกันการเกิดผลสืบทอดสืบต่อไป เนื้อแต่ผู้ที่เป็นมวลนี้ ก็พากเพียรหน่อยจะได้ประโยชน์ 2 ส่วน

590212_พุทธศาสนาตามภูมิ อัมพัฏฐสูตร ตอน ๗

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน