สื่อธรรมะพ่อครู(วิเวก 3) ตอน วิเวกจะเกิดได้ต้องปฏิบัติที่สัมผัสปัจจุบัน.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข30 ตุลาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(วิเวก 3) ตอน วิเวกจะเกิดได้ต้องปฏิบัติที่สัมผัสปัจจุบัน _เชวง กิจจะบรรณ์ : นมัสการถ้ารัฐไทยไม่ต้องรบกับไครเพราะเราเป็นหม้อข้าวของทุกชาติมหาอัมนาจจะดูแลปกป้องชาติของเราเอง พ่อครูว่า…ประเทศไทยตั้งอยู่ในพื้นที่โซนเกษตรกรรมก็ใช้ปัจจัยนี้ ทำกสิกรรมให้เด่นเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นสิ่งที่ประเสริฐเพราะว่าคนต้องอาศัยพืชพันธุ์ธัญญาหาร ไม่ว่าจะที่ไหน ขั้วโลกเหนือขั้วโลกใต้ อยู่ที่อลาสก้า ปาปัวนิวกินี สรุปแล้วเราก็สร้างพืชพันธุ์ธัญญาหารไม่ต้องไปรบกวนสัตว์ อย่างชาวอโศก ตั้งใจเป็นผู้ที่เข้าใจธรรมะพระพุทธเจ้า สัตว์เป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตาย ถ้าหากเข้าใจศีลข้อที่ 1 ที่ท่านตรัสไว้ อย่าไปฆ่าไปแกงกันมีความเอ็นดูกรุณาหวังประโยชน์ต่อสัตว์ทั้งปวง ที่เป็นจิตนิยามตั้งแต่สัตว์เซลล์เดียว เขาเกิดมาแล้วก็ควรต้องไปตามกรรมวิบาก เรื่องของกรรมวิบากเป็นเรื่องลึกซึ้งเป็นเรื่องอจินไตย เดาเอาไม่ได้ อาตมาไม่เก่งเท่าไหร่ในการอธิบายกรรมวิบาก คนจะอธิบายได้ต้องเก่งขึ้นสามารถขึ้นรู้ได้มากขึ้น เข้าขั้นละเอียดสูงขึ้นไปเรื่อยๆจนกระทั่งถือว่าพระพุทธเจ้าเป็นผู้ที่รู้สูงสุดครบพร้อม เรื่องกรรมนี้ เทวนิยมไม่ได้เรียนรู้ เพราะเกิดชาติเดียวแล้วก็ตายไปอยู่กับพระเจ้า จนนิรันดร มีการเกิดและตายชาติเดียว ก็มีศาสนาบางศาสนาที่มีการเวียนวนตายเกิดเหมือนกันอธิบายได้ ตามที่พระพุทธเจ้าแบ่งเอาไว้พูดที่ตามอดีต 18 อนาคต 44 แต่ถ้าไม่สามารถรู้จุดสูงสุดนั่นก็คือสามารถที่จะรู้ธาตุ นิยามของสิ่งที่มีอยู่ในโลก อุตุ พีชะ จิต นี้เป็นธาตุ 3 อย่าง จิตนิยามเป็นธาตุของสัตว์จนถึงมนุษย์ มนุษย์ที่สูงสุดเป็นมนุษย์อาริยะมนุษย์โลกุตระ สามารถที่จะรู้กรรมและสั่งสมกรรมให้ตั้งอยู่เรียกว่าธรรมะทรงอยู่ แล้วก็อาศัยธรรมะนั้นทำความเจริญให้แก่ชีวิตจนกร

อ่านต่อ

ะทั่งรู้จบรู้แจ้งรู้จักอุตุรู้จักพีชะรู้จักจิตแล้วก็ทำจิตให้เป็นพีชะได้อย่างแท้จริงก็พ้นทุกข์ ทำจิตจากพืชะ ให้เป็นอุตุได้ก็เป็นนิพพานธาตุ เป็นอมตะ เราจะเข้าใจตั้งแต่ตอนเป็นๆ สามารถรู้ตั้งแต่โลกของอบายมุข ลองสัมผัสแล้วไปติดยึดเป็นความสุขความทุกข์ในสิ่งที่เกี่ยวพันอยู่ เรียกว่าเป็นสิ่งที่ข้องอยู่ ก็จะข้องอยู่อย่างนั้น ยิ่งไปข้องด้วยอวิชชาเพราะมีกิเลสมากแล้วปิดบังไว้ คนมีกิเลสนี้ปิดบังทั้งนั้น ไม่มีใครเอากิเลสมาเปิดหรอก 1.ไม่รู้กิเลสตัวเองก็เปิดไม่ได้ 2. แม้จะรู้ว่ากิเลสตัวเองก็ทนได้คิดว่าไม่มาก พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจนว่าเป็นผู้มีกิเลสมากปิดบังเอาไว้แล้ว คำว่า ไกลจากวิเวก มีความว่า นรชนนั้นใด เป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำอย่างนี้ อันกิเลสมากปิดบังไว้อย่างนี้ หยั่งลงในที่หลงอย่างนี้ นรชนนั้นย่อมอยู่ไกลแม้จากกายวิเวก ย่อมอยู่ไกลแม้จากจิตตวิเวก ย่อมอยู่ไกลแม้จากอุปธิวิเวก คนยุคนี้ในวงการศาสนาพุทธ เป็นผู้มีกิเลสมากปิดบังไว้แล้ว แล้วให้มันตั้งอยู่ หยั่งลงสู่ความหลงแล้วเป็นสิ่งอาศัย พระพุทธเจ้าท่านสรุปว่าคนอย่างนี้คือคนที่ไกลจากวิเวก ผู้ที่ไกลจากวิเวกก็คือ วิเวก เป็นคำๆหนึ่งที่ต่างจากสมถะหรือปัสสัทธิ หรือสงัด สงัดไม่ถือว่านิ่งทีเดียว ผู้ที่จะปฏิบัติวิเวก 3 นี้ยังไม่ได้ แล้วจะไปถึงความสงบที่เป็นขั้นถึงปัสสัทธิ ที่ปหานกิเลสตายสนิท ตายอย่าง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) หรือนัตถิอุปมา เอาอะไรมาเปรียบเทียบไม่ได้ ผู้ที่รู้ที่จบเหมือนกันก็พอพูดกันรู้เรื่องแต่ก็ของใครของมัน ธรรมะเข้านิพพานของพระพุทธเจ้านั้นไม่ได้ปฏิบัติด้วยการนั่งหลับตาแบบไม่รู้เรื่องอะไร นิพพานของพระพุทธเจ้านั้นลืมตา รู้จักโลกอยู่กับโลก เกี่ยวข้องกับโลก สัมพันธ์กับโลก ทำงานร่วมกับโลก มีประโยชน์คุณค่าต่อโลกอย่างมาก รับใช้โลกอย่างแท้จริง เพราะเป็นจิตที่มีโลกุตรจิต แล้วก็มีความรู้ความเป็นโลกต่างๆเท่าที่บารมีคนจะรู้ได้ แล้วก็อยู่กับเขาอย่างมีประโยชน์คุณค่าช่วยเหลือเฟือฟายไม่ข่มเบ่งกัน นี่คือโลกานุกัมปา ชาวอโศกเราทำงานมา 49 ปี จะ 50 ก็ปี 63 เพราะอาตมาเกิดปี 2477 บวช พฤศจิกายน 2513 เวลาก็เป็นสื่อให้รู้ ก็นับไป อาตมาไม่มีปัญหาเกี่ยวกับเวลาและอายุ ทำงานอย่างให้สังขารร่างกายแข็งแรงทำงานอย่างจริงใจตั้งใจเห็นคุณค่าและประโยชน์ว่าเกิดมาเป็นมนุษย์ไม่มีอะไรดีเท่ากับการมีธรรมะแล้วเอามาให้ศึกษาให้ประพฤติให้ได้ แต่ละคนให้ได้ธรรมะแล้วจะเป็นประโยชน์แก่กันและกันต่อไปอีก จะทำให้สังคมอยู่อย่างมีคุณค่าพึ่งพาอาศัยกันช่วยเหลือกันอย่างที่เราเป็นเราอยู่สุขสำราญเบิกบานใจสบาย ผู้ที่รู้ตัวเห็นว่าเรามาอยู่ที่นี่เอาเปรียบเอารัด มันเป็นสิ่งที่ไม่ดีมันเป็นวิบาก เราจะชัดเจนเชื่อมั่นแล้วจะไม่ทำในสิ่งที่ไม่ดี จะทำสิ่งที่ดีแล้วล้างสิ่งที่ไม่ดีออกให้จริง เราก็จะได้เป็นคนเจริญจริง เป็นโลกุตระบุคคลเป็นอาริยบุคคล อาตมาถึงกล้ายืนยันว่าสังคมชาวอโศกเป็นสังคมอาริยบุคคล สังคมของชาวโลกุตระ ไม่ได้พูดเล่น พูดยืนยันความจริง ผู้ใดจะศึกษาพิสูจน์เพื่อที่จะยืนยันก็เชิญได้ ไม่ใช่ท้าทายแต่เป็นเรื่องจริงที่จะต้องมาศึกษา ถ้าทำได้มันก็จะเกิดมนุษยชาติที่จริงทำได้มากขึ้นก็ดี แต่ว่ายังไม่พอหรอก มีความลึกซึ้งที่พวกเราต้องมาใช้ ให้เกิดการพัฒนาสู่โลกุตระซึ่งขีดขั้นแม้จะบอกระดับ โพธิสัตว์ 9 ระดับ 1.โสดาบันโพธิสัตว์ 2.สกิทาคามีโพธิสัตว์ 3.อนาคามีโพธิสัตว์ 4.อรหันต์โพธิสัตว์ 5.อนุโพธิสัตว์ 6.อนิยตโพธิสัตว์ 7.นิยตโพธิสัตว์ 8.มหาโพธิสัตว์ 9.พระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ที่มาปฏิบัติกับอาตมา ผู้นั้นสามารถปฏิบัติได้พัฒนาได้ในยุคนี้มีภูมิธรรมถึงขั้น 8 สมมุติ สมมุติถึงขั้น 8 ได้ อาตมาก็จะรู้ แล้วผู้ที่มีคุณธรรมเป็นโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าระดับ 8 ก็จะเป็นเหมือนกันจะไม่ได้ข่มเบ่งกัน สมมุติว่า จะเป็นผู้อายุน้อยกว่ามาบวชทีหลัง แต่มีภูมิธรรมข้ามหน้ากว่าอาตมาก็จะเคารพอาตมาในฐานะผู้บวชก่อนผู้รู้ก่อน แล้วก็จะช่วยอาตมาอย่างแท้จริง แล้วเราก็จะเห็นกันว่าเป็นผู้ที่ช่วย ผู้ที่มีภูมิธรรมเหล่านี้ สอนคนบอกคนได้ปฏิบัติตามได้บรรลุธรรมได้ก็จะมารวมตัวเป็นกลุ่ม เป็นเอกีภาวะเป็นปึกแผ่นเป็นปรากฏการณ์ที่เป็นหมู่ จากหนึ่งจึงเป็นเรารวมเราเขาเข้าเป็นหนึ่ง One For All All for one อย่างนี้เป็นต้น มันเป็นจริงได้แล้วมันก็จะมีอีกมีน้ำมีเนื้อมีแก่นสารสาระ ที่จะแปรเป็นประโยชน์คุณค่าแห่งมนุษยชาติ ไม่เป็นโทษภัยจริงๆมนุษยชาติในโลก จะมีแต่เจริญขึ้นไปในโลก แม้แต่ในในยุคกลียุคคนจะเลวร้ายไปอย่างไรมันจะมีคู่กัน คนได้ดีสูงสุดเป็นโลกุตระได้สูงสุดส่วนที่เลวร้ายก็จะเลวร้ายมากเป็นคู่ที่เหมาะสมกันถ่วงกันไว้ในโลก แล้วโลกจะไม่เกิดกลียุค อาตมากล้าพูดตรงนี้อีกอย่าง ว่าสงครามโลกครั้งที่ 3 จะไม่เกิด เพราะพวกเรานี่แหละ แล้วคนในโลกกำลังแสวงหาสิ่งที่เป็นความเจริญเป็นอารยธรรมเป็นโลกุตระแบบนี้แต่เขาไม่รู้ เพราะเขามีภูมิปัญญาสามารถที่จะรู้ว่าอย่างนี้ใช่แล้ว คนเหล่านั้นก็จะมาร่วมกันไม่ว่าจะเป็นชาติไหน อาตมามีวิบากดี ที่อาตมาพูดภาษาต่างประเทศไม่ได้เลยนอกจากภาษาไทยหรือภาษาอีสานหรือภาษาลาว พอจะรู้เรื่องได้ ก็ไม่มีปัญหาอะไร ที่อาตมาพูดภาษาต่างประเทศไม่ได้นั้นดี หากว่าพูดภาษาต่างประเทศได้คนต่างประเทศเข้าใจก็จะเข้ามา ขออภัยแต่พวกเขาบารมียังไม่ถึงคนไทย คนไทยมีบารมีพอที่จะรับได้มากกว่า อาตมาจึงต้องเป็นเช่นนี้บอร์นทูบีborn to be ต้องเกิดเป็นคนแบบนี้ ตั้งแต่เรียนหนังสือมัธยม อ.ที่สอนภาษาอังกฤษอาตมา ท่านสอนอาตมาสอนกับลูกๆของท่าน ที่เป็นผู้ชาย ผู้หญิง ลูกที่เป็นผู้ชายชื่อหม่อมราชวงศ์สารีบุตร เรียน ม. 6 มาด้วยกัน ท่านก็สอนให้ลูกหลานท่าน อาตมาก็เป็นคนหนึ่งกับอีกหลายคนที่ทุกท่านสอน ท่านจบวิศวะ แต่สอนภาษาอังกฤษ สอนจนกระทั่งสิ้นชีวิต ท่านเคยชมอาตมาว่า อาตมานี่จะเก่ง แต่ว่าโดยวิบากอาตมาไม่เก่ง เพราะชาวต่างประเทศจะมาแย่งพวกคุณเอาเวลาแรงงานไป แต่เขาบารมียังไม่ถึงพวกคุณ มันยังไม่เป็นฐานที่แท้จริงที่จะเจริญ มันจะต้องมาเป็นอันนี้ มองในแง่ต่ำต้อย อาตมาก็น่าจะเจริญภาษาอังกฤษ แค่นี้ คนกระจอกๆยังพูดภาษาอังกฤษเก่งกว่าอาตมา ธนาธรยังพูดเก่งกว่าอาตมาเยอะแยะเลย แต่ว่าอาตมาไม่ได้เห็นเป็นความต่ำต้อย จะต่ำต้อยหรือสูงส่งอาตมาก็ไม่มีปัญหาสำหรับตัวอาตมาแล้ว ก็ทำงานเพื่อที่จะสร้างสรรให้เกิดโลกุตระธรรม พากเพียรอยู่ทุกวันนี้ให้มันเกิดสัจจะหยั่งลง ให้มีมากขึ้นให้มีความเป็นจริงมากขึ้นให้มากพอ เพราะอาตมารับผิดชอบศาสนาพระพุทธเจ้าให้ไปถึง 5000 ปี ถ้าหากปล่อยปละละเลยไม่มีเนื้อแท้อยู่ในศาสนาพุทธ ก็ยังไว้ใจไม่ได้ อาตมาถึงบอกว่าต้องเผื่อให้พอ ไม่อย่างนั้นไม่ไหวมันจะไปถึงหรือ อาตมาดูแล้ว เพราะฉะนั้นต้องไม่ประมาทต้องเผื่อพอไว้มันจะเกินห้าพันปีก็ไม่เสียหาย แต่มันไม่พออาตมาผิดนะเพราะอาตมาเองเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องนี้มา พูดแล้วก็เป็นเหมือนกับอวดตัวตน หลายคนก็จะหมั่นไส้เอา ไม่เป็นไรอาตมาก็พูดความจริงของอาตมา ไม่มีอะไรไม่จริงแต่คนเข้าใจไม่ได้ เขาเข้าใจของเขาอย่างนั้นอาตมาจะไปบังคับเขาได้อย่างไร หากอาตมาพูดผิด เป็นความไม่จริง บาปก็เป็นของอาตมาเอง แล้วมาย้ำอีก พูดซ้ำซากอีก อาตมาเชื่อในกรรมวิบาก เราจะไปทำให้ตัวเองมีวิบากทำไม อาตมาทำก็ไม่ได้แลกมาซึ่งลาภยศเงินทองอะไร อาตมาไม่ได้ทำเพื่อต้องการแย่งชิง เอาแต่ความจริงมาเปิดเผย 621020_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ปฏิบัติชอบปฏิบัติดีต้องพลีกิเลสเพื่อศาสนา

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน