สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน จะรู้จิตได้ต้องมีผัสสะในปัจจุบัน.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.92 KB
วันที่แก้ไข2 กันยายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน จะรู้จิตได้ต้องมีผัสสะในปัจจุบัน ในรายละเอียดของอันนี้ ตกลงจิตอยู่ที่ไหน...มีผัสสะแล้วเกิดขึ้น จิตอยู่ที่ผัสสะแล้วเกิดขึ้น ถ้าไปนั่งหลับตา แล้วนึกคิดอะไรได้ ก็ไม่เรียกจิตเต็มๆแต่เป็นสัญญากำหนดรู้อดีต อนาคต อดีตสิ่งที่ผ่านมาแล้ว อนาคต ก็มีเท่านั้น สัญญากำหนดแต่อดีต อนาคต ไม่มีปัจจุบัน เมื่อไม่มีปัจจุบันศาสนาพุทธจึงไม่เรียกว่าทิฏฐิ ทิฏเฐ ความจริงต้องมี ทิฏฐิ ทิฏเฐ มีปัจจุบันจึงจะเรียกว่าเป็นความจริงเป็นสัจจะ อดีตกับอนาคตไม่ใช่สัจจะ อดีตก็หายไปแล้วเอาความจำมานึกคิด อนาคตมันก็นึกคิดเอา แต่ปัจจุบันที่สัมผัสตาหูจมูกลิ้นกาย สัจจะมีอยู่นิดเดียว ถ้าส่วนอดีต อนาคตที่คุณยังวุ่นวายในอดีต อนาคต ไปวุ่นวาย จริงๆ มันมีแต่ปัจจุบัน หมดอดีตที่ต้องตามหา อนาคตก็ไม่ได้วุ่นวายอยากได้อยากมีอยากเป็น ก็หมด ถ้าไม่มีกระทบสัมผัสก็สูญ อดีต อนาคต ข้อ 7 ทั้งส่วน อดีต ส่วนอนาคต อันนี้ก็คือ สูญ เป็นปัจจุบัน เป็นสัจจะอยู่ที่ปัจจุบัน ความจริงจึงจิ๊ดเดียว อันนี้อาตมาเคยอธิบายไว้ใน หนังสือคนคืออะไร? ความจริงเหมือนปลายเข็มจุดลงไป นิดเดียวแล้วหายไป เป็นอดีต เป็นอนาคต ถ้าคุณไม่เกิดผัสสะ จิ๊ดหนึ่งคือผัสสะ หากไม่มีผัสสะก็สูญ ใครทำสูญได้ เมื่อผัสสะก็รู้ความจริงตามความเป็นจริงโดยไม่มีธรรมะ 2 มีแต่ ธรรมะหนึ่ง ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 เป็นหัวใจของศาสนาพุทธ ตรงนี้ถ้าเข้าใจและทำได้ก็จบเลยหรือจะทำ0 เป็นนปุงสกลิงค์ก็ได้ ก็ไม่มีเรื่องไม่ต้องรู้อะไร ว่าจริงหรือไม่จริง แต่ถ้ามี 1 ก็ทำงานไปได้ต่อ สมณะฟ้าไทว่า..อันสุดท้าย อสัญญีสัตว์คือไม่รู้อะไรเลย พ่อครูว่า..เนวสัญญานาสัญญายตนะคือภูมิสูงแล้ว

อ่านต่อ

เมื่อสัมผัส แล้วเหลืออายตนะสุดท้าย ที่ท่านแปลว่ารู้ก็ไม่ใช่ไม่รู้ก็ไม่ใช่ หมายถึงว่า คุณยังไม่รู้ความจริงตามความเป็นจริง ถ้ารู้ความจริงตามความเป็นจริงก็จบ สัญญาเวทยิตนิโรธ สิ่งที่รู้ความจริงตามความเป็นจริงเมื่อ ผัสสะก็เกิดเวทนา เป็นปฏิจจสมุปบาทผัสสะแล้วเกิดเวทนา เราก็รู้เวทนา พระพุทธเจ้าให้ศึกษาเวทนาเป็นกรรมฐานแล้วเรียนรู้กรรมฐาน กรรมฐานเวทนา 108 เวทนา 2 กายิกเวทนา เจตสิกเวนา เวทนา 3 ก็สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ เวทนา 5 ภายนอก สุขทุกข์ และภายในสุขทุกข์ แล้วก็เฉย อุเบกขา มีมากมีน้อย ก็ตรงนี้ เวทนา 6 คือ เวทนาทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เวทนา 18 คือ เวทนาทาง ตาหูจมูกลิ้นกายใจ ทำงานแล้วเกิด สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ ทวารละ 3 อย่างนี้ ก็รวมเป็น 18 กรรมฐานของศาสนาพุทธ จึงมีเวทนานี้เท่านั้น แต่มันผิดเพี้ยนไปไกลไปทำกสิณอะไรบานปลายออกนอกศาสนาพุทธไปหมด ก็เลยไม่ได้ถูกต้องกรรมฐานแท้ คือเวทนา หากไม่มีผัสสะไม่มีเวทนาก็ไม่มีฐานในการปฏิบัติ 9 ข.87 [87] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า นิพพานในปัจจุบัน ย่อมบัญญัติว่า นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ด้วยเหตุ 5 ประการ เขาเหล่านั้นเว้นผัสสะแล้วจะรู้สึกได้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ แต่มันเพี้ยนไป มีกรรมฐานเป็นกสิณ แต่กรรมฐานของพุทธมีแต่เวทนา แล้วก็แยกเวทนา 108 ตัวปฏิบัติคือเคหสิตเวทนาในมโนปวิจาร พฤติกรรมของเวทนา แล้วเรียนรู้ สุข ทุกข์ เรียนรู้เหตุ ดับเหตุคือกิเลส ทำกิเลสลดได้เป็นเนกขัมมะ เป็นฐานนิพพานคือเนกขัมสิตอุเบกขา ทำให้เก่ง เป็น ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา เรียนรู้มีผัสสะเป็นปัจจัย มีตัณหาเป็นเหตุ ก็ล้างตัวนี้ได้เป็นเนกขัมมะ สรุปว่า เรียนรู้มโนปวิจาร 18 ทำอุเบกขา แล้วทำอุเบกขาเป็นอเนญชา ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา นี้ให้ได้ อาตมาเอาสภาวะแท้มาอธิบาย ไม่ได้เอามาจากอาจารย์ไหนแต่มันตรงกับของพระพุทธเจ้าอธิบายไว้ในพระไตรปิฎก ตอนนี้มันบานปลายแตกหน่อ แตกกิ่งก้านมิจฉาทิฏฐินอกเรื่องราวไปไกลมาก ลืมว่าศาสนาพุทธ พระพุทธเจ้าสอนใน พรหมชาลสูตรว่า ต้องมีผัสสะ จึงมีเวทนา ให้ปฏิบัติ นอกจากปฏิบัติเวทนา 108 นอกนั้น ปฏิบัตินอกรีต เป็นความแส่หาของตัณหาทั้งสิ้น ฟังบ้าง ออกนอกรีต อนุสาสนีย์พระพุทธเจ้าเยอะแยะ อาตมามากู้ศาสนาพุทธกลับ อย่าดูถูกดูแคลนอาตมามากนัก ว่าไม่มีค่าไร้ค่า พูดธรรมะนี้เหมือนคนบ้า ไม่ใช่ อาตมามีแต่ความจริงใจสุจริต มีแต่ความจริงมาอธิบายเพื่อกอบกู้ศาสนาพุทธ 600830_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ รู้จิตอยู่ที่ไหน จนถึงได้อรหันต์

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน