สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน นิมิตในอาโลกสัญญา คืออะไร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข12 มกราคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

นิมิตในอาโลกสัญญา คืออะไร เอาประเด็นที่เขาว่า…. เ มื่อจิตตั้งมั่นแล้ว ให้ผูกจิตกับ อ(อะ) ให้ถึงกันด้วยดีให้ตรงกันด้วยดี ให้รู้อยู่ด้วยดี ให้ถึงโดยชอบจนได้ อุคคหนิมิต และ ปฏิภาคนิมิต นิมิตนั้นจะเป็นวงกลมก็ตาม เป็นพระพุทธรูปก็ตาม เป็นเม็ดเพชรรัตน์ ดูดวงแก้วก็ตาม ต้องสังเกตกำหนดรักษาไว้ใช้ ทำให้มาก เจริญให้มาก ทำให้ชำนาญ จนสามารถบังคับนิมิต ไว้ในอำนาจได้จิต ได้เครื่องหมาย ได้ที่พัก เลื่อนภูมิดีแล้วอย่าติดนิมิต พ่อครูว่า...อุคคหะ คือเอาสิ่งนั้น ให้แน่นให้หนาเลย ให้นิ่งแข็งเป็นประธานเลย ส่วนปฏิภาคคือ ขยายกระจายออกไปได้ ส่วนให้เป็นวงกลม พระพุทธรูป เขาก็พูดเป็นรูปธรรมทั้งนั้น เขาบอกอย่าติดนิมิต แต่จริงๆแล้ว เขาใช้นิมิต รูปธรรม พลังแบบไสยศาสตร์ ลึกลับ ไม่มีที่ไปที่มา ใช้พลังสะกดจิต แล้วมีอันนี้เป็นพลังวิเศษ เขาขยายพลังงานเหล่านั้น ไม่ได้หรอก เป็นสายเทวนิยม สิ่งเหล่านี้ เขาต้องสะกดจิตเก่ง พลังจิตเป็นสิ่งพิเศษ ใช้หรือเปลี่ยนได้เหมือนกัน แต่ไม่เที่ยงแท้ถาวร ใช้ได้ชั่วครั้งชั่วคราว มันถึงไม่เที่ยง ไม่แน่นอน และ เสื่อมง่าย เพราะต้องสะกดพลังไว้ใช้ ศาสนาพระพุทธเจ้า ไม่ได้ให้ใช้พวกนี้เลย ในอิทธิปาฏิหาริย์ แต่ให้ใช้อนุสาสนีย์ ให้ลดกิเลสได้จริง แล้วมีจิตเป็นพระพรหม ที่มี เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ไม่ติดยึดตัวตนเลย เขาว่าต่ออีกว่า…. จากข้อความข้างต้น แสดงให้เห็นว่ามีมิตร ที่เกิดขึ้นจากการทำสมาธิ จะเป็นองค์พระหรือดวงแก้วก็ตาม ท่านไม่ได้ทำให้ติดนิมิต แต่ต้องหมั่นสังเกต และรักษาไว้ เพื่อให้จิตได้มีที่เกาะเกี่ยวให้สุด จนชำนาญ เพื่อนำไปสู่สมาธิในระดับต่างๆ เช่นเดียวกับวิชชาธรรมกาย แม้จะใช้นิมิตเป็นกุศโลบาย ให้จิตเป็นสมาธิในระดับต่างๆ แต่ไม่ได้สอนให้ติดนิมิตเหล่านั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิ หยุดนิ

อ่านต่อ

่งได้สนิท นิมิตที่กำหนด ก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป ท่านสอนให้หยุดนิ่งเฉย รู้เห็นด้วยจิตที่เป็นกลางๆ ไม่ปรุงแต่ง ทำจิตปล่อยวางอย่างแท้จริง เพื่อให้เข้าถึงสภาวะธรรมกาย ในที่ไม่ใช่นิมิตอีกต่อไป ภาพนิมิตที่เราสมมุติเป็นดวงใส หรือองค์พระ พอถึงเวลาที่ใจหยุดนิ่งแล้ว ก็ทิ้งไป แต่นิมิตที่เราไม่ได้ติด เมื่อเวลาเรานิ่งสนิท นิมิตก็จะมาติดเรา เป็นของจริงอยู่ภายในนั้น มันอีกแบบหนึ่ง ซึ่งจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะฉะนั้น มีอะไรให้ดู เราก็ดูไปเรื่อยๆ อย่างสบายๆ โดยไม่ต้องคิดอะไรทั้งสิ้น หยุดนิ่งๆให้ใจใสๆ ไปเรื่อยๆ ในพระไตรปิฎกบาลี ได้กล่าวถึง การทำสมาธิที่ใช้ ดวงแก้ว แสงสว่าง หรือเรียกโดยรวมว่า อาโลกสัญญา ซึ่งเป็นการทำสมาธิ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้ญาณทัศนะ ด้วยเช่นกัน (พ่อครูว่า นั่นคืออุปาทานทั้งสิ้น ถ้าคนที่บรรลุธรรม ไม่มีอุปาทาน เวลาหลับตาสนิท ก็เห็นแต่ความมืด ไม่มีแสงสว่างใดๆหรอก) ภิกษุทั้งหลาย ก็สมาธิภาวนา อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อได้เฉพาะ ซึ่งญาณทัสสนะเป็นไฉน มนสิการอาโลกสัญญา อธิษฐานที่ว่า สัญญาว่า กลางคืนเหมือนกลางวัน กลางวันเหมือนกลางคืน มีใจอันสงัดปราศจากเครื่องรัดรึง อบรมจิตให้มีความสว่างอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมาธิภาวนานี้ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อญาณทัศนะ (พ่อครูว่า อาโลกสัญญา ไม่ใช่ไปสร้างแสง หากคุณหลับตา แล้วเห็นแสง คือแสงที่คุณปั้น สร้างเองในจิต ซึ่งทำไม่ง่ายนะ ยาก แล้วไม่อยู่นาน ต้องใช้พลังกดข่ม สร้างสภาพอีกมาก แต่ของเรา อาโลกสัญญา คือแสงพระอาทิตย์ธรรมชาติ เวลาปฏิบัติธรรม ของพระพุทธเจ้า ก็ลืมตาเห็นแสงสว่างปกติ จะหลับตาก็หลับตานิ่งเงียบมืดสบาย หยุดพัก จะหยุดคิดก็ได้ ไม่มีอะไร ไม่มีแสงอะไรหรอก) (พ่อครูว่า คุณกำหนดกลางวันเป็นกลางคืน กลางคืนเป็นกลางวัน คุณก็ไปติดยึดอีก ก็เป็นธรรมะสองอีก มันก็กลับไปกลับมา อย่าไปยึดมั่นถือมั่น ในกลางวันกลางคืน ก็เป็นธรรมะหนึ่งแล้ว คือว่ามันแตกต่าง ด้วยสภาวะธรรมชาติ แต่จิตใจเราอย่าไปติดยึดมัน ก็ทำจิตของเราให้เป็นหนึ่ง แล้วรู้ความจริงว่า อันนั้นคืออันนั้น อันนี้คืออันนี้ อันนั้นไม่ใช่เรา อันนี้เป็นเรา เรามีหนึ่งเดียว แต่คุณยังไม่ตาย เป็นปรินิพพาน เป็นปริโยสาน ก็ต้องมี 2 คุณไม่ได้เลิกนามธรรมของคุณ ก็ต้องมีสองตลอดกาล แต่ต้องรู้ว่า อะไรคืออะไร บอกแล้วว่า สิ่งที่เป็นสองแล้ว แม้จะเล็กเท่าไหร่ ก็ต้องต่างกัน เพราะฉะนั้น กลางคืนกลางวัน ก็ต้องต่างกัน แต่อย่าไปยึดมั่นถือมั่นรูปกับนาม มันต้องเป็นสอง เราทำจิตเราว่างโปร่งใสได้ แม้จะอยู่ในความมืดดำ ไม่มีแสงสว่าง แม้หลับตามืด แต่เราก็คิดได้ แล้วยิ่งคิดได้ดีใหญ่เลย แม้แต่คำว่า อุคคหนิมิต กับปฏิภาคนิมิต ก็เป็นภาษาของอาจารย์รุ่นหลังไม่ใช่ภาษาของพระพุทธเจ้า แม้แต่บริกรรมนิมิต ต้องมานั่งท่องบริกรรม เพื่อให้เกิดพลังสมาธิ แล้วใช้พลังสมาธิให้เป็นปฏิภาค ให้เป็นเรื่องต่างๆ ปฏิคือมีสอง มีออกเข้า ไปมา ทวนไปทวนมา ให้มีอย่างนั้นได้ แต่เราไม่ต้อง ศาสนาพระพุทธเจ้าใช้ตามจริง ไม่ต้องสร้างพลังพิเศษ ที่ต้องใช้บริกรรมท่องบ่น เป็นการสะกดจิต ของพุทธไม่มี มีแต่ในลัทธิสะกดจิต)

มาอ่านของเขาต่อ

ดังนั้นการปฏิบัติธรรมเพื่อเข้าถึงพระธรรมกาย กับคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา มีความสอดคล้องกันในวิธีการปฏิบัติ คือการใช้ อาโลกสัญญา เป็นนิมิต เพื่อฝึกจิตให้ได้สมาธิในระดับต่างๆ อันจะนำไปสู่ทางมรรคผล และนิพพาน ต่อไป ไม่ได้เป็นการติดในนิมิตแต่อย่างใด “ดวงทิพจักษุญาณ” ก็จะผุดขึ้นหลังจากนั้น ถ้าดำเนินจิตผ่านดวงนี้ จึงจะทำวิปัสสนาญาณได้ เป็นการยืนยันว่า“ดวงทิพจักษุญาณ” ไม่ใช่นิมิตอีกต่อไป เป็นสภาวะธรรมของจริงที่มีอยู่แล้ว และมีความสำคัญต่อการเจริญ “วิปัสสนาญาณ” ต่อไป ถ้าไม่ดำเนินจิตผ่านทางนี้แล้ว วิปัสสนาญาณก็ไม่เกิด

“ดวงปฐมมรรค”ในวิชชาธรรมกาย มีความสอดคล้องกับ“ดวงทิพจักษุญาณ”คือดวงปฐมมรรค ไม่ใช่นิมิตอีกต่อไป แต่เป็นสภาวะธรรมภายใน ซึ่งเป็นของจริงและอีกประการคือ เป็นหนทางเบื้องต้นมรรคผลนิพพาน เมื่อดำเนินจิตผ่านดวงนี้จิตจะถูกกลั่นให้สะอาดบริสุทธิ์ จนกระทั่งเข้าถึง “พระธรรมกาย” ความรู้แจ้งที่เกิดจากเห็นแจ้ง ด้วยญาณทัศนะของพระธรรมกาย (วิปัสสนาญาณ)ก็เกิดขึ้น (พ่อครูว่า เป็นจินตนาการทั้งสิ้น) ….ทำดวงแรกนี้สำคัญมาก ถ้าเราทำจนชำนาญ ทำได้คล่องแล้วเราจะเข้าใจคำว่า เมื่อใดเห็นธรรม เมื่อนั้นเห็นพระตถาคตเจ้า คือวันใดที่เราเข้าถึง ดวงปฐมมรรค หยุดในหยุด นิ่งในนิ่ง ในกลางของกลางดวงปฐมมรรค พอทุกส่วนเราก็จะค่อยๆ เคลื่อนเข้าไปข้างใน แล้วก็เห็นไปตามลำดับ เห็นดวงธรรมในดวงธรรม เห็นกายในกาย กระทั่งไปถึง กายของพระตถาคตเจ้า คือพระธรรมกาย ที่อยู่ภายในตัว

...ดวงนั้นแหละ เรียกว่า ดวงปฐมมรรค ค้นหาเบื้องต้นมรรคผลนิพพาน จะไปสู่มรรคผลนิพพาน ต้องเข้ากลางดวงนั้นแห่งเดียว ไปทางเดียว ทางอื่นไม่มี เมื่อเข้ากลางดวงศูนย์นั้นได้แล้ว เรียกว่า ปฐมมรรคนัยหนึ่ง อีกนัยหนึ่ง ดวงนั้นแหละเรียกว่า เอกายนมรรค แปลว่า หนทางเอกไม่มีโท สองไม่มี แปลว่าทางหนึ่ง สองไม่มี หนึ่งทีเดียว ดวงนั้นแหละเรียกว่า ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน เส้นทางไปของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหมดในสากลโลก ในสากลทำ พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ จะเข้าไปสู่นิพพาน ต้องไปทางนี้ทางเดียว (พ่อครูว่า...วิมานของเขา ตายไปแล้วจึงจะได้ โลกของเขาคือ พวกโลกลึกลับ พวกโลกเดนตาย ของเรานี้โลกเป็นๆ ญาณทัสนะของเขา คือจินตนาการทั้งสิ้น เอามาพูดกับคนอื่นไม่ได้ เพราะต้องได้ ในชาติหน้า แต่เขาเห็นว่าจริงเหมือนกัน แต่ไม่เป็นเอหิปัสสิโก เอามายืนยันให้คนอื่น ที่ไม่ใช่พวกเขาไม่ได้ แม้คนไม่มีฤทธิ์เดชอย่างคุณ ก็ให้เขารู้ไม่ได้ แต่ของพระพุทธเจ้านี้ เรียกร้อง เชิญมาให้ดูได้ พิสูจน์ได้ ไม่ต้องมีฤทธิ์เดชก็รู้ได้ เขาก็ว่าของเขา ทางนี้ทางเดียวเหมือนกัน ของเขาเหนือสะดือ สองนิ้วอีก เราเข้าใจของเขาได้ แต่เชื่อว่า เขาจะเข้าใจของเราไม่ได้)

...พอถึงกายธรรมมันขั้นวิปัสสนา ตาพระพุทธเจ้าท่านก็เห็นเบญจขันธ์ทั้ง 5 เป็นอนิจจังทุกขังอนัตตาแท้แท้ เห็นจริงๆ จังจังอย่างนั้นแหละ เห็นเธอทีเดียว เห็นชัดๆ ไม่ได้เห็นด้วยตากายในภพ เห็นด้วยตาธรรมกาย รู้ด้วยญาณธรรมกาย เห็นด้วยตาพระพุทธเจ้า รู้ด้วยญาณพระพุทธเจ้า อย่างนี้แหละเห็นด้วยตาพระตถาคตเจ้า รู้ด้วยญาณของพระตถาคตเจ้า ธรรมกายนั้นเป็นตัวของพระตถาคตเจ้าทีเดียว ไม่ใช่อื่น เห็นชัดอย่างนี้ (พ่อครูว่า...อย่างเราเห็นลูกนี้ (มะละกอที่เราสมมุติชื่อว่า หมาโก้ย เราก็เห็นเอง ไม่ได้ยืมตาพระพุทธเจ้ามาเห็น ไม่ได้เอาตาพระพุทธเจ้ามาเห็นแทน ของเรานี้ลืมตา สัมผัสของจริง แต่เห็นแบบของเขานั้นโมเม ยืมตาพระพุทธเจ้ามาเห็น

591228_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน