เมื่อไม่เข้ากระแสโลกุตระก็ไม่มีทางหลุดพ้น.docx
เนื้อหาในไฟล์
เมื่อไม่เข้ากระแสโลกุตระก็ไม่มีทางหลุดพ้น _มุ่ง ตรงธรรม : นอบน้อมกราบนมัสการพ่อครู ด้วยความเคารพอย่างสูงครับ กราบนมัสการท่านสมณะ สิกขมาตุทุกรูปครับ ฟังจากที่พ่อครูได้กล่าวไว้ก่อนหน้าและฟังจากที่พ่อครู ได้ตอบคำถามเรื่องความเจริญของโลกุตระ ดำรงอยู่เพียง 500 ปีจากนี้ไป หลัง 500 ปีนี้ก็ย่อมมีแต่จิตวิญญาณที่มาเกิดย่อมไหลลงสู่ที่ต่ำแทบจะส่วนเดียว หากใครเกิดในยุคนี้ ย่อมหาความเจริญขึ้นคงยากแสนอยากยิ่ง เพราะโลกุตระ เสื่อมจากโลก วนอยู่ในพลังงานโลกีย์ที่เต็มรูปแบบก็ยากแสนยากยิ่งที่ผู้เกิดในยุคนี้จะต้านโลกีย์ขึ้นมาสู่โลกุตระ ทำให้ลูกต้องหันกลับมาสำเหนียกตนให้มาก หากเราไม่อาจพ้นภัยอย่างเที่ยงแท้แล้ว โอกาสที่วิบากนำพามาเกิดหลังโลกุตระ สูญจากโลกนี้ย่อมมีสูงยิ่ง แค่คิดก็ขนลุกแล้วครับ น่าขยาดยิ่ง เราไม่อาจรู้ได้เลยว่า วิบากจะออกฤทธิ์ จัดสรรค์วิบากในกาละไหนในโอกาสการเกิดร่างใหม่ของภพชาติถัดไป เผลอวิบากจัดสรรลงในยุคของกลียุคแล้วละก็ แสนน่าสะพรึงกลัว ครับ พ่อครูว่า... หมายความว่า จากอาตมาเกิดมา 36 ปีเป็นฆราวาส หลังจากนั้น มาบวช อยู่มาจนถึงอายุ 88 ก็จะต่อไปอีกเป็น 100 ปี 200 ปี 300 ปี 400 ปี 500 ปี โลกุตระจะขึ้นตามกราฟ จะค่อยๆ พีคขึ้นไป 500 ปีจะถึงพีคสูงสุด แล้วก็จะเสื่อม ตอนนี้ขึ้น พอถึง 500 ปี อาตมาก็คงต้องมาเกิดอีก ดูท่าทีแล้วเกิดมาแค่อายุ 100-200 นี้ ยังเอาเนื้อของโลกุตระมา สถาปนาลงไปในมนุษยชาติ ดูท่าทีแล้วยังไม่พอ จะต้องมาเติมเสริมต่อยอดขึ้นไปอีก แม้ปางนี้ชาตินี้ อายุไปถึง 133 ปี มันก็คงจะต้องเกิดมาต่อยอดอีกชาติ จึงจะต่อยอดมีพลังของโลกุตระ ขึ้นไปเองถึงพีคสุด จะเกิดพลังสูงขึ้นโดยที่อาตมายังไม่ต้องเกิด แต่ประชาชนชาวพุทธจะรับช่วงโลกุตรธรรมขึ้นไปได้ จะมีมวลปริมาณทั้งบุคคลทั้งเนื้อปรมัตถ
อ่านต่อ
ธรรม สภาวะธรรมที่เป็นไปได้ มันจะมีมากพอที่จะนำพาโลกุตระธรรมไปสู่จุดพีคสูงสุด แล้วจึงจะหมดความสูงขึ้นไปได้อีก แล้วมีแต่จะลงต่ำ แรงเฉื่อยหรือชรตาจะเกิดแล้วไม่มีฟื้นมาดีขึ้น มีแต่จะเสื่อมไป จนสุดท้ายจบ 5,000 ปี หรือ จากนี้ไปอีก 2,000 กว่าปีก็สิ้นสุด ไม่เหลือเชื้อของศาสนาพุทธ แม้จะมีศาสนาพุทธ โลกุตรธรรม ก็ไม่ไปถึง 5,000 ปี อย่างมากสุดนี่แหละ ที่อาตมาเกิดมาจนกระทั่งถึง 500 ปี ขึ้น โลกุตรธรรมจะเจริญขึ้นไปอีก แม้ อาตมาตายแล้วไม่มาเกิดอีก โลกุตระจะมีคนรับต่อช่วงไปถึงจุดพีคสูงสุด จากนั้นแล้วมีแต่จะเสื่อมไป นี่คือ 500 ปี หากไม่มีโลกุตรจิตถึงขั้น นิยตะ เที่ยงแท้ ไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา
องค์คุณส่วนเกิดของพระโสดาบัน ข.) ส่วนที่เกิดทางจิต (โอปปาติกโยนิ) 5. โสตาปันนะ (เข้าสู่กระแสโลกใหม่คือโลกุตระ) . . 6. อวินิปาตธัมโม (ไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา ) 7. นิยตะ (เที่ยงแท้แน่นอนสู่มรรคผลที่สูงขึ้น ) 8. สัมโพธิปรายนะ (มุ่งตรัสรู้ในภายหน้า) (พตปฎ. เล่ม 19 ข้อ 1475) โสดาบัน แปลว่าเข้ากระแส อวินิปาตธรรม นิยตะ สัมโพธิปรายนะ เมื่อเข้ากระแสแล้วจะมีเชื้อของโลกุตระเข้าไป 25 ส่วน อวินิปาตธรรม เรียกว่ายึกยัก ๆ แต่ไม่ตกต่ำ ไม่ตกไปจากโสดาทีเดียว แต่มันก็ยึกยักอยู่นานกว่าจะมาถึง 50 ส่วน แล้วถึงจะเที่ยง พอ 50 ก็ไม่ยึกยักแล้ว ขึ้นไปได้จนกว่าจะถึง 75 ก็เที่ยงเลย สัมโพธิปรายนะ สู่ที่สูงที่สุดแต่ถ่ายเดียว คนที่มารู้จักว่าเราเกิดมาเป็นคนนี้ เราเห็นความสำคัญของโลกุตระ ผู้ที่เข้ากระแสแล้วจะเห็นถ้าเห็นจริงเลย มันก็จะมี จิต ที่หยั่งเป็นอนุสัยของผู้ที่ได้ซับซาบโลกุตรธรรม มันจะมีธรรมชาติของปัญญาชัดเจนว่า โอ้โห! เกิดมาเป็นมนุษย์ถ้าไม่ได้มีโลกุตรธรรม ไม่ได้ถึงนิพพาน ก็จะวนเวียนสุขๆทุกข์ๆดีๆชั่วๆ ดีๆอย่างนั้นแหละเป็นล้านปี ก็หมุนเวียนอยู่อย่างนั้น ถ้าไม่มาพบศาสนาพุทธ ไม่ได้มารับรู้ อัญญธาตุ คือธาตุ จิตวิญญาณที่จะไปสู่โลกุตรธรรม มันก็จะหลงวนเวียนอยู่นั่นแหละ 7,000 ล้าน เป็นเทวนิยมไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ แม้แต่ประเทศไทยเป็นพุทธซึ่งเป็นโลกุตรธรรม ก็ยังเสื่อมไป จนอาตมาต้องเอาโลกุตรธรรมมาตั้ง มาหยั่งมาประกาศขึ้นมาใหม่ ไม่ใช่ของอาตมาเป็นผู้ตรัสรู้นะเป็นของพระพุทธเจ้า แต่ว่าอาตมาต้องนำมาเพราะมันเสื่อมไปหมดสิ้นไม่เหลือ ตอนนี้ก็พูดชัดๆอย่างนี้ใครจะเชื่อไม่เชื่อก็ไม่มีปัญหา อาตมาพูดสัจจะความจริง เพราะฉะนั้นท่านที่รู้ศาสนาพุทธอยู่ทุกวันนี้ ถ้าไม่มาชัดเจน ตามที่อาตมาพูด อธิบาย ท่านก็ยังวนเวียนอยู่ในโลกียะ อยู่ในเทวนิยมยังงั้นแหละ เราไม่อาจจะรู้ได้เลยว่าวิบากจะออกฤทธิ์จัดสรรขึ้นมาตอนไหนในโอกาสเกิดร่างใหม่ของภพชาติถัดไป เกิดชาติหน้ามันจะไม่มีจุดที่สั่งสมในอนุสัย คือจิตใต้ก้นบึ้ง จะสั่งสมลงในอนุสัยเลย เมื่อไม่มีก็จะวนเวียนเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย พอเริ่มต้น มีจุดเริ่มต้นของโลกุตรธรรมขึ้นไป คนนี้ถึงจะต่อชาติ อาจจะมีวิบากของแต่ละคนไปก็แล้วกัน อันนี้บอกไม่ได้ อจินไตย มาเจอแล้วต้องไปใช้วิบากอีก กว่าจะได้มาเริ่มต้นต่อก็แล้วแต่ละคน 650608 พ่อครูเทศน์รายการภาคค่ำ งานอโศกรำลึก 2565 กำจัดผีในตนจึงเป็นคนโลกุตระ