จบรูป 28 สู่เรือนาวาบุญนิยมพาพ้นไฟโลกีย์.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์16 KB
วันที่แก้ไข3 สิงหาคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

จบรูป 28 สู่เรือนาวาบุญนิยมพาพ้นไฟโลกีย์ _พ่อครูว่า... สรุปอีกที ใครมาปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าแล้วไม่จับที่เวทนา แล้วก็ไม่เรียนรู้ความจริงของอาการทั้งหลาย ทุกตัวจะมีรูปคืออาการ หรือนิมิตของมันในแต่ละอย่าง ทุกอาการของจิตเจตสิกต่างๆ รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ นามก็ถูกรู้ได้ทั้งนั้น แล้วต้องถูกสภาวะ ถูกอาการ ที่ตรงความหมายกับความเป็นจริง รูปที่ถูกรู้ คือ เวทนา สัญญา สังขาร นั้นคือ รูปจิตหรือ จิตชรูป รู้ได้ด้วย รูป 28 ต้องแจกแจง ต้องรู้ประมาณนึง แม้จะรู้ไม่ได้ครบละเอียดทั้งหมดก็ตาม

รูปแท้ๆเลยที่เป็นสสาร เรียกว่า มหาภูตรูป คือดินน้ำไฟลม 4 อย่าง เป็นมหาภูตรูป 4 ก็ต้องร่วมกัน มีรูปมีนาม เพราะฉะนั้นถ้าเข้าใจโดยสภาวะโดยปัญญาแท้แล้ว รูป 4 ที่เป็นมหาภูตรูปก็ร่วมกับรูปอีก 24 เป็น 28 28 ก็คือมีรูปแทรกอยู่ในนั้น กับนามธรรมอีก 24 อาการ สังขารกันอยู่ปรุงแต่งกันอยู่

มหาภูตรูป 4 คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม

รูป จะถูกรู้โดยนาม นามที่ทำงาน โคจร ไปสัมผัสกับรูป ถ้านามไม่ทำงาน ดินน้ำไฟลม มันก็ไม่มีตัวรู้ เช่นเราสัมผัสกับสัตว์กับคน คนกับสัตว์เป็นรูปที่ให้นามมันถูกรู้ แล้วรูปที่เป็นคนหรือสัตว์ โดยเฉพาะคนที่เราอยู่ร่วมด้วย ส่วนเรื่องสัตว์นั้นให้มันไปตามยถากรรม ช่วยมันได้มีเมตตาก็ช่วยมันช่วยไม่ได้ก็ปล่อยไปตามยถากรรม แต่สำหรับคนนี้แหละเราต้องช่วยก่อน หรือต้องเรียนรู้ว่าเรายึดมั่นถือมั่นคนด้วยกันนี่แหละที่มีวิบากร่วมกัน นี่แหละจัดการตัวนี้ เพราะฉะนั้นเมื่อมีภาวะรูป คือ การปรากฏของรูปคือสิ่งที่ถูกรู้ แล้วนามโคจรไปรับรู้ก็เกิด วิสยรูป อุปาทายรูป 24 ก. ปสาทรูป 5 จักขุ (ตา) โสตะ (หู) ฆานะ (จมูก) ชิวหา (ลิ้น) กายา (กาย)

ข. โคจรรูป, วิสัยรูป 4 รูปะ (รูป) สัททะ (เสียง) คันธะ (กลิ่น)

อ่านต่อ

รสะ (รส) โผฏฐัพพะ (สัมผัส) (กายกับโผฏฐัพพะ ถือว่าเป็นอันเดียวกัน) คำว่าวิสัยนี้ลึกซึ้งมาก วิสัย มันมีอาศัยก่อน แล้วค่อยมีนิสัย แล้ว จึงเป็นวิสัย แล้วลึกสุดเป็น อนุสัย อาศัย นิสัย วิสัย เป็น cyclic order ที่ยาก ที่จะต้องรู้ว่ามันมีลำดับ อาศัย คือเริ่มต้น มีอยู่นิดหน่อยไม่มากมายอะไร แต่เมื่ออาศัยแล้วได้มากขึ้น มีคุณภาพ มีความเป็นตัวเป็นตนหรือเป็นสิ่งที่ได้ ที่เป็น ที่มี สย คือรูป มากขึ้น เป็นตัวกลางของ อาศัย นิสัย จนกระทั่งถึง วิสัย ก็เริ่มรู้ขึ้นไปเรื่อยๆ ถ้าคุณไม่ได้เรียนคุณก็จะมีนิสัย แต่ก่อนคุณแค่อาศัย เสร็จแล้วอาศัยก็ไม่เท่าไหร่ แต่ ตัวจริงของคุณเป็นนิสัย แต่คุณไม่รู้จักนิสัย คนมาเรียนรู้การอาศัย แต่กลับกลายเป็น นิสัยของเรา เราใช้นิสัยโดยอวิชชา โดยไม่รู้ว่ามันมาจากไหน มันเป็นอย่างไร ขนาดไหน ก็ต้องเรียนรู้ด้วยวิชชาให้ยิ่งก็รู้นิสัยเป็น วิสัย เกิด ฌานวิสัย เกิดญาณวิสัย รู้ความจริงเพิ่มขึ้น ๆๆ จนกระทั่งรู้ครบ รู้ละเอียด ในวิสัย หมด ว่ามันเป็นกิเลสออกจากจิตแท้ ทำให้กิเลสดับไปหมดเหลือแต่จิตที่สะอาด ก็รู้จบ มีจิตสะอาดแล้วจากกิเลสอาสวะหมดอาสวะสิ้นแล้ว ก็แล้วแต่จะสะอาดที่ตกผลึกลงเป็น อนุสัย อันนี้เป็นตัวดีนะ สยะ ตัวน้อย อนุ เหลือ สยะ เอาไว้ เพราะฉะนั้นผู้ที่รู้จักอนุสัยต้องดับอาสวะสิ้น เกิดปัญญาแท้ๆเป็นวิมุตติญาณทัสสนะ จึงจะกำหนดตัว สย ตัวนี้จนหมด สว เป็นตัว สย สว สย สก มีความแตกต่างกัน สก หยาบสุด รู้สักกะแล้วมารู้ สวะ อาสวะ รู้ สวะ แล้วไปรู้ สยะ รู้ สยะ ก็จบ เพราะฉะนั้น ทั้งพยัญชนะที่สื่อสภาวะพวกนี้ ขอยืนยันว่า อาตมาพูดนี่ ไม่ใช่เดา ไม่ใช่คาดคะเน ไม่ใช่พูดเพ้อเจ้อเล่นลิ้น แต่เป็นความจริงสัจธรรมที่จะไม่ได้ยินง่ายๆ นี่แหละคือโลกุตระธรรม ธรรมะของพระพุทธเจ้าที่รู้ความจริงตามความเป็นจริง เช่นที่อาตมากำลังอธิบาย เรียนดีๆคุณรู้อย่างอาตมารู้ แล้วคุณจะมั่นใจ เมื่อคุณทำได้ด้วย คุณก็จบ คุณก็เป็นอรหันต์ อย่างน้อย อยากรู้อย่างอาตมาคุณก็ต้องเพิ่มภูมิความรู้ที่จะรู้ละเอียดเพิ่มขึ้นเป็นโพธิสัตว์ระดับ 2 3 4 5 6 7 ไป เมื่อถึงระดับ 7 อย่างอาตมาก็จะอธิบายได้อย่างอาตมา อาตมาขึ้นระดับ 8 ก็เป็นเรื่องของอาตมา มันลอกเลียนกันไม่ได้หรอก มันก็จะไปตามจริงของมัน เพราะฉะนั้น ในรูปที่ถูกรู้ ไม่ว่าจะเป็นเวทนา ไม่ว่าตัวเองตัวรู้จริงๆคือสัญญา ไม่ว่าจะเป็นสังขาร วิญญาณ ถูกรู้ ก็เป็นรูป เจตสิกเป็นรูปที่แยกได้ละเอียดลออขึ้นไปเรื่อยๆจนกระทั่ง ถึงรูปหรือตัวจิตเจตสิกที่ถูกรู้ ว่า อ้อรูปตัวนี้ ว่างจากกิเลสได้สนิทแน่นอนเที่ยงแท้เป็นสมาหิโต เพราะได้กระทำ มีอภิสังขาร มีการปรับตัว ปรุงตัว จัดการตัว ตกแต่งตัว สร้างมันใหม่ ตั้งแต่ ปุญญาภิสังขาร คือ ฆ่า กิเลส ตัวเหตุร้ายนี้ออกจากจุดให้หมด หมดแล้ว บุญ ก็ไม่ต้องทำงานอีกเป็นอปุญญาภิสังขาร ไม่ใช่แปลวน อปุญญะว่าบาป ตามผู้ไม่รู้ความจริงมันก็ไม่จบ เพราะฉะนั้นเมื่อมาถึง อปุญญาภิสังขาร ปรุงแต่โดยไม่ต้องทำบุญอีกแล้ว เหลือแต่จิตที่สะอาดตกผลึกลงเป็น อเนญชาภิสังขาร ฉะนั้นการเกิดกรรมเกิดการปรุงแต่งอภิสังขารอีก อภิสังขารตัวนี้ก็จะไม่มีกิเลสอีกเลยมันก็จะเหลือแต่จิตสะอาด หมดอาสวะ สรุป ตกลงไปเป็นอนุสัย แต่เป็นอนุสัยตัวดี ตัวที่ประเสริฐ ตัวที่สะอาด ไม่ใช่อนุสัยที่เป็นอวิชชา แต่เป็นอนุสัยที่เป็นวิชชา สมาหิโต อาตมาก็ยืนยันว่า ไม่ใช่สมาธิของศาสนาใดและเทวนิยมไม่ใช่ของศาสนาอื่นเลยแต่เป็นของพระพุทธเจ้าโดยเฉพาะ สมาหิตะหรือสมาหิตัง เขาไม่เรียกว่า สมาหิตา ที่เป็นพหูพจน์ เพราะมันจะต้องเป็น 1 ไปตลอด มันสั่งสม ตัวเองเป็นความตั้งมั่นเป็นความเป็น 1 ของจิต จึงไม่เรียก สมาหิตา ไม่เรียกเป็นพหูพจน์ เรียกเป็นสมาหิโต สมาหิตังหรือสมาหิตะ สมาหิโต ก็โอฬารที่สุดแล้ว แต่ก็เป็น 1 ไม่มี 2 เมื่อผ่าน โคจรรูป วิสยรูปแล้วก็มาเป็น ค. ภาวรูป 2 เป็นความจริงที่มีความแตกต่างกัน จึงต้องเรียนความต่างนี่แหละจาก 2 ให้เป็น 1 เป็นหัวใจแท้ที่จะเรียนรู้ให้ได้ 10. อิตถัตตภาวะ, อิตถินทรีย์ (ญ) 11. ปุริสสัตตภาวะ, ปุริสสินทรีย์ (ช)

ต่อจากนั้นก็มาเป็น หทยรูป คือ จิตวิญญาณ ใจของเรา จิตของเรา ไม่ได้อยู่กับที่ไม่ได้มีสถานที่ ไม่มีรูปร่าง ไม่มีตัวตน ไม่มีอะไรกำหนดได้ง่าย แต่คุณต้องกำหนดว่า มันอยู่ที่จิตของเรานะ มันเป็นจิต เป็นหทัย เป็นวิญญาณ มันเป็นอาการชนิดหนึ่งที่เป็นอาการทางนามธรรม ของใครของมัน เมื่อจับตัวนี้ได้จริง ก็อ่าน ชีวิตรูป อ่านอาการของความมีชีวิตหรือความตาย มันดับสนิทเพราะกิเลสมันดับไม่ใช่ให้จิตมันดับ แต่จิตมันยิ่งสะอาด จิตมันยิ่งรู้จบ จิตวิจิตรพิสดาร ไม่ใช่หมายความว่าจิตเป็นธาตุดับธาตุหนึ่งน้อยๆ แต่กลับ มโหฬารพันลึกเลย คุณภาพของจิตวิญญาณที่มีตัวรู้ธาตุรู้ที่พัฒนา รู้ขนาด พระพุทธเจ้ารู้ขนาดภาพ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ รู้ขนาดปุถุชนคือรู้อย่างไม่รู้ เริ่มเรียนตั้งแต่เป็นโสดาบันก็เริ่มจับตัวจิตเจตสิกรูปนิพพานได้ แล้วก็วิจัยความต่างไปตามลำดับ เกี่ยวข้องกับ กาม กามหยาบที่สุดเรียก อบายภูมิเป็นต้นก็ไล่มา สะอาดจากกิเลสได้มาเรื่อยๆทีละคู่ คำว่าคู่ หรือเทวะ สอง ถึงต้องเรียนด้วยเทวะเรียนด้วยภาวะคู่ หากไปเรียนด้วย 3 ตัวมาเทียบกันก็ได้ แต่ว่าคุณต้องเชื่อม 2 ได้ก่อน คุณจึงจะเก่งไปเทียบ 3 เทียบ4 ได้ หากคุณเทียบ 2 ไม่เป็นยังแยก 2 ไม่ออกแล้วก็สอนให้นิ่งอยู่กับหนึ่งเดียวอย่าไปแตะอย่าไปแยกนะ คุณก็อวิชชาอยู่นิรันดร เทวนิยมอย่าไปแตะอย่าไปแยกนะ จิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่เป็นพระเจ้าคุณก็ไม่ให้แยก ขนาดใหญ่คุณก็ยังไม่ให้แยกแล้วคุณจะแยกเล็กได้เหรอ ที่เล็กละเอียดมากยิ่งขึ้นมันก็รู้ได้ยากกว่าใหญ่หยาบ มันทำไม่ได้หรอก คุณต้องทำหยาบมาก่อนละเอียด พวกที่ไปหลับตาไม่มีหยาบภายนอกเลย ตัดประตูเป็นอรหันต์เลย ตัดประตูอรหันต์ ไม่มีทางจะเป็นอรหันต์ได้เด็ดขาดเลย หลับตาปฏิบัติ ถ้าอาตมาทำให้พวกหลับตาสว่างได้ในเมืองไทย ประเทศไทยจะรุ่งเรือง ประเทศไทยจะเจริญ พระพุทธเจ้าช่วยลูกด้วยเถิด ง. หทยรูป 1 = 12.หทัยรูป ที่ตั้งการเกิดอาการของรูป จ. ชีวิตรูป 1 = 13.ชีวิตินทรีย์ รู้ความมีชีวิตอยู่ของกิเลส ขณะที่เป็นๆ มีชีวิต คุณต้องอ่านชีวิตของมัน อินทรีย์ของมัน เป็นพลังงานของชีวิต มันก็เป็นพลังงานที่อยู่กับชีวิตของคุณนั่นแหละ ชีวิตรูป พลังงานเป็นนาม ชีวิตเป็นรูป มันเกิดอาการอย่างไรก็รู้จักอินทรีย์ของชีวิต นี่คือรูปตัวนี้ เมื่อเรียนรู้ชีวิตรูปก็เรียนรู้แต่ละปริเฉท ฉ. อาหารรูป 1 = 14.กวฬิงการาหารจนถึงวิญญาณาหาร ช. ปริเฉทรูป 1 = 15.อากาสธาตุ=รูปที่กำหนดจะให้ว่าง ทำทีละปริเฉท ก็รวมที่วิการรูป

ซ. วิญญัติรูป 2 = 16.กายวิญญัติ 17.วจีวิญญัติ ไหวให้รู้

ฌ. วิการรูป = 18.ลหุตา 19.มุทุตา 20.กัมมัญญา

กายวิญญัติคือ ความเคลื่อนไหวร่วมกับกายภายนอกกับวจีภายนอก วจีวิญญัติก็คือต้องเรียนรู้ตั้งแต่ภายในถึงภายนอก ตัวภาษา แล้วมีจิตไปกำกับ จิตไปกำกับกาย วาจา ให้เป็นอาการของกาย วาจา อาการของภาษา คุณเลือกภาษามาพูดให้ถูกสภาพ เรียกว่า วาทิตะ วาจาก็เป็นคำเรียกกลางๆทั่วไป คือคำพูด วาทิตะคือ ภาษาที่คุณเลือกแล้ว เอามาใช้ให้เหมาะสมกับสภาวะ นักแต่งกวี ใช้ภาษาที่เอามาแต่งกวี คือ วาทิตะ คุณรู้จัก ต่างจากภาษาธรรมดามันก็ทั่วไป เมื่อมีความรู้ใน วาทิตะ ก็เลือกเอามาใช้งานให้เป็นประโยชน์ กวี เอามาใช้เป็นคำแต่งโคลง กลอน กวี ถ้ามีความเชี่ยวชาญเก่ง ก็เอาวาทิตะ คำที่เหมาะสม สวยงามดี ตามโลกนิยมก็เอามาแต่งกลอน แต่งกวี ได้ดี ได้เก่ง อย่างอาตมาแต่งกวีได้เก่ง เอาตามค่านิยมสังคมก็ได้ ค่านิยมของสังคมต้องการฟรุ้ง ฟริ้ง ปรุงแต่งมากๆ ก็ได้ แต่อาตมาไม่เอาแบบนั้น แต่งแค่นี้ก็เหลือกินแล้ว

_สู่แดนธรรม... หากเราจะกำหนดรู้ชีวิตรูป เรามุ่งหมายไปที่ ชีวิตของกิเลสได้ไหมครับ พ่อครูว่า... 1. มันมีอยู่ 2.มันตาย มันมีกำลังมากกำลังแรง ที่เป็นอวิชชาหรือกำลังมากกำลังแรงที่เป็นวิชชา หากกำลังมากกำลังแรงของอวิชชา คุณก็ซวย หากกำลังมากกำลังแรงของวิชชา คุณก็เฮง หากชีวิตรูปวิชชาก็เฮง หากชีวิตรูปอวิชชาก็ซวย ถ้าเป็นชีวิตินทรีย์ที่มาก ที่เป็นสิ่งที่ดี ที่เป็นวิชชา คุณก็เฮง ต้องให้ชัดเจนว่าเป็นธาตุโลกียะหรือเป็นธาตุโลกุตระ ถ้าเป็นโลกียะมันไม่จบ แต่ถ้าเป็นโลกุตระมันจบได้มันเป็น 0 ได้ ชีวิตินทรีย์ก็เป็น 0 ได้ ต่อมา อาหารรูป อาหาร เป็นเครื่องอาศัย พระพุทธเจ้าแยกอาหารรูปไว้ 4 กวฬิงการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณหาร ต้องไปเรียนรู้ที่หลักมันเลย คือ อาหารที่เป็น กวฬิงการาหาร นี่แหละฐานที่อยู่กับมนุษย์ทุกคน ต้องกิน อาหารคำข้าวที่คุณต้องกินต้องเคี้ยว ต้องแตะลิ้น นี่แหละ กลิ่นด้วย อาหารบางอย่างมันก็มีเสียงหรือไม่มีเสียง แต่มันมีครบทั้ง 5 นั่นแหละใน กวฬิงการาหาร คุณเคี้ยวคุณกลืน แล้วมันจะมีรส ก็อ่านจากรส คุณติดรสนี่แหละ กลิ่นก็ติด เสียงก็ติด รูปก็ติด รูปน่ากิน รูปไม่น่ากิน กลิ่นไม่น่ากิน กลิ่นน่ากิน สมณะฟ้าไท... น่ากินไม่น่ากิน เป็นเวทนา 2 พ่อครูว่า... น่ากินกับไม่น่ากิน เป็นทุกข์กับไม่เป็นทุกข์ หรือไปหลงเป็นสุข ก็เป็น 2 หลงวิปลาสแต่ละคู่ๆไป _สู่แดนธรรม... มีฟุตโน้ตมา สมณะฟ้าไท... เขาถามเวทนา 2 พ่อครูอธิบายแล้วว่า เวทนาแท้กับเวทนาเทียม คือความจริงกับความหลอกง่ายๆ ตัวแท้กับตัวเทียม ทำตัวเทียมให้หายไปเหลือแต่ตัวแท้ก็เป็น 1 หากไม่ยึดมั่นถือมั่นคงนั้นก็เป็น 0 พ่อครูว่า... เอากระแท้ให้ได้ อย่าไปเอากระเทียม มาที่ปริเฉทรูป แต่ละปริเฉท ก็มีอะไรรวมในนั้น แต่ละปริเฉท ก็รวมเป็น มันมีตัวอยู่ข้างนอก 2 ก็คือ กายวิญญัติ กับ วจีวิญญัติ เพราะฉะนั้นตัวนี้มันก็ต้องเรียนรู้ความต่างของกายกับวาจา แล้วคุณก็ต้องเรียนรู้ความต่าง คำว่า กายอีก ตัวนี้จะต้องเรียนอย่างสำคัญมาก กายภายนอก กายภายใน แล้วยังมีกายที่เป็นสภาวะจิต ไปอีก สภาวะกายภายนอกก็ไปปรุงแต่ง กายอะไรต่างๆนานาเยอะแยะเลย ใหญ่ ไม่ต้องไปเรียนมาก มันเหมือนกัน มันเป็นคู่ที่ต่างกัน ต่างกันอย่างหยาบ แต่ให้มาเรียนรู้ที่มันมาสัมผัสเรา เรียกว่า กายวิญญัติ วจีวิญญัติ วจีคือ คำพูดภายนอก มันก็คือ กายนั่นแหละ กายก็คือตัวคู่ 2 รูปนาม จับกายมาเรียน มารู้ภาวะ 2 ของมันคือรูปนาม ในรูปนามของกาย ก็เรียนรู้ความหยาบกับความละอียดเล็กไปเรื่อยๆ มีวิการรูปอีก 3 ก็มาเรียนรู้คู่ของมันที่ละเอียดลง ละเอียดกว่ากาย กว่าวาจาคือจิต จิตที่มันปรุงแต่งกันอย่างหยาบ ก็ให้มันละเอียดลงไป อย่างช้าก็ให้มันรู้ได้ทัน รู้ได้เร็วขึ้นไป อย่างปรุงแต่ง ปรุงแต่งกันซับซ้อนๆๆ ก็ ให้เรียนรู้ว่ามันปรุงแต่งเป็นสังขารที่เล็กละเอียดซับซ้อนลงไปๆ มาก ท่านก็แจกแจงไว้ 3 ลักษณะ คุณเล็กที่สุด เบาที่สุด เรึยกว่า ลหุตา คุณทำได้เรียกว่า กัม เป็นกรรมที่ควบคุมด้วยตัวรู้ เป็นกัมมัญญตา คุณจะทำใหญ่ ทำเล็ก ทำเบา ทำหนัก ทำแรง ได้อย่างเก่งเลย คุณได้ทั้งทำเบาก็ได้ ทำอย่างแรงอย่างใหญ่อย่างหยาบก็ได้ เอามาทำกรรมชนิดไหนก็ได้ จิตตัวนี้เป็นตัวธาตุแท้ เรียกว่า มุทุภูตธาตุ ลหุตา มุทุตา กัมมัญญตา 3 อัน รวม กายวิญญัติ วจีวิญญัติ เป็น 5 ก็ต้องรู้รายละเอียดลงไปถึงตัวสุดท้ายของมัน คือ ลหุตา มุทุตา และกัมมัญญตา คุณ รู้อันนี้ก็รู้จักวิการรูป 5 สมบูรณ์แบบแล้ว ก็เหลือหมวดสุดท้ายอีก 4 คือ

ญ. ลักขณรูป 4 = 21.อุปจยะ ความเกิดอยู่เจริญขึ้นไป จิตพร้อมเกิด เกิดเป็นอุปจยะ ไม่เกิดเป็นสันตติ เกิดๆๆเกิดจน มโหฬารพันลึก เกิดจนไม่รู้จบ จนกระทั่งหลงว่ามันเป็นนิรันดรมีแต่เกิด มันไม่มีตาย อย่างเช่นเทวนิยม พระเจ้าไม่มีตายหรอก แล้วแปล อมตะ ว่าไม่มีตาย เหมือนทักษิณเขาไปหลง ว่า อมตะ ไม่ตายไม่หมดไม่เหลือ แม้ตายแล้ว มันปฏิเสธไม่ได้ที่จะมีอายุไม่ตายไม่ได้ บอกว่าตายก็ต้องเอาร่างไว้นะ อมตะ ทักษิณก็เข้าใจอมตะคือร่างกายเท่านั้น จริงๆแล้วทักษิณก็ดีกว่าเทวนิยม เทวนิยมนั้นหลงตัวไม่ใช่รูป หลงว่านามเป็นอมตะ เทวนิยมหลงว่าจิตวิญญาณเป็นอมตะ แต่ทักษิณ แกไม่รู้ว่าจิตเป็นอมตะแต่รูป เพราะแกเป็นคนไทย แกยังมีพุทธศาสนาบ้าง ก็ยังดีกว่าเทวนิยมเขาบ้าง เอารูปมาไว้เป็นอมตะนะ และอมตะ มีความหมายอย่างไรแกก็ไม่รู้ แกก็รู้อมตะคือนิรันดร อยู่ไปนานตลอด ผู้ที่มีอมตะธรรม คือผู้ที่รู้เกิดรู้ตาย จะทำเกิดก็ได้ จะทำตายให้แก่ตัวเองก็ได้ทั้งนั้น ทำตายอย่าง ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ก็ได้ สูญเลยก็ได้ จะให้อยู่นานเป็นพระอวโลกิเตศวรหรือเป็นเจ้าแม่กวนอิมก็ไม่ยอมเลิกสักที จะช่วยมนุษย์โลกอยู่ตลอดกาล เป็นปณิธานที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ก็เชิญ เชิญ ไปอยู่กับโลกลูกเล็กๆ มีคนไม่มากสิจะได้จบเร็วๆ คุณจะได้ปรินิพพานเร็ว นี่แนะนำอวโลกิเตศวรนะ แนะนำกวนอิม แกจะได้ช่วยคนให้หมดโลกจะได้ปรินิพพานของตัวเองบ้าง อย่าไปหาโลกลูกที่มันใหญ่นักเพราะมันมีมนุษย์เยอะ เหมือนเชิงเล่นๆ แต่ไปแนะนำอะไรไม่ได้หรอก ก็พูดไป อุปจยะ สันตติ ถ้าคุณไม่ให้มันเกิดมันก็เสื่อมเรียกว่า ชรตา 22.สันตติ ความเชื่อมต่อสืบเนื่อง 23.ชรตา เคลื่อนไปสู่ความเสื่อม เพราะคุณนั่นแหละเป็นตัวกำหนดให้มันเกิด มีอมตธรรม ก็ทำให้มันเกิดไปเลย คุณไม่ให้มันเกิดก็ปล่อยให้มันเสื่อม ความเสื่อมคุณสามารถทำให้มันไม่ต้องมียาวนาน ดับเลยตายเลย สูญ แยกสลายธาตุ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน นี่คือสุดยอด แต่แม้คุณไม่สุดยอด พระอรหันต์เบื้องต้นที่ยังไม่ชัดเจนนัก ไม่สามารถที่จะจัดการชีวิตตัวเองให้เป็น ปริโยสาน ทันที แยกธาตุตายปุ๊บ สลายเป็นดินน้ำไฟลมเลย ยังไม่ได้ จิตคุณก็จะเหลือเศษ คุณเป็นอรหันต์แล้วสะอาดแล้วไม่มีกลับ เลยอนาคามีแล้ว ไม่กลับไปเกิดอีกแล้วแต่จะค้างอยู่ ถ้าคุณยังไปหลงจิตเจตสิกภายในอยู่ คุณก็จะอยู่กับภูมิ 5 ของอนาคามี วนอยู่ได้ แต่ถ้าคุณไม่หลงอยู่ในอนาคามีภูมิอีกนาน กับสุทธาวาส 5 คุณก็จะจมอยู่ตรงนั้น ไหลวนอยู่ตรงนั้นอนาคามี เป็นได้ จนกว่ามันจะมีปัญญาหรือว่าจะไปวนเวียนอยู่อย่างนั้นทำไม อนาคามีก็จะลดตัวเองลงไปตามลำดับ แล้วก็จะสูญ อกนิษฐา ไปได้ แต่พระพุทธเจ้าองค์สมณโคดม บอกว่าเราไม่ไปเกิดใน สุทธาวาส 5 นี้เด็ดขาด โพธิรักษ์ก็อีกคนนึง เพราะรู้จักสุทธาวาสดี ไม่เอา ไม่ค้างเติ่ง แยกให้เป็น ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ณ ปัจจุบันนี้ จบ นี่คือผู้ที่มีปฏิสัมภิทาญาณ สายที่มีปฏิสัมภิทาญาณเต็ม อาตมาลูกพระพุทธเจ้า ลูกพระสมณโคดม มีปฏิสัมภิทาญาณเต็ม รู้ เอามาพูดให้ฟังได้ อาตมาจะไม่ตายอย่างสุทธาวาส 5 แต่อรหันต์ที่ยังไม่มีปัญญาญาณรู้จักจัดการจิตวิญญาณตัวเองเป็น ก็จะไปค้างอยู่ที่สุทธาวาส 5 24.อนิจจตา เคลื่อนไปเสื่อม>เจริญ

ชรตา จะค่อยๆเสื่อมไปเป็น สุทธาวาส 5 ก็ได้ หรือจะ ดับ ทันทีก็ได้ นี่คือผู้ที่เป็นอมตะสมบูรณ์ ถ้าคุณชัดเจน ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ความเป็นอมตะของคุณก็จะไม่ค้างเติ่ง ไปตกในสุทธาวาสอีก สู่แดนธรรม... ที่ไปในสุทธาวาส เป็นเพราะว่าท่านตั้งใจหรือไม่ตั้งใจครับ พ่อครูว่า... ไม่ใช่ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ แต่มันโง่อยู่ ถ้าไม่โง่แล้วไม่เข้าไปหรอก เราก็จะ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน เลย แต่เพราะไม่รู้ก็เลยตกไปในอนาคามี ถ้าเป็นอรหันต์แล้วจะไปวนกลับเป็นอนาคามีทำไม โง่อีกทำไมเล่า เพราะฉะนั้น ตัวสุดท้าย ผู้ที่เป็นอรหันต์ที่มีปฏิสัมภิทาญาณ ไม่ไปค้างอยู่ที่สุทธาวาส 5 ตายปรินิพพานเป็นปริโยสาน ความเป็น ชรตา ก็ไม่อยู่ นอกจากคุณจะเอาอมตภูมิคุณมาใช้ ท่านมีปลายเปิดเป็น อนิจจัง อนิจจัง เป็นรูปที่กำหนดไว้เป็นตัวสุดท้ายซึ่งไม่ใช่นาม คือรูป เป็นปลายเปิดเป็นอมตะบุคคลนึกว่ามันจะจบแล้วมันไม่จบนะมันต้องมาทำต่อก็ไม่เป็นไร ไม่ถือว่าเป็นคนกลับกลอก อนิจจัง ตัวสุดท้ายถือว่าไม่เป็นคนกลับกลอก แต่เป็นคนจริงเป็นคนบริสุทธิ์ใจ ต้องกลับมาทำงานไม่ได้มีตัวตนไม่ได้เพื่อตัวตน แล้วอาตมาว่า ชาตินี้จะทำให้ไม่ต้องกลับมาเกิดอีกเลย นอกจากว่า อาตมาจะต่อภูมิ ถ้าหากอาตมาไม่ต่อภูมิ สามารถทำหน้าที่ที่รับผิดชอบจากพระพุทธเจ้าที่จะช่วยต่อศาสนาพุทธให้ถึง 5,000 ปี อาตมาทำให้ครบ 5,000 ปีได้เสร็จแล้ว อาตมาตัดสินใจไม่ต่อแล้ว อนิจจัง ไม่เป็นพระพุทธเจ้าอีกแล้ว เมื่อยชิบเป๋ง แต่อาตมายังมีปณิธานอยู่ที่จะเป็นพระพุทธเจ้า ถึงจะทำต่อภพภูมิสืบทอดของพระพุทธเจ้าให้ถึง 5,000 ปีนี้จบได้สมบูรณ์แบบตามหน้าที่อาตมา อาตมาก็ไม่ผิดเลย อาตมาก็สมบูรณ์แบบ อาตมาจะปรินิพพานหรือไม่ปรินิพพานก็เรื่องของอาตมา แต่อาตมายังไม่ได้ปลดปณิธานที่จะไปสู่เป็นพระพุทธเจ้า อาตมาก็คงจะเกิดต่อ นั่นคือปลายเปิดของอนิจจัง ในลักขณรูปที่ 5 650803 จบรูป 28 สู่เรือนาวาบุญนิยมพาพ้นไฟโลกีย์ พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน