พ่อครูเป็นผู้มาฟื้นคืนโลกุตระในยุคกึ่งพุทธกาล.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข9 มิถุนายน 2565

เนื้อหาในไฟล์

พ่อครูเป็นผู้มาฟื้นคืนโลกุตระในยุคกึ่งพุทธกาล _พ่อครูว่า... ผ่านมา 52 ปี อาตมาอุบัติขึ้นมาในยุคที่ศาสนาเสื่อมหมด โลกุตระมันเสื่อม คำว่าพุทธศาสนายังมีอยู่ ยังมีบุคคลเขานับถือยึดถือศาสนาพุทธอยู่ แต่โลกุตรธรรมมันหมดไปจริงๆตามที่พระพุทธเจ้าท่านพยากรณ์ไว้ ในอาณิสูตรว่า (พ่อครูไอตัดออกด้วย) ว่า ศาสนาพุทธจะมีความเสื่อม ตามหลักฐานเขามียืนยันไว้ชัดเจน ในพระไตรปิฎก อาณิสูตร แล้วมันก็เป็นจริงพระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ไม่มีผิดหรอกเป็นไปตามพยากรณ์ไว้ ที่นี้ความเสื่อมที่ว่ามันมาถึงยุค 2500 กว่าปี ครึ่งหนึ่งของศาสนาพุทธ มันเสื่อมมาก เสื่อมจนโลกุตรธรรมไม่เหลือ ดังที่คำพยากรณ์ของพระพุทธเจ้าตรัสไว้มันไม่เหลือ อาตมาก็เกิดมาในยุคนี้ ในยุค 2500 กว่าปี เกิด พ.ศ. 2477 มีชีวิตแบ่งตามวิบากอยู่ 36 ปีอยู่กับทางโลก แล้วก็ออกมาบวช ออกมาทำงานทั้งนี้ตั้งแต่อายุ 36 จนกระทั่งถึงบัดนี้อายุ 88 ปีแล้ว ทั้งหมด 52 ปี ก็ได้ผ่านการนำสัจธรรมที่อาตมามั่นใจว่าเป็นสัจธรรมโลกุตระเป็นอย่างที่ว่านี้ ยืนยัน ที่มันผิดเพี้ยนเห็นชัดๆ คำว่ากายก็มิจฉาทิฏฐิคำว่าบุญก็มิจฉาทิฏฐิคำว่าฌานก็เป็นมิจฉาทิฐิ ยิ่งคำว่าสมาธิ จิตที่ตั้งมั่นก็มิจฉาทิฏฐิ อาตมาก็ไม่ได้เก่งตั้งแต่แรก บวชแล้วก็พูดตรงเป๊ะถูกต้องมาตั้งแต่ต้น ไม่ มันก็ยังไม่ค่อยตรงทีเดียว มาจนกระทั่งค่อยๆตรงๆๆ มา จนกระทั่งมาถึงทุกวันนี้ถึงได้ตรงมาก มีความตรงตามธรรมะพระพุทธเจ้าอย่างยืนยันได้และแน่ใจ และพวกเราก็เข้าใจตามมาปฏิบัติตามยืนยันความจริงแล้วเราก็จะรู้จักจิตเจตสิกของเราต่างๆ ว่าแบ่งออกไปแล้วมีจิตที่เป็นตัวธาตุรู้ตัวหลัก จิตธาตุรู้ตัวหลัก กับจิตเก๊ เจตสิกเก๊ ที่มันไม่ใช่ธาตุรู้ตัวจริงตัวหลัก มันมาผสมอยู่ในจิตเรา เราแยกออก ก็ถือว่าธาตุเก๊ จิตมันเป็นความโง่ชนิดหนึ่งมันมี

อ่านต่อ

เหตุแล้วก็ดับเหตุ แล้วก็ทำปัญญาให้แจ้ง จนเห็นจริงว่า มันโง่ มันพาหลงผิดจนกระทั่งกลับเข้าสู่ความถูกต้องเป็นสภาพที่เกิดจริงเป็นจริงขึ้นมา แล้วก็ยืนยันตามหลักธรรมพระพุทธเจ้ามาได้ตลอด จนเกิดผล มารวมหมู่รวมกลุ่มกัน มี ทิฏฐิสามัญญตามีศีลสามัญญตา ก็เลยมารวมกันเป็นรูปธรรม ยืนยันต่อโลกได้ว่าเป็นสังคมโลกุตระ จนกระทั่งอาตมาพาทำไปได้ถึงหมู่มวลฆราวาส มีเศรษฐศาสตร์ถึงระดับสาธารณโภคี คำว่าเศรษฐศาสตร์เป็นภาษาใหม่ในยุคนี้เรียกว่าเศรษฐศาสตร์ก็คือความรู้ เรียกว่าเศรษฐกิจก็คือได้กระทำ กระทำตามหลักของ เสฏฐะ คือความประเสริฐความเจริญ เจริญในขั้นโลกุตระ ถ้าเศรษฐศาสตร์หรือเศรษฐกิจเจริญขั้นโลกียะ เขาก็เป็นกันทั่วโลกแบบโลกียะ เขาก็แข่งกันรวยแย่งชิงกันเป็นใหญ่เป็นโต ตามแบบลาภยศสรรเสริญโลกียสุข แต่ทางพุทธนั้น ข้ามขั้นมาเกินกว่าพวกที่กำลังหาทางออกเหมือนกัน เขาก็พอเห็นแล้วว่าไปแย่ง ลาภยศสรรเสริญ สุข เขายังไม่เข้าใจแท้หรอก ลาภ ยศ สรรเสริญ มันมาแย่งกันอยู่นี่มันไม่ถูก เขาก็พยายามออกเหมือนกัน ก็เป็นเทวนิยมอีกชนิดหนึ่ง มีวิธีสะกดจิต มีวิธีแบบหลายวิธี แต่มันไม่ใช่วิธีของพระพุทธเจ้าที่เข้าไปรู้จิตเจตสิกเข้าไปรู้ปรมัตถ์อย่างละเอียด มีรูปนามขันธ์ 5 เป็นต้น โดยเฉพาะแยกเวทนาในเวทนาไปถึง 108 ลักษณะ 108 มิติ แยกได้ชัด โดยเฉพาะ มโนปวิจาร 18 อย่างโลกีย์เรียก เคหสิตะ 18 เหมือนกัน เนกขัมมะอีก 18 ก็มีองค์ประกอบ เหมือนกัน มีองค์ประกอบเกิดจากตาหูจมูกลิ้นกายใจ 6 ทวาร สัมผัสเกี่ยวข้องกับ รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส สัมผัสกาย สัมผัสใจทางทวาร แล้ว 6 ทวารนี่แหละ สัมผัสกันแล้วปรุงแต่งกันแล้ว เป็นสุขก็ได้ เกิดเป็นทุกข์ก็ได้ ไม่สุขไม่ทุกข์ก็ได้ เพราะฉะนั้นทางตา สุขทุกข์ไม่สุขไม่ทุกข์ก็ได้ เสียงก็สุขก็ได้ทุกข์ก็ได้ ไม่สุขไม่ทุกข์ก็ได้ จมูกได้กลิ่นก็เหมือนกัน ลิ้นก็เหมือนกัน โผฏฐัพพะ ก็เช่นกัน ทางใจก็เช่นกัน ทั้งทวารเป็นได้ทั้ง 3 อย่าง 6 ทวาร ก็รวมเป็น 18 โลกียะ จะมีทิฏฐิแบบโลกียะได้สมบูรณ์ได้เต็มที่ รูปก็ได้สมมุติตัวเองเต็มที่ ซึ่งต่างกันไม่เหมือนกันตามสมมุตินะ แต่ละกลุ่มแต่ละหมู่สมมุติรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัสอย่างนั้น แล้วแต่จะยึดถือ ได้สมใจตามที่มีอุปาทานยึดถือไว้อย่างนั้นๆ ก็ถือว่าเป็นสุข ซึ่งเป็นมายาเป็นสมมติเป็นสิ่งที่ไม่จริงทั้งนั้น วิธีเดียรถีย์ เขาก็ไม่สัมผัส เขาก็ทำไม่สมมติตาม แต่ปรมัตถ์ของเขาได้แต่กดข่มเท่านั้น หรือหนีทิ้งห่างป่าเขาถ้ำ เตลิดเปิดเปิงใครไม่พบใคร อย่างพวกศาสนาเชน เป็นต้น เป็นพวกทรมานทรกรรม ตัวเองต่างๆนานา สารพัดแบบ เขาก็ทำกันไป พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้แล้ว ประเด็นที่สำคัญ อาตมาก็บอกแล้ว ในพระไตรปิฎก เล่ม 9 อัมพัฏฐสูตร พระพุทธเจ้าบอกไว้ศาสนาพุทธนั้น มี จรณะ 15 วิชชา 8 ก็ถกกับอัมพัฏฐะ ที่เขาก็เรียนรู้สืบสาน ซึ่งมันไปเป็นพราหมณ์ พราหมณ์ กับพุทธ ก็อันเดียวกัน แต่พอเข้าใจผิด ก็กลายเป็น พราหมณ์ พระพุทธเจ้าก็อุบัติขึ้นมา ปรับใหม่ มาเรียกพุทธ จรณะ 15 ก็ยังมีบัญญัติเดียวกัน วิชชา 8 ก็ยังมีบัญญัติเดียวกัน จรณะ15 มีศีล อปัณณกปฏิปทา 3 สัทธรรม 7 ฌาน 4 รวมเป็น 15 เหมือนกันพยัญชนะเดียวกัน วิชชา 8 วิปัสสนาญาณ มโนมยิทธิญาณ อิทธิวิธีญาณ โสตทิพย์ญาณ เจโตปริยญาณ บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ พยัญชนะเดียวกันแต่เขาเข้าใจผิดด้วยวิธีปฏิบัติสภาวะธรรมนั้นต่างกันเขาไปนั่งหลับตาปฏิบัติออกป่า เป็นความเสื่อมที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ความเสื่อมของศาสนาพุทธนั้นเกิดจากการหลงออกป่า แล้วหลงคิดว่าจรณะ 15 วิชชา 8 จะอยู่กับพระอาจารย์ที่อยู่ในป่า ในเมืองไม่มีหรอก พระอาจารย์ที่มี 15 วิชชา 8 ไม่มีในเมือง เขาเข้าใจว่าเป็นอย่างนั้น มันเป็นอยู่ 3 แบบ 1. แบบอัมพัฏฐะ แบบสมัยนี้มีพระบ้านกับพระป่า พระบ้านเขาถือว่ามีแต่พยัญชนะไม่มีการปฏิบัติจรณะ 15 วิชชา 8 ส่วนพระป่า ถือว่ามีจรณะ 15 วิชชา 8 แต่ที่จริงเขาไม่ได้มี อาจจะมีผู้ที่ศึกษาพยัญชนะบ้างแต่ก็นั่งหลับตาสะกดจิตออกป่าหลับตาสะกดจิตให้หยุดๆๆ เหมือนอย่างสายอาจารย์มั่น สายมหาบัว พาทำ แม้แต่หลวงปู่แสงพวกนี้ นั่นน่ะเป็นพวกพระป่าทั้งนั้น ซึ่งเข้าใจง่ายไม่มีอะไรยาก นั่งหลับตาอย่างเดียว อย่าไปคิดอะไร อย่าไปนึกอะไร ให้จิตไม่ต้องออกจากตัวสะกดจิตให้มันดับๆๆ แบบ อาฬารดาบส อุทกดาบส ดับกันได้เก่งๆเก่งๆ จนกระทั่งหลงว่าเที่ยง เที่ยงแล้ว อาฬารดาบส ได้ฌาน 7 ก็นึกว่าเที่ยงแล้ว จน อุทกดาบส ก็บอกว่า มันยังไม่เที่ยงนะ นั่งสะกดจิตไปมันก็ยังขึ้นมาอีก แว้บนึง แต่แว้บนี่เป็น เนวสัญญานาสัญญายตนะ แว้บ มันมีอีกยังไม่ดับ ก็ต้องกดดับไปอีก อุทกดาบส เห็นแว้บนี้ แล้วก็ดับขึ้นไปอีกก็ถือว่าเป็น ฌาน 8 ส่วน อุทกดาบส ไม่มีไหวพริบรู้ความละเอียดที่แว้บขึ้นมา ก็เลยหยุดได้แค่ฌาน 7 ซึ่งทั้งคู่ ทั้ง อาฬารดาบส อุทกดาบส สะกดจิตได้ทั้งคู่ อาฬารดาบส ได้น้อยกว่า อุทกดาบส ได้เก่งกว่า ก็สะกดไปได้เก่งๆๆ เมื่อตายไปแล้วเป็นสัมภเวสี ก็จมอยู่อย่างนั้นแหละ ดับจิต เหมือนคนหลับ นอนหลับแล้วคุณก็ดับสนิทเลยนะ แบบนั้นแหละ แล้วพอคุณนอนหลับหรือตายไม่มีร่างแล้วก็ตาม จิตของคุณก็จะอยู่เดี่ยวๆไม่มีอะไรมาปลุก ไม่มีอะไรที่จะเตือนให้คุณตื่นขึ้นมาเลย แล้วคุณก็ตั้งใจดับมันดับมันไม่ให้มันรู้สัญญาณมันก็รู้อสัญญีสัตว์ เพราะฉะนั้นเมื่อตายแล้วไม่ได้ไปพบกับใคร แต่เขาก็เดาว่าไปพบกัน ไปเจอกันโอภาปราศัยกัน จนกระทั่งพวกเทวนิยมเขามีโลกทิพย์กายทิพย์ ใครเคยอ่านหนังสือโลกทิพย์บ้าง โอ้! ฟุ้งซ่านไปมีการเจอกัน มีวิบากอะไรเป็นของตัวเองค้างอยู่ในโลกทิพย์ขึ้นมา สารพัด ซึ่งมันก็เป็นความคิดความเพ้อฝันทั้งนั้น ไม่มีสัจจะความจริงอะไร สรุปแล้วก็คือ ปฏิบัติยังเป็นมิจฉากันทั้งหมด พระพุทธเจ้าตรัสรู้ถึงความจริงว่าจริงๆแล้วจิตวิญญาณนี้มันติดอยู่ที่มันหลงยึด อุปาทาน พอยึดได้แล้ว เมื่อเคลื่อนไหวก็เป็นตัณหา อุปาทานคือ ยังมีความอยาก แต่ฝังไว้ในจิตอยู่ ยึดฝังไว้ในจิต เป็นลักษณะของเสถียรสถิตย์ หรือ ลักษณะ Static ลักษณะกระแส เมื่อปรุงแต่งเคลื่อนไหวขึ้นมาก็เป็นตัณหา เป็นแรงเคลื่อน ทางฟิสิกส์ก็มีลักษณะของกระแสกับแรงเคลื่อน Static กับ Dynamic อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเป็นสภาพ 2 เป็นคู่เอกของโลกเลย อย่างเช่นไอสไตน์ จะเรียกว่ารู้ จะเรียกว่าตรัสรู้ เขายังไม่ให้คำยกย่องว่าตรัส แต่ก็แปลว่าพูด แกก็พูดอธิบายบรรยายมาเกี่ยวกับเรื่องพลังงาน 2 อย่าง ซึ่งสรุปครับ mc 2 ส่วนของพระพุทธเจ้านั้น นอกจากจะตรัสรู้เรื่องพลังงาน 2 แล้ว จิตนิยามก็เป็น 2 จิตวิญญาณหรือธาตุรู้ ที่เป็นนามธรรม มันก็ 2 ต้องมีรูปคำนามคู่กันแยกกันไม่ได้ด้วย ถ้าแยกกันก็ไม่รู้เรื่อง พวกมิจฉาทิฐิแยกกายมีแต่เพียงรูปนอก นามก็มีแต่เพียงภายในแล้วก็ไปปรุงแต่งภายในจิต นิรมาณกาย สัมโภคกาย อทิสมานกาย นิรมาณกายคือ เนรมิตเอาเอง ของใครของมันไม่ตรงกันนะ แต่มันละเอียดนึกว่าเหมือนเหมือนกัน จริงๆแล้วมันต่างกันนะ แต่เขาไม่มีความละเอียดที่จะไปรู้ว่ามันต่างกัน เขาก็เลยนึกว่าเหมือนกันได้แต่โครงสร้างเหมือนๆกัน ก็เรียกว่าบริโภคร่วมกันเป็นสัมโภคกาย เขาถือว่าตรงกัน แต่ที่จริงมันมีนัยยะละเอียดต่างกันอีกเยอะ แล้วความไม่รู้อันนี้มันเกิดจาก อาทิสมานกาย คือ องค์ประกอบกาย รูปนาม ต่างคนต่างมีของตัวเอง ไม่มีใครเห็นของใคร เหมือนคนตาบอด แล้วก็มาชวนกันดูท้องฟ้าสวย แล้วก็ต่างคนต่างชมท้องฟ้าสวยตรงกันไปหมดเลยนะ แต่ต่างคนต่างตาบอดด้วยกันทั้งหมด คนตาบอดไม่เห็นท้องฟ้าหรอก แต่เขาก็บอกว่าเจอท้องฟ้าสวย บอกว่าท้องฟ้าสวยอย่างนั้นอย่างนี้ ต่างคนต่างชม แต่ละคนก็บอกว่าจริงด้วยนะ ท้องฟ้าสีอะไรก็สมมุติกันไปก็ตรงกันหมด เออออห่อหมกกันหมด คนตาบอด พากันไปดูท้องฟ้า แล้วก็ไปสัมโภคกายร่วมกัน บอกว่าสวยเหมือนกัน จะเรียกว่าตาบอดสอดตาเห็น 650609 พิธีบูชาพระบรมสารีริกธาตุ งานอโศกรำลึก ปี 2565 ณ ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน