พ่อครูคือพ่อครัวผู้ปรุงอาหารโลกุตระ.docx
เนื้อหาในไฟล์
พ่อครูคือพ่อครัวผู้ปรุงอาหารโลกุตระ เมื่อกี้พูดถึงว่าอาตมาเป็นเชฟปรุงอาหารเป็นพ่อครัว เป็นกุ๊ก อาตมาทำอาหารให้คนรับประทานทุกวัน แม้ไม่ได้เทศน์สดก็มีเทศน์แห้ง รีรันกันอยู่ ชาตินี้อาตมาเป็นเชฟเป็นกุ๊ก อาหารนี่แหละที่อาตมาปรุงให้อยู่ คนผู้ที่ชอบรสเห็นว่าอาหารที่อาตมาปรุงนี้ รส มีรส เป็นรสธรรมะ รสดีจังเลย เป็นธรรมรสถึงขั้นวิมุตติรส คนผู้ที่เห็นรสอาหารที่อาตมาปรุง คนก็นิยมชมชื่น ชอบอาหารของอาตมา มากินอาหารอาตมา เป็นร้านน้อยๆ ทุกวัน มีอาหารสด อาหารกรอบ อาหารแห้งอะไรก็ปรุงไป เป็นอาชีพของอาตมา คนได้อาหารของอาตมา จิตใจก็เจริญไปตามอาหาร อาหารของอาตมาไร้สารพิษ มีสารอาหารเยี่ยมเลย ก็เห็นว่าชีวิตของคนเจริญ ด้วยสารอาหารของโลกุตระ เจริญขึ้นๆๆๆ อาตมาก็จะมีชีวิต เป็นเชฟ เป็นกุ๊กไป ตราบที่ ยังมีคนอุดหนุน อาตมาไม่ขายด้วยแจก แต่ถ้าเผื่อว่าปรุงให้แล้วไม่มีคนรับ อาตมาก็ต้องหยุด แต่ถ้ามีคนรับอยู่ ก็ดูจะมีคนรับเพิ่มขึ้นอยู่นะ ถึงเวลาวาระที่อาตมาเทศน์ก็มารับ รู้ว่าอาหารนี่คืออาหารที่ยิ่งใหญ่อาหารที่สำคัญ อาตมาเอาพระไตรปิฎกเล่ม 24 อวิชชาสูตร ขึ้นมา อธิบายประกอบ ที่อาตมาเกริ่นนำไปว่าอาหาร คนที่ไม่เข้าใจคำว่าอาหารและไม่รู้คำตรัสของพระพุทธเจ้าอย่างดี จะฟังเข้าใจเพิ่มขึ้นเมื่ออาตมาเกริ่นนำแล้ว ว่าอาหารเป็นอย่างนี้หรือ เข้าใจแต่อาหารคือ กวฬิงการาหาร คืออาหารคำข้าวเท่านั้น อ้อ อย่างนี้คืออาหารสำคัญกว่าคำข้าว ซึ่งคำข้าว ก็สำคัญสำหรับร่างกายแต่นี่คืออาหารสำหรับจิตใจ นี่คืออาหารแท้ๆของจิตใจ จะเรียกว่าโลกุตระ แม้ไม่เรียกก็เป็นอาหารทางจิตใจที่สำคัญยิ่ง “จากพระไตรปิฎกเล่ม 24 ข้อ 61 [๖๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เงื่อนต้นแห่งอวิชชาย่อมไม่ปรากฏในกาลก่อนแต่นี้ อวิชชาไม่มี แต่ภายหลังจึงมี เพราะเหตุนั้น เราจึ
อ่านต่อ
งกล่าวคำนี้อย่างนี้ว่า ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น อวิชชามีข้อนี้เป็นปัจจัยจึงปรากฏ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมกล่าวอวิชชาว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของอวิชชา ควรจะกล่าวว่านิวรณ์ ๕” พ่อครูว่า...อาหารเป็นเครื่องอาศัย อย่างคำข้าวนี้เป็นเครื่องอาศัย กินข้าวกินน้ำกินกับ กินเข้าไปเลี้ยงขันธ์ เป็นสิ่งที่ให้คนอาศัยมีชีวิตอยู่ได้ ถ้าไม่กินอาหารอันนี้ กวฬิงการาหาร คนก็ตาย ไม่กิน ไม่มีจะกิน อดตาย หรือ มีไม่กินก็ตาย ถึงวาระหนึ่งก็ตาย อยู่ไม่ได้ถึงร้อยปีหรอก ไม่มีใครอดอาหารได้ถึงร้อยปีหรอก “แม้นิวรณ์ ๕ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของนิวรณ์ ๕ ควรกล่าวว่า ทุจริต ๓ แม้ทุจริต ๓ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของทุจริต ๓ ควรกล่าวว่า การไม่สำรวมอินทรีย์ แม้การไม่สำรวมอินทรีย์เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารแห่งการไม่สำรวมอินทรีย์ ควรกล่าวว่าความไม่มีสติสัมปชัญญะ แม้ความไม่มีสติสัมปชัญญะเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของความไม่มีสติสัมปชัญญะ ควรกล่าวว่าการกระทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย แม้การทำไว้ในใจโดยไม่แยบคายเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของการทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย ควรกล่าวว่าความไม่มีศรัทธา แม้ความไม่มีศรัทธาเราก็กล่าวว่ามีอาหารมิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของความไม่มีศรัทธา ควรกล่าวว่า การไม่ฟังสัทธรรม แม้การไม่ฟังสัทธรรมเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหารก็อะไรเป็นอาหารของการไม่ฟังสัทธรรม ควรกล่าวว่า การไม่คบสัปบุรุษ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการดังนี้ การไม่คบสัปบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมยังการไม่ฟังสัทธรรมให้บริบูรณ์ การไม่ฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ ย่อมยังความไม่มีศรัทธาให้บริบูรณ์ ความไม่มีศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมยังการทำไว้ในใจโดยไม่แยบคายให้บริบูรณ์ การทำไว้ในใจโดยไม่แยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมยังความไม่มีสติสัมปชัญญะให้บริบูรณ์ ความไม่มีสติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ ย่อมยังการไม่สำรวมอินทรีย์ให้บริบูรณ์ การไม่สำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมยังทุจริต ๓ ให้บริบูรณ์” พ่อครูว่า... ฟังคำว่าบริบูรณ์ให้ดีๆ พวกคุณได้ปฏิบัติได้ฟังธรรมะเสมอมันเป็นปัญญาข้อที่ 2 ได้พบสัตบุรุษแล้ว พยายามมาฟังมารับต่อให้บริบูรณ์เสมอๆ ผู้มีสติสัมปชัญญะไม่บริบูรณ์ ไม่ตื่นเต็มทั้งภายในภายนอกคือไปนั่งหลับตา มันเลิกโยนิโสมนสิการ เป็นแต่เพียงภายในและภายนอกอีก 5 ทวารทิ้งหมดแล้วมันจะบริบูรณ์ได้อย่างไร ทำไมคิดไม่ออก ทำไมบอกเท่าไหร่ก็ไม่เห็น ทำไมบอกเท่าไหร่ก็เห็นไม่ได้หรือ ว่าจริงๆมันผิดหรือถูก น่าสงสารคนไทยที่ไปหลงพระอรหันต์หลับตา ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้เลย มันหลงเชื่อสนิทกันอย่างนั้นจริงๆ คนนั่งหลับตากัน มีลูกศิษย์ลูกหาแม้แต่เป็นพวกเปรียญธรรมเรียนพุทธศาสนบัณฑิตก็ยังเชื่อว่ามานั่งหลับตานี่แหละถึงจะพาไปนิพพาน เป็นอย่างนั้นด้วย น้อยคนจะบอกว่าไม่ใช่ นั่งหลับตาไม่ใช่เลย น้อยคน มีไม่เท่าไหร่หรอก เพราะฉะนั้น “มีทุจริต ๓ ที่บริบูรณ์ ย่อมยังนิวรณ์ ๕ ให้บริบูรณ์ นิวรณ์ ๕ ที่บริบูรณ์ ย่อมยังอวิชชาให้บริบูรณ์ อวิชชานี้มีอาหารอย่างนี้ และบริบูรณ์อย่างนี้ ฯ” พ่อครูว่า... ย้อนตั้งแต่อาหารตัวที่ร้ายแรงตัวที่ร้ายกาจมากที่สุด ของเงื่อนต้น พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาจึงประกาศอวิชชาเป็นเงื่อนต้น ของสิ่งที่คนเรานี้ไม่รู้ ไม่เข้าใจ ไม่เห็นความสำคัญ พระพุทธเจ้ามาประกาศความสำคัญว่า ไอ้อวิชชานี่แหละ เป็นตัวทำให้คนไม่เจริญสูงสุด ไม่เป็นคนดีอย่างไม่ทำชั่วเลย ไม่เป็นคนดีจนกระทั่งพ้นความทุกข์ความสุข ไม่เป็นคนดีจนกระทั่งจบบริบูรณ์ในความเกิดมาเป็นคน จบแล้วคุณจะเกิดมาอีกกี่ชาติคุณก็เป็นคนจบแล้ว เป็นพระอรหันต์แล้วจะเกิดเป็นคนอีกกี่ชาติต่อจากนี้ไป เป็นพระอรหันต์แล้ว คุณก็เป็นคนบริบูรณ์ ไม่ติดในความทุกข์ความสุขอีกตลอดเลย เพราะฉะนั้นอาหารของเงื่อนต้น อาหารของอวิชชาก็คือนิวรณ์ 5 ตัวนี้แหละเป็นปัจจัยตัวสำคัญตัวต้น เหง้า ที่มันจะแตกไปต่างๆนานาจนบานปลาย จนกระทั่งถึงขั้น ตกต่ำสุด ไม่รู้จักสับปะรดนี่คือคนตกต่ำที่สุด ไม่รู้จักสัตบุรุษ คบสัตบุรุษแล้วพบสัปบุรุษแล้ว ก็ยังไม่เข้าใจว่าคือสัตบุรุษ แล้วยังมายืนยันว่าของตนเองถูก ของเขานั่นแหละถูก เพราะฉะนั้นเขาจะต้อง เฮ้ย อย่าเอาของผิดๆมาใส่ศาสนาฉันนะ เขาจะรักษาศาสนาของเขา เขานึกว่าศาสนาที่เขามีนี้ เขาเป็นสัตบุรุษ เขาเป็นสัปบุรุษแล้ว ความหน้ามืดตามัวสนิทนึกว่า ตัวเองเป็นสัตบุรุษเป็นสัปบุรุษเป็นผู้รักษาธรรมะของพระพุทธเจ้า ใครมาเห็นต่าง แล้วจะเอามาใส่ ให้คนชาวพุทธรับรู้ได้ด้วย เฮ้ย อย่ามาทำลายศาสนาพุทธข้านะ สัปบุรุษหรือสัตบุรุษเก๊นั้น เขาจะคิดอย่างนี้เขาจะทำอย่างนี้ สัตบุรุษจริงสัปบุรุษจริง ไม่ไปรบราฆ่าฟันด้วย อาตมาไม่เคยไปต่อต้านเขานะ มีแต่วิจารณ์วิจัยมีแต่พูดความจริง ข่มสิ่งผิดยกสิ่งถูก คือตัวเอง ตัวเองมีสิ่งถูก เขามีสิ่งผิดก็พูดตรงๆ นิคฺคเณฺห นิคฺคหารหํ ปคฺคเณฺห ปคฺคหารหํ ควรข่มคนที่ควรข่ม ยกย่องคนที่ควรยกย่อง ทำตามสัจจะนี้ไปตลอด อาตมาข่มความผิดไม่ได้ไปข่มคน ข่มความผิดที่เขาไปยึดถือไว้ ไม่ได้ไปข่มคน ข่มไม่ได้หรอกอาตมาไม่ไปข่มคนนั้นคนนี้ ไปข่มเขาทำไม เขาก็เป็นคน เราก็เป็นคนเสมอกัน แต่สิ่งที่เขาไปยึดถือไว้นี่สิมันน่าตำหนิมันน่าข่ม มันน่าดูถูกมันน่าบอกให้เขารู้ตัว ก็จำเป็นต้องพูดต้องบอกด้วยความจริงใจ ด้วยความปรารถนาดี ด้วยความรัก ด้วยความเมตตาจริงๆ เพราะฉะนั้นอาตมาเป็นกุ๊ก ปรุงอาหารคือ นิวรณ์ 5 ของผู้ที่มีอวิชชา ก็เอาเหตุปัจจัยที่เป็นสารพิษคือนิวรณ์ 5 นี้ เอามาแจกแจง เอามาชำระ เอามาเปลี่ยน มาสำรอก เอามาเปลี่ยนจาก กามคุณ เขาถือเป็นกามคุณ ก็มาเปลี่ยนเป็นกามโทษ ตามสัจจะของมันว่ากามเป็นโทษ กามมันไม่ได้เป็นคุณเลยนะจ๊ะ เพราะฉะนั้นคนส่วนใหญ่ทั่วไปนี้ จะไม่ได้ชินหูคำว่ากามโทษ หรือ กามาทีนวะหรอก จะชินหูแต่กามคุณ ใช่ไหม เพราะคุณไปหลงสนิทแล้วว่า กามมันเป็นคุณ กามมันไม่ได้เป็น อาทีนวะ มันเป็นกามคุณไม่ได้ เป็นกามาทีนวะ ไม่ได้เป็นโทษหรอก เขาไม่ได้เห็นเป็นโทษ อาตมาก็เอามาเปลี่ยนเอามาล้าง เอามาสำรอกกามให้เห็นว่า คุณไปเอาเปลือกที่มันเป็นโทษ เอาคุณมาปิดบังของเป็นโทษไว้หมด ที่จริงแล้วมันเป็นตัวเนื้อโทษไม่ได้เป็นคุณ แต่คุณไปหลงตามที่ถูกเขาหลอกมานาน จนชินหูแต่ว่า กามคุณๆๆ อาตมาบอก มันไม่ใช่ มันเป็นกามโทษ ไม่ใช่กามคุณ เพราะฉะนั้น บทแรกที่พระพุทธเจ้าท่านสอนมนุษย์ เรียกว่า อนุปุพพิกถา คือ ทาน ศีล สัคคะ กามาทีนวะ เนกขัมมะ 5 ข้อนี้ เพราะไปหลง กาม เป็นอาหาร อาหย่อยๆๆ เหมือนอย่างมหาบัว เสพติดกามคุณ 5 รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสของหมากพลู ไม่มีอะไร มีอะไรขาดไม่ว่า แต่ถ้าไม่มีหมากพลูนี้เอาตายเลย ติดกันจน ไปด้วยกันกับชีวิตจนตายด้วยกัน เป็นอรหันต์ปากเปรอะไปด้วยหมาก ไม่รู้ความเสพติดแค่นี้ ติดจริงติดจัง พระพุทธเจ้าให้มาล้างความติดความยึด ก็ไม่ได้รู้เรื่อง ลูกศิษย์ลูกหามหาบัวน่าจะฟังด้วยดี สุสูสังลภเตปัญญัง อาตมาพูดให้ฟังด้วยดี แต่ไปนั่งหลับหูหลับตาอีก แล้วไปตีทิ้งอาตมาอีก. จะทำอย่างไรให้มีเสน่ห์ให้เขาฟังเขาแล นี่ไม่แลกันเลย อาภัพอัปภาคย์เหลือเกินโพธิรักษ์ ทานก็ดี เพื่อให้เกิดทาน เนกขัมมะ ศีลก็ดี เพื่อให้เนกขัมมะ เลิกกาม เอาคำแรก นิวรณ์ 5 มันมี 5 แต่ทำกามก่อนเถอะ ปฏิฆะก็ง่าย เพราะ มันรู้อยู่แล้วคนเรามันไม่ชอบเท่าไหร่หรอกรู้ว่ามันหยาบ แต่กามนี้มันเนียน กินลึก ล้างกามก่อน เพราะฉะนั้น ปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า คุณทำทานคุณก็ต้องทำทานให้เป็นเนกขัมมะ ปฏิบัติศีลคุณก็ต้องปฏิบัติให้เป็นเนกขัมมะ สวรรค์คุณก็ต้องรู้ว่ามันเป็นของเก๊ต้องเนกขัมขัมมะ ต้องออกมาให้ได้ ออกจากทานที่มันเป็นโทษ ศีล ที่มันเป็นโทษ สัคคะ สวรรค์นั่นแหละเป็นตัวโทษแท้ๆมันเป็นนรกมันไม่ใช่สวรรค์ เพราะฉะนั้นต้องเห็นโทษ เห็นโทษ ในตัวแรกของนิวรณ์ 5 นั่นแหละคือ กาม ตัวปฏิฆะก็เช่นกัน พูดกามก็เข้าใจปฏิฆะไปด้วยเลย โดยปริยายมันละเอียดเข้าไปถึง ถีนมิทธะ อุทธัจจะกุกกุจจะ ค่อยว่ากันต่ออีก เอาตัวหยาบก่อน แล้ว ถึงจะรู้ถึงตัวลูกหลานตัวเล็กละเอียดลออถึงจะรู้ได้ง่ายขึ้น รู้ในทุกเหลี่ยมทุกมุมของตัวโตตัวหยาบก่อน ฉะนั้นจุดสำคัญในโลกที่คนเรา พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า มันมีอยู่ 2 อย่างเท่านั้น 1. ขิฑฑาปโทสิกะ กับ 2. มโนปโทสิกะ ปโทสิกะ แปลว่าเป็นโทษ เหมือน อาทีนวะนี่แหละ ขิฑฑาคือ ความสนุกรื่นเริงเพลิดเพลิน อาตมาดูโทรทัศน์เต็มไปด้วยการบันเทิงเริงรมย์เยอะ นอกจากนั้นคุณก็ขายสินค้าของคุณ ถ้าไม่ขายสินค้า คุณก็จะล่อให้คนมาดู ร้านนี้หรือช่องนี้จะประกาศขายสินค้า ก็เปิดช่องขายสินค้า แต่ช่องที่จะต้องการให้คนมาดู เต็มๆ มากๆ ก็ต้องเอา ความรื่นเริงบันเทิง ขิฑฑา อันเป็นโทษนี่แหละมาหลอกมาล่อ มาใส่เข้าไป โฆษณาปรุงแต่งรสชาติความสนุกรื่นเริงสารพัด ติดกันหนุบหนับๆ ไม่รู้ ว่าเป็นอวิชชา ไม่รู้ๆ อาตมาเห็นแล้วก็น่าสงสาร แล้วเมื่อไหร่เขาจะรู้ตัวนะ เทวนิยมทั้งหมด หมดทางที่จะช่วย ช่วยคนโดยเฉพาะ ศาสนาพุทธนี้ก่อนเถอะ ถ้าช่วยได้มากเป็นอรหันต์กันมากจริงๆแล้วจะได้ไปช่วยคนอื่นต่อ พระพุทธเจ้าท่านเปิดฉากสอนคนเป็นอรหันต์ 60 รูปแรก แล้วท่านก็ต่อ ก็ได้ต่อๆไปเรื่อยๆ ตามประวัติตำนาน ส่วน มโนปโทสิกะ ก็พวกเอาปฏิบัติธรรม หลงจิต เป็นโทษ มโน ปโทสิกะ หลงจิตเป็นโทษ ไม่เข้าใจเรื่องจิต ปฏิบัติจิตทำใจในใจทำจิตในจิตทำใจในใจ ผิด เป็นโทษ ซึ่งมันจะไม่สำเร็จ ไม่สำเร็จผล พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าทางที่จะทำให้ล้างกิเลสทั้ง ขิฑฑาปโทสิกะ ทั้ง มโนปโทสิกะ ซึ่งมี 2 อันเท่านี้แหละ สายกาม กับสายอัตตา อัตตาคือ มโนปโทสิกะ ส่วน กามคือ บันเทิงเริงรมย์ขิฑฑาปโทสิกะ เป็นการสัมผัสทางทวารภายนอก ส่วนอัตตาไม่ใช่สัมผัส แต่เป็นตัวที่แน่นเป็นก้อนเขาไปเรื่อยๆเป็น 2 จุดทางใหญ่ ที่จริงแล้ว ขิฑฑาปโทสิกะ รู้ง่ายกว่าเพราะปรุงแต่งภายนอกบานเบิกกว่า ส่วน มโนปโทสิกะ มันดิ่งเข้าไปหาจิต ข้นเข้มแน่น ยิ่งตีไม่แตกใหญ่ ยิ่งดึกดำบรรพ์ยิ่งนานยิ่งตกเข้าไปในจิตนาน ๆๆๆ นานกว่าทางกามอีก เพราะมันมืดมันเข้าไปหาความมืด ทางกาม ยังออกมาหาความกว้างความสว่างบ้าง มันยังพอมีดวงตา แต่ทางอัตตาทางนั้น มันไปทำให้ตาบอดหูหนวกอีก มันบอดมันมืดมันไปใหญ่เลย แต่พวกที่ปฏิบัติธรรม หลงว่าปฏิบัติธรรมคือไปทำให้ดับให้หมด หลงว่าปฏิบัติธรรมคือไปทำให้ดับให้หมด ด้วยความมืดไปหลงหลับตามืด ส่วนพวก ขิฑฑาปโทสิกะ พวกกาม เขายอมรับว่าเขาไม่ได้ปฏิบัติธรรม เขาต้องการแบบโลกๆ เขาก็เปิดเผย แต่ทางโน้นสิหลงตนเองทางนั่งหลับตา ไปหาทางมืดหลงตนเอง 650805 พ่อครูคือพ่อครัวผู้ปรุงอาหารโลกุตระ พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ