สื่อธรรมะพ่อครู(กรรม) ตอน การพลี 5 ประการ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(กรรม) ตอน การพลี 5 ประการ _คมกฤษ ประเสริฐวงษ์ เห็นพ้องกับท่าน สขม กล้าข้ามฝัน เพราะธรรมที่พ่อครูแสดงในปัจุสมัยนี้ลึก จึงต้องมีเครื่องรับดีมีปัญญา (มีการเลื่อนฐาน) ขอให้พ่อท่านอธิบายการทำพลี 5 อย่าง ที่อยู่ในอาทิยสูตร อย่างละเอียดด้วยครับ ทำพลี ๕ อย่าง คือ ๑. ญาติพลี [บำรุงญาติ] ๒. อติถิพลี [ต้อนรับแขก] ๓. ปุพพเปตพลี [บำรุงญาติผู้ตายไปแล้วคือทำบุญอุทิศกุศลให้] ๔. ราชพลี [บำรุงราชการ คือบริจาคทรัพย์ช่วยชาติ] ๕. เทวตาพลี [บำรุงเทวดา คือทำบุญอุทิศให้เทวดา] (จากพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔ ข้อ ๑ อาทิยสูตร ) พ่อครูว่า…1. ญาติพลี คือ พลีคือการยอมเสียสละ เสียสละทรัพย์สินเสียสละกำลังแรงงานหรือเสียสละอะไรก็แล้วแต่ แม้แต่เสียสละภาษีให้แก่รัฐก็เป็นการพลี พลี จะมีจิตวิญญาณร่วมด้วย มีความพอใจมีความเต็มใจที่จะสละ พลี ถ้าคุณไม่มีจิตเต็มใจให้เขาไม่เรียกพลี เพราะฉะนั้นคนที่พลีชีวิตเขาถึงยกย่องกันแม้แต่ศาสนาอื่นก็ยกย่อง พลีชีวิตเพื่อพระเจ้า พลีชีวิตเพื่อมนุษยชาติ ก็จะได้รับความยอมรับนับถือในทุกชนชาติ ตรงกันหมดอันนี้ พลีชีวิตเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ทีนี้ผู้พลี ยอมเสียสละแก่ญาติ ก็ดีประมาณหนึ่ง ก็เผื่อแผ่ญาติ แต่ถ้ายิ่งกว่าญาติ คนอื่นๆที่เราควรพลี ควรจะช่วยเหลือเขาเพราะเรามีความรู้ความสามารถมากกว่า เรียกว่าอติถิพลี 2. อติถิพลี อติถิ คือผู้ที่ด้อยกว่าก็เป็นการพลีที่ดี 3. ปุพพเปตพลี อันนี้เขาเข้าใจผิดเพี้ยน ไปเข้าใจว่า ไปพลีไปเสียสละ พระบาลีเรียกกว่า ปรทัตตูชีวกเปรต คือเสียสละแก่เปรตที่เขาสามารถรับได้ ปรทัตตูชีวกเปรต 1. มีชีวิต 2. เป็นผู้ที่รับได้ คือสัตว์ที่ยังมีชีวะ ไม่ตาย แต่มีฐานะกึ่งหนึ่ง เปรตคือจิตผู้ขอ ผู้ตกต่ำ ถ้าใครหมายปรทัตตูว่าเปรตอื่
อ่านต่อ
นที่ไม่ใช่ในตัวเรา แล้วก็ไปเข้าใจกันว่า เปรตคือ จิตวิญญาณที่ตายไปแล้วไม่มีร่างกาย เปรตคือสัตว์หรือมนุษย์ไม่มีร่างกายก็มีความหิวต้องการ เราก็เจาะจงให้เขาได้ ซึ่งโดยสัจจะของพระพุทธเจ้าและสัตว์ใดก็ตามมีกรรมเป็นของของตน ตนรับมรดกกรรมของตนจะอยู่โลกไหนก็ตาม อยู่ในโลกปัจจุบันยังไม่ตายจากกันกรรมวิบากก็เป็นของตน แบ่งกันไม่ได้ ตอนเป็นๆ พ่อแม่จะแบ่งกรรมวิบากให้แก่ลูกไม่ได้ กรรมวิบากเป็นของคนใดคนนั้น ยกตัวอย่างพ่อเราไปตีหัวคนแตกเป็นบาป ก็ไปบอกให้ลูกช่วยหน่อยได้รับวิบากไปครึ่งนึง แต่ลูกไม่ได้ตีหัวคนนี้ด้วยเลย พ่อตีหัวคนนี้ไปบาปเป็น 100 หน่วย พ่อก็ต้องรับบาป 100 หน่วยนั้นเป็นของของตัวเอง กัมมัสกะ ตายไปตนเองก็ต้องรับมรดกบาป 100 นี่แหละแบ่งใครไม่ได้ ตอนเป็นๆก็แบ่งกันไม่ได้ ตอนตายแล้วก็แบ่งกันไม่ได้ ไม่ตกไม่หล่นไม่ระเหยไม่ระเหิด เป็นของตัวเองเต็มๆตลอดกาล จนกว่าคุณจะปรินิพพานเป็นปริโยสาน คุณจึงจะล้างกรรมที่มันสะสมเป็นของตนซึ่งมันไม่หายไปไหนด้วยอันนั้นก็เข้าใจยากเป็นอกุศล มันไม่หายไปไหน แต่คุณต้องสร้างกุศลจิตที่เป็นโลกียกุศล ให้มันนำพาเราเป็น กัมโยนิ นำหน้าอกุศล อกุศลวิ่งตามไม่ทันเหมือนหมาไล่เนื้อ เราก็ปิดประตูบาป มีแต่กุศลไป ของเราเอง หมาไล่เนื้ออกุศลมันจะตามไม่ทันโดยสัจจะ เพราะเราหยุดบาปมีแต่กุศลทั้งปวง ผู้ที่หมดกิเลสแล้ว หรือผู้ที่เจริญถึงขั้นเป็นโลกุตระ กรรมทุกอย่าง สัพพะปาปัสสะอะกะระณัง บาปทั้งปวงหยุดเด็ดขาดไม่ทำจริงๆ เป็นอรหันต์ ทำกรรมอยู่ แต่บุญก็ไม่ทำแล้ว เพราะฉะนั้นกรรมที่ทำทุกกรรมจึงมีแต่กุศลทั้งนั้น เรียกว่ากุสะลัสสูปะสัมปะทา เพราะสจิตตปริโยทปนัง ทำจิตให้บริสุทธิ์สะอาดแข็งแรง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ไม่มีการเปลี่ยนแปลงไม่มีการผิดพลาดเพราะฉะนั้นผู้นี้เป็นผู้ที่รับรองได้เลยว่าเขาเป็นพระอรหันต์ โอวาทปาติโมกข์ สัพพะปาปัสสะอะกะระณัง กุสะลัสสูปะสัมปะทา สจิตตปริโยทปนัง เป็นคุณสมบัติของพระอรหันต์จะมีมากหรือน้อยก็แล้วแต่ความจริงของคน ถ้าเป็นพระอรหันต์ขึ้นไปแล้วไม่มีบกพร่อง ถ้าใครเข้าใจโอวาทปาติโมกข์นี้ไม่ถูก ก็จะไปแปลว่า ละความชั่วประพฤติดี ทำแต่ดีไม่ทำชั่วทำจิตให้สะอาดผ่องใส กรรมที่ดีก็จะมีความลึกซึ้ง เสขบุคคลหรือปุถุชน ปุถุชนก็สอนกันไม่ทำชั่วทำแต่ดี ไม่ว่าจะศาสนาไหนศาสนาไหนก็สอนนี้เป็นโลกียธรรมแต่สูงกว่าโลกียะ เป็นโลกุตระแล้ว ถึงไม่เกี่ยวกับความชั่วไม่เกี่ยวกับอกุศลแล้ว ไม่เกี่ยวกับบาปแล้ว บาปบุญไม่เกี่ยวแล้ว อันที่ 1 ไม่ทำบาปทั้งปวง อันที่ 2 ก็กรรมที่ทำอยู่มีแต่กุศลไม่ใช่กรรมที่ทำอยู่มีแต่บุญ หากท่านตรัสคำว่ากุศล ก็คู่กับกับบาป แต่ในอันแรกไม่มีบาป คำว่าบุญเป็น One way Traffic ทำแล้วไม่มี 2 อันนี้อาตมายืนยัน หากวนยังไม่จบนิพพานก็ไม่มีวันจะวนอยู่เป็น 2 ขนาดพลังงานบุญเป็นพลังงานสูงสุดของศาสนาพุทธฆ่ากิเลสก็ยังไม่ถึงนิพพานอีกก็อย่าเกิดมาอีกเลย แล้วเมื่อไหร่จะปรินิพพานได้จริง ไม่อย่างนั้นไม่มีนิพพานเลย ต้องทำบุญ ทำเสร็จแล้วบาปก็หมดบุญก็หมดก็เป็นนิพพาน นิพพานไม่มีการเวียนวนอีกเลยไม่มีเกิดอีกเลยนิพพาน ระดับนิพพานไม่มีวนเวียนอีกเป็นหนึ่งเดียวจบ บุญนี้เป็นชื่อเป็นภาษาที่สร้างพลังงานจิตให้เกิดบุญได้มันก็เป็นอุณหธาตุที่เรียกว่าไฟ ฌาน แล้วมันมีหน้าที่เผากิเลสอย่างเดียว บุญมีปัญญาร่วมด้วย ไม่ทำผิดพลาด หากทำผิดพลาด เผาแหลกก็จะมีบาปซ้อนอีก ก็ไปเผาสิ่งที่ถูกต้องไปด้วย แต่บุญนี้ไปเผาแต่กิเลสแต่สิ่งที่ไม่ถูกต้อง ธรรมะพระพุทธเจ้านั้น คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34) มีญาณรู้ล่วงหน้าเป็นอนาคตังสญาณอยู่ได้บ้าง เปรต จริงๆนั้นคือจิตวิญญาณของเราเป็นจิตเปรต ปุพพะ คือก่อน คุณต้องสละต้องยอม อย่าให้เปรตนี้ได้อาหารมันกลับกัน พลีนี้ต้องฆ่าเปรต กลายเป็นอย่างนั้น เปรตพลี ถ้าอุทิส แปลว่าเจาะจงที่บอกว่าอุทิศอาหารไปให้แก่เปรต แต่ไปแปลเป็นตัวตนบุคคลเราเขา ซึ่งเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่สอน ที่จริงแล้วมันไม่มีหรอกมันสูญเปล่า ถ้าเข้าใจกรรมเป็นของของตน คุณตายไปแล้วเป็นเปรต ตายไปแล้วจะเอามรดกกรรมของคุณเองเป็นทายาทของกรรมตัวเอง กรรมวิบากไม่ใช่วัตถุ ที่บอกว่าส่งจีวรส่งข้าวส่งน้ำไปให้นั้นมันไม่เกี่ยวอะไรเลยกับจิตวิญญาณ เป็นเรื่องของวัตถุทั้งนั้น เผาส่งรถเบนซ์ปลอมๆเป็นกงเต๊กไปให้เละไปหมดหลอกคนเป็นๆด้วย ทำหน้าที่ส่งให้แต่ที่จริงแล้วตัวเองเป็นคนได้ เป็นวิธีหลอกเงินในกระเป๋าทั้งนั้นเลยหรือจะเป็นผู้แก้กรรม ทำอย่างเป็นบาปซ้ำซ้อนจะด้วยไม่รู้ เชื่อตามเขาก็ตาม แต่กรรมที่คุณทำก็เป็นวิบาก ยิ่งรู้อยู่ว่าไม่ถึงแต่ทำก็เป็นบาปมากไปอีก ปุพพะ แปลว่าก่อน เปรตคือจิตที่ตกต่ำ คุณต้องยอมเสียสละให้เปรต จะให้เปรตอ้วนขึ้นก็ไม่ใช่ แต่ทำให้เปรตมันตาย เป็นสิริมหามายา เป็นภาษาเทวะ ถ้าไม่ใช่เทวพูดกันไม่เข้าใจ ทำให้กิเลสเสื่อมชีวิตินทรีย์ตกต่ำลง จนตายไปเลย ต้องยอมเสียสละ ไม่มีใครในโลกหรอกไม่รักกิเลส เปรตคือกิเลสนะ อยากได้อยากมีอยากเป็นไม่จบ เปรตนี่ คนหรือปุถุชนรักกิเลสที่สุด รักให้ตายอย่างไรก็ต้องจำใจฆ่า ซึ่งเป็นการเสียสละที่สุดยอดเลย เพราะฆ่าสิ่งที่รักที่สุด คือฆ่ากิเลส แล้วคุณก็เข้าใจว่ากิเลสมีจริง มีมาแต่ก่อนปุพพะ ก็ชัดเจนว่าเราได้ฆ่ากิเลสฆ่าเปรตในตัวเรา เป็นเปรตพลี แต่เขาไปแปลว่า อุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติที่ตายไปแล้ว ก็เป็นแบบตัวตนบุคคลเราเขา ก็ตามความเข้าใจของเขาก็ถูกตามของเขาแต่ไม่ถูกตามปรมัตถ์ไม่ถูกตามสัจจะที่ควรเป็น พวกเรารู้จักปรมัตถ์แล้วก็ทำอันนี้ยังมีประโยชน์คุณค่า เพราะทางโน้นทำก็อย่างไรก็ไม่ถึง ยกตัวอย่างอีกที พ่อแม่ชอบทุเรียน พ่อแม่ตายไปแล้ว ลูกก็ไปซื้อทุเรียนเอาไปถวายพระบอกว่าให้อุทิศส่วนกุศลให้แก่แม่พ่อที่ตายไปแล้ว เป็นทุเรียนอย่างดีด้วยนะ พระก็ให้อาบน้ำไป 3 ทุ่ม 5 ตุ่ม ถามว่าทุเรียนออกจากท้องพระไหม ...ไม่ออก ..ออกเป็นเศษที่เหลือ ก็ได้ธาตุอาหารไปเลี้ยงขันธ์แต่ได้อุจจาระออกมา แต่ทุเรียนนี้ให้ตายยังไงก็ไม่แปลงตัวเป็นนามธรรมเป็นธุลีละอองไปถึงจิตวิญญาณคนที่อุทิศให้เลย นี่เป็นนิยายหลอกโลก รู้ตัวเสียว่าถูกหลอกถูกล้วงตับกินไส้มานาน ใครไม่เคยถูกล้วงตับกินไส้มายกมือ ...เคยทั้งนั้นอาตมาก็เคย เคยถูกหลอกมาถูกล้วงตับกินไส้มาแต่ทุกวันนี้เขาก็ยังหลอกกัน เหมือนคนขี้หลอกตกทองแต่อันนี้ยิ่งกว่า จะอยู่กับชีวิตไปตลอดกาลนาน ว่าอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ตาย เขาอวดดี ว่าอุทิศส่วนบุญให้แก่คนเป็น เขาเรียก บังสกุลเป็น สวดแล้วให้แก่คนเป็น อันนี้น่าท้าทาย แต่ลองไปถามดูสิ เมื่อคืน เมื่อวานอุทิศทุเรียน 2 ลูกให้ คุณได้รับไหม? …หลวงพ่อก็อิ่มแปล้เลย ดีไม่ดีจะไม่ไหวกินสองลูกเลย สวาปามทีเดียวเลย ก็อาการหนัก เปรตพลี ซึ่งเป็นการอุทิศ เสียสละกิเลสคือความอยากเป็นสัตว์นรกชนิด 1 ใน 5 นรก เปรต อสุรกาย เดรัจฉาน อติวินิปาต
4. ราชพลี เสียสละให้แก่ราชา ให้แก่ราชการส่วนกลางสังคมประเทศชาติ จะสละข้าวของเงินทองเครื่องใช้ก็ตาม หรือแรงงาน เช่นทุกวันนี้มีจิตอาสา 5. เทวตาพลี คือการเสียสละให้แก่จิตที่เจริญเทวตา เพราะฉะนั้นจิตของผู้ใดที่เจริญ เราก็ไปรับใช้เขา เสียสละให้แก่เขา ก็รับใช้จิตที่เจริญให้แก่คนนั้นคนนี้ หรือแม้แต่จิตของเราที่ดี เราก็ต้องขยันหมั่นเพียรเสียสละอดทนทำเพื่อการเจริญของจิตเรา จิตเทวดา เป็นอุปัติเทพ ให้เป็นวิสุทธิเทพ ให้เป็นเทวดาที่สะอาดบริสุทธิ์ให้ได้ก็รับใช้จิตที่ดี นี่พูดเป็นปรมัตถ์ไม่ใช่ตัวตนบุคคลเราเขานะ เราทำอาการจิตเราอย่างนี้หรือแม้แต่จิตเทวดาของคนอื่นที่เราจะช่วยเหลือเป็นสิ่งที่ดีแก่ผู้อื่นอย่างนี้เรียกว่า เทวตาพลี ยอมเสียสละแค่จิตวิญญาณที่ดีแก่สัตว์โลกที่ดี นี่คือ พลี 5 อย่าง 621020_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ปฏิบัติชอบปฏิบัติดีต้องพลีกิเลสเพื่อศาสนา