สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน รู้แจ้งในวิชชา 8.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์15 KB
วันที่แก้ไข4 พฤศจิกายน 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน รู้แจ้งในวิชชา 8 วิชชา 8 1. วิปัสสนาญาณ (ความรู้แจ้งเห็นจริง – หรือรู้ความจริงในเหตุที่มีความจริงเกิด .. รู้กิเลสตายจริง อกุศลดับจริง) . . 2. มโนมยิทธิญาณ (ความมีฤทธิ์ทางจิต ที่จิตสามารถ เนรมิต “ความเกิด” อย่างใหม่ขึ้นมาได้) 3. อิทธิวิธญาณ (จิตมีอานุภาพในการบรรลุขจัดทำลายกิเลส ได้หลากหลายวิธี) ดู พตปฎ.9/133 4. ทิพโสตญาณ (สามารถแยกแยะ การได้ยินสิ่งที่ละเอียดลึกซึ้ง เช่น กิเลสปะปนมากับคำร่ำลือ กับเสียงที่เกินกว่าคนธรรมดาเขาจะรู้นัยยะได้) 5. เจโตปริยญาณ (กำหนดรู้ความแตกต่างในจิตขั้นอื่นๆ ของตนได้รอบถ้วน) & 6. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (การย้อนระลึกถึงการเกิดกิเลสเก่าก่อน มารู้อริยสัจจะจนหายโง่จากอวิชชา) 7. จุตูปปาตญาณ (รู้เห็นการเกิด-การดับของจิตที่ดับเชื้อกิเลส แล้วเกิดเป็นสัตว์เทวดา หรืออาริยะสัตว์) . 8. อาสวักขยญาณ (ญาณที่รู้การหมดสิ้นอาสวะของตน) (พตฎ. เล่ม 9 ข้อ 127 - 138)

ทำให้กิเลสดับทำให้จิตเกิดใหม่นี่คือมโนมยิทธิ เกิดสัตว์โอปปาติกสัตว์ในตัวเรา ทำให้กิเลสตายได้ก็เกิดใหม่ เหมือนงูลอกคราบ ดาบออกจากฝัก หรือหญ้าไส้ปล้อง อิทธิวิธญาณ ท่านไปแปลกันว่าทำคนเดียวให้เป็นหลายคนได้ แต่ที่จริงไม่มีคำว่าคนหรอก ที่จริง คือ เธอบรรลุอิทธิวิธีหลายประการ คือ... คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ (เอโกปิ หุตฺวา พหุธา โหติ พหุธาปิ หุตฺวา เอโก โหติ) คือทำคนให้มีกิเลสหมดไปได้เหมือนกันได้นั่นเอง ทุกคนก็เป็นเหมือนคนเดียวกันคือคนไม่มีกิเลสได้ ทำให้ปรากฏก็ได้ ทำให้หายก็ได้ ไม่ได้เป็นเหมือนการเล่นกลหรอก แต่เป็นการทำให้กิเลสหายวับไปได้เลย หรือปรุงให้เขาเหมือนมีกิเลส เหมือนแม่ครัวปรุงอร่อยให้คนอื่นกินแต่แม่ครัวไม่ได้ติดอร่อย เหมือน

อ่านต่อ

แม่เล่นหม้อข้าวหม้อแกงกับลูกทำเล่นเป็นสนุกไปเท่านั้น อนุโลมให้ลูกเท่านั้น ที่จริงยืนบนฐานไม่มีได้แล้ว ทะลุฝากำแพงภูเขาไปได้ ไม่ติดขัดเหมือนไปในที่ว่างก็ได้ (สู่แดนธรรมว่า เหมือนไปเที่ยวห้างแล้วไม่ติดขัด เดินฝ่าภูเขาออกไปได้) สิ่งเหล่านี้เหมือนกองกิเลสหนามากในโลกแต่เราเดินผ่านไปได้สบาย แต่คนที่ติดเขาเดินผ่านไม่ได้ แต่เราเดินผ่านได้เหมือนเดินในที่ว่าง โสดาบันเป็นยิ่งกว่าเอกราชทั่วทั้งแผ่นดิน . ยิ่งกว่าสวรรคาลัย ยิ่งกว่าอธิปไตยใดในโลกทั้งปวง . . คือ พระโสดาปัตติผล .

ผู้พ้นอบายได้แล้ว ไปเจออบายที่ไหนก็ผ่านได้ เช่นบ่อนพนันมีที่ไหนๆ มาเก๊า ปอยเปต ลาสเวกัส เราก็ว่างเฉยได้เหนือมันได้ เราเอกราชทั่วทั้งแผ่นดิน ยิ่งกว่าสวรรค์ของโลก เราหมดสวรรค์ด้วยกับอบายการพนัน การละเล่นจัดจ้าน กีฬาจัดจ้าน โสดาบันอาจสนุกกับกีฬาที่ไม่รุนแรง แต่พวกมวยซัดกันเลือดออก ยิ่งโบราณเอาทวนแทงสู้กันตายเลย สู้กับเสือมันฆ่ากันตายเลย โสดาบันก็ไม่ทำแบบนั้น เดี๋ยวนี้ทำอาวุธมาฆ่าแกงกัน สูงกว่าคือไม่มีสวรรค์ไม่มีนรก ยิ่งกว่าอธิปไตยใด คือมีอำนาจหลุดพ้นได้ โสดาฯก็ผ่านอบาย สกิทาฯก็สูงขึ้นกว่าอีก

ผุดขึ้นดำลงแม้ในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้ ..แทรกแผ่นดินลงไปได้ สิ่งที่หยาบกร้านแข็งเหมือนกำแพงก็ไปได้ ดำลงไปได้ ดินจะหนาก็ดำลงไปได้เหมือนลงน้ำ เดินบนน้ำไม่แตกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ เหาะไปในอากาศเหมือนนกก็ได้ คนอื่นถูกน้ำหนักถ่วง แต่เราเดินสบาย เหมือนเหาะไปในอากาศ ลูบคลำพระจันทร์พระอาทิตย์ซึ่งมีฤทธิ์มีอานุภาพมากด้วยฝ่ามือก็ได้ ใช้อำนาจทางกายไปตลอดพรหมโลกก็ได้ อาตมาเคยอธิบายว่าลูบหัวล้านพระอาทิตย์พระจันทร์ได้ เหมือนแม่นาคยื่นมือไปจับได้ คุณจะสัมผัสในโลกของนรกสวรรค์ หรือความร้อนหยาบแรงของโลก แต่เรามีอำนาจนรกร้อนแต่เราอยู่ได้ สู่แดนธรรมว่า..เหมือนพ่อท่านพาเดินไปชุมนุมทางการเมือง ท่ามกลางความหวาดเสียว อาทิตย์คือทักษิณ พระจันทร์คือปู พ่อครูว่า...ปูอาจมีอำนาจมากกว่าหลอกได้ woman touch ซับซ้อนกว่าทักษิณ ละเลงความฉิบหายวายป่วงได้มากกว่าทักษิณ ทักษิณจะทำลายประเทศถึง ห้าแสนล้านหรือ แต่ปูนี่ปู้ยี่ปู้ยำกว่าห้าแสนล้าน สรุป ลูบคลำพระจันทร์พระอาทิตย์ซึ่งมีฤทธิ์มีอานุภาพมากด้วยฝ่ามือก็ได้ ใช้อำนาจทางกายไปตลอดพรหมโลกก็ได้อันนี้ คุณจะพาซื่อว่าเอาตัวตนร่างกายเหาะไปพรหมโลกที่เป็นลูกๆเลยไม่ใช่ กายคือรูปนาม ในพรหมโลก 16 หรือ 20 ที่คนติดยึดบัญญัติภาษา แล้วไปมีสถานที่เมืองพรหมแต่ละชั้น ใน พรหม 20 ชั้น

ชั้นที่ 1 พรหมปาริสัชชาภูมิ ชั้นที่ 2 พรหมปุโรหิตาภูมิ ชั้นที่ 3 มหาพรหมาภูมิ ต่อมาอีก 3 ชั้นที่ 4 ปริตตาภาภูมิ ชั้นที่ 5 อัปปมาณาภาภูมิ ชั้นที่ 6 อาภัสราภูมิ หมวด 3 ขั้นที่ 7 ปริตตาสุภา ขั้นที่ 8 อัปปมาณาสุภา ขั้นที่ 9 สุภกิณหาภูมิ ชั้นที่ 10 เวหัปผลาภูมิ คือพวกลอย เช่นพวกมีศักดินา ยศ ชั้นสูงส่ง และมีความฉลาดสามารถทำให้คนเชื่อ เช่นธัมมชโย ถ้าจะเทียบธัมชโยก็เหมือนเวหัปผล ส่วนทักษิณเหมือนอสัญญีสัตว์ หลอกเชิงทักษิณใช้อำนาจการเมืองยศ เงิน ส่วนธัมมชโย ใช้อำนาจโวหารคารม ใช้นามธรรม อรูปมากกว่า ส่วนทักษิณใช้รูปมากกว่า

ชั้นที่ 11 อสัญญีสัตตาภูมิ ดับสัญญาไม่รู้เรื่อง

สุทธาวาส 5 ชั้นที่ 12 อวิหาสุทธาวาสภูมิ ชั้นที่ 13 อตัปปาสุทธาวาสภูมิ ชั้นที่ 14 สุทัสสาสุทธาวาสภูมิ ชั้นที่ 15 สุทัสสีสุทธาวาสภูมิ ชั้นที่ 16 อกนิฏฐสุทธาวาสภูมิ

สุทธาวาส 5 เปรียบเทียบก็คืออนาคามี 5 ในสายสัมมาทิฏฐิ อันตราปรินิพพายี (ผู้เพียรทำปรินิพพานในระหว่างภพ) อุปหัจจปรินิพพายี (ผู้ทำปรินิพพานด้วยสามารถ) สสังขารปรินิพพายี (ผู้ทำปรินิพพานโดยต้องใช้ความเพียรมาก ประกอบปุญญาภิสังขารในภพตนให้มากๆ) อสังขารปรินิพพายี (ผู้ปรินิพพานโดยไม่ต้องใช้การปรุงแต่งอภิสังขารให้มากนัก) อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี (สภาวธรรมไม่เป็นสองรองใคร หรือไม่เป็นน้องใครอีก แล้วปรินิพพานไว) พระพุทธเจ้าสมณโคดมท่านไม่ประชุมอยู่ในภพนี้ สุทธาวาส อาตมาก็เช่นกันจะรีบตายรีบเกิด แต่ก็อาจมีวิบากทำให้ช้าได้ แต่อาตมามาปางนี้น่าจะตายแล้วรีบเกิดเร็วได้ พวกคุณอย่ารีบตายก่อนละกัน หากอาตมา 151 พวกคุณตายก่อนนะ

ชั้นที่ 17 อากาสานัญจายตนภูมิ ชั้นที่ 18 วิญญาณัญจายตนภูมิ ชั้นที่ 19 อากิญจัญญายตนภูมิ ชั้นที่ 20 เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ

สม.กล้าข้ามฝัน ส.เดินดิน

พ่อครูว่า...อธิบายกลับไปที่ อิทธิวิธญาณ ใช้อำนาจทางกายไปตลอดพรหมโลกได้ กายคือรูปนามตัวเราไปตลอดพรหมโลก พรหมโลกที่เขาหมายกันเป็นภพชาติ แต่ผู้ปฏิบัติหมดภพชาติ พรหมโลกจะมีกี่ชั้น 20 ชั้นเราก็มีรูปนามไปได้หมด เข้าใจพรหมโลกที่เขายึดถือกัน เช่นที่ว่ามา 20 ชั้น 4 ชั้นคือรูปพรหม อีก 16 ชั้นคืออรูปพรหม แต่เขาเข้าใจเป็นตัวตน เรานี่แหละใหญ่ๆ ใหญ่แค่ปริสัชชา ขั้นบริวารทุกวันนี้ก็มีเยอะ หลงตนว่าใหญ่ ว้ารู้ ข้านี่แหละใหญ่ ในพวกแราก็ยังมีครูอาจารย์ แม้เป็นลูกศิษย์ก็มีมหาพรหมที่ใหญ่กว่าสองอันแรกอีก เป็นพรหมมีตัวตน เป็นนามธรรมอย่างยิ่งข่มเบ่งกัน สูงไปอีก ก็มีราศี อาภา มีแสงนามธรรมซับซ้อนไปอีก ปริตตาก็นิดน้อย อัปปมานาภาก็มากหาที่สุดมิได้เลย อาภา เปรียบเหมือนแสงสว่างคือความรู้สามารถ ก็สูงกว่าพวกแรกพวกครูและบริวาร อาภัสราก็สูงละเอียดไปอีก อาภัสราใหญ่กว่ามหาพรหมที่ละเอียดกว่าสว่างกว่า มหาพรหมคือเบื้องต้นอยู่ เสมือนเด็กๆ ชั้นที่ 4 ปริตตาภาภูมิ ชั้นที่ 5 อัปปมาณาภาภูมิ ชั้นที่ 6 อาภัสราภูมิ สูงกว่ามหาพรหม ส่วน ขั้นที่ 7 ปริตตาสุภา ขั้นที่ 8 อัปปมาณาสุภา ขั้นที่ 9 สุภกิณหาภูมิ เหนือชั้นกว่า อาภัสรา มันมีฝ่ายดำฝ่ายขาว เช่น พวกนั่งหลับตาสมาธิฝ่ายขาวก็คือพวกธรรมกายฝ่ายดำก็คืออาจารย์มั่น นั่งหลับตาดับปี๋ อีกพวกลืมตาให้สว่างๆๆ ซับซ้อน จะว่าจริงๆแล้วเหมือนกับสว่างจะเหนือกว่า แต่แท้จริงสว่างนี้แย่กว่าสุภกิณหา สุภกิณหาสูงว่าอาภัสรา สายอ.มั่นสูงกว่าธรรมกาย เพราะสายนั้นใช้สว่างโลกหลอก แต่สายอ.มั่นหลอกน้อยกว่า หากเราเข้าใจสภาพพวกนี้จะไม่สับสน ก็ขอบคุณที่เป็นตัวอย่างให้เราได้ศึกษา เพราะว่ามันแย่ แล้วดูหลอกแบบอาภัสรา หรือธัมมชโยนี้หลอกได้ชัดเจนว่าอ.มั่น ขอเทียบกับมหาบัว มหาบัวหลอกเอาเงินคนแต่ซ้อนว่าไม่ได้เอามาเป็นของฉันนะ ธัมมชโยก็หลอกว่าไม่ได้เป็นของฉัน แต่เนียนกว่า แต่มหาบัวไม่เนียนแต่หยาบกว่าเอาไปให้ประเทศเลย แต่ธัมมชโยนี้เนียนกว่าจะมีประชาชนถูกหลอกมาได้มากกว่ามหาบัว แล้วคนที่เป็นลูกศิษย์ของธัมมชโย ฉลาดแกมโกงแบบโลกีย์หาเงินทองได้เก่งกว่าผู้ที่เป็นลูกศิษย์มหาบัว ลูกศิษย์มหาบัวหาเช้ากินค่ำแบบคนทั่วไปแต่พวกที่เป็นลูกศิษย์ธัมมชโยนี้เป็นแบบไฮโซ เศรษฐีพันล้านหมื่นล้าน มันซับซ้อนหลายชั้น สรุปง่ายๆ ธัมมชโยหลอกคนได้สูงกว่ามหาบัว และซ้อนอีก มหาบัวยังเอามาทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ แต่ธัมมชโยไม่เลย ซ้อนลงไปอีก เรียกว่าจมดิ่งมหาอเวจีหนักกว่ามหาบัวอีก ก็ต้องขออภัยที่กล่าวพาดพิง เพื่อให้เป็นวิชาการเป็นการศึกษา อาตมาไม่ได้รังเกียจหรือชิงชัง ไม่ได้กระทบกระเทือนอาตมาเพราะอาตมาไม่ได้เอาทั้งสองอย่าง แต่มันกระทบกระเทือนพระศาสนา อาตมาไม่ได้กระทบ เขาหลับตาทั้งคู่ แต่อาตมาลืมตาไม่ได้เป็นคู่แข่งเขาเลย มันเดินกันคนละรางคู่ขนานไม่มีทางชนกันหรอก

อิทธิวิธญาณ มีฤทธิ์เดชอำนาจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอำนาจให้คนหลงตกในอำนาจอย่างมหาบัวหรือธัมมชโย มีหลากหลายไม่ได้ซื่อตรง อย่างมหาบัว คนเข้าใจไม่ได้ง่ายๆหรอกเขาหวังดี แต่ความซับซ้อนของมหาบัว มีอัตตาสูงจนหลงอัตตาตัวเอง ภาคภูมิ ที่จริงเป็นภพชาติของพรหม ชั้นสูง เป็นผู้ที่มีประโยชน์คุณค่าต่อประเทศชาติเอาทองคำเข้าคลัง แล้วตัวนั้นก็มีจริงคนก็ต้องยอมรับ แต่อัตตาของมหาบัว คนไม่รู้จักว่ามหาบัวติดยึดเท่าไหร่ ข้องอยู่ในถ้ำหนักเท่าไหร่ ในตัวมหาบัว อันนี้สิ เป็นธรรมะ มันไม่ไปเกี่ยวกับใครแต่เกี่ยวกับมหาบัวเอง จมในถ้ำในข้องไกลวิเวก ภาคภูมิในอันนี้ อธิบายรูปธรรม ตายไปแล้วจมในถ้ำนี้อีกนานแสนนาน แล้วจมในถ้ำของมหาบัว หนักกว่านางวิสาขาจมในทางสุขไม่ได้ไปหลอกใคร แต่มหาบัวซ้อนหลอกคนหลงติดอัตตาแต่ไม่เหมือนนางวิสาขา ไม่รู้ไปเกิดหรือยัง มหาบัวบอกชาติสุดท้าย แต่ก็อาจจมในภพนานอีกเท่าไหร่ไม่รู้ อาฬารดาบสไม่ใช้โลกีย์ประกอบนะ แต่มหาบัวเอา ลาภยศสรรเสริญไปผนวกกับความหลงของตนเองอีก มหาบัวหนักว่าอาฬารดาบสอุทกดาบสที่พระพุทธเจ้าบอกว่าชิบหายใหญ่แล้ว อันนี้มหาบัวก็อภิมหาฉิบหายแล้วหนอ อาตมาไม่ได้ลงโทษท่านนะแต่ท่านเป็นภันเต เป็นตัวอย่างให้ใช้อ้างอิงทางวิชาการซึ่งมันเข้าใจได้ดีขึ้นใช่ไหม อาตมามีวิบากนะ เพราะลูกศิษย์ท่านมีเยอะ โกรธเคืองอาตมาแน่ อาตมาต้องรับวิบาก อาตมายอมเสียเพื่อให้ประโยชน์แก่ประชาชน ขออภัยพูดแล้วเหมือนยกตนเอาดีเข้าตัว แต่ธรรมะพระพุทธเจ้า คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34)

ทิพโสตญาณ (สามารถแยกแยะ การได้ยินสิ่งที่ละเอียดลึกซึ้ง เช่น กิเลสปะปนมากับคำร่ำลือ กับเสียงที่เกินกว่าคนธรรมดาเขาจะรู้นัยยะได้) แยกสิ่งที่ไกลที่ชัดได้แม่น (สู่แดนธรรมว่า เหมือนกับการหาเสียงของพรรคอนาคตใหม่ พวกเราก็สามารถฟังเสียงสองได้) แม้แต่ทักษิณเราก็ฟังออกได้ ผู้อื่นที่ได้ยินก็ท้วงมาตอนนี้ก็มีมากเลย เขาท้วงได้มากกว่าทักษิณอีก แต่อาจไม่ได้ไปเหมือนทักษิณ น่าจะไปอยู่ที่กักกันมากกว่าแต่เขาคงหาช่องทางออกไปได้ ในสังคมเราห้ามไม่ได้จะมีสิ่งเหล่านี้ เพราะอวิชชามันหลายชั้นมาก

เจโตปริยญาณ ท่านก็ตรัสไว้ว่ามี 16 อย่าง คือ การกำหนดรู้ใจสัตว์อื่น (รู้สัตว์ชั้นต่ำสูงในจิตตน-ปรสัตตานัง) . รู้บุคคลชั้นต่ำ-สูงอื่นๆในจิตอาริยของตน(ปรปุคคลานัง) เป็นปรมัตถ์. สราคจิต (จิตมีราคะ) วีตราคจิต (จิตไม่มีราคะ) สโทสจิต (จิตมีโทสะ) วีตโทสจิต (จิตไม่มีโทสะ) สโมหจิต (จิตมีโมหะ) วีตโมหจิต (จิตไม่มีโมหะ) สังขิตฺตํจิตตํ. (จิตเกร็ง-จับตัวแน่น หด คุมเคร่งอยู่) . วิกขิตฺตํจิตตํ . (จิตกระจาย-ดิ้นไป ฟุ้ง จับไม่ติด) มหัคคตจิต (จิตเจริญยิ่งใหญ่ขึ้น) อมหัคคตจิต (จิตไม่เจริญขึ้น) สอุตตรจิต (จิตมีดีแต่ยังมีดียิ่งกว่านี้-ยังไม่จบ) อนุตตรจิต (จิตไม่มีจิตอื่นสูงยิ่งกว่า) จิตคุณถอนอาสวะสิ้น สมาหิตจิต (จิตตั้งมั่นเป็นประโยชน์ดีแล้ว) สั่งสมจิตถอนอาสวะ อสมาหิตจิต (จิตยังไม่ตั้งมั่นไม่เป็นประโยชน์) วิมุตตจิต (จิตหลุดพ้น) . . . อวิมุตตจิต (จิตยังไม่หลุดพ้นสิ้นเกลี้ยง) . (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 135) ต้องหมดอาสวะจึงเป็นจิตสะอาดแล้วสั่งสมจิตตั้งมั่น จึงเป็นสมาธิ สุดท้ายก็เป็นวิมุติแล้วเป็นอมตบุคคล ตามมูลสูตร10 ส.ฟ้าไทสรุป จบ621030_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ วิโมกข์ วิชชา พาให้วิเวก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน