เรียนรู้นิวรณ์ 5 คืออาหารของอวิชชา.docx
เนื้อหาในไฟล์
เรียนรู้นิวรณ์ 5 คืออาหารของอวิชชา พ่อครูว่า... มาฟัง กุ๊ก เชฟ เขาเอาออกอากาศ เอากุ๊กเชฟ ปรุงอาหารเป็นอาหารคำข้าว กวฬิงการาหาร อาตมาก็จะปรุงแต่ง แต่จะปรุงแต่งตรงกันข้ามกับที่เขาปรุงแต่ง เขาปรุงแต่งเป็นโลกียรสอาตมาปรุงแต่งเป็นวิมุตติรสเป็นโลกุตระ เป็นเรื่องตรงกันข้ามกัน เอาตัวแรก พูดไปแล้ว เกริ่นไปแล้วว่า กาม คือ นิวรณ์ 5 ตัวที่ 1 ที่จริง กามคู่กับปฏิฆะ กามดูด ปฏิฆะผลัก ถีนมิทธะดูด อุทธัจจะกุกกุจจะผลัก วิจิกิจฉา คือความโง่ความไม่รู้ สงสัยไม่ชัดเจนสักที ก็มี 2 คู่ภายนอกกับภายใน ก็ต้องทำคู่นอกก่อน คู่ที่ใหญ่ เพราะฉะนั้นหากไปหลับตาทิ้งภายนอก ไม่มีทางที่จะขึ้นมาบรรลุเลย เพราะไม่ทำเป็นลำดับอย่างน่าอัศจรรย์ ไม่ทำต้น กลาง ปลาย ภายนอกเข้ามาหาภายใน มันขัดแย้งกันหมด แต่เขาฟังไม่ขึ้น อาตมาก็ไม่เก่ง ก็พูดตามพระพุทธเจ้าสอนอยู่นะ แต่ทำไมเขาฟังไม่ขึ้น เพิ่งจะอ๋อว่า เขาฟังไม่ขึ้นเพราะเขามีภูมิเท่านั้น มีภูมิที่จะฟังได้ เท่าที่เขาเชื่อถืออยู่ อาจารย์เขาก็ระดับนั้นเขาก็นับถืออย่างนั้นก็คืออาจารย์สูงสุด ยิ่งโพธิรักษ์มาพูดเขาไม่เชื่อถือเลยเขาฝังหัวแล้วในความเชื่อถือที่เขายึดไว้แล้วอย่างฝังหัว แก้ยาก ก็ต้องเอาบรรยายบอกผู้ที่พอจะมีบารมี พอจะฟังกันรู้เรื่อง
นิวรณ์ 5 เป็นอาหาร เป็นเครื่องอาศัย ของอาหารทางจิตวิญญาณที่มันสุดยอดหลอก สุดยอดมอมเมา สุดยอด ทำให้คนติดคนยึด จนกระทั่งชีวิตไม่จบ อรหันต์นี่คือชีวิตจบ จบ จบเลยทุกวิชา จบทุกวิชา เป็นยอดวิชา ที่อาตมาเคยพูดหลายทีซ้ำซากว่า พระพุทธเจ้าเกิดมาเป็นคนเหมือนอย่างกันกับเรา แล้วท่านก็ไปศึกษาวิชาต่างๆในยุคของท่านมี 18 คณะ ในมหาวิทยาลัยตักสิลา ท่านเรียนจบหมด และได้เกียรตินิยม เหรียญทองทุกคณะ 18 วิชา จบมาแล้วท่านก็ทิ้งหมดไม่เอา ตลอดพระชนม์ชีพเอาวิช
อ่านต่อ
าที่เป็นพุทธศาสนานี้ ที่มันไม่มีในตักสิลา ไม่มีในมหาวิทยาลัยทางโลก แม้แต่มหาจุฬาฯ มหามกุฏฯ ก็เป็นวิชาที่ไม่บริบูรณ์แล้ว เป็นพุทธที่ไม่บริบูรณ์แล้ว ขออภัยนะที่พูดความจริง ได้เป็นอาหารที่เป็นวิมุตติรส เข้มๆข้นๆสมบูรณ์แบบ อย่างที่อาตมาพูดหรอก มันเป็นอาหารที่ แปลง ปลอม ปลอมแปลง จนเป็นของเก๊ไปเลย ปลอมแปลงอาหารของพระพุทธเจ้าจนป็นของเก๊ไปเลย เพราะฉะนั้นจึงไม่มีใครบรรลุเลย ไม่ว่าจะเรียนทางปริยัติ เรียนบัญญัติเป็นด็อกเตอร์ เป็นเปรียญ 9 ทางศาสนาพุทธ หรือไม่เรียนเอาแต่ปฏิบัติหลับตาไปเป็นพวกออกป่าเขาถ้ำ ก็ไม่ได้กินอาหาร ยังมีนิวรณ์ 5 อยู่อย่างนั้นแต่ไม่รู้จัก อย่างที่เห็นง่ายๆพวกนั่งหลับตาที่บอกว่าเป็นอรหันต์จบสูงสุดแล้ว ก็ยังกินกามคุณ 5 อย่างมหาบัวเคี้ยวหมากจั๊บๆ แล้วไม่รู้ว่าเป็นสิ่งที่ตัวเองเสพติดกามคุณ 5 อย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นตัวอาหารอันที่ 1 ของอวิชชาที่เป็นเงื่อนต้น อาหารข้อที่ 1 เป็นปัจจัยคือนิวรณ์ 5 และตัวแรกคือ กาม ไม่รู้ แล้วจะเอาอะไรมารู้ เพราะฉะนั้นพวกที่เรียน เปรียญ Doctor มาทางพุทธศาสนา ก็จบดอกเตอร์ทางพุทธศาสนามาจากมหาวิทยาลัยเทวนิยม แล้วเทวนิยมจะรู้จักโลกุตรธรรมของพุทธหรอก แล้วก็มาเป็นดอกเตอร์นั่นแหละสูงสุดก็เป็นอย่างนั้นแหละเป็นเทวนิยม ไม่ได้เป็นพุทธหรอกไม่ได้เป็นโลกุตระหรอก มันก็ชัดๆอยู่อย่างนี้ อาตมาก็พูดความจริงทั้งหมดแล้วนะว่า โลกุตรธรรมที่เป็นเนื้อแท้ความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า พุทธเจ้าตรัสรู้โลกุตรธรรม แล้ว โลกุตระวันนี้ ธรรมนี้ก็จะไม่มีในยุคใดยุคหนึ่งมันเสื่อมไปจนกระทั่งโลกุตระไม่มีตาม อาณิสูตร ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ โชคยังดีที่พระไตรปิฎกชุดของพระมหากัสสปะยังเก็บ อาณิสูตรไว้ ยังมีอาณิสูตรอยู่ แต่ไม่มี ธรรมะนิยาม 5 ในพระไตรปิฎก 45 เล่ม ไม่มี อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม ไม่มี แต่ไปมีอยู่ในอรรถกถาที่เขาเก็บไว้ ก็เลยได้มาเรียน ซึ่งมันเป็นความรู้สูงสุดในเรื่องธรรมนิยาม 5 ก็ตาม เรื่อง นิวรณ์ 5 ก็ตาม มันต้องเรียนรู้ความจริงว่าเรายังมีเหลือ เหลือ อาการ แล้วก็ต้องเรียนรู้อาการจากสิ่งที่ไม่ใช่อาการของ กาม จับนิมิตของกามให้ได้ นิมิต คือ หมาย เครื่องหมาย การแสดงความหมาย ที่หมายว่า อาการอย่างนี้หมายว่ากาม จับให้ได้ มันต่างจากสิ่งที่ไม่ใช่กาม เช่นคู่ของมัน ปฏิฆะ อย่างนี้เป็นต้น คนเรานี่ รักกันมาก รักนะ หวงแหน เป็นของกูคนเดียว ใครมาแตะฆ่า ก็ปฏิฆะขึ้นมา ฆ่าเพราะกาม ฆ่าคือกาม กามคือปฏิฆะ แยกไม่ออกเลย คุณรักมากคุณจึงฆ่าเขา โกรธ ที่เขาไป กบฏต่อความรักของตนเอง เห็นไหมว่ามันเป็นมายาซ้อนกันอยู่ 2 เป็น 1 , 1 เป็น 2 กามกับปฏิฆะ ที่อาตมาสรุปว่าทุกอย่างในโลกนี้มี 2 คือ ภาษาบาลีว่า เทฺว เขาจะอ่านภาษาสำเนียงอย่างไรก็ตามอาตมาก็อ่านว่า เทวะ คือสอง เรียนรู้สิ่ง 2 นี่แหละทั้งหมดทุกสิ่งทุกอย่างในโลกแม้แต่ทางวิทยาศาสตร์เขาก็เรียนสิ่งที่เป็นสอง สสารกับพลังงาน หรือพลังงานที่เป็นบวกกับลบ สอง สุดท้ายก็ใช้พลังงานบวกลบนี่แหละ ถ้าเข้าใจแล้วทุกอย่างในมหาจักรวาลนี้ มันมีสิ่งสอง เพราะฉะนั้นผู้ใดที่ไปหลง หลงนะไม่ใช่รู้ ไปหลง 2 เป็น 1 พวกนี้เป็นคนที่มีความรู้อวิชชาเต็มบ้อง หลง 2 เป็น 1 แต่ถ้ารู้ว่าคนที่ไปหลง เป็น 1 ก็คือผู้มีอยู่ ที่จริงมันไม่มีมันมี 0 จริงๆถ้ามัน 2 มันก็คือ 0 กับ 1 มี 0 ตัวหนึ่งกับ 1 ตัวหนึ่งก็คือ 2 เพราะฉะนั้นตัวที่คุณอาศัยอยู่ก็คือ 1 ถ้าคุณเลิก 1 แล้ว คนนี้ก็ไปหา 0 จบ ไม่มีอะไรเลย เพราะฉะนั้นทุกอย่างไม่มีอะไร แต่ที่มีนี้เพราะคุณไม่รู้ อวิชชา เป็นเงื่อนต้น มีปัจจัย ถ้าจะขยายความไปหา อิทัปปจยตา คือ ปฏิจจสมุปบาท อวิชชา มีสังขารเป็นอาหาร สังขารมีวิญญาณเป็นปัจจัย มีวิญญาณเป็นอาหาร วิญญาณมีนามรูปเป็นปัจจัย มีนามรูปเป็นอาหาร นามรูปที่เป็น 2 คืออายตนะ เป็นอาหารและเป็นปัจจัยของวิญญาณ อายตนะมีผัสสะ เป็นอาหารหรือเป็นปัจจัยของ ผัสสะ ผัสสะ มีเวทนา เป็นอาหารหรือ เป็นปัจจัย จากเวทนาแล้วก็โง่ดักดานมี ตัณหาเป็นอาหาร ยึดเป็นอุปาทาน ตลอดกาลนาน พระพุทธเจ้าจึงให้จับที่เวทนาเป็นตัวหลักเป็นตัวแท้ที่จะเอามาเรียนรู้ แยกแยะให้ครบ อาตมาอธิบายเวทนา ก็มาต่อตรงนี้ พระพุทธเจ้าแตกไปถึง 108 เวทนา เวทนาจึงเป็นกรรมฐานที่แท้จริงตาม พรหมชาลสูตร ที่พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ไม่มีผัสสะก็ไม่มีเวทนาไม่มีฐานให้ปฏิบัติ ต้องมีผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา เวทนาจึงจะเกิดเป็นฐานให้ปฏิบัติได้ ถ้าไม่มีผัสสะ ไปหลับตาเสีย ปิดผัสสะเสีย ก็ไม่สามารถมีเวทนาต่อ ซึ่งหากมีแต่ภายใน มันก็ยากที่จะแยกที่จะเรียนรู้ จัดการได้ ไปหลงความเป็น 2 คุณทำ 2 ให้เป็น 1 อาศัย เพราะคุณรู้ว่า 2 จริงๆแล้วมันมี 0 กับ 1 แล้วคุณก็ทำ0ได้ คุณยังไม่ตายคุณก็เลยอาศัย 1 อยู่ นี่คือคนจบ รู้จักเครื่องอาศัย รู้จักความเป็นจริงที่ว่าเรายังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน อย่างอาตมา อาตมาทำ 0 ได้ แต่อาตมา ยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน อาตมายังเกิดอยู่ อาตมายังเกิดอยู่อย่างวิภวตัณหา ใน ปฏิจจสมุปบาท ทั้งหมด ผู้มีวิชชาแล้วรู้จักสังขาร ไม่หลงผิดในสังขาร ทำอภิสังขารได้ เป็นปุญญาภิสังขาร จนไม่ต้องสังขารอีกแล้ว อปุญญาภิสังขาร หมดบาปหมดบุญ เพราะฉะนั้นกรรมที่ทำจึงเป็น 0 ไม่เป็นบาปไม่เป็นบุญ สูญความเป็นบาปสูญความเป็นบุญ เป็นกรรมที่ไม่สุขไม่ทุกข์ ที่เป็นโลกุตระ ส่วนดีชั่วนั้นมีแต่กรรมดีอย่างเดียว ไม่ทำชั่วอีกเลย ทำดีอย่างเดียวไม่มีกรรมชั่วอีกแล้วเมื่อมีชีวิตอยู่เป็นหลักประกัน โดยเฉพาะไม่มีสุขไม่มีทุกข์จึงเป็น อทุกขมสุข สุข ทุกข์ อทุกขมสุข 3 อย่าง ไม่สุขไม่ทุกข์ก็เป็นกลางๆ คำ synonyme ว่า อุเบกขา จริงๆแล้วไม่ใช่แค่กลางๆแล้ว แต่มันบริสุทธิ์จากกิเลสบริสุทธิ์จากอวิชชา จริงๆแล้วไม่ใช่ รู้แจ้งจบแล้ว หมดกิเลสแล้ว สะอาดบริสุทธิ์แล้ว อุเบกขาจึงขยายเป็น ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา อปุญญาภิสังขารจึงไม่มีบุญไม่มีบาปแล้ว ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ จิตที่จะสั่งสมลงไปเป็น อเนญชาภิสังขาร จึงเป็นความตั้งมั่นตกผลึกเป็นสมาหิโต จิตตั้งมั่นตกผลึกเป็นอเนญชาภิ สังขาร สังขารต่อไปอย่างไรก็มีแต่จิตที่ไม่สุขไม่ทุกข์ มีแต่จิตบริสุทธิ์จากกิเลสเป็นอุเบกขา มากองเพิ่มอยู่ในจิตอย่างเดียว นี่คือความจบของคน อาตมาอธิบายทั้งหลายที่อธิบายนี้เอาสภาวะจริงที่อาตมามี อาตมาไม่ได้ไปอ่านจากตำรามาท่องมาพูดให้ฟังเลย ตำราก็ไม่ได้อธิบายอย่างอาตมาพูดหรอก ไม่มีตำราไหนอธิบายอย่างที่อาตมาอธิบายเป็นภาษาของอาตมาเอง เอาสภาวะมาแจกแจงเป็นภาษาไทยเป็นภาษาถิ่น ภาษาพ่อภาษาแม่ เอามาพูดอธิบายให้พวกคุณฟัง เข้าใจใช่ไหมเป็นภาษาเรา คนฝรั่งเศสก็พูดฝรั่งเศส คนอังกฤษก็พูดอังกฤษ คนจีนก็พูดจีน สื่อแล้ว mother tongue ซึ่งภาษามันสื่อสภาวะที่ลึกซึ้งนะ ฟังภาษาไหนนก็ไม่ลึกซึ้งเท่าภาษาพ่อภาษาแม่ภาษาดึกดำบรรพ์ของตนเอง ดีไม่ดีมันมีสัญชาตญาณของภาษาคนเกิดมาเป็นคนชาตินี้หลายชาติแล้วคุณก็ยิ่งรู้ลึก อยากให้คนอื่นจบๆเหมือนอย่างเรา มีชีวิตเบิกบานร่าเริงเหมือนอาตมาไม่มีแม้แต่ วิรชะ ความระเริงไปทางโลกเป็นรสโลกอีก เล็กๆน้อยเสพไปอีก รชะ คือรส เป็นรส รื่นเริงบันเทิงใจเอร็ดอร่อยเป็นทางโลกๆ รชะ พอมาเป็นผู้ที่จะได้โลกเต็มที่ เรียกว่า ราชา บริบูรณ์ไปด้วยลาภยศสรรเสริญโลกียสุข กามคุณ 5 สมบูรณ์แบบ เพราะฉะนั้นผู้ที่ไม่มีธรรมะเป็นพระราชา จึงเป็นพระราชาที่เสพสุขด้วยนิวรณ์ 5 ไป จมกับอวิชชา คือ นิวรณ์ 5 เป็นอาหาร สั่งสมเป็นชาติๆก็น่าสงสาร กษัตริย์ที่ไม่มีศาสนาพุทธไม่รู้ไม่เข้าใจ เพราะว่าเป็นเทวนิยม ไม่ได้สอนพวกนี้ไม่รู้กรรมวิบาก ไม่รู้ว่าเสพกามคุณ เสพนิวรณ์อยู่ เขาถือว่าเป็นธรรมดาธรรมชาติ แม้แต่ศาสดาบางองค์ก็มีเมียหลายคนได้อย่างนี้เป็นต้น เพราะความไม่รู้ไม่เข้าใจ ไม่รู้ที่จบของการเกิดมาเป็นมนุษย์ เพราะฉะนั้นจึงเป็นอัตตาที่นิรันดร อัตตาที่ไปอยู่กับพระเจ้า และพระเจ้าเราก็ไม่รู้ว่าคืออะไร จริงๆแล้วพระเจ้ากับพระศาสดาของเทวนิยมอันเดียวกัน พระเจ้าก็คือศาสดาองค์นั้น ความรู้ที่ศาสดามีคือที่บอกว่าเป็นความรู้ของพระเจ้า ความรู้นี้มาจากพระบิดาพระเจ้าให้มา เขาเป็นพระบุตร ที่จริงเขาไม่รู้ตัวเองว่าเขาต่างหากที่สะสมความรู้มา เป็นโลกียธรรมที่เขาได้ เขาสะสมมาไม่รู้กี่ชาติมันก็ได้มามากขนาดนี้ จึงมีบารมีที่จะมีบริวารสายของตนเอง ได้เป็นศาสดาองค์ใดองค์หนึ่ง แม้แต่ในของเทวนิยม ซึ่งมีหลายศาสนา เสร็จแล้วก็ไม่ลงรอยกันเท่าไหร่ แต่ศาสนาพุทธไม่มีพระพุทธเจ้าหรือมีศาสดา 2 องค์เกิดพร้อมกันในยุคเดียวกันหรือใกล้ๆกันก็ไม่มี จะมีศาสดาองค์เดียว จริงๆแล้ว ศาสนาพุทธ ในยุคที่ไม่มีพระพุทธเจ้าก็มีสัตบุรุษ สูงสุด เป็นศาสดาของศาสนาพุทธแต่ละยุค เป็นสัตบุรุษหรือโพธิสัตว์ในระดับ 7 ขึ้นไป สัตตะคือ 7 เป็นศาสดาของแต่ละยุค ไม่มีสัตบุรุษ โพธิสัตว์ระดับ 7 ระดับ 8 ก็มี เป็นมหาโพธิสัตว์ เป็นศาสดาของแต่ละยุคกาล ถือว่าเป็นคนที่รู้สูงสุดในยุคนั้นกาลนั้น ซึ่งมันเป็นเรื่องจริงที่ได้สั่งสมสัมภาระวิบากมาจริง มีภูมิธรรมที่แท้จริง แล้วก็มาช่วยมนุษย์มาแจกแจงมาสาธยาย ให้มนุษย์เรียนตาม ปฏิบัติตาม บรรลุตาม มนุษย์ก็เจริญ พระพุทธเจ้าถึงบอกว่า อวิชชา คือสิ่งสูงสุดพระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว 18 สาขาวิชาทิ้งหมด มาเอาวิชานี้วิชาเดียวหมดจบ เพราะฉะนั้นตั้งแต่เกิดมาไม่รู้กี่ชาติเป็นล้านชาติจนได้เป็นพระพุทธเจ้า เพื่อมาเอาวิชานี้ โลกุตระนี้วิชาเดียว สุดท้ายก็ ชาติสุดท้ายของพระพุทธเจ้า สิทธัตถะ แปลว่าผู้มีความต้องการอันสำเร็จแล้ว ต้องการอะไร ต้องการรู้ความเป็นจริงว่ามันคืออะไรกันแน่ คือไม่มีอะไร ความจริงคือไม่มีอะไร ไม่มีอะไรเพราะอวิชชาหรือมันมีก็เพราะอวิชชา มีคือมี ก็อาศัยมีได้ พอเป็นอรหันต์แล้วก็รู้แล้วในความมีกับความไม่มี ก็อาศัยไป ก็จะเป็น อนุปคัมมะ ไปเรื่อยๆ ก็รู้ไป ความมีความไม่มี ก็ไม่ได้หลงความมีความไม่มี ตอนนี้เราจะอยู่กับความมี ตอนนี้เราจะอยู่กับความไม่มีก็เท่านั้น ไม่ใช่รู้เฉยๆ แต่ทำได้ เช่นไม่มีกิเลส ทำได้จริง ไม่มีลักษณะที่จะต้อง จิต ปรุงแต่งอะไรเลย สังขารแปลว่า การปรุงแต่ง มีวิชชา ไม่ต้องปรุงเลย จิตเฉยๆ จิตกลางๆ ไม่ปรุงอะไร ก็เฉยๆไม่ต้องปรุงอะไร ไม่มีกรรมไม่มีวิบากไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลยทำเฉยๆ ภาษาอีสานว่าโจโลๆ ก็คืออุเบกขานั่นแหละ เฉยๆกลางอยู่กับความว่างๆกลางๆ ไม่สุขไม่ทุกข์เป็นซินโนนีม ที่จริงความทุกข์ก็ไม่มีความสุขก็ไม่มี มันกลางๆไม่มีทั้งสุขและทุกข์ กลางๆ ภาษาว่า ไม่มีทั้งความสุขและความทุกข์ก็คือ อทุกขมสุข มันก็อยู่กลางๆนั่นแหละ แล้วเรารู้เวทนาของเราด้วย 650805 พ่อครูคือพ่อครัวผู้ปรุงอาหารโลกุตระ พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ