ชาวอโศกพิสูจน์พุทธคุณข้อจรณะและวิชชาสมบัติได้สำเร็จ.docx
เนื้อหาในไฟล์
ชาวอโศกพิสูจน์พุทธคุณข้อจรณะและวิชชาสมบัติได้สำเร็จ _พ่อครูว่า... พุทธคุณเช่น ที่พระป่า พระที่เขาเรียก พระกรรมฐาน พระธุดงค์ พระที่ยังมิจฉาทิฏฐิ ยังหลับตาปฏิบัติ ให้เกิดจิตเป็นสมาธิ แล้วก็ทำให้จิตไม่สุขไม่ทุกข์ เรียกว่า อทุกขมสุข ได้ โดยวิธีการซึ่งเป็นวิธีการกดข่มสะกดจิตทำได้ อาฬารดาบส อุทกดาบส เป็นต้น ทำมาก่อนทำมานาน พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมา ภูมิของพระพุทธเจ้ายังไม่ขึ้น ได้นิมิต 4 เห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตาย ได้เห็นสมณะ เป็นเทวทูตทั้ง 4 แล้วท่านก็เหมือนคนชื่อ เกิดมาถูกมอมเมา ถูกพระราชบิดามอมเมา ไม่ให้พระพุทธเจ้าที่ตอนนั้นเป็นเจ้าชายสิทธัตถะอยู่ รู้จักเลยว่า คนเกิดเป็นอย่างไร คนเจ็บคนป่วยเป็นอย่างไร คนแก่เป็นอย่างไร หรือสมณะนักบวชเป็นอย่างไร ไม่ให้รู้จัก จนอยู่มาวันหนึ่งออกจากวัง ไปกับนายฉันนะ ก็ไปเจอคนเกิด อุแว้ๆ อะไรท่านไม่รู้จัก คนเกิดมา มีด้วยเหรอคนเกิดมา นายฉันนะก็บอกว่ามีพะยะค่ะ คนเกิดนี้นะ มีด้วย มี แม้พระองค์ก็เกิดมาเช่นเดียวกัน หา! ไปเจอคนเจ็บคนป่วยเข้าอีก ร้องครวญครางทุกข์ทรมา โอ้! ยิ่งแย่ใหญ่เลย คนต้องเป็นอย่างนี้ด้วยหรือต้องเจ็บต้องป่วยอย่างนี้ด้วยหรือ พะยะค่ะ เป็นธรรมชาติที่เลี่ยงไม่พ้นต้องเจ็บป่วย เราก็จะต้องเป็นอย่างนี้ด้วยหรือ พะยะค่ะ โอ้โห! ชักเห็นทุกข์ขึ้นมาในตัว ซึ่งภูมิธรรมของพุทธเจ้าเป็นพุทธะวิสัย ที่ท่านมีของเก่า มันก็เตือนของเก่านั่นแหละขึ้นมาให้รู้ มนุษย์ไม่รู้จักการเกิดการแก่การเจ็บการตาย เสร็จแล้วก็หลงวนเวียนอยู่ในโลก เกิดแล้วเจ็บป่วยแล้วสร้างวิบากไป เจ็บป่วยหนักหนาอีก ดีไม่ดีแก่ก็แก่ทรมาน อดอยากจนยากหรือแก่อย่างไม่มีคนดูแล แก่อย่างอะไรก็แล้วแต่ทุกข์ทรมานแสนสาหัสเท่าที่จะเป็นไป เสร็จแล้วก็ต้องตาย ตายแล้วต้องวนเวียนกลับมาอีก ตายแล้วเกิดตามวิบาก เ
อ่านต่อ
ทวนิยมไม่รู้จักการตายอย่างจบที่เป็นปรินิพพาน เทวนิยมไม่รู้จักจุดนี้ มีศาสนาพุทธรู้จักจุดนี้ แต่ตอนใหม่ๆพระพุทธเจ้ายังไม่รู้จัก ภูมิธรรมเดิมของท่านยังไม่ขึ้นมา ยังระลึกของเก่ายังไม่ขึ้น ก็เห็นทุกข์เรียกว่าเทวทูตทั้ง 4 เห็นการเกิดการเจ็บการแก่ และเห็นสมณะ สมณะคือ ผู้แสวงหาทางหลุดพ้นการเกิดการแก่การเจ็บนี่แหละ อ้อ! ต้องไปทำอย่างนี้เหรอ ต้องแสวงหาอย่างนี้เหรอ ใช่พะยะค่ะ พระพุทธเจ้าก็บอกว่า เราคงต้องแสวงหาอย่างนี้แหละ เพราะคนจะต้องเวียนเกิดแก่ตาย อย่างไม่รู้จักจบสิ้น แล้วเป็นสมณะจะหาทางหลุดพ้นได้ สมัยโบราณยังไม่มีพระพุทธเจ้าอุบัติ เขาก็มีลัทธิที่บอกว่าตายไปแล้วไปอยู่กับพระเจ้า สรุปทางเทวนิยม หมดเจ็บ หมดป่วย หมดแก่ ตายไปแล้วจิตวิญญาณก็จะไปอยู่กับพระเจ้าที่สวรรค์ จบอยู่ที่นั่น ความรู้ของเทวนิยมไม่มีต่อ ไม่รู้จักความวนเวียน ไม่รู้จักกรรมวิบาก กัมมัสโกมหิ กัมมทายาโท กัมมโยนิ กัมมพันธุ กัมมปฏิสรโณ กัมมังสัตเตวิภัชติ กัมมุนาวัตตติโลโก เขาไม่รู้เรื่อง กรรมจำแนกสัตว์ สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรมเขาก็ไม่รู้เรื่อง เพราะเขาเชื่อพระเจ้า เขาเชื่อก๊อต เขาไม่เชื่อกรรมวิบาก กรรมวิบากเป็นเรื่องอจินไตยคิดเอาไม่ได้ ต้องเรียนรู้ด้วยความเป็นจริง แล้วเรียนรู้จัดสรรวิบากให้เกิดความเที่ยง ศาสนาพระพุทธเจ้าตรัสรู้ความเที่ยง 1. ถ้ายังมีกรรมหมุนเวียนอยู่ในโลก ก็จะต้องทำแต่กรรมดีไม่ทำกรรมชั่ว รู้เลยว่า กรรมชั่วกรรมดีคืออะไร แล้วก็ทำจิตตั้งมั่นแข็งแรง ไม่ทำกรรมชั่ว สัพพะปาปัสสะอะกะระณัง ทำแต่ดี ไม่ทำชั่วทำแต่ดี ก็ทำได้ สำเร็จ สำเร็จด้วยวิธีที่รู้จักเหตุ แล้วดับเหตุที่พาดีพาชั่ว ดับเหตุที่พาชั่วสนิทเลย ถ้ายังมีชีวิตยังเกิดอยู่ ก็ไม่ทำชั่ว ทำแต่ดี เพราะดับเหตุที่พาไปทำชั่วแล้ว เหลือแต่กรรมดี เป็นเครื่องอาศัยของชีวิต ศาสนาพุทธทำได้อย่างเที่ยงแท้ถาวร นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนานตลอดกาล) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ได้แล้วได้เลย ตายแล้วตายเลย นั่นคือดีและชั่วก็บรรลุสูงสุด สูงสุดเที่ยงแท้ถาวรด้วยในศาสนาพุทธ เรื่องดีกับชั่วก็ทำแต่เรื่องดี ถ้ายังเกิดอยู่ก็มีแต่ดีๆๆๆ ไม่มีชั่วเลย อาตมาเป็นพระโพธิสัตว์รู้จักการเวียนตายเวียนเกิด แล้วทำให้ชีวิตเราไม่ทำชั่วอีก ทำแต่ดี ก็ได้ทำมาฝึกฝนมาจนเป็นจริง ถึงเอามาพูดสู่ฟัง ไม่ได้หมายความว่าเรียนรู้มาจากตำราเท่านั้น แต่ได้ฝึกฝนและได้พัฒนาตนเอง เกิดจิต ดับอาสวะ ดับอนุสัย ในสิ่งที่เป็นเหตุปัจจัยเรียกว่ากิเลส ขั้นอาสสวะ ดับอาสวะ ถอนอาสวะ สิ้นไปได้เรียบร้อย ตั้งแต่เป็นอรหันต์ เป็นอนุโพธิสัตว์ อนิยตโพธิสัตว์ ก็ทำซ้ำยิ่งขึ้นๆ จนถึงระดับ 7 นิยตโพธิสัตว์ กำลังขึ้นระดับ 8 มหาโพธิสัตว์ สิ่งนี้เป็นเรื่องจริงเป็นเรื่องของปรมัตถ์ เป็นเรื่องจิตเจตสิกรูปนิพพาน หรือคำสอนในกระบวนธรรมอื่นๆอีกเยอะแยะ ในปฏิจจสมุปบาทก็ตาม และอีกหลายสูตร ก็มีมุมแง่มิติต่างๆ ของกระบวนธรรม ผู้ศึกษาฝึกฝนก็จะรู้ถึงสัจธรรมตามพระพุทธเจ้าตรัสรู้ได้สมบูรณ์แบบได้ พวกเราที่มาพบศาสนาพุทธ แล้วก็ได้เรียนรู้มาปฏิบัติตาม จนกระทั่งเป็นหมวดหมู่ เป็นกลุ่ม ยุคนี้ เกิดเป็นพุทธแบบโลกุตระ ดังที่อาตมานำมาประกาศลงไปใหม่ในยุคนี้ เพราะ 2,500 ปีมานั้น โลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าเสื่อม คนชอบพุทธเดิมเพี้ยน ไปหลงโลกียะแล้วไปยึดได้แค่เทวนิยม ความเป็นโลกุตระ อเทวนิยม ลืมเลือนผิดเพี้ยนไปหมดแล้ว อาตมาต้องมาประกาศขึ้นใหม่ยืนยันขึ้น จนเกิดเรื่องกระแสหลักพุทธส่วนใหญ่ เห็นว่าอาตมาประกาศนี้คงไม่เหมือนกับที่เขายึดถืออยู่เขาปฏิบัติกันอยู่ เขาก็หาว่าเป็นกบฏ หาว่าเป็นผู้ที่นอกรีต มาทำลายความเชื่อถือที่เขายึดถือกันอยู่อย่างที่เขาทำกันอยู่ที่เขาว่าถูก ปฏิบัติเขาต้องปฏิบัติแบบสมาธิหลับตาสะกดจิต การเรียนรู้พยัญชนะภาษาก็อย่างที่เขาเรียนกัน ซึ่งมันก็มีตรรกะภาษาบัญญัติ พยัญชนะไม่เข้าถึงสภาวะธรรมที่แท้จริง แม้แต่คำว่ากายคำแรกที่จะต้องเรียนรู้สำคัญที่สุด คำว่ากายเป็นคำแรกที่จะต้องเรียนรู้ ต้องพ้น สักกายทิฏฐิ ต้องรู้ว่ากายคืออย่างไรอย่างสัมมาทิฏฐิเลย พุทธ ในเมืองไทยเพี้ยนไป เช่น กายเขาก็ไปเข้าใจว่ามีแต่เพียงภายนอก มีแต่รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส อย่างเดียว ไม่มีจิตเข้าร่วมด้วย ซึ่งมันผิดธรรมชาติและก็ผิดความจริง ธรรมชาติของการรู้ต้องมี 2 รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส สัมผัส กาย โผฏฐัพพะ ก็ต้องมี 2 ขาด 2 ไม่ได้ มีรูปกับนาม เสียงก็คือรูป รสก็คือรูป กลิ่นก็คือรูป สัมผัสเสียดสีภายนอก เย็นร้อนอ่อนแข็งภายนอกก็คือรูป แล้วต้องมีนามธรรมของแต่ละคนๆ ที่ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รับรส สัมผัสเสียดสีทางโผฏฐัพพะทางร่างกายภายนอกตนเองเป็นผู้รับรู้ความรู้สึก แล้วมีสัญญากำหนดรูปของตัวเองได้ คนที่เรียนรู้ผิดศึกษาผิดไม่เข้าใจ เข้าใจก็เพี้ยนๆ ความหมายเพี้ยน สภาวะเพี้ยนไป ถ้ากำหนดถูก สภาวะถูก ก็สามารถที่จะ เรียนรู้และปฏิบัติบรรลุธรรมได้ เขาไม่บรรลุธรรมตามสัมมาทิฏฐิ แต่ไปบรรลุธรรมแบบเทวนิยม แบบเดียรถีย์ นอกศาสนาพุทธ แล้วก็ยึดมั่นถือมั่นอย่างนั้นที่เขาเข้าใจว่าถูกต้อง ทั้งๆที่มันผิด จนกระทั่งหลงผิดไปถึงขั้นหลงว่าบรรลุอรหันต์ ทั้งที่เป็นวิธีสะกดจิตทั้งนั้น เป็นวิธีหลับตาทำ ออกป่าเขาถ้ำ ออกไปนอกอีก ตามที่อาตมาได้สอน ได้แนะนำ ได้บรรยาย แล้วก็ยืนยันหลักฐาน แม้ในพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ ซึ่งเป็นฉบับที่เพี้ยนออกไปทางป่ามาก แต่ก็ยังมีร่องรอยของทางสัมมาทิฏฐิอยู่ไม่ใช่น้อย เพราะว่าได้เก็บเอาคำสอนของพระสารีบุตรไว้ด้วย พระอานนท์ไว้ด้วย ไม่ใช่มีแต่ของพระกัสสปะ อาตมาใช้พระไตรปิฎกฉบับเดียวกันกับท่านทั้งหลาย ฉบับพระมหากัสสปะนี่แหละ ก็ยังเห็นร่องรอยเหล่านั้น เพราะอาตมาเกิดมาชาตินี้เป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ก็มีความเป็นจริงที่เป็น สยังอภิญญา คือ เป็นผู้รู้เองมาก มาเกิดชาตินี้อาตมาเอาความรู้เดิมมาประกาศ จนกระทั่งมันขัดแย้งกับที่เขายึดถือกันอยู่ เพราะมันได้ผิดเพี้ยนไปหมดแล้ว มันหมดไปแล้วลกอาตมาก็ต้องเอาโลกุตรธรรมที่ถูกต้องสัมมาทิฏฐิมาประกาศลงไป อย่างที่ได้พูดไปซ้ำซาก จนเกิดเรื่อง คณะสงฆ์หมู่ใหญ่ เขาจะเอาอาตมาดับ ไม่ให้เผยแพร่ความรู้ แบบที่อาตมานำพา ถ้าจะมาจะเรียกว่าสู้ก็ไม่ได้ไปรบราฆ่าฟัน แต่สู้ยืนหยัดยืนยัน ในความเป็นจริงที่เป็นจริงนี้มา อย่างที่ผ่านเหตุการณ์มา มี 2 ยุค ยุค 2525 พันตำรวจตรีอนันต์ เสนาขันธ์ ก็เข้ามาต่อต้าน เมื่อพันตำรวจตรีอนันต์มาต่อต้าน สงฆ์หมู่ใหญ่ทางเถรสมาคมก็ได้คิด อาตมานำพาก็ เป็นนานาสังวาสด้วยสัจจะ เขายังไม่สะดุด ก็นำพามาได้ อาตมานำพามาตั้งแต่ก่อนประกาศอิสระ พ.ศ. 2518 อาตมาบวช 2513 ก็ทำงานเผยแพร่มาตามแนวคิดของอาตมาแหละ เขาก็ยังไม่สะดุดอะไร เมื่อพันตำรวจตรีอนันต์ทักขึ้นมา เขาก็ได้คิด มันไม่เหมือนกับที่เขายึดถือกันนี่ พ.ศ. 2518 อาตมายิ่งมาประกาศตัวเป็นนานาสังวาส ประกาศเป็นทางการเลย ถูกตรงตามพระธรรมวินัยทุกอย่าง แล้วคนเขาก็ยังไม่รู้จักเรื่องนานาสังวาส แม้เถรสมคมก็เงอะๆงะๆงงๆ ไม่รู้จักนานาสังวาส เพราะเขาเสื่อมไปจากศาสนาพุทธเยอะ แม้ที่สุดรวมตัวกันมา จะเอาอาตมาลงให้ได้ ก็รวมตัวกันทั้งสองนิกาย เขาเป็นนิกายกันด้วยทั้งธรรมยุตและมหานิกาย 2 นิกาย เขาก็ไปรวมตัวกันซึ่งผิดพระธรรมวินัยด้วย เรียกว่าผิดหลักธรรม คณปูรกะ 650609 พิธีบูชาพระบรมสารีริกธาตุ งานอโศกรำลึก ปี 2565 ณ ราชธานีอโศก