สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ต้องมีปริยัติแต่เน้นที่ปฏิบัติ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์7.45 KB
วันที่แก้ไข2 กันยายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ต้องมีปริยัติแต่เน้นที่ปฏิบัติ Kor Chobtang แล้วทำไมต้องมีการแยกเป็นคู่ๆ เป็น ... ปัตติมรรค กับ .... ปัตติผล มรรค กับ ผล มีความเหมือน และ แตกต่างกันอย่างไร ในกรณีนี้ พ่อครูว่า...ธรรมะพระพุทธเจ้า ถ้ามีตั้งแต่ 2 เป็นต้นไปไม่มีอะไรเหมือนกัน จึงต้องตรวจตั้งแต่ หยาบใหญ่ให้รู้ได้แล้ว พยายามรู้ความต่างกัน เมื่อต่างกัน ต้องมีอะไรดีและไม่ดี อะไรถูกอะไรผิด อะไรควรแล้วไม่ควร เราก็เลือกเอาความควร ไม่ต้องไปพูดคู่ที่หยาบ เพราะฉะนั้นต้องใช้ 2 เสมอ เพื่อปฏิบัติ คนใดที่ดันแต่หนึ่งไม่เอาสอง คนนี้ปล่อยเขาไป คนนี้ไม่มีทางเจริญ จมดิ่ง ไม่มีปรโตโฆษะ ติดกับอันนั้นตลอดกาล ถ้าเขาเจริญก็เจริญไปแล้ว คนที่เจริญทางปริยัติ แต่ไม่รู้สภาวะไม่รู้ปฏิบัติ อย่างอาตมานี่พาทำทั้งปริยัติและปฏิบัติ แต่เน้นปฏิบัติมากกว่าปริยัติ คนที่หลงว่ารู้กว่าอาตมา อาตมาไม่เคยบอกว่าเลยว่า ปริยัติ อาตมาเก่งกว่า อาตมาไม่เก่งปริยัติไม่ใช่ learned man เราเป็นคนใช้สภาวะสร้างความเป็นจริงเป็นหลัก ผู้ที่ยึดติดภาษา บัญญัติ ไม่มีปรโตโฆษะก็จะจมอย่างนั้น แค่สัมมาทิฏฐิ จะมี ปรโตโฆษะ กับโยนิโสมนสิการ จะทำใจในใจอย่างไร ศีล สมาธิ ปัญญา จะทำอย่างไร ก็จมงมคลำกับอันเก่า ต่อให้คุณพอรู้ปริยัติ ที่อาตมาพูดบ้าง แต่ถ้าไม่ตามปฏิบัติ ได้แต่รู้มาก เต็มหูเต็มหัว และที่เต็มหูเต็มหัว อาตมาอธิบายแยกแยะไป หรือบางอย่างคุณรู้มากกว่าอาตมา อาตมายังไม่ได้ไปถึงไม่ได้แยกแยะ ก็นึกว่าตนรู้มาก จริง รู้มากหัวโตเลย อาตมาหัวลีบ สรุปแล้วต้องมีธรรมะ 2 ไม่ต้องตะกละ ทำให้เป็นหนึ่งไปเรื่อยๆ ก็จะเจริญสั่งสมไปตามลำดับเท่าที่ทำได้ 600828_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ นัยต่างกันของเอกัคคตาจิตกับเอกจิต

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน