สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน มัชฌิมาปฏิปทา กับ กาย.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข12 มกราคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

มัชฌิมาปฏิปทา กับ กาย อาตมามาขอขยายความ เรื่อง มัชฌิมาปฏิปทา ต่อ นี่ก็เอามาจากหนังสือ อยู่ในบุญ ของธรรมกาย ในหนังสืออยู่ในบุญ เดือนธันวาคม หน้า 10 ทางสายกลางที่ถูกเปิดให้กระจ่างสว่างไสว สาระธรรมจากธรรมจักรกัปปวัตนสูตร กล่าวถึงเมื่อครั้งที่พระพุทธองค์ตรัสรู้พระอริยะสัจธรรม แล้วเสด็จไปสู่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เพื่อเทศนาโปรดปัญจวัคคีย์ พระองค์ทรงชี้ให้เห็นการปฏิบัติ เพื่อความหลุดพ้นด้วยทางสายกลาง พ่อครูว่า...ใครที่แปลมัชฌิมาปฏิปทา ว่าทางสายกลาง คือคนที่ไม่เข้าใจ ศาสนาพุทธ ไปเอาคำว่า กลาง กับทาง ไปรวมกัน เพราะมัชฌิมาคือกลาง กับข้อปฏิบัติคือปฏิปทา คือมรรคมีองค์ 8 ไม่เข้าใจว่า มรรควิธีก็อย่างนึง ผลก็อย่างหนึ่ง แล้วเอาไปรวมกัน อธิบายไม่ชัดเจน ก็เลยเพี้ยนไปหมดเลย เลยกลายเป็นอย่างที่ ท่านเดินดินว่า กลาง คือเอา 2 อันมารวมกัน แล้วหาร 2 ซึ่งไม่ใช่ คำว่ามัชฌิมะ จริงๆแปลว่า ศูนย์ หรือกลาง คำว่า ศูนย์ และกลาง หลวงพ่อสด อาจารย์ของธัมมชโยก็เลยว่า ศูนย์กลางกาย แต่หลวงพ่อสดไม่เข้าใจ ศูนย์ - กลาง - กาย ก็เลยเขียนรูปเลย เป็นรูปธรรม เขียนเพื่อสื่อพิกัด ศูนย์กลางกายก็เป็นรูปธรรมไป เขียนรูป หาความหนาของร่างกาย แนวกว้างยาวหนา แล้วขีดเส้นกลาง ของหน้ากับหลัง ให้ตรงกลาง ว่า นี่แหละคือจุดกลางกาย โดยไม่เข้าใจคำว่า ศูนย์กลางกาย กายคือธรรมะสอง ก็ไม่เข้าใจว่า ธรรมะสองคืออย่างไร ก็เลยว่า ต้องเหนือสะดือสองนิ้ว เอาสะดือเป็นต้นไม่เข้าใจเลข 2 ไม่เข้าใจสภาวธรรม แยกรูปแยกนามไม่ออก จึงกลายเป็นรูปธรรม สะกดจิตเข้าสู่รูปธรรมทั้งนั้น

แล้วเขาบอกต่อว่า… หลุดพ้นด้วยทางสายกลาง เพราะหย่อนเกินไปก็ไม่ใช่ตึงเกินไปก็ไม่ใช่ พ่อครูว่า หย่อนเกินไปตึงเกินไป ไม่ใช่มัชฌิมาปฏิปทา หย่อนเกินไปตึงเกินไป คือเอาสองข้าง

อ่านต่อ

มารวมกัน แล้วหารสอง อย่างนี้ไม่ใช่ ศาสนาพระพุทธเจ้านี้ละเอียดลึกซึ้ง คัมภีรา คำว่ากลางของพระพุทธเจ้า หมายถึงสิ่งที่คุณไปติดยึดอยู่ 2 อย่าง เป็นสภาวธรรม ไม่ได้หมายถึงสถานที่ ระยะทาง ไม่ได้หมายถึง เส้นตรงเส้นหนึ่ง แล้วขีดแบ่งครึ่ง ว่าตรงนี้คือตรงกลาง มันหมายถึงสภาวธรรม ธรรมที่เป็นกามกับธรรมที่เป็นอัตตา 2 อย่าง ไม่ได้หมายถึง เอาสองอย่างนี้รวมกัน แล้วหาร 2 กลางคือทำให้มันหมดไป กามคือภายนอก อัตตาคือภายใน สองด้านนี้ เรียกว่า อันตา สองข้างนี้ เพราะฉะนั้น เริ่มต้นปฏิบัติก็จงลด ที่เป็นทั้งกามทั้งอัตตา เบื้องต้นคือเอาหยาบที่สุด กามหยาบที่สุดเรียกว่า อบาย คือกามภายนอก ส่วนอัตตาก็เรียกว่า โอฬาริกอัตตา (หยาบ) โอฬาริกะก็ต้องมีภายนอกด้วย เข้าสู่จิตภายใน เรียกว่า กาย กายต้องมีภายนอกและภายใน การปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้า จึงต้องเข้าใจวิโมกข์ 8 สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย เมื่อไม่รู้จักวิโมกข์ 8 ตั้งแต่ข้อ 1 รูปี รูปานิ ปัสสติ ต้องมีรูป รู้รูปสัมผัสรูป ข้อ 2 อัชฌัตตัง อรูปสัญญี พหิทารูปานิปัสสติ ต้องสัมผัสเห็น ทั้งนอกทั้งในอยู่ตลอด ตั้งแต่หยาบ ไปถึงภวภพ ไปถึงกิเลสระดับขั้นกลาง คือมโนมยอัตตา(รูป) เมื่อล้างรูปหมด ก็เหลือกิเลสอรูป เป็นอรูปอัตตา ทำไมเข้าใจว่า วิโมกข์คือการปฏิบัติอย่างไร วิโมกข์คือทำให้จิตเป็นฌาน แล้ววิโมกข์มี 3 ข้อแรกคือรูปฌาน สี่ข้อหลังเป็นอรูปฌาน ข้อสุดท้ายเป็นสัญญาเวทยิตนิโรธ จริงๆสามข้อแรกคือรูปฌาน แต่ไม่ได้หลับตาปฏิบัติ ท่านจึงกำกับคำว่า กาย คำ ว่า กาย คนไทยหรือนักไม่ปฏิบัติธรรม ก็รู้ว่าคือภายนอก มันไม่ผิดแต่มันไม่ถูก เพราะกายไม่ได้หมายถึงแต่ภายนอกเท่านั้น กาย ถ้าตัดจิตวิญญาณออกจากกาย คนนี้ปฏิบัติธรรมไม่ได้บรรลุ ข้อแรกคือสักกาย ต้องรู้ก่อน สักกะคือตัวเรา เป็นนามไม่ได้หมายถึงรูปร่างเลย หมายถึงนามธรรม โดยเฉพาะในสังโยชน์ ก็คือตัวกิเลส ล้างสังโยชน์ให้หมด ก็คือหมดกิเลส ก็เป็นพระอรหันต์เท่านั้น สักกายะ คือองค์ประชุมของรูปและนาม เวลาปฏิบัติจะต้องปฏิบัติที่นาม แต่ไม่ได้ทิ้งรูป ไม่ทิ้งภายนอก ทุกวันนี้ศาสนาได้เพี้ยน ไม่เอาข้างนอก ไปนั่งหลับตาปฏิบัติ การนั่งหลับตาแล้วบอกว่า บรรลุธรรมเป็นอรหันต์เก๊ทั้งหมด สมาธิของพระพุทธเจ้า ไม่ได้นั่งหลับตา ก็ต้องมีครบทั้งทวาร 6 สำรวมอินทรีย์ 6 ต้องปฏิบัติมรรคทั้ง 7 องค์ มีสัมผัสเป็นปัจจัย แต่สมาธิไม่ได้ไปนั่งหลับตาสะกดจิต เมื่ออาตมาอายุ 151 ปี ก็ต้องพูดอย่างนี้อยู่อีก สมาธิของพระพุทธเจ้า ต้องปฏิบัติศีลเป็นหลัก ตั้งแต่ศีลข้อ 1 ไม่ฆ่าสัตว์ ก็มีสมาธิที่ไม่ฆ่าสัตว์ จะเจอสัตว์ที่ไหนๆ ก็ไม่ฆ่า แต่ไปท่องบทแผ่เมตตา สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนทุกข์ จงเป็นสุขเป็นสุขเถอะ แต่ไม่ได้สังวรเลย เมื่อสัมผัสสัตว์แล้ว คุณเกิดจิตไม่ดี เกิดจิตจะฆ่า จะทำร้าย โดยไม่รู้สีรู้สา สัตว์ที่มันฆ่าง่ายๆ มดปลวกก็ขยี้มัน อันนี้มาขึ้นอาหารก็ฆ่าๆๆ ถ้าเผื่อว่าคนไทยที่เป็นพุทธศาสนิกชน เข้าใจศีลข้อ 1 รณรงค์เอาจริงเลย มีพุทธศาสนิกชน 95% แล้วปฏิบัติศีลข้อ 1 ให้มีผล มีผลอย่างไร คือปฏิบัติศีลข้อ 1 แล้วจิตจะเป็นอธิจิตหรือเป็นสมาธิ สัมผัสสัตว์เล็กน้อยใหญ่ ก็จะรู้ว่าเป็นเพื่อนทุกข์ ศีลข้อ 1 ให้ละการฆ่าสัตว์ พระพุทธเจ้าไม่ให้ละเว้น แม้แต่ฆ่าสัตว์เอามากินได้ หรือเหมือนบางศาสนา ที่สัตว์ที่ทำพิธีผ่านไปแล้วให้กินได้ แต่ก็ฆ่าสัตว์ แต่ของพระพุทธเจ้า ให้เว้นจากการฆ่าสัตว์ ไม่ฆ่าสัตว์แล้วยังมีความกรุณา คือลงมือช่วย เห็นเขาเป็นทุกข์ ก็อยากให้เป็นสุข ให้เขาพ้นทุกข์ หวังประโยชน์ต่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ เพราะฉะนั้น สัตว์ทุกตัวเขาจะได้ประโยชน์อะไร ก็ช่วยเหลือเขา สัตว์มันกำลังจะเดินทาง เราก็อย่าไปรบกวนมัน ไม่ไปทำลายมัน เลี่ยงเสีย เป็นผู้ที่มีจิตใจยิ่งใหญ่มาก เราจะละเว้นไม่ไปทำร้าย ทำลายอะไรเขาเลยจริงๆ ถ้าคุณถือศีลของพระพุทธเจ้า แล้วเข้าใจปฏิบัติจริง เช่น บางคนบอกว่า ฉันไม่กินเนื้อสัตว์ ก็ละเนื้อสัตว์ใหญ่ เช่นละเนื้อไดโนเสาร์เราไม่กิน ตอนนี้ไดโนเสาร์หายาก ก็ละเว้นช้าง แต่ในระดับ วัว ควาย ม้า ก็ฉันละหยาบก่อน ทีนี้มีบางคนถือศีลอย่างนี้จริงๆ เขาเลิกกินเนื้อวัวเนื้อควาย ก็กินแค่หมู แค่ไก่ สัตว์ที่เล็กกว่าเขาก็กิน กินหมู กินปลา แต่ถ้าปลาวาฬ ก็คงไม่กิน เพราะใหญ่ สรุปแล้วศาสนาพุทธ เอ็นดูสัตว์และสัตว์เล็กสัตว์น้อยสัตว์ใหญ่ เอ็นดูไม่ไปกินเนื้อเขา คนเราไม่กินเนื้อสัตว์ มันอยู่ได้จริงๆ มันไม่ตายหรอก กินพืชพรรณธัญญาหารนี้ แล้วจริงๆคนคือสัตว์ที่ไม่กินเนื้อสัตว์ เล็บของคน ก็เป็นเล็บแบบกีบ nail เหมือนช้างม้าวัวควาย ไม่ใช่เล็บแบบ claw ไม่ใช่ฟันแบบcanine เขี้ยว เป็นฟันแบบจอบ molar แม้แต่น้ำย่อยก็เช่นกัน คนที่กินมังสวิรัติ กินเจน่าจะถึง 10% ทั่วโลก แค่เรื่องเดียวเรื่องสัตว์ ภาคปฏิบัติจริงๆ ให้เกิดจิตเมตตา ไม่ใช่ไปสวดแผ่เมตตา เป็นล้านล้านเที่ยว ให้เกิดความขลัง ให้เกิดฤทธิ์เดช อาตมาจะดูว่า ผลของการสวดของธรรมกาย พระสวดกันหลายล้านล้าน แล้วเอายอดคำสอน คือธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ที่พระพุทธเจ้าใช้สอนเริ่มต้นศาสนาเลย เริ่มต้นหมุนกงล้อธรรมจักร เป็นพระสูตรหลักของศาสนาพุทธ เขาเอาไปสวดเพื่อให้เกิดความขลัง เกิดฤทธิ์เดชอำนาจ บทสวด ธรรมบท หรือคำสอนพระพุทธเจ้า ท่านให้เข้าใจในคำสอน กามสุขขัลลิกะอย่างไร อัตตกิลมถะอย่างไร ก็เป็นธรรมะสอง ให้วิจัยว่ามี ลิงค ว่ามีความแตกต่างอย่างไร จิตเราเข้าไปยึดกามยึดอัตตา มันเป็นอย่างไร ถ้าล้างกามล้างอัตตาหมดสิ้นไปก็เป็นอรหันต์ ก็มีจิตเป็นกลาง กลางไม่ได้หมายถึงแท่งก้อนรูปธรรม แต่คือจิตคุณไม่มีสภาพที่จะก่อกามก่ออัตตา จิตเป็น ศูนย์ กลาง ไม่ได้อยู่ที่กลางร่าง เขียนพิกัดอย่างหลวงพ่อสดบอก มันเป็นความสำเร็จว่า อาการกาม ไม่มีในจิตคุณแล้ว อาการกาม ในเวทนาไม่มี อาการยึดติดในเวทนาไม่มี กามคือไม่มีอะไร กลางคือไม่มีบนล่างซ้ายขวา อาการกลางอย่างนี้ คือจิตสะอาดบริสุทธิ์ ปริสุทธา เมื่อมีความบริสุทธิ์ จะทำกรรมกิริยา จะเกี่ยวข้องกับเหตุปัจจัย ที่เคยมีกิเลส คุณก็ไม่มีกิเลส ทำงานเป็นอภิสังขาร อยู่กับเขาได้หมด เรียกว่าปริโยทาตา ถึงอย่างไร ก็สะอาด ขาวผ่องบริสุทธิ์อยู่อย่างนั้น เป็นจิตที่อยู่กับโลก อยู่เหนือโลก ทำงานกับโลก เป็นประโยชน์ต่อโลก ไม่เป็นโทษเป็นภัยต่อโลกเลย คือปริโยทาตา มุทุ คือจิตหัวอ่อน จิตเป็นนามธรรม มันไหวได้รอบตัว ไหวได้เร็ว ทั้งเชิงเจโตและเชิงปัญญา เร็วไว เปลี่ยนแปลงปรับจิตได้ง่ายที่สุด รู้จิตได้ง่ายที่สุด รู้ก็เร็วไว จึงเรียกว่าอ่อนเร็วไว ไม่มีแข็งไม่มีติดขัด จิตจะให้เปลี่ยนเป็นอย่างไรได้เร็วไว เพราะฉะนั้น จิตนี้จึงสามารถกระทำกรรม ได้อย่างเหมาะสม ด้วยปัญญา ทำกรรมการงาน ที่เกิดจากจิตเป็นประธาน จึงเป็นการงานที่ดี การงานที่ควร การงานที่เหมาะ การงานที่ประเสริฐ การงานที่เป็นประโยชน์ ไม่เป็นโทษภัยเลย เป็นการงานที่ดีงาม จึงเรียกว่า กัมมัญญา ก็จะมีจิตทำงานกับโลกกับสังคม ทำไปอย่างไรก็ผ่องใส ปภัสสรา อยู่ตลอดกาลนาน สำหรับผู้ที่บรรลุสูงสุด เป็นอรหันต์ขึ้นไป ไม่มีอะไรติดค้าง สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส อยู่ตลอดกาล จะเรียกว่าจิตประภัสสร ก็ใช้เรียกแทนกันได้ เป็นคำไวยพจน์กัน คุณลักษณะหรืออาการของ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา นี่คือองค์ทั้ง 5 ของอุเบกขา คือจิตว่างติดกลางจิตเฉยๆ เป็นฐานของนิพพาน เป็นคำแทนของนิพพาน ถ้าอาการจิตอุเบกขาได้ นี่แหละคือคุณลักษณะของจิต ที่เป็นนิพพาน อาการของอุเบกขา ที่เราสามารถทำให้กิเลสออกไป จนอุเบกขา นั่นแหละคือคนทำฌานที่ 4 อุเบกขาจึงเป็นฐานนิพพาน ผู้รู้ฐานนิพพานได้อย่างดี มีสัมมาทิฏฐิแล้ว จึงปฏิบัติเนกขัมสิตอุเบกขา ก็จะชัดเจนแยกออกจาก ความเฉยกลาง ที่เป็นธรรมชาติ พักยกคือ เคหสิตอุเบกขา มันมีลิงคต่างกันอย่างไร ต่างกันคนละโลกเลย โลกียะกับโลกุตระต่างกัน ต้องรู้เวทนา 108 เป็นกรรมฐานของศาสนาพุทธ ไม่ใช่กสิณ ที่เอามาจากพุทธโฆษาจารย์ ที่มีเทวนิยมอยู่เยอะ ท่านก็ศึกษาได้ ไม่ใช่น้อยเลย แต่ไม่สัมมาทิฏฐิ ในการแยกเวทนาในเวทนา ไม่ชัดเจนมั่นใจว่า กรรมฐานของพระพุทธเจ้าคือเวทนา ไม่ใช่ดินน้ำไฟลม มีกล่าวในพระไตรฯ ที่ไปนั่งทำกสิณ เขาปฏิบัติกันผิดมานาน พระพุทธเจ้าก็ตรัสแบบอนุโลม แท้จริงไปศึกษา คำสอนพระพุทธเจ้าเลยดีๆว่า กรรมฐานของศาสนาพุทธคือเวทนา เป็นกสิณตัวหนึ่งตัวเดียว ถ้าอ่านพรหมชาลสูตร ล. 9 ข.87 [87] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า นิพพานในปัจจุบัน ย่อมบัญญัติว่า นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ด้วยเหตุ 5 ประการ เขาเหล่านั้นเว้นผัสสะแล้วจะรู้สึกได้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ กรรมฐานคือเวทนา และเวทนาพระพุทธเจ้าตรัสไว้ถึง 108 ก็ต้องเรียนรู้ โดยเฉพาะมโนปวิจาร 18 ถ้าเรียนรู้อันนี้ไม่ได้ ไม่มีสิทธิ์บรรลุอรหันต์ เพราะจะแยกแยะจิต เนกขัมสิตะ แม้จะโทมนัสก็ต้องรู้ว่า มันไม่ใช่เคหสิตโทมนัสนะ หรือโสมนัส ก็ต้องรู้แยกแยะ เนกขัมสิตโสมนัส ว่าต่างจากเคหสิตโสมนัสนะ ต้องทำอย่างลืมตา มีตาหูจมูกลิ้นกายใจ กระทบสัมผัส แล้วจะเกิดเวทนา สุข ทุกข์ ต้องทำให้ไม่สุขไม่ทุกข์ จนเป็น เนกขัมสิตอุเบกขาให้ได้

สมณะเดินดินว่า….วันนี้เราได้ฟังภาพรวมของศาสนาทั้งหมด ว่าความเป็นกลาง ของศาสนาพุทธเป็นอย่างไร วิธีปฏิบัติ แล้วก็ผลสำเร็จ ความสำเร็จเป็นอย่างไร จนสุดท้าย ก็ถอดรหัสของความสำเร็จนี้ จะเดินทางสู่ความสำเร็จได้ ต้องตามจับ เนกขัมสิตเวทนา แต่สิ่งหนึ่งที่อยากให้เห็นเป็นข้อคิดอย่างหนึ่งว่า พ่อครูพูดถึงคำสอนศาสนาทุกวันนี้ ไม่มีความลึกซึ้งละเอียดลออ ถึงไม่มีผลของศาสนา ที่ไปเปลี่ยนแปลงสังคม ไม่มีสัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สังคมเต็มไปด้วยปาณาติบาต ขับรถปาดหน้ากัน ก็ฆ่ากันแล้ว อทินนาทาน ก็โกงตั้งแต่นักการภารโรง ไปถึงรัฐมนตรี (พ่อครูเสริมว่า ศีลข้อ 3 มีถึงภรรยาบุญธรรม เขาให้เปลี่ยนมาใช้นามสกุลเขาได้ด้วย เขาบอกว่าทำสำเร็จ ทั้งที่ภรรยาตัวจริงก็ยังมีอยู่ ไม่ได้หย่า) ทำให้สังคมเดือดร้อน สัมมาอาชีวะก็ไม่มี แม้แต่พระก็ไม่มี แต่ก่อนหลวงตาจันทร์บวชแล้ว มีฤทธิ์เดช คนก็นับถือ แต่พอสึกออกมาไม่นาน ก็มาร้องลิเก แสดงว่า ชีวิตตอนเป็นพระ ไม่ได้เพาะบ่มคุณธรรมอย่างไรเลย ผลของศาสนา ไม่ได้มีผลต่อฆราวาส และนักบวช ถ้าฟังที่พ่อครูพูด เขาไม่มีศีล ไม่มีวินัย เคยคุยกับพระอณัมนิกาย เขาว่ามาอยู่เมืองไทย ก็ต้องไม่ฉันข้าวเย็น เพราะกลัวคนว่า นี่คือปฏิบัติเพราะไม่ได้เข้าใจ ไม่มีมรรคผล ปฏิบัติเพียงแต่กลัวคนว่า พ่อครูพูดตำหนิตรงไหน ก็เลยโดนเขาไปหมด พวกเราก็ปฏิบัติเนกขัมสิตโทมนัส ให้เป็นเนกขัมสิตโสมนัสให้ได้ก็แล้วกัน...จบ

591229_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก เจาะลึกศูนย์กลางกาย(ธรรมกาย)

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน