อโศกเป็นชุมชนคนอนาคามีที่หารางวัลได้ยาก.docx
เนื้อหาในไฟล์
อโศกเป็นชุมชนคนอนาคามีที่หารางวัลได้ยาก _พ่อครูว่า...ถ้าเรียนรู้ได้ว่าผีมารหรือซาตาน เป็นความเป็นเท็จไม่ใช่เป็นความจริง กับสิ่งที่จริงคือสังขาร สิ่งที่ปรุงแต่งกันอยู่ด้วยเหตุและปัจจัยตามหลักปฏิจจสมุปบาท มีวิชชา เริ่มรู้ว่าสังขารเป็นอย่างไร สังขารมันปรุงแต่งมาเป็นวิญญาณ วิญญาณท่านแยกให้ศึกษานามรูป ก็จะรู้จักวิญญาณ ก็จะเรียนรู้วิญญาณ แจกเป็น จิตเจตสิก รูป นิพพานได้ โดยวิธีเรียนรู้รูปนามต้องมีผัสสะ จึงเกิดอายตนะ ตามหลักปฏิจจสมุปบาทเลย มีนามรูป ได้เรียนรู้จะต้องมีผัสสะและมีอายตนะก็จะรู้นามรูป และนามรูปนี้ สิ่งที่ถูกรู้ที่เป็นรูป เราเรียกว่าเวทนา นามที่รู้เราเรียกว่า ปัญญา หรือสัญญากำหนดรู้เวทนา สัญญาที่มีความฉลาดถึงขั้นปัญญาแล้ว กำหนดรู้เวทนาและแยกเวทนาได้ ตรงนี้แหละ คือ ฐานปฏิบัติอันยิ่งใหญ่ เวทนา มี กายยิกเวทนา เจตสิกเวทนา สุขเวทนา ทุกข์เวทนา อทุกขมสุขเวทนา และมีดีกรีมีน้ำหนักของมัน ทุกขเวทนา สุขเวทนา โทมนัสเวทนา โสมนัสเวทนา อุเบกขาเวทนา เราละสุขทุกข์ โทมนัสโสมนัส อยู่ที่อุเบกขา ไม่ทุกข์ไม่สุขกับอุเบกขาก็ต่างกัน อุเบกขาแปลโดยโวหารก็แปลว่าเฉยๆกลางๆ แปลโดยคุณลักษณะแล้วก็คือ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ไม่ทุกข์ไม่สุขเป็นไวพจน์ที่ใช้ทดแทน มันไม่มีสภาพคู่ ความทุกข์ความสุขคือสภาพคู่ ผู้ศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าแล้ว เรียนรู้เวทนาแล้วแยก มโนปวิจาร 18 โลกียะเวทนาเรียกว่า เคหสิตเวทนา 18 แล้วทำกิเลสให้ออก เรียกว่าเนกขัมมสิตเวทนา อีก 18 ทำออกได้เรื่อยๆ ตั้งแต่เริ่มต้น โอฬาริกอัตตา รู้จักกามภพ ตั้งแต่อบายภพ การปฏิบัติธรรมของพุทธเจ้าไม่ได้หลับตา แต่ลืมตามีสติตื่นเต็มรับรู้ภายนอก โอฬาริกอัตตา รู้กิเลสที่เกิดแล้วกำจัดกิเลสที่เกิดขึ้นให้หมดได้จริงๆ มันตายจริ
อ่านต่อ
งๆ ด้วยปัญญาอันยิ่ง มันตายข้างนอก เหลือข้างในเป็นรูปภพอรูปภพ ก็ยังเห็นภายนอกอยู่นั่นแหละ เหตุที่มันทำให้เกิดกิเลส กามมันไม่มีแล้ว มันเหลือภายใน เรียกว่ารูป และลึกเข้าไปอีก เหลืออันสุดท้ายเรียกว่า อรูป ก็ยังกระทบสัมผัสอยู่ภายนอกนี่แหละ ไม่ได้หลับตาเลย สักตอนไหนก็ไม่ใช่ แต่กิเลสมันดับ กิเลสมันหมดมันไม่มี จึงอยู่เหนือเรียกว่าโลกุตระ เหนือโลกกาม เหลือรูปโลก อรูปโลก ก็มาหากิเลสขั้นกลางคือรูปอีก เรียก มโนมยอัตตา มันก็ยังเป็นกิเลสภายนอกอยู่ เป็นมโนมยอัตตาภายนอก หมดแล้วก็เหลือแต่ มโนมยอัตตาภายในแท้ๆ จากนั้นเหลือรูปภพอรูปภพ เป็นภายในแท้ๆก็เหลือ อรูปอัตตาโดยตรง หมดความเป็นมโนมยอัตตา อัตตา 3 โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา ในพระไตรปิฎกเล่ม 9 ผู้ที่เรียนรู้สภาพปรมัตถ์ต่างๆพวกนี้ จิต เจตสิก รูป รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ โดยนามการกำหนดใช้สัญญา ผู้ปฏิบัติธรรมที่ไม่มีนาม 5 ไม่มีผัสสะ ไปทำใจในใจ หลับตาไม่มีผัสสะ พวกนี้นอกรีตเลยไม่มีนาม 5 ในการปฏิบัติ ทำมนสิการ ที่เป็นมูลสูตรข้อที่ 2 ข้อที่ 1 ฉันทะ ข้อที่ 2 มนสิการ เขาก็ทำมนสิการ เขาก็ทำนะแต่มันผิดไปเลย มันไม่มีผัสสะ เพราะฉะนั้นคุณจะรู้จักเจตนาไม่ได้ ไม่มีเจตนาให้เรียน มีเจตนาก็เพียงสัญญากำหนดไป มันเดาเอา มันไม่มีสัจจะความจริง ความจริงจะต้องมี ทิฏฐธรรม มีปัจจุบันชาติ มีปัจจุบันที่ตาหูจมูกลิ้นกายและใจ ร่วมกับคนอื่น มันเป็นความจริง อยู่คนเดียวคิดคนเดียวไม่ถือเป็นความจริงเป็นความเพ้อฝัน เป็นการสร้างขึ้นไปเองเป็นภพชาติ มันจะคิดอย่างไร ก็คิดเอาของเก่ามาบุพเพ คุณจะคิดของใหม่ อนาคต คุณก็คิดไปได้สารพัด ของเก่าก็อาจจะมีของเก่าที่คุณระลึกได้เท่านั้นแหละมี 18 อย่าง ตามที่พระพุทธเจ้าท่านรวบรวมไว้หมด ถ้าของใหม่มีมากที่สุดก็ 44 อย่าง พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้คำสอนพวกนี้ อาตมาก็นำมาวิจัย นำมาแจกแจง นำมาขยายความให้พวกเรารู้ละเอียดๆ แม้ตั้งแต่หยาบๆ แล้วพวกคุณก็รู้ไปตั้งแต่เบื้องต้น จึงเป็นการหลุดพ้นมาจากโลกหยาบ มาถึงโลกละเอียด อาตมาพูดไม่รู้กี่ทีว่าชุมชนชาวอโศกเป็นชุมชนอนาคามี มันไม่ใช่เรื่องตื้นๆเล็กๆ หรอก เป็นชุมชนที่ไม่หลงในโลกกาม มาเข้าสู่เรื่องรูป อรูป ในชุมชนชาว อโศก เรื่องกามมันเสพเป็นรูปราคะ อรูปราคะเท่านั้น ไม่ได้หยาบคายเหมือนกามอย่างโลกๆเลย คนจะมีหยาบมากหน่อยก็เอาเถอะ ก็เห็นติดในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสมากหน่อย ก็อาจจะติด แต่ไม่มากเท่ามหาบัว มหาบัว ติดในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสไม่ขาดปากเลย กินไปเคี้ยวไป หมากจืดคาย เดี๋ยวก็หยิบเคี้ยวหมากและก็เทศน์ไปต่อ แล้วไม่รู้ความเสพติดตั้งแต่หมากแล้วไปหลงว่าเป็นพระอรหันต์ เห็นถึงว่าความเสื่อมในศาสนามันเสื่อมหนักจริงๆ ขนาดเสพติดชัดเจนอย่างนั้นยังไม่รู้เลยว่า เบื้องต้นแท้ๆ เสพติดหยาบ อบายภูมิ ยังไม่รู้ แล้วก็ไปหลงกันว่าเป็นอรหันต์ นี่แหละเป็นความเสื่อมของชาวพุทธ ผู้ที่หลงพระอรหันต์อย่างนั้น คือสายหลับตานั่นแหละ พูดแล้วเหมือนไปดูถูกดูแคลน ไปข่มไปตีทิ้ง ก็อยากจะให้ทิ้งไปนั่นแหละ จะว่าตีก็ตีแต่ไม่ได้ตีไม่ได้ทุบอะไรหรอก แต่พูดเท่านั้นใช้คำพูด ว่ามันไม่น่าจะไปยึดติด ไม่น่าจะไปปฏิบัติประพฤติเสียเวลา แรงงาน ทุนรอน ถ้าเอาคืนมาได้ เวลา แรงงาน ทุนรอน ที่ไปเสียเวลาอยู่ในป่า หรือ ปฏิบัติหลับตาอยู่ โอ้โห! ประเทศไทยจะเศรษฐกิจดีกว่านี้เยอะ แล้วยิ่งมีสัมมาทิฏฐิด้วย สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ก็จะดีกว่านี้อีกเยอะ น่าเสียดาย อาตมาคนเดียว ขออภัยที่พูดอย่างนี้แหละ คนเดียวนี่แหละอาตมาถึงทำ กลุ่มหมู่ของคนโลกุตรธรรมได้สำเร็จยืนยัน ท่านพุทธทาสก็ชี้ไม่ได้ ท่านก็พูดถึงคำว่าโลกุตระบ้าง แต่ท่านก็ชี้ยืนยันชัดเจนเป็นรูปธรรม เอาหลักธรรม พระพุทธเจ้ามาเทียบมายืนยันมาชี้บอกว่าอย่างนี้ใช่ สาธารณโภคีอย่างงี้สาราณียธรรมอย่างนี้ เป็นคนเป็นชุมชนมีอยู่กันอย่างมีวัฒนธรรม อย่างเป็นเอกภาพด้วย แน่นนะ ตีแตกยาก อโศกตีแตกยาก เพราะมีความสมานสามัคคีกันดี มีเอกีภาวะ สามัคคียะ ไม่ทะเลาะวิวาท ใครมาลองมาแหย่ชาวอโศกดูสิ ชาวอโศกที่แต่ก่อนนี้ ที่กัดกันแง่งๆๆ ใครมาแหย่ปั๊บก็รวมตัวกันสู้เลย จริง อย่ามาแหย่เสียให้ยาก แหย่แล้วจะเจอล่ะ อาตมาทำงาน เอาโลกุตรธรรมมาทำงาน ไม่เสียเปล่าประสบผลสำเร็จ พูดแล้วก็ชื่นชมยินดีตัวเอง ที่ทำได้มีผล มีมนุษย์ได้รับมรรคผล จริงๆ ของพระพุทธเจ้า คนไม่รู้ก็หาว่าอาตมาเพ้อหลงตัวเองหลงหมู่กลุ่มบรรลุ ไม่เห็นคนอื่นเขาบรรลุกันเลย เขาบรรลุก็ไปปลีกเดียวอยู่ ใครอยู่มันอยู่ป่า สร้างวังเวียงของตัวเองไป ไม่เหมือนกัน มันมีนัยยะสำคัญที่ต่างกันต่างคนต่างทำ สรุปแล้วเป็นนานาสังวาส มันเห็นต่างกัน ต่างคนต่างปฏิบัติ เข้าใจต่างกัน จะเรียกว่ายึดถือ ก็ยึดถือต่างกัน แต่ยึดถือของเรานั้นไม่ใช่อุปาทาน แต่เป็นสมาทาน ยึดอย่างเป็นสัมมาทิฏฐิ ยึดอย่างมีปัญญา สัมมาปัญญา แล้วพยายามสร้างสืบทอดต่อยอด ธรรมะของพระพุทธเจ้า ถ้าเผื่อว่ามีเวลายืนยาวต่อไปอีก นับวันคนจะรู้คนจะเห็นโลกุตระธรรมของพระพุทธเจ้ายิ่งขึ้นๆๆ อาตมาไม่สงสัย ไม่กังวล ว่า โลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าจะสูญสิ้นไป คนรับไม่ได้ มีแต่จะเจริญยิ่งขึ้นๆ อาตมาตายไปแล้วนั่นแหละ คนถึงจะรู้สึกว่า นี่ โพธิรักษ์เอาอันนี้มาปลูกฝังลงไป ซึ่งมันไม่มีในโลกแล้วมันหายไป เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น มีคนบอกว่า อาตมาจะได้รับ Nobel prize อาตมาบอกว่าคุณอย่าไปคิดฝันคิดหวัง กรรมการNobel prizeไม่มีทางรู้จักโลกุตรธรรมเขาจะมาให้รางวัลอาตมาได้อย่างไร เขาไม่รู้จักคุณค่าของโลกุตรธรรมว่ามันเหนือชั้นกว่าโลกียธรรม อาตมาก็ทำงานไปขนาดนี้ เดี๋ยวนี้ ใน Google มันมีอยู่ เยอะแยะเลย กรรมการพวกนั้นเขาก็รู้แล้วอ่านไม่รู้เรื่อง มีอยู่ใน Google โลกุตตระมีพฤติกรรมอย่างไร เขาก็ไม่เห็นค่าไม่เห็นราคา เพราะเขาเป็นโลกียะเป็นเทวนิยม เพราะฉะนั้นจะให้เขามาให้รางวัลอาตมา ก็เขาไม่รู้จักค่าไม่รู้จักราคาจะให้รางวัลได้อย่างไร อาตมาจึงไม่ได้ประหลาดใจ จริงๆถ้าเขามาให้รางวัลสิอาตมาจะประหลาดใจ อย่าไปดูถูกกรรมการรางวัล nobel prize เมื่อนั้นอาตมาจะขอขมาเลยว่าได้กล่าวละลาบละล้วงไปบ้างแล้ว จริง เพราะฉะนั้นมันเป็นไปไม่ได้ แมนเฮ ให้รางวัลอาตมาเพราะเขาอยู่ในตะวันออก เขารู้จักเขาเป็นพุทธ เขาเข้าใจสิ่งนี้จริง แล้วพุทธ ที่เข้าใจโลกุตระอย่างแมนเฮ มีน้อย แล้วองค์กรอื่นสถาบันอื่นที่ลักษณะอย่างอื่นเขารู้เขาก็จะให้ แต่เขาไม่รู้แล้วเขาจะให้ได้อย่างไร 650608 พ่อครูเทศน์รายการภาคค่ำ งานอโศกรำลึก 2565 กำจัดผีในตนจึงเป็นคนโลกุตระ