670126 ตอบปัญหาเพื่อละอวิชชา 8 พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
670126 ตอบปัญหาเพื่อละอวิชชา 8 พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก https://www.boonniyom.net/53750.html
ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1SiUAvvOZp0M1KQS1bGIuxvDQjfPFwvEg/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true
ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/18ZtWe6_-WqeJbm5vZayHpDc9okz78Mpp/view?usp=sharing
และ https://podcasters.spotify.com/pod/show/l88ie790dko/episodes/670126-108-1--8--_1-e2evh47
ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/hj4gsoWqj40 _สู่แดนธรรม..วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ 26 มกราคม 2567 แรม 1 ค่ำเดือนยี่ปีเถาะ ที่บวรราชธานีอโศก หลายคนคอยติดตามว่าเมื่อไหร่พ่อท่านจะมาแสดงธรรมสักที คราวที่แล้วเมื่อวันพุธที่ 17 มกราคม เว้นไปแล้ว 3 ครั้ง เนื่องจากมีอาการป่วย รวมถึงวันนี้ก็ 18 วัน ป่วยเป็นทั้งโควิดและก็มีอาการไข้หวัดผสมผสานกัน จนกระทั่งท่านแสนดินตั้งชื่อให้ใหม่ว่าเป็นโคหวัด วันนี้พ่อท่านก็บอกว่าจะมาแสดงธรรมให้ฟัง ผมก็พยายามจะพาไปอย่างไม่เร่งครับ ผมศึกษากับพ่อท่านมาหลายปี ได้รับความประทับใจในคำสอนของพ่อท่าน พูดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางจิตวิญญาณของพวกเรา มันควรจะเปลี่ยนแปลงไปจนกระทั่งถึงยีน มันเป็นการเปลี่ยนสัญชาตญาณของจิตวิญญาณ อย่างพวกเรามีความเมตตาไม่เบียดเบียน สัตว์โลกที่อยู่เป็นเพื่อนกับเรา พวกนกเขาพวกปลาสวาย เขาก็รับกระแสนี้ได้ เขาไม่กลัวพวกเรา เขารู้สึกว่าเขาปลอดภัย แม้แต่เด็กๆที่โตมาในชุมชน ตั้งแต่ผมเห็นเขาตอนเด็กตอนนี้เขาอยู่ม. 5 กันแล้ว เขาไปที่สนามบินกองบิน 21 วันเด็ก เขาประกาศให้แข่งขันชิงรางวัล แต่เด็กของเราแย่งชิงกับเขาไม่ได้เลย ถูกเขาเบียดออกมา แต่พอโฆษกบอกว่าใครอยากได้รางวัลให้ไปเก็บขยะมาแลก เด็กพวกเรา
อ่านต่อ
พากันเก็บขยะด้วยความสนุกมาแลกรางวัล สังเกตดูเด็กชาวบ้านเขาไม่กระดิกเลย ไม่รู้สึกว่าจะต้องไปเก็บขยะมาแลกทำไม นี่คือคำสอนของพ่อท่านที่สอนถึงขั้นยีนของวิญญาณเปลี่ยนแปลงไป ผู้ใหญ่ของเราก็เหมือนกันได้ฝึกมาเป็นคนจนมหัศจรรย์ ยีนเหล่านี้ก็จะถ่ายเทถึงลูกถึงหลาน กราบนิมนต์พ่อท่านเข้าสู่รายการได้เลยครับ
พ่อครูจบกิจ แบบยังไม่หายไปจากกาละ พ่อครูว่า... เจริญธรรมทุกคน ไม่ได้ออกอากาศมากว่า 10 วันนะ _สู่แดนธรรม... ป่วยอยู่ 18 วันครับ ไม่ได้ออกอากาศมา 3 ครั้ง พ่อครูว่า... ไม่เป็นไร ยังออกได้อยู่ก็ดีอยู่ ไม่งั้นก็จะหายไปจาก กาละ ช่วงใดช่วงหนึ่งนี่ก็ยังอยู่ในกาละอยู่ ยังไม่ได้หลุดออกจากกาละ ยังอยู่ในเดือนในวันในปีของความหมุนเวียนของกาละอยู่ ยังไม่หายไปหลายปี แล้วค่อยมาเกิดเป็นเด็กใหม่ แล้วก็ค่อยโตขึ้นมา การหมุนเวียนของทุกอย่าง ถ้ามันไม่มีการทำความจบ จบกิจ ตามศัพท์ของพระพุทธเจ้าเป็นภาษาไทยว่า จบกิจ ถ้าตาม ภาษาบาลีบอกว่า กตํ กรณียํ ถ้าไม่มีการจบกิจ มันไม่จบหรอก มันจะวนเวียนอยู่อย่างนั้น ซึ่งเป็นเรื่องลึกซึ้งเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ในการที่จะได้เกิดมาเป็นชีวะในระดับสัตว์ ชีวะระดับจิตนิยาม ซึ่งอาตมาก็อธิบายไปเยอะแล้ว จะไม่มีทางสิ้นสุดได้ง่ายๆโดยตัวเองโดยธรรมชาติไม่ง่าย จะต้องได้พบพระพุทธเจ้าหรือได้ฟังสัตบุรุษหรือผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิ เอาคำสอนโลกุตรธรรมมาพูดให้ฟัง ได้รับคำสอนแบบใหม่ โลกุตรธรรมเป็นธรรมะแบบใหม่ ที่ไม่เหมือนโลกียธรรม โลกธรรมชาติส่วนธรรมดาๆสามัญ จะมีแต่ความรู้แบบเดิม แบบหมุนซ้ายไปขวา ๆ วนไปในทางนั้น ทั้งนั้นๆๆๆ กี่กัปกี่กัณฑ์มาแล้ว แม้โลกลูกนี้จะอยู่ไปอีกหลายล้านปี จักรวาลนี้จะอยู่ไปอีกกี่ล้านปี โลกก็จะหมุนเวียนอยู่ไปทางซ้ายไปขวาอยู่ จะไปเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย มีพระพุทธเจ้าเท่านั้นสามารถที่จะทวนกระแส ทวนเป็นขวามาซ้าย ขวามาซ้ายก็ได้แต่เฉพาะนามธรรมด้วย ได้เฉพาะแต่เรื่องจิตวิญญาณ พาทวนกระแสนี้ จึงสามารถปิดฉากไปถึงที่ขีดที่ชนกัน แล้วจบ เลิก สลาย หาย เพราะฉะนั้นธาตุรู้ที่มีจิตวิญญาณก็สามารถที่จะแยกธาตุ เป็นดินน้ำไฟลมไปเลยได้ นี่เป็นสุดยอดแห่งนักวิทยาศาสตร์ทางจิตวิญญาณ ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ในโลกนะ ยังไม่มีใครตัดสินหรอกอาตมาตัดสิน เพราะคนอื่นๆยังไม่มีใครสามารถที่จะรู้ความจริงอันนี้ แล้วตัดสินอันนี้ได้ เพราะไม่รู้ไม่เข้าใจว่า พระพุทธเจ้านั้นแยกธาตุจิตวิญญาณเป็นดินน้ำไฟลมออกไป ไปได้เลย แยกธาตุจิตนิยามเป็นธาตุอุตุนิยาม พูดให้ไปเข้าตัวภาษาวิชาการ สามารถแยกธาตุจิตนิยาม สลายแตกออกไปเป็นอุตุนิยาม คือเป็นดินน้ำไฟลมไป นี่แหละสุดยิ่งใหญ่ เป็นสุดยิ่งใหญ่ แตกสลายแล้วกลายเป็นปรินิพพานเรียกด้วยศัพท์ว่า ปรินิพพานเป็นปริโยสาน แตกสลายแล้วก็เอากลับคืนมาอีกไม่ได้แล้วนะทีนี้ ถ้าแตกสลายสุดท้ายที่ตัดสินใจ เจ้าตัวตัดสินใจจบกิจ โดยการตาย แตกสลายธาตุจิตวิญญาณของตัวเอง สูญสลายหายไป อย่างพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ เป็นต้น พระพุทธเจ้าสร้างศาสนาเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งแล้ว แล้วเสร็จจากชาติที่ประกาศศาสนาแล้วก็ตาย พระพุทธเจ้าก็ตายหรือทำ กาละ สิ้นชีพ แยกธาตุ กายัสสะ เภทา ปรัมมรณา สลายเป็นดินน้ำไฟลมไปเลย อาตมาก็ได้พูดมาตลอดเวลา _สู่แดนธรรม... ผมสังเกตดูว่าระยะหลังๆพ่อท่านมักจะพูดเน้นแต่สิ่งเหล่านี้นะครับ เหมือนกับที่ท่านสมณะเดินดินพูดกับผมว่าพ่อท่านพยายามเน้นสู่กันเรื่องนี้อย่างสำคัญทีเดียว เหมือนกับพ่อท่านเป็นห่วงว่าพวกเราจะไม่ได้สิ่งเหล่านี้เป็นแก่นสารสาระหรือไม่ครับ พ่อครูว่า... มันต้องถ้วนทั่วเน้นให้รู้ว่า มันมีจบอย่างชนิดที่จบอย่างไม่ฟื้นแล้วนะ เพราะฉะนั้นมันก็จะต้องชัดเจน อาตมาไม่ได้เทศน์เสียนาน sms ดินพอกหางหมู SMS วันที่ 17 - 18 มกราคม 2567
อ่านความทุกข์ได้ในตนคือเริ่มต้นฉลาดแท้ _นภารัตน์ อิ่มรัง ... ทุกข์แท้หนอชีวิต พ่อครูว่า... คนที่สามารถมีความรู้สึกในตัวเองได้ว่ามันเป็นทุกข์คนนั้นเริ่มดีแล้ว อ่าน อาการที่รู้สึกว่าทุกข์นั้นให้ได้ ทุกข์นี่ จริงๆพระพุทธเจ้าตรัสไว้เลยว่าเป็นอริยสัจ แต่ถ้าสุขนี้ท่านตรัสว่าเป็น สุขัลลิกะ ผู้นี้เป็นอริยสัจ เป็นสัจจะของผู้ประเสริฐ ผู้ฉลาดที่สามารถล่วงรู้ว่านี่มันเป็นทุกข์ ดี พยายามติดตามเมื่อคุณเองอุทานแล้วรู้สึกอย่างนี้ ติดตามรายการ ติดตามพวกเรานี่แหละชาวอโศก ติดตามธรรมะพวกเราดีๆ จะช่วยได้เยอะ
ใช้อนุปัสสี 4 เพื่อละอวิชชา 8 _สว่างแสง ขวัญดาว ... น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงสุดค่ะ พ่อครูคะในอวิชชา ๘ ข้อ ๕ ว่าไม่รู้ในส่วนอดีตที่ไม่เที่ยง พ่อครูว่า... จริงๆต้องพูดให้เต็มว่า อวิชชาสวะ 8 มีอาสวะด้วย ซึ่งมันต่างกัน อวิชชา 8 มันก็อย่างหนึ่ง อวิชชาสวะ 8 มันก็อีกอย่างนึงจะต่างกัน _ ข้อ ๖ ว่าไม่รู้ในส่วนอนาคตที่ไม่เที่ยง ดังนี้ลูกไม่มั่นใจว่าหากเราได้ปฏิบัติอนุปัสสี ๔ ข้อ ๑ คืออนิจจานุปัสสีเห็นความไม่เที่ยง แล้วเราจะพ้นความเป็นผู้ไม่รู้ในอวิชชา ๘ ข้อ ๕ กับ ข้อ ๖ ได้ไหมคะ น้อมกราบนมัสการพ่อครูสุดเศียรสุดเกล้าค่ะ พ่อครูว่า... อนุปัสสี ข้อที่ 1 อนิจจานุปัสสีตามเห็นความไม่เที่ยง อนุปัสสี 4 มันมี 1. ตามเห็นความไม่เที่ยง 2. ตามเห็นความจางคลาย วิราคานุปัสสี 3. นิโรธานุปัสสี ตามเห็นความดับ 4. ตามเห็นปฏินิสสัคคานุปัสสิ ตามเห็นความทวนกลับไปกลับมาได้อย่างรอบถ้วนสลับไปสลับมาได้เป็นปฏินิสสัคคานุปัสสี ก็คงจะไปหมายเอาอันนี้แหละ ข้อ 5 กับข้อ 6 ได้ไหม เอาทีละข้อสิเพราะมันต่างกัน ถ้าไม่ต่างกันท่านจะแยกข้อไปทำไมล่ะ มันต่างกันก็เอาทีละข้อ ตามเห็นความไม่เที่ยงก็ยังนึกตามเห็นความจางคลายก็อย่างหนึ่ง ตามเห็นความดับก็อีกอย่างหนึ่ง ข้อ 5 ของอวิชชา 8 ไม่รู้ในส่วนอดีต อธิบาย กาละ 3 อวิชชาสวะ 8 คือ 1.ไม่รู้..ทุกข์ (ทุกฺเข อญฺญาณํ) 2.ไม่รู้..ทุกขสมุทัย (ทุกฺขสมุทเย อญฺญาณํ) 3.ไม่รู้..ทุกขนิโรธ (ทุกฺขนิโรเธ อญฺญาณํ) 4. ไม่รู้..ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา (มรรคมีองค์ 8) 5.ไม่รู้ในส่วนอดีต (ที่ไม่เที่ยง) ปุพพันเต อัญญาณัง 6.ไม่รู้ในส่วนอนาคต (ที่ไม่เที่ยง) อปรันเต อัญญาณัง 7.ไม่รู้ทั้งส่วนอดีต-ส่วนอนาคต (ไม่รู้สิ่งที่เที่ยงแท้เท่ากันหมดแล้ว)(ปุพพันตาปรันเต อัญญาณัง) 8.ไม่รู้ในธรรมทั้งหลาย ที่อาศัยกันเกิดขึ้นเป็นห่วงโซ่แห่ง การเกิดทุกข์ หรือดับทุกข์ ตามหลักปฏิจจสมุปบาท (หรืออิทัปปัจจยตา) (พตปฎ. ล.34 ข.691 ว่าด้วย อกุศลเหตุของโมหะ) พ่อครูว่า... ถึงที่ถามมานั้นมันไม่ได้เพราะมันต่างกัน ข้อ 5 กับข้อ 6 นี้ยังไม่เที่ยงอยู่ทั้งคู่ อดีตก็ไม่เที่ยง อนาคตก็ไม่เที่ยง เคยอธิบายแล้ว ที่ไม่เที่ยงเพราะอะไร ที่ไม่เที่ยงเพราะ ปัจจุบันของคุณยังไม่แข็งแรง เหตุปัจจัยเดินทางจากอนาคตมาสู่ปัจจุบันยังไม่ผ่านถึงอดีตนะ คุณสามารถมีกำลังอภิสังขาร มีความสามารถที่จะจัดการกับเหตุปัจจัยที่ขึ้นมาปรุงแต่ง ประสบกับคุณในขณะปัจจุบันนั่นแหละ คุณจะจัดการได้สำเร็จไหม สำเร็จหมายความว่าจัดการกับกิเลสให้มันดับสูญไป คุณจะจัดการกิเลสให้มันดับสูญไปไหม ถ้าคุณสามารถทำได้ก็เกิดภาวะศูนย์ใช่ไหม เมื่อเกิดภาวะสูญ อนาคตผ่านมาถึงปัจจุบัน กิเลส 0 จิตของคุณก็สะอาด จิตสะอาดผ่านไปเป็นอดีต อดีตมีอยู่เท่าไหร่แต่ก่อนนี้ มันก็ไม่มีอะไรไปเติมอดีตอีกเพราะมันสูญ เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าปัจจุบันของคุณทำไม่สำเร็จ อดีตจะเปลี่ยนไหม _สู่แดนธรรม... ไม่เที่ยงครับ พ่อครูว่า... ถ้าคุณทำไม่สำเร็จ มันก็ไปผสมกับอดีตเหมือนเดิมอีกมันก็ไม่เที่ยง อันต่อมาอันที่ 6 อนาคตแน่นอนอนาคตมันยิ่งไม่เที่ยงใหญ่ เพราะเรายังไม่รู้เลยว่ามันจะมามากมายแค่ไหน หากคุณจะเก่งทุกอย่างผ่านมาทุกปัจจุบันคุณจัดการได้เป็น 0 หรือยัง ถ้ายัง อะไรล่ะจะรับผิดชอบได้ว่า คุณจะจัดการให้ทุกอย่างผ่านไปเป็น 0 ได้ เพราะคุณยังไม่มีสมรรถนะเต็มที่เพียงพอ จนกว่าคุณจะมีสมรรถนะเต็มที่เพียงพอ ทุกอย่างมาจากอนาคตพอมาถึงปัจจุบัน รับรองได้ว่าคุณมีเป็นเพชฌฆาตเด็ดขาดกิเลส ตายเด็ดขาด ไม่ผ่านมือไปได้เพราะฉะนั้นอันที่ 5 ที่ 6 จึงต่างกันแน่ ทีนี้อันที่ 7 ทั้งอดีตและอนาคต ท่านไปรวมไว้อีก อาตมาเคยตั้งข้อสังเกตไว้ให้ฟังว่าพระพุทธเจ้าท่านแยกไปเป็นอีกข้อหนึ่ง อดีตกับอนาคตไปร่วมกัน อดีตท่านก็ตรัสไปแล้วอนาคตก็ตรัสไปแล้วแน่นอนก็มีคำอธิบายโดยปริยายไปแล้ว แล้วจะไปพูดซ้ำซากอีกทำไม มันต้องมีนัยยะสำคัญที่ต่างกันแน่นอน นั่นหมายความว่า เมื่อกี้พูดไปแล้วถ้าประสิทธิภาพของคุณยังไม่เด็ดขาดไม่เที่ยง แต่นี่เที่ยงแน่ข้อที่ 7 นี้เที่ยงแน่ประสิทธิภาพของคุณต้องเด็ดขาด ผ่านข้อที่ 7 นี้ประสิทธิภาพของคุณเด็ดขาดเที่ยงแน่หมายความว่าทั้งอดีตทั้งอนาคตไม่เหลือหรอ 0 แน่ 0 อันนี้เป็นผลสำเร็จของผู้ที่จะประสบผลสำเร็จหรือจบกิจด้วย ถ้าไม่เช่นนั้นจะเรียกว่าคนนี้จบกิจไม่ได้ ตัวนี้ต้องผ่านตรงนี้ด้วยถึงจะเรียกว่าจบกิจ สามารถจัดการกิเลสได้เด็ดขาดทุกปัจจุบันที่ผ่านมา ไม่ใช่คนทำเป็นปล่อยปละละเลยกิเลสสั่งสมไปใส่อดีตแล้วจะเรียกว่าคนประสบผลสำเร็จได้อย่างไร บรรลุธรรมสูงสุดได้อย่างไรใช่ไหม มันเป็นอรหันต์ ไม่ได้ _ สู่แดนธรรม... ผมเคยฟังข้อ 5 ของพ่อท่านบอกว่าความไม่รู้ความไม่เที่ยงของพระอรหันต์ท่านสามารถทำกุศลเพิ่มขึ้นได้อีก อันนี้คนที่ไม่รู้ก็ไม่รู้จริงๆว่ากุศลของพระอรหันต์ก็ไม่เที่ยง แต่เขาไม่รู้ก็เลยไม่รู้ในข้อที่ 5 พ่อครูว่า... ก็ไม่ต้องพูดต่อ คุณพูดเติมแล้ว ก็ชัดเจนแล้ว ความไม่เที่ยงแบบนั้นถ้าผ่านปัจจุบันแล้วก็กลายเป็นอดีตมันก็ไม่เที่ยง ส่วนอนาคตนั้นก็ไม่ต้องไปพูดถึงไม่ต้องอธิบาย ละเอาไว้ เพราะฉะนั้นก็ไปสรุปรวมตรงที่ เหมือนกับอริยสัจ 4 ก็รวมลงที่หลักการในการที่จะประพฤติปฏิบัติเพื่อบรรลุนิโรธ อันนี้ก็ฉันเดียวกัน ก็คือหลักการใหญ่ของปฏิจจสมุปบาททั้งหมด ในข้อที่ 8 ปฏิจจสมุปบาททั้งหมด สิ่งที่อาศัยกันเกิด เพราะฉะนั้นผู้ที่จะบรรลุปฏิจจสมุปบาทสำเร็จจริงๆจึงไม่ใช่ผู้ที่มาพูดจ๋อยๆจำ 11 ข้อนี้ได้ก็พูดจ๋อยๆเก่ง มันไม่ทีเดียวหรอก มันต้องมีรายละเอียดให้ศึกษาดีๆ ต่อที่นี่เพิ่งจะได้ข้อเดียว ปาเข้าไป 20 กว่านาทีแล้ว
_ดาวแดนบุญ รุ่งไร่โคก ... ท่านฟ้าไทเสียงแหบ หลอดลมอักเสบแล้วค่ะ ต้องฉันน้ำมะนาว+น้ำผึ้ง+เกลือนิดๆ น้ำอุ่นเรื่อยๆ ด้วยค่ะ..กราบ พ่อครูว่า... ขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง ท่านฟ้าไทจะหายหรือยัง สูตรนี้เป็นสูตรโบราณ
_วิมล เจวรัมย์ ... กราบขอบพระคุณ สิกขมาตุค่ะ ท่านแจกแจงกิเลสดิฉัน เหมือนเฉาะฝรั่งเลยค่ะ 6 โมงเตรียมฟังธรรมะ รื่นเริงในธรรมมากๆ ค่ะ พ่อครูว่า... เอ้า..ฟังธรรมแล้วเอาไปทำ อย่าฟังธรรมแล้วเอาไปทิ้ง
อยู่ประเทศไทยสุขใจยิ่งเพราะมีโลกุตรธรรม _สุตัน แก้วประโคน ... ประเทศไทยสุขใจยิ่ง เป็นสุขนัก พ่อครูว่า... คุณคนนี้อุทานซะ อาตมาก็พูดนะเรื่องนี้ว่าประเทศไทยเรานี้มันไม่มีใครเทียบหรอก แต่คนที่ไม่ค่อยรู้คนอวิชชา คนไม่มีความรู้อะไรถึงความจริงตามความเป็นจริง หรือว่าเป็นคนกิเลสหนา กิเลสไม่รู้จักหยุดดิ้นรนจะต้องอย่างนู้นอย่างนี้ เอาตัวเองมาได้มาเป็นมามีมาชนะคะคานก็บ้าไม่หยุดก็ว่าไป จริงๆแล้วอย่างที่คุณสุตันนี้พูด ประเทศไทยสุขใจยิ่งนักเป็นสุขนัก ดูสิทุกวันนี้คร่าวๆทุกวันนี้ Globalization รู้หมดทุกอย่าง ให้เห็นชัดเจนเลยว่า ฆ่าแกงกันเป็นผักเป็นปลา อันนี้อาตมาก็เคยวิจัยเคยพูดแล้วว่าคนในระดับคนที่เป็นชาว มิลักขชน ชาวที่ยังเป็นคนเถื่อน อันนี้ขออภัยต้องพูดความจริง ไม่ได้ไปลงโทษไม่ได้ไปดูถูกดูแคลนชาวตะวันตก หรือว่าชาวเทวนิยม ชาวเทวนิยมหรือชาวตะวันตกยังไม่ได้พ้นจากความเป็น มิลักขชน แม้ชาวตะวันออกกลางก็ยังไม่พ้นความเป็น มิลักขชน ยังไม่เข้าใจถึงชีวะ ศาสนาพุทธมีคำสอนถึงขั้นว่า อย่าทำให้ทาสจิตวิญญาณธาตุรู้ที่ได้พัฒนามา ตั้งแต่จากมหาภูตรูปขึ้นมาเป็น อหิจฺฉตฺตก พัฒนาขึ้นมาเป็น ชีวะ ในระดับจะเรียกชีวะก็ยังไม่จริงทีเดียวคือเหตุ เป็นเชื้อรา อหิจฺฉตฺตก จากนั้นจึงจะพัฒนาขึ้นมาเป็น ภูตคาม ภูตคาม ยังไม่เคลื่อนที่จะเริ่มจะมีชีวะขึ้นมา แล้วเกาะตัวสัก 2 ตัวพัฒนาตัวขึ้นมา เป็นหัวเป็นกลุ่มเป็นก้อน จนกระทั่งมีใบมีกิ่งมีอะไรออกมา เป็น พีชคาม จากภูตคามเป็นพีชคาม แล้วถึงจะหลุดจากที่ที่ตัวเองเกาะอยู่ อย่างพืชนี้ยังเกาะอยู่กับที่ทั้งนั้น หลุดจากตัวนี้ไปออกไปเป็น เจตภูต ฉะนั้นพลังงานในระดับเจตภูตจึงเป็นพลังงานที่อิสระขึ้นมาในตัวเอง เจตภูต จากเจตภูต ก็ไปเป็นปาณะ เชื้อชีวิตพระพุทธเจ้าเริ่มจัดเชื้อชีวิตตรงนี้ อย่าทำให้เชื้อชีวิตของสัตว์โลกนี้ตกร่วง มันเจริญขึ้นมาพัฒนามาตั้งแต่ มหาภูตรูป มาถึงระดับนี้แล้ว มันเป็นสัตว์ที่มีธาตุที่จะจองเวรจองกรรม มีรักมีชัง เพราะฉะนั้นอย่าไปเกี่ยวข้องกับมัน อย่าไปเกี่ยวข้องอย่าไปทำอะไรเขา เราจะไปอยู่ในบ่วงเวรกับเขาเลย ติดเข้าไปเลยนะ ท่านจึงห้ามตั้งแต่บัดนั้น จาก ปาณะ สูงขึ้นไปเป็นเจตสิก ก็ยิ่งแน่นอน เป็นอาการของจิตที่จะยิ่ง ผูกพันทั้งรักทั้งชัง แล้วจึงจะเกิดจิตระดับสัตตะ เจตสิกมาเป็นสัตตะ ใช้ตัวเลข 7 สัตตะ ยืนยันบอกขีดบอกขั้นบอกเขต เป็นชีวิตในระดับสัตว์ จากสัตตะ จึงจะเกิดมาเป็นจิตนิยาม มาเป็นจิต เป็นวิญญาณอะไรก็ได้ไล่ใหม่อีกที เคยอธิบายละเอียดมาหลายที อาตมาก็ค่อยๆดึงเอาภาวะเดิม คือคำสอนหรือว่านัยยะสำคัญของเนื้อหาสาระของโลกุตรธรรมที่อาตมาเอามาบรรยาย ในยุคนี้อาตมาเป็นคนนำโลกุตระเข้ามาขยาย ยุคนี้ ขอยืนยันว่าอาตมา คำนี้จะเป็นคำใหญ่นะ อย่าเพิ่งหมั่นไส้อาตมา เป็นเจ้าของ อาตมาไม่เป็นเจ้าของหรือคุณธรรมยุคนี้แต่ทำไมไม่ใช่เจ้าของแท้หรอก อาตมาเป็นโพธิสัตว์สั่งสมตัวนี้ติดตัวเองเป็น สยังอภิญญา เป็นผู้มีมาเอง อย่างที่อาตมาก็ยืนยันตนเองว่าอาตมาไม่มีอาจารย์ เกิดมาชาตินี้ไม่มีครูไม่มีอาจารย์ มารู้เองแล้วแถมไม่ตรงกับอาจารย์ใหญ่ๆๆๆ ที่เขามีอยู่ทั้งหมด ไม่ตรง มันถึงได้ยาก มันถึงได้..โอ้โห.. นำพา เพราะอาตมาบารมีชาตินี้ไม่มีอะไรรับรองเลย ไม่มีพรรคไม่มีพวก อาตมาจะพูดถึงเรื่องทางด้านโหราศาสตร์ต้องบอกว่า เป็นหมากลางตลาด ต้องหลบปังตอ ต้องหลบน้ำร้อน ต้องหลบไม้หน้าสาม หลบหากินไปตามประสา ไม่มีอะไรช่วย ต้องช่วยตัวเองเต็มที่เลย แล้วเอาอะไรมาช่วยตัวเองอีก ไม่มีอลังการอะไรเลย รูปไม่หล่อพ่อไม่รวย วิชาการไม่เคยมี ไม่มีเลย เอาธรรมะแท้ๆ โลกุตรธรรมเพียวๆ มายืนยันตนเอง เอาโลกุตรธรรมแท้ๆ อาริยธรรมของพระพุทธเจ้ามายืนยันตัวเอง 53 ปีที่ออกมาทำหน้าที่จนป่านนี้ และอาตมาก็ว่า โอ้โห.. สุดเลย 53 ปีเหนื่อย พยายามลากสังขารไปเท่านั้น จะตายวันตายพรุ่งก็อย่าสงสัยเลยนะ เพราะอาตมาเองอาตมาพยายามเท่านั้น มันไม่หายใจวันไหนก็บอกว่าไปแล้วโพธิรักษ์ นี่ก็พูดด้วยจริงนะไม่ได้พูดเล่นลิ้นอะไร
_ป่ารุ่ง วนาศิริ ใใ. กราบนมัสการพ่อท่านด้วยสุดเศียรเกล้า กระผม "ป่ารุ่ง" ชื่อทางธรรมที่พ่อท่านตั้งให้ ผ่านทางออนไลน์คนแรก(ไม่ทราบว่าพ่อท่านจะจำได้หรือป่าวครับ) มารายงานตัวครับ ยังติดตามฟังธรรมะที่พ่อท่านเทศน์อยู่ตลอดครับ นี่ก็เข้าปีที่ 3 แล้วครับ ผมได้ประโยชน์ และสามารถพัฒนาจิตวิญญาณขึ้นได้เป็นลำดับๆ เป็นประโยชน์ทั้งทางการดำรงชีวิตส่วนตัว และชีวิตการทำงานอย่างมาก เข้าใจชีวิตทางโลกๆ จนสัมผัสสภาวะ รู้สึกละหน่ายคลายแหนงได้จริง และเข้าถึงความหมายของโลกุตระละเอียดขึ้นเรื่อยๆ กระผมยังมีวิบากอยู่มาก แต่ก็ตั้งเป้าหมายไว้ว่า ถ้าวิบากทางโลกของผมเบาบางลง คงมีโอกาสได้ไปใช้ชีวิตรวมกับหมู่กลุ่ม ที่แผ่นดินพุทธราชธานีอโศกในชีวิตนี้ สุดท้ายนี้ขออาราธนาให้พ่อท่านต่ออายุขัยได้ถึง 100 ปี น่ะครับ ปล.คิดว่าก่อนเวลานั้นผมคงมีโอกาสได้ไปอยู่บ้านราชฯ บ้าง และได้กราบแทบเท้าพ่อท่านจริงๆ สักครั้งในชาตินี้ ✨🙏✨ พ่อครูว่า... อาตมาเคยพูดนะถ้าอาตมาอยู่ไปอีก 10 ปีถึง 100 ปีแน่เพราะตอนนี้อาตมา 90 ปี อาตมายังไม่ตายอีก 10 ปีนี้นะอาตมา 100 ปีแน่เลย ก็พยายาม อ้าว เห็นกับคุณก็แล้วกัน ขอให้สมพรปากคุณด้วยนะ _สู่แดนธรรม... ถ้าพ่อท่านอยู่ 100 ปีจะมีอะไรดีๆขึ้นในประเทศไทยไหมครับ พ่อครูว่า... อ๋อ แน่นอนสิ จะไม่ดีได้อย่างไร ถ้าจะพูดแล้วเนี่ยนะขอพูดอีกก็แล้วกัน ก็เพราะว่าอาตมาเอาโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้ามา ประกาศเปิดเผยอธิบาย ทั้งเขียนทั้งพูด โอ้โหอาตมาเขียนธรรมะนี่เป็นร้อยเรื่องแล้วนะ กว่าร้อยเรื่อง พิมพ์ออกมาไม่รู้กี่ล้านเล่มแล้ว กว่าร้อยเรื่องไม่ใช่ธรรมดานะ คนเขียนหนังสือกว่า 100 เรื่องแล้วไม่ใช่เล่มเล็กๆด้วยนะ เพราะฉะนั้นทำกันอย่างเต็มที่เลย อาตมาไม่มีเวลาอื่น เพราะตั้งแต่หันทิศมาทิศนี้ไม่มีเวลาอื่นไปทำ นอกจากจะทำธรรมะพูดกับเขียนนี่เป็นหลัก นอกนั้นก็ปฏิบัติพาทำ พาสร้างสรรค์เป็นธรรมะไปได้เจริญจนกระทั่งเกิด สาราณียธรรม 6 เกิดหมู่กลุ่มเป็นชุมชน สาธารณโภคี อย่างที่เห็นที่เป็นยืนยันอ้างอิง
_นพพล จรัสวิกรัยกุล ... กายกรรมก็รวมถึงจิต วจีกรรมก็ต้องรวมถึงจิต มโนกรรมก็ต้องรวมถึงกาย ใช่ไหมครับพ่อท่าน ด้วยความเคารพอย่างสูงครับ พ่อครูว่า... ใช่เพราะกายเป็นรูปไม่ได้แยกกัน วจีกับมโนแยกกันนิดหน่อยแต่มันต้องมีนามกับรูป วจีก็เป็นรูป กายก็เป็นรูปได้ _สู่แดนธรรม... ตอนก่อนเข้ารายการผมได้สนทนากับพ่อท่านเรื่องนี้เหมือนกันว่า ในพระไตรปิฎกเรื่อง กายสูตร พระพุทธเจ้าให้พิจารณา กาย ไปถึงกามฉันทะ กามนิวรณ์เลย ไม่ใช่ว่าจะอยู่แค่หนังหุ้มเป็นที่สุดของกายก็ไม่ใช่ตรงนี้นะครับ พ่อครูว่า... ใช่ ต้องไปถึงนิวรณ์ 5 ถึงเรียกกาย กายต้องมีจิต ย้ำมานักหนาแล้ว กายขาดจิตไม่ได้ ถ้ามีแต่สรีระมีแต่ร่างไม่มีจิตร่วมด้วยไม่ใช่กาย เพราะฉะนั้นปฏิบัติธรรมของพุทธไม่มีกาย โมฆะ ฉะนั้นใครไปหลับตาปฏิบัติโมฆะหมด ไม่ยอมซ้ำซากแล้ววันนี้เรื่องหลับตา พูดจนไม่รู้จะทำไงเหนื่อย แล้วเขาก็ไม่ฟังด้วยเขาก็หลงอาจารย์ว่าไป ผู้ใดที่ตั้งใจแสวงหาที่ดีไม่อคติฟังแล้วก็จะเข้าใจขึ้นเรื่อยๆ เพราะอาตมาไม่รู้จะพูดยังไงแล้วอ้างอิงหลักฐาน อ้างอิงผลสำเร็จทุกอย่างแล้วเขาก็ไม่เคยเชื่อกัน เป็นความหลงความอวิชชามันฝังหนักจริงๆเลย _สู่แดนธรรม... คงต้องเป็นรอบหน้าไปเรื่อยๆนะครับ คงไม่เปลี่ยนทันทีทันใดให้พ่อท่านเห็นนะครับ
_Took Aswin ตุ๊ก อัศวิน … พ่อครูปรารภ เรื่องโภชเนมัตตัญญุตา นั้นสำคัญยิ่ง เพราะอาหารเป็นหนึ่งในโลก มนุษย์ (ทุกชาติ ชั้น วรรณะ) ต้องกิน ทั้งสิ้น!!! พ่อครูว่า... ใช่ แต่มนุษย์เท่านั้นที่ไหนเล่า สัตว์ก็ต้องกิน _ในช่องปากของมนุษย์นั้น ประกอบด้วย ลิ้น_ฟัน_กระพุ้งแก้ม ยามเมื่อ ขบ_เคี้ยว_ คลุกเคล้า จักเกิดผัสสะ มีเวทนา คือ 1)เผ็ด_ร้อน_อ่อน_แข็ง_หย่อน_ตึง ของอาหาร 2)รู้รส ด้วยลิ้น คือ หวาน_ขม_เปรี้ยว_ฝาด_เค็ม_มัน 3)อาการเคลื่อนไหวของลิ้น ประสานงานกับฟัน ที่บดขยี้ คลุกเคล้า ประสานงานอย่างมีวินัย (ขาดวินัย เมื่อใดต้องฮัมเพลง ลิ้น กับ ฟัน เมื่อนั้นแล) การกินอาหารจึงเป็นทั้งวิทยาศาสตร์ และศิลปศาสตร์ คือประชุมของ ปรมัตถธรรมทั้งปวง (จิต_เจตสิก_รูป_นิพพาน ) ดูถูก..ได้ไงเนอะ ต้องดูให้ถูกต้อง...ถึงธรรมเจ้าค่ะ พ่อครูว่า... นึกว่าทบทวน อธิบายมาก็แสดงถึงความเข้าใจยิ่งขึ้นว่า มันมีเหตุปัจจัยองค์ประกอบลีลาของมัน อย่างนั้นจริงๆละเอียดขึ้นไป
อัตตวาทุปาทาน คือหลงวาทะแต่ไม่เข้าถึงอัตตาจริง _สติพล จนพัฒนา ... เพราะความไม่เข้าใจ ถึงความเป็นอนัตตาของธรรมทั้งหลาย จึงเกิดความอยากได้ (โลภะ,ตัณหา) เกิดการปฏิบัติธรรมขึ้นและก็เกิดความหวังในความสำเร็จ (อยากเป็นพระอาริยะหรืออรหันต์) ของการปฏิบัติธรรมนั่นเอง แล้วความทุกข์ใจก็ตามมา (เพราะความอยากได้นั้น) ด้วยความไม่เที่ยงในสิ่งที่ปรากฏเป็นธรรมดาของโมหะอวิชชาให้บุคคลนั้นๆ (#ปัญญาคติจากสภาวะธรรม) พ่อครูว่า... ก็พยายามให้มันถึงจิตเจตสิกรูปนิพพานอย่าให้มีแต่ตรรกะเหตุและผล เหตุและผล อาตมาล่ะ สงสารจริงๆ คนที่เก่งหลงใหลเหตุผล มีแต่ตรรกะ มันง่ายนะ แล้วเยอะด้วย เป็นปราชญ์เอกในโลกทุกวันนี้ก็ยังหลงความรู้ หลงเหตุผล แค่ตรรกะนี้เยอะ เป็นอุปาทานข้อที่ 4 อัตตวาทุปาทาน ขอขยายความอีกทีเถอะ อัตตวาทุปาทาน มี อัตตะ คำหนึ่ง วาทะ คำหนึ่ง อุปาทาน อีกคำหนึ่ง อุปาทาน แปลว่า การยึดมั่นถือมั่น ยึดมั่นถือมั่นได้แต่แค่ วาทะ ฟังให้ดีนะ เป็นปราชญ์เอก เป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับทั่ว อย่าว่าแต่ทั่วประเทศเลย ทั่วโลกด้วย มีลูกศิษย์ทั้งหลายด้วย แต่ได้แค่ วาทะ ยังไม่เข้าถึง อัตตา ยังไม่เข้าถึงเนื้อ จิต เจตสิกของตัวเองเลย ยังไม่ได้ ได้แต่เหตุปัจจัยผิวเผิน แล้วสิ่งที่ได้นี้ไปยึด มันไม่ใช่อัตตา แต่ไปดันยึดว่าเป็นอัตตา ฟังให้ดีนะ มันไม่ใช่อัตตา แต่หลงว่ามันเป็นอัตตา เห็นไหม เรียกว่า โอฬาริกอัตตา มันไม่ใช่อัตตา แต่หลงว่าเป็นอัตตา นึกว่าตัวเองได้อัตตาแต่ได้แค่วาทะ วาทะ นี่แหละเรียกว่า โอฬาริกะ อลังการยิ่งใหญ่เยอะแยะ จริง ใครๆก็ยอมรับ ใครๆก็รู้และหลงอยู่กับอันนั้น โอ้โห ได้มายอดยิ่งกว่าวิปัสสนูปกิเลส 10 บวกกันเลย ในประเทศไทยนี่แหละมี น่าเห็นใจน่าสงสารไม่รู้จะทำไง เพราะไม่เข้าใจตั้งแต่เริ่มต้น สักกายทิฏฐิ ยังไม่พ้น ตั้งแต่สังโยชน์ข้อแรก เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปพูดถึงสังโยชน์ข้ออื่นๆเลย มันยังไม่ได้ เพราะฉะนั้นวิจิกิจฉาไม่ต้องพูดมันต้องมีอยู่แน่ หลักปฏิบัติศีลพรตจึงไม่ใช่ ศีลพรตปฏิบัติไม่ใช่คือยังไง คือไม่ใช่จรณะ 15 วิชชา 8 ถามว่าท่านรู้ไหม รู้ รับรองอธิบายปรี๊ดเลย ก็ได้ 15 วิชชา 8 แต่แค่วาทะอีกนั่นแหละ ได้ถึงแค่ผิวของเนื้อธรรม น่าสงสาร มีไม่น้อยเลยในชาวพุทธวันนี้ เป็นผู้รู้นะ ได้รับอาศัยเลี้ยงชีวิตเป็นอาชีพ ความรู้ทางพุทธศาสนานี้รองรับกันเป็นอาชีพ แต่ไม่ได้พาบรรลุธรรม เป็นปทปรมบุคคล อยู่อย่างนั้นแหละ อย่าว่าแต่รู้พุทธพจน์เลย รู้ถึงอรรถกถาจารย์ รู้อาจาริยาวาสต่างๆ อธิบายไว้เก็บมาหมด ขี้หมูราขี้หมาแห้งอะไรเยอะ ก็น่าสงสาร จะว่าไปแล้วอาตมาเมื่อกี้นี้ในวจีสังขารมันบอกว่า คนบ้าหอบฟาง เหมือนบ้าหอบฟาง มันได้เยอะ แล้วหลงในความรู้ อันนี้ไม่รู้จะไปแก้ไขอย่างไร ถ้าหลงจริงมันก็จมไม่เริ่มต้น เล็กไม่ลง ไม่เริ่มต้นตั้งแต่ศีล 1 ข้อแล้วปฏิบัติให้ถูกศีล สมาธิ ปัญญา ให้เข้าหลักเกณฑ์พวกนี้ให้ได้ ให้เข้าหาจิตเจตสิกรูปนิพพาน _สู่แดนธรรม... ถ้าลูกศิษย์ท่านผู้นั้นฟังอยู่คงคันหัวใจ แล้วจะเพ่งมองพ่อท่านว่า ทำไมพ่อท่านว่าอาจารย์เขาอย่างนี้ล่ะ พ่อครูว่า... ถ้าเผื่อว่าอาตมาไม่ว่า ไม่มีใครจะไปกล้าว่าหรอก ไม่มีใครกล้าว่า เพราะว่าไม่กล้าที่จะยืนยันความจริง ไม่มีความรู้เพียงพอที่จะว่า อันนี้ก็ขอยืนยันด้วยไม่ใช่อวดดิบอวดดีอะไร
_นพพล จรัสวิกรัยกุล ... ต้องขออภัยในความผิดพลาดของการสื่อสาร ซึ่งทำให้พ่อท่านสับสนงงงวย เพราะผมใช้ google translate แปลเสียงเป็นภาษา ซึ่งผมตรวจสอบแล้วแต่ก็ยังพลาด ทั้งการแสดงความคิดเห็น เรื่องอุจเฉททิฐิ และเรื่องทุกข์สุขเกิดพร้อมกัน ต้องขออภัยพ่อท่านอย่างยิ่งครับ พ่อครู
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive