สติปัฏฐาน 4 แบบสรุปย่อ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สติปัฏฐาน 4 แบบสรุปย่อ _ใจธรรม สิทธินาวิน · ขอสรุปย่อ เรื่องสติปัฏฐาน ๔ ที่พ่อครูอธิบาย ค่ะ ๑. เข้าใจว่า กาย มีจิตบ้าง มีมโนบ้าง เป็นหลัก ๒. เวทนาเป็นตัวปฏิบัติ มีผัสสะแล้วให้รู่ว่ามีเวทนาแท้กับเวทนาเทียม เช่น ทานพริก มีรสเผ็ดเป็นเวทนาแท้ กับรู้สึกว่าอร่อยเป็นเวทนาเทียม พ่อครูว่า...เวทนาเป็นฐานปฏิบัติ พระพุทธเจ้าแจกแจงไปถึงเวทนา 108 _(แบ่งเป็น ๒ เวทนา ได้แก่..) -เวทนาที่มีกายเป็นเหตุ (กายิกเวทนา อาศัยมหาภูตรูป+นาม) -เวทนาที่มีใจเป็นเหตุ (เจตสิกเวทนา อาศัยนามรูป). _แยกเป็น ๓ เวทนา ได้แก่.. สุขเวทนา ทุกขเวทนา . . อทุกขมสุขเวทนา (ไม่สุขไม่ทุกข์ อุเบกขา). _(รู้กำลังของเวทนาทั้ง ๕ ได้แก่) สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ อุเบกขินทรีย์ _(แยกเป็น ๖ เวทนา ได้แก่) จักขุสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทตา โสตสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทหู ฆานสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทจมูก ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทลิ้น กายสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทกาย มโนสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากใจปรุงแต่งเอง _ได้แก่ มโนปวิจาร ๑๘ (คือ เวทนา๓ ร่วมกับอายตนะ๖) สุขเวทนาแบบโสมนัสสูปวิจาร (๖ทวาร+โสมนัส) ทุกขเวทนาแบบโทมนัสสูปวิจาร (๖ทวาร+โทมนัส) เฉยๆ ที่เป็นอุเบกขูปวิจาร (๖ทวาร+อุเบกขา) เคหสิตโสมนัส ๖ เคหสิตโทมนัส ๖ เคหสิตอุเบกขา ๖ เนกขัมมสิตโสมนัส ๖ เนกขัมมสิตโทมนัส ๖ . . เนกขัมมสิตอุเบกขา ๖ . . . _ครบ ๑๐๘ เวทนา โดยกาละทั้งสาม ได้แก่ . . . เวทนามโนปวิจาร ที่เป็นอดีตทั้ง ๓๖ ก็สูญแล้ว เวทนามโนปวิจาร ที่เป็นปัจจุบัน ๓๖ ก็สูญอยู่ เวทนามโนปวิจาร ที่เป็นอนาคต ๓๖ ก็สูญอีก . (ปัญจกังคสูตร พตปฎ. เล่ม
อ่านต่อ
๑๘ ข้อ ๔๑๒-๔๒๔) พ่อครูว่า...โลกุตรธรรมไม่ใช่ของตื้นๆที่จะรู้ได้ง่าย แต่ละยุค แต่ละกัปกัลป์ จะมีศาสดาอย่างพระพุทธเจ้าตรัสรู้เรื่องนี้ นานๆจะมีสักองค์ อย่างในยุคนี้พระสมณโคดมได้มาอุบัติแล้วศาสนาจะไปอีก 5,000 ปี จาก 5,000ปี ศาสนาจะว่างจากศาสนาพุทธไปอีกนานเป็นพุทธันดร กว่าจะมีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้อีกองค์หนึ่ง เพราะมันมีกลียุค ในภัทรกัป พระพุทธเจ้า 5 พระองค์ พระพุทธเจ้าองค์นี้เป็นองค์สุดท้าย จากนั้นก็จะมีพระศรีอาริยเมตไตรยมาเกิดอุบัติ ก็อีกนาน เวทนาก็เป็นตัวปฏิบัติ _มีผัสสะแล้วให้รู่ว่ามีเวทนาแท้กับเวทนาเทียม เช่น ทานพริก มีรสเผ็ดเป็นเวทนาแท้ กับรู้สึกว่าอร่อยเป็นเวทนาเทียม พ่อครูว่า...ถูกต้องแล้ว ๓. จิต เป็นเป้าหมายในการปฏิบัติ พิจารณาตามเจโตปริยญาน ๑๖ เป็นหลัก ว่ามีราคะ หรือไม่มีราคะ มีโทสะหรือไม่มีโทสะ มีโมหะหรือไม่มีโมหะ จิตที่ไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตหลุดพ้น หรือจิตไม่หลุดพ้น เป็นฐานที่ตั้งมั่น พ่อครูว่า...เรียนรู้เจโตปริยญาณ 16 คือ 1. สราคจิต (จิตมีราคะ) 2. วีตราคจิต (จิตไม่มีราคะ) 3. สโทสจิต (จิตมีโทสะ) 4. วีตโทสจิต (จิตไม่มีโทสะ) 5. สโมหจิต (จิตมีโมหะ) 6. วีตโมหจิต (จิตไม่มีโมหะ) 7. สังขิตฺตํจิตตํ. (จิตเกร็ง-จับตัวแน่น หด คุมเคร่งอยู่) 8. วิกขิตฺตํจิตตํ . (จิตกระจาย-ดิ้นไป ฟุ้ง จับไม่ติด) 9. มหัคคตจิต (จิตเจริญยิ่งใหญ่ขึ้น) 10. อมหัคคตจิต (จิตไม่เจริญขึ้น) 11. สอุตตรจิต (จิตมีดีแต่ยังมีดียิ่งกว่านี้-ยังไม่จบ) 12. อนุตตรจิต (จิตไม่มีจิตอื่นสูงยิ่งกว่า) 13. สมาหิตจิต (จิตตั้งมั่นเป็นประโยชน์ดีแล้ว) 14. อสมาหิตจิต (จิตยังไม่ตั้งมั่นไม่เป็นประโยชน์) 15. วิมุตตจิต (จิตหลุดพ้น) 16. อวิมุตตจิต (จิตยังไม่หลุดพ้นสิ้นเกลี้ยง) . (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 135) สมาหิตะ อสมาหิตะ และวิมุติ อวิมุติ เป็นการตรวจ 2 สภาวะสุดท้าย สมาหิตะก็คือการตั้งมั่นของจิต โดยทั่วไป เดียรถีย์ นึกว่าสมาธิเป็นจิตตั้งมั่น แต่ความตั้งมั่นของจิตพระพุทธเจ้าต้องมีหลักการ ตรวจสอบมีความบริสุทธิ์หรือไม่ สมาธิที่รู้จักกิเลสตั้งแต่ ราคะ โทสะ โมหะ ลดลงไปตามลำดับว่า มันลดลงไปแล้วหรือมันไม่มีแล้ว แล้วก็ต้องตรวจว่า มันหลุดพ้นหรือมันตั้งมั่นหรือไม่ วิมุติหรืออวิมุติ ตรวจสอบ 2 คู่ นี่คือ 8 คู่ของเจโตปริยญาณ คุณต้องมีสูตรนี้ตรวจ อาจจะต้องท่องหน่อย แต่ถ้ามันมีสภาวะแล้วก็จะจำง่าย เอาพยัญชนะมาใช้บ้าง ถ้าเป็นสภาวะจริงที่คุณมีในตัวมันจะไม่ลืมเลย มันจะเรียงเป็นตัวสภาวะจริงชัดๆเลย อย่างอาตมาอธิบายมันออกมาจากสภาวะ มันเป็นสัจธรรมจริงๆไม่ได้ยากเย็นอะไร ถ้ามันมี แต่ถ้าไม่มีมันก็ยาก น่าเห็นใจเหมือนกัน ๔. ธรรม คือภาวะทรงไว้จากการปฏิบัติ กาย เวทนา จิต จนทรงไว้ได้จากการปฏิบัติ พ่อครูว่า...ใช่ ธรรมะนี่แปลว่า สภาวะที่ทรงไว้หรือทรงอยู่ ที่มีอยู่ สัมผัสได้ ของเรานี่ ธรรมะ คือ องค์รวม ถ้าธาตุนี่คือสภาพที่จะแยกมาเป็นตัวๆ 2 ธาตุเป็น 1 ธรรม อะไรอย่างนี้ หรือ 3 ธาตุ 4 ธาตุ 5 ธาตุ เป็นหลักธรรม เป็นองค์รวม ธาตุเป็นตัวแยกย่อย ธาตุคือตัวหนึ่ง ตัวธาตุแยกเป็นตัวสุดท้ายคือธาตุ ต้นธาตุคือหนึ่งเลย ส่วนต้นธรรม คือองค์ประชุมไปเรื่อยๆ แล้วก็จะมีในตัวเรา เรียกว่า ทรงอยู่ ทรงไว้ เรียกว่า ธรรมะ หรือธาตุที่เรารู้ เราก็มีธาตุพวกนั้นผสมกันอยู่ในชีวิตจิตใจของเรา เพราะงั้น ธรรมะคือภาวะทรงไว้ จากการปฏิบัติกาย เวทนา จิต ใช่ กายก็ผสมอยู่ เวทนาก็พยายามทำให้เป็น 1 หรือแม้ที่สุด ทำให้เวทนา ไม่เป็น 1 ให้ความรู้สึกนี้ ที่จริงเวทนามันก็มีอยู่ ถ้าไม่มีเลยก็คือ ทำให้เวทนาที่ไม่ใช่เวทนาแท้ให้มันเป็น 0 ไป แต่ถ้าคุณยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน คุณก็ต้องมีเวทนาอยู่ ต้องมีธาตุรู้ที่ยังรู้สึก แต่ถ้าเป็นพระอรหันต์ขึ้นไปจะมีเวทนาเดียวคือเวทนาแท้ ส่วนเวทนาเทียมไม่มีเลยในอรหันต์ แต่เป็นพระอาริยะสูงขึ้น ก็มีเวทนาเทียมเหลือน้อยลงเรื่อยๆ จนสุดท้ายไม่มีเวทนาเทียมเลย มีแต่เวทนาแท้ คุณก็อาศัยเวทนาแท้ และที่สุดคุณก็จะชัดเจน ศึกษาไปว่าแม้แต่เวทนาก็ไม่ใช่ตัวเรา ของเรา เวทนาก็ไม่ใช่ ก็เป็นอนัตตาอีก ก็ศึกษาไปเป็นขั้นตอน เป็นลำดับก็แล้วกัน เพราะฉะนั้น กาย คือสภาวะทรงไว้จากการปฏิบัติ เวทนา และจิตก็คือ เป็นภาษาที่ใช้แทนกันได้ เป็นซินโนนีมของ วิญญาณ แยกไปเป็น เจตสิกอีก เพื่อเรียน จิต เจตสิก รูปนิพพาน นี่คือสภาพที่จะต้องเรียนหลักการใหญ่ของอภิธรรมก็คือ จิตแยกเป็น เจตสิกต่างๆและเรียนรู้เรื่องรูป จนถึงขั้นนิพพาน 4 คำ จิต เจตสิก รูป นิพพาน คุณจะต้องรู้เจตสิกต่างๆ คืออาการของจิตอีกที เจตสิก แจกไปอีกที พระอภิธรรมก็แจกไปเป็น 121 ตัว เป็น 68 หรือ 69 ตัว อะไรอย่างนี้ ก็ได้สำหรับผู้รู้เอามาแจกไว้ แต่คุณรู้สภาวะไหม ถ้าคุณไม่รู้สภาวะก็มีแต่ภาษาบัญญัติ ก็ทำให้บรรลุไม่ได้ ก็พยายามทำให้ถึงทั้งสภาวะ นี่เป็นหลัก ไม่ใช่รู้แต่พยัญชนะเท่านั้น 650930 ตอบปัญหาไม่ดับสัญญาแต่ดับกิเลส พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ