สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน พุทธไม่ได้สอนหลับตาปฏิบัติ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข12 มกราคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

พุทธไม่ได้สอนหลับตาปฏิบัติ 0817459xxxเคยมีคนของธรรมกาย มาฝึกนักเรียนที่โรงเรียน เขาบอกวิธีการนึกคิด แล้วให้ผู้ฝึกหลับตาเบาๆ สักพักแล้วให้ถามว่า ใครเห็นอะไร มีนักเรียนเห็นบ้าง เมื่อไม่นานมานี้ ข้าพเจ้าหลับตาเบาๆ ลองทำดู ก็เห็นมีสีแสงต่างๆ เมื่อหันหน้าไปทางแสงสว่าง แต่เมื่อหันไปทางมืด สีก็เปลี่ยนไป. ถ้าหลับตาแน่นๆ หรือเอามือปิดตาก็มืด. เดาเอาว่า แสงผ่านเปลือกตาเข้ามาได้บ้าง จึงเห็นสีของแสงอาทิตย์ รวมกับสีเลือดในเปลือกตา เหมือนกับการเอาไฟฉาย ส่องใต้ฝ่ามือในตอนกลางคืน แสงจะทะลุฝ่ามือขึ้นมาเป็นสีแดง ตอบ...การหลับตานั้น โดยจริงแล้ว ถ้าหลับตาลงไปสนิท แล้วไม่มีแสงอะไรเข้ามากระทบหนังตาเรา หลับตาแล้วมันจะมืดสนิท ถ้าคนไม่มีอุปาทาน แต่ถ้าคนที่มีอุปาทาน จะมีแสงสีต่างๆให้เห็น วูบวาบ มีได้ ซึ่งเป็นสภาพของอุปาทาน (มโนมยอัตตา) ในการสร้างภาพขึ้นในจิต หลับตาแล้วสร้าง สัญชาตญาณแสงสีเหล่านี้ มีมาแต่เดิม ยิ่งคนเคยฝึกเคยเล่นมา ซึ่งเป็นอุปาทาน เป็นภพเป็นชาติอย่างหนึ่ง นี่คือสัจจะ ที่อาตมาขยายความให้ฟัง ผู้ที่ท่านหมดอุปาทาน หมดความยึดถือ หลับตาคือตาเราไม่สัมผัสอะไร ก็มืดดำธรรมดา ไม่มีวูบวาบอะไร ถ้ามีก็คือ อุปาทานขึ้นมาหลอน สายนั่งหลับตา ไม่เข้าใจภพชาติ หากเข้าใจ จะไม่ไปนั่งหลับตาปฏิบัติ จะลืมตาปฏิบัติ แล้วก็รู้จักสิ่งที่เกิด คือกามภพ เป็นภพภายนอก เป็นโอฬาริกอัตตา แล้วกำจัดอัตตาในกามภพนั้น พอกำจัดอัตตาในกามภพ จึงจะขยับเข้าไปอ่านอาการทางจิตภายใน เป็นรูปภพ ตาจะกระทบรูป หูกระทบเสียง ก็เปิดทวารอยู่ แต่ไม่มีอะไรเป็นกิเลสอุปาทานแล้วก็เพราะเป็นอนาคามีแล้ว เหลือรูปราคะ อรูปราคะ รูปราคะจะเกิดภายใน เป็นมโนมยอัตตา เป็นอัตตาที่สำเร็จด้วยจิต จะเป็นรูปร่างหรือไม่ก็ตาม ถ้าเป็นรูปร่างก็เป็นรูปราคะ หากไม่เ

อ่านต่อ

ป็นรูป ก็เรียกอรูปราคะ แต่ก็รู้ว่าคือกิเลส เมื่อดับรูปราคะเสร็จ ก็เหลืออรูปราคะ แม้ดับกิเลสกามภพแล้ว ก็ไม่ได้หนีไปไหน ยังอยู่กับโลกเขา สัมผัสแล้วไม่มีกามภพ แต่ว่ามีรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ ก็จะเกิดกิเลส ระดับต่างๆไป ไม่ได้หลับตานะ ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า แม้เป็นโสดาบัน สกิทาคามี ก็ลืมตาปฏิบัติทั้งนั้น เมื่อพ้นจากโสดาบัน สกิทาคามี กิเลสกามภพหมดแล้ว ทำมาหมดตั้งแต่อบาย กาม จนหมดกาม หมดปฏิฆะในระดับภายนอก เหลือภายในแล้วก็ยังลืมตาปฏิบัติ ไม่ต้องไปหลับตาปฏิบัติ แม้แต่รูปราคะ หรือมโนมยอัตตา จะมีภวตัณหา ที่เป็นรูปดับได้หมด เป็นพระอนาคามี ก็ปฏิบัติอย่างลืมตา เหลืออรูปอัตตาก็ไม่ได้หลับตานะ จะเหลือเป็นขั้นปลาย ก็ดับอรูปอัตตา ก็ลืมตาปฏิบัติทั้งนั้น การปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า ไม่มีขณะใด ให้ไปหลับตา นอกจากจะ เตวิชโช คือตรวจสอบ ที่เราปฏิบัติมาแล้ว เป็นการลงบัญชีไม่ใช่ของสด ตรวจสอบว่าเราได้ลดกิเลสลงไปเท่าไร กิเลสอะไรยังมีอยู่ อะไรเกิดอยู่ อะไรเราดับได้ก็รู้ จุตูปปาตญาณ จนเราดับอาสวะได้หมด ในเรื่องใด เป็นอาสวักขยญาณ ดับ อบาย ดับกามภพ ดับรูปภพ ดับอรูปภพหมดสิ้น ก็ลืมตาทั้งนั้น ไม่ได้มีส่วนหลับตา หากจะเตวิชโช ก็จะหลับตาหรือลืมตาก็ได้ ทำฌานก็ทำแบบลืมตา ไม่ต้องหลับตา ในพระไตรปิฏก สูตรที่สอง สามัญผลสูตร พระพุทธเจ้า ตรัสวิธีปฏิบัติธรรมของท่าน ตั้งแต่พรหมชาลสูตร ท่านตำหนิมิจฉาทิฏฐิ 62 ที่ไปนั่งหลับตาปฏิบัติ ท่านตรัสรวมไว้ รวมทิฏฐิปัจจุบัน ที่ไปหลับตาหลงภพด้วย ในการปฏิบัติลืมตา ทิฏฐิ 62 ไม่ได้ขยายความ มีแต่ตรัสมิจฉาทิฏฐิ 62 นี้ไว้ พอเริ่มสามัญผลสูตร จึงเริ่มอธิบายธรรมะของพระองค์เอง เริ่มตั้งแต่มีศีล แล้วมีอธิศีล เกิดอธิจิต อธิปัญญา อธิวิมุติตามลำดับ โดยการปฏิบัติศีล แล้วสำรวมอินทรีย์ ให้เกิดความมักน้อยสันโดษ เป็นสัทธรรม สันโดษของพระพุทธเจ้า ปฏิบัติตัวเข้าใจในมรรคมีองค์ 8 เช่น การปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 จะต้องมี สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ เริ่มตั้งแต่อาชีวะ ก็ต้องละมิจฉาอาชีวะ ๑. การโกง ทุจริต คอร์รัปชั่น (กุหนา) มีในงานการเมือง ๒. การล่อลวง หลอกลวง (ลปนา) ในนักธุรกิจ-การเมือง ๓. การตลบตะแลง (เนมิตตกตา) ยังเสี่ยง-ยังไม่แน่แท้ ๔. การยอมมอบตนในทางผิด อยู่คณะผิด (นิปเปสิกตา) ๕. การเอาลาภแลกลาภ (ลาเภนะ ลาภัง นิชิคิงสนตา) (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 275 มหาจัตตารีสกสูตร)

เริ่มที่เนมิตกตา คือปฏิบัติธรรม ส่วนกุหนา ลปนาคือทุจริต ต้องเริ่มมาเลิกสิ่งเหล่านั้น เรียกว่าเนมิตกตา เริ่มมีศีล5 มีสัมมาทิฏฐิ ผู้ปฏิบัติศีลของพระพุทธเจ้า จะเลิกอาชีพทุจริต สังคมชาวอโศก จะไม่มีคนทำอาชีพ กุหนา ลปนา จะเริ่มปฏิบัติธรรม ตั้งแต่เนมิตกตา มีศีล 5 เป็นพื้นฐานไม่มีอบายมุข ไม่มีสิ่งชั่วต่ำ ปฏิบัติธรรมไปตามขั้นตอน มีกรรม 3 เราจะรู้ว่า อย่างนี้หยาบไม่สุจริต คนจะมีปฏิภาณปัญญารู้แล้วทำออกจากอาชีพทุจริต ไม่เอา ชาวอโศกเรามาปฏิบัติจะเข้าใจ แล้วเลิกอาชีพพวกนั้นมา ถ้าประเทศชัดเจนในอาชีวะอย่างนี้ โดยเฉพาะพระภิกษุ ที่มีอยู่เยอะในประเทศไทย คนไทย 95% ก็นับถืออยู่ พระก็จะสอนคนไม่ให้มี กุหนา ลปนา โลกก็จะไม่มีทุจริต ขี้โกงเลอะเทอะ คิดดูสิ ประเทศจะประเสริฐขนาดไหน สมณะเดินดินว่า...พระในประเทศไทย ให้หวยกันเกือบหมด พ่อครูว่า...ต้องไม่ให้มีอบายมุขเริ่มต้นกัมมันตะ ก็ต้องพ้นมิจฉากัมมันตะ 3 คือไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ผิดผัวเขาเมียใคร ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่แย่งชิงทรัพย์สินใคร แม้เราจะมีราคะ ก็ผัวเดียวเมียเดียว เป็นหลักเกณฑ์ไม่จัดจ้านใน รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส แม้แต่ลาภยศสรรเสริญ ก็ไม่รุนแรง ไม่มีกิเลสจัดจ้าน ไม่แย่งลาภยศ กระทำภายในปกติสามัญก็ย่อมจะมียศ มีชั้น แต่ไม่ทะเลาะวิวาทแย่งชิงกัน ถ้าเข้าใจ เนื้อหาสัจจะสาระ ของศาสนาพุทธให้ดี เวลาจบเปรียญ 9 จบดอกเตอร์ มีความรู้ ถ้าสัมมาทิฏฐิ สัมมาปฏิบัติ รู้จักศาสนาพุทธ ที่มีวิชชาที่แท้จริง ก็จะไม่สอนอะไร ที่เป็นเดรัจฉานวิชา ให้ไปล่าลาภยศสรรเสริญ ไม่เป็นจารีตประเพณีที่ผิด ไม่เป็นการสอนที่ไปตามอนุสาสนี ของพระพุทธเจ้า ที่มุ่งหมายไปรวย ได้ลาภยศสรรเสริญ ไม่ว่าคนอยากรวย ก็มาหาพระ คิดว่ามีอำนาจมีฤทธิ์เดช ต่างๆนานา พระก็ไม่ได้สอนว่า อย่าไปหมายเอาความร่ำรวย สอนให้มาอย่างพอเพียง อย่างที่ในหลวงท่านพาทำ เขาไม่เข้าใจว่า พอเพียงคืออะไร ไม่รู้ ตำแหน่งยศชั้น ก็จะขึ้นไปตามความรู้ความสามารถ คนมีความรู้ความสามารถ เขาก็เพิ่มหน้าที่ให้ทำมากขึ้น มีหน้าที่ก็จะมีสิทธิ จะเรียกว่าอำนาจ ก็คือมีสิทธิที่จะดูแลกว้างขวางขึ้น สามารถสั่ง สามารถบริหารได้มากขึ้น ตามฐานานุฐานะที่เจริญขึ้น เป็นผู้มีคุณธรรมความรู้ความสามารถ ก็เป็นธรรมดาธรรมชาติ ยิ่งเจริญ ก็ยิ่งจะเป็นผู้ที่ไม่ไปกดขี่ ไม่ใช้อำนาจไปเบ่งลาภยศ ยิ่งมีศีล ก็จะสำรวมอินทรีย์ มีสันโดษ คือพอเพียง ไม่ไปตามที่เขาหลอก ว่านี่ชั้นสูงนะ ต้องแต่งประดับให้ดี โต๊ะนี้ราคาเป็นแสน ก็จะไม่ถูกหลอก ไม่บ้าบอกับฐานะยศศักดิ์ ไม่ไปไฮโซไฮซ้ออะไร ไม่ไปหลงลักษณะพวกนี้ จะเข้าใจเลยว่า พวกนี้ใช้จิตวิทยาให้คนหลงกิเลส ติดยึด ศาสนาอื่น ไม่ได้สอนละเอียดลึก อย่างพุทธ เขาต้องมีไฮโซยศชั้น ใครที่เป็นศาสนาพุทธจริงๆ จะไม่เป็นหลงไฮโซไฮซ้อพวกนี้ ไม่ไปหลงโลโซด้วย เอาพอเหมาะพอดี ในสัจจะของพระพุทธเจ้า ท่านมีความลึกซึ้ง พอเหมาะพอดี ตามสมมติในโลกด้วย

591229_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก เจาะลึกศูนย์กลางกาย(ธรรมกาย)

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน