570630_ธรรมาธรรมะสงคราม ที่สันติฯเรื่อง นิโรธแบบพุทธเป็นไฉน ตอน ๑.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์16 KB
วันที่แก้ไข25 มกราคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

570630_ธรรมาธรรมะสงคราม ที่สันติฯเรื่อง นิโรธแบบพุทธเป็นไฉน? ตอน ๑

พ่อครูว่า..วันนี้จะพูดถึงเรื่องลึกซึ้งหลายมุมที่ ภิกษุณีธััมมทินนา จะได้ตอบคำถามให้แก่อดีตสามี คืออุบาสกวิสาขา เป็นมุมที่ลึกมาก ผู้ได้ฟังก็คือผู้ที่เทวดาเลือกแล้ว จูฬเวทัลลสูตร พระไตรปิฎก ฉบับหลวง (ภาษาไทย) เล่มที่ ๑๒

๔. จูฬเวทัลลสูตร การสนทนาธรรมที่ทำให้เกิดปีติ

[๕๐๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้: สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเวฬุวัน อันเป็นสถานที่ให้เหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์. ครั้งนั้น วิสาขอุบาสกเข้าไปหาธรรมทินนาภิกษุณีถึงที่อยู่ อภิวาทแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.

เรื่องสักกายทิฏฐิ [๕๐๖] วิสาขอุบาสกครั้นนั่งแล้ว ได้ถามธรรมทินนาภิกษุณีว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า พระ ผู้มีพระภาคตรัสว่า สักกายะ สักกายะ ดังนี้ ธรรมอะไรที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า สักกายะ? ธรรมทินนาภิกษุณีตอบว่า ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ อุปาทานขันธ์ ๕ คือรูปูปาทานขันธ์ ๑ เวทนูปาทานขันธ์ ๑ สัญญูปาทานขันธ์ ๑ สังขารูปาทานขันธ์ ๑ วิญญาณูปาทานขันธ์ ๑ อุปาทาน ขันธ์ ๕ นี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสว่า สักกายะ.

วิสาขอุบาสก ชื่นชม อนุโมทนา ภาษิตของธรรมทินนาภิกษุณีว่า ถูกละพระแม่เจ้า ดังนี้ แล้ว ได้ถามปัญหาต่อไปว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า สักกายสมุทัย สักกาย สมุทัย ดังนี้ ธรรมอะไรที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่าสักกายสมุทัย? ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ตัณหาอันทำให้เกิดในภพใหม่ สหรคตด้วยความกำหนัดยินดี เพลิดเพลินยิ่งในอารมณ์นั้นๆ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ตัณหานี้แล พระผู้มีพระ ภาคตรัสว่า สักกายสมุทัย.

วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า สักกายนิโรธ สักกายนิโรธดังนี้ ธรรมอะไร ที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า สักกายนิโร

อ่านต่อ

ธ? ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ความดับด้วยความคลายกำหนัดไม่มีเหลือ ความสละ ความสละ คืน ความปล่อย ความไม่พัวพัน ด้วยตัณหานั้น นี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสว่า สักกายนิโรธ. วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า สักกายนิโรธคามินีปฏิปทา สักกายนิ โรธคามินีปฏิปทา ดังนี้ ธรรมอะไรที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า สักกายนิโรธคามินีปฏิปทา?

ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ อริยะมรรคมีองค์ ๘ คือ ปัญญาอันเห็นชอบ ๑ ความดำริชอบ ๑ วาจาชอบ ๑ ทำการงานชอบ ๑ เลี้ยงชีวิตชอบ ๑ ความเพียรชอบ ๑ ความระลึกชอบ ๑ ความ ตั้งจิตไว้ชอบ ๑ นี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสว่า สักกายนิโรธคามินีปฏิปทา. วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า อุปาทานกับอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เป็นอันเดียวกัน หรืออุปาทาน เป็นอย่างอื่นจากอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕? ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ อุปาทานกับอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ หาใช่อันเดียวกันไม่ อุปาทานเป็นอย่างอื่นจากอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ ก็หาใช่ไม่ ความกำหนัดพอใจในอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เป็นอุปาทาน ในอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ นั้น.

[๕๐๗] วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็สักกายทิฏฐิมีได้อย่างไร? ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับในโลกนี้ ไม่ได้เห็นพระอริยะไม่ฉลาด ในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้ฝึกในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้เห็นสัปบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรม ของสัปบุรุษ ไม่ได้ฝึกในธรรมของสัปบุรุษ ย่อมตามเห็นรูป โดยความเป็นตนบ้าง ตามเห็น ตนว่ามีรูปบ้าง ตามเห็นรูปในตนบ้าง ตามเห็นตนในรูปบ้าง ย่อมตามเห็นเวทนา ... ย่อมตามเห็น สัญญา ... ย่อมตามเห็นสังขารทั้งหลาย ... ย่อมตามเห็นวิญญาณ โดยความเป็นตนบ้าง ตามเห็น ตนว่ามีวิญญาณบ้าง ตามเห็นวิญญาณในตนบ้าง ตามเห็นตนในวิญญาณบ้าง อย่างนี้แล สักกายทิฏฐิจึงมีได้.

วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็อย่างไรสักกายทิฏฐิจึงจะไม่มีฯ ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วในธรรมวินัยนี้ ได้เห็นพระอริยะ ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ฝึกดีแล้วในธรรมของพระอริยะ ได้เห็นสัปบุรุษ ฉลาดในธรรม ของสัปบุรุษ ฝึกดีแล้วในธรรมของสัปบุรุษ ย่อมไม่ตามเห็นรูป โดยความเป็นตนบ้าง ไม่ตามเห็น ตนว่ามีรูปบ้าง ไม่ตามเห็นรูปในตนบ้าง ไม่ตามเห็นตนในรูปบ้าง ย่อมไม่ตามเห็นเวทนา ... ย่อมไม่ตามเห็นสัญญา ... ย่อมไม่ตามเห็นสังขารทั้งหลาย ... ย่อมไม่ตามเห็นวิญญาณ โดยความ เป็นตนบ้าง ไม่ตามเห็นตนว่ามีวิญญาณบ้าง ไม่ตามเห็นวิญญาณในตนบ้าง ไม่ตามเห็นตนใน วิญญาณบ้าง อย่างนี้แล สักกายทิฏฐิจึงจะไม่มี.

เรื่องมรรค ๘ กับขันธ์ ๓ [๕๐๘] วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็อริยมรรคมีองค์ ๘ ไฉน? ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้ คือ ปัญญาอันเห็นชอบ ๑ ความดำริชอบ ๑ วาจาชอบ ๑ ทำการงานชอบ ๑ เลี้ยงชีวิตชอบ ๑ ความเพียรชอบ ๑ ความระลึกชอบ ๑ ความตั้งจิตไว้ชอบ ๑. วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็อริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นสังขตะหรือเป็นอสังขตะ? ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ อริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นสังขตะ.

วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ขันธ์ ๓ (กองศีล กองสมาธิ กองปัญญา) พระผู้มีพระภาค ทรงสงเคราะห์ด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘ หรือว่าอริยมีองค์ ๘ พระผู้มีพระภาคทรงสงเคราะห์ด้วย ขันธ์ ๓. ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ขันธ์ ๓ พระผู้มีพระภาคไม่ทรงสงเคราะห์ด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘ ส่วนอริยมรรคมีองค์ ๘ พระผู้มีพระภาคทรงสงเคราะห์ด้วยขันธ์ ๓ คือ วาจาชอบ ๑ ทำการงาน ชอบ ๑ เลี้ยงชีวิตชอบ ๑ ทรงสงเคราะห์ด้วยศีลขันธ์ ความเพียรชอบ ๑ ความระลึกชอบ ๑ ความตั้งจิตไว้ชอบ ๑ ทรงสงเคราะห์ด้วยสมาธิขันธ์ ปัญญาอันเห็นชอบ ๑ ความดำริชอบ ๑ ทรงสงเคราะห์ด้วยปัญญาขันธ์.

เรื่องสมาธิและสังขาร วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็ธรรมอย่างไร เป็นสมาธิ ธรรมเหล่าใด เป็นนิมิตของสมาธิ ธรรมเหล่าใด เป็นเครื่องอุดหนุนสมาธิ การทำให้สมาธิเจริญ เป็นอย่างไร? ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ความที่จิตมีอารมณ์เป็นอย่างเดียว เป็นสมาธิ สติปัฏฐาน ๔ เป็นนิมิตของสมาธิ สัมมัปปธาน ๔ เป็นเครื่องอุดหนุนสมาธิความเสพคุ้น ความเจริญ ความ ทำให้มากซึ่งธรรมเหล่านั้นแหละ เป็นการทำให้สมาธิเจริญ.

[๕๐๙] วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็สังขาร มีเท่าไร? ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ สังขารเหล่านี้ มี ๓ ประการคือ กายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร. วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็กายสังขาร เป็นอย่างไร วจีสังขารเป็นอย่างไร จิตตสังขารเป็น อย่างไร? ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ลมหายใจออกและลมหายใจเข้า เป็นกายสังขาร วิตกและวิจาร เป็นวจีสังขาร สัญญาและเวทนา เป็นจิตตสังขาร.

วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็เหตุไร ลมหายใจออกและลมหายใจเข้า จึงเป็นกายสังขาร วิตกและวิจาร จึงเป็นวจีสังขาร สัญญาและเวทนา จึงเป็นจิตตสังขาร? ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ลมหายใจออกและลมหายใจเข้าเหล่านี้ เป็นธรรมมีในกาย เนื่องด้วยกาย ฉะนั้น ลมหายใจออกและลมหายใจเข้า จึงเป็นกายสังขาร บุคคลย่อมตรึก ย่อมตรองก่อนแล้ว จึงเปล่งวาจา ฉะนั้น วิตกและวิจาร จึงเป็นวจีสังขาร สัญญาและเวทนา เป็นธรรมมีในจิต เนื่องด้วยจิต ฉะนั้นสัญญาและเวทนา จึงเป็นจิตตสังขาร.

เรื่องสัญญาเวทยิตนิโรธ [๕๑๐] วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็การเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ เป็นอย่างไร? ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ภิกษุผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ มิได้มีความคิดอย่างนี้ว่า เราจัก เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ว่าเรากำลังเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่ ว่าเราเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธแล้ว ก็แต่ความคิดอันนำเข้าไปเพื่อความเป็นอย่างนั้น อันท่านให้เกิดแล้วตั้งแต่แรก. วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็เมื่อภิกษุเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ธรรม คือ กายสังขาร วจี สังขาร จิตตสังขาร อย่างไหน ย่อมดับไปก่อน? ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ เมื่อภิกษุเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ วจีสังขารดับก่อน ต่อจากนั้น กายสังขารก็ดับ จิตตสังขารดับทีหลัง.

วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็การออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ เป็นอย่างไร? ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ภิกษุผู้ออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ มิได้มีความคิดอย่าง นี้ว่า เราจักออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ ว่าเรากำลังออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติว่าเรา ออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติแล้ว ก็แต่ความคิดอันนำเข้าไปเพื่อความเป็นอย่างนั้น อัน ท่านให้เกิดแล้วแต่แรก.

วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็เมื่อภิกษุออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ ธรรมคือกายสัง ขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร อย่างไหน เกิดขึ้นก่อน. ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ เมื่อภิกษุออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ จิตตสังขารเกิด ขึ้นก่อน ต่อจากนั้นกายสังขารก็เกิดขึ้น วจีสังขารเกิดขึ้นทีหลัง.

วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็ผัสสะเท่าไร ย่อมถูกต้องภิกษุผู้ออกแล้วจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ? ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ผัสสะ ๓ ประการ คือ ผัสสะชื่อสุญญตะ (รู้สึกว่าว่าง) ผัสสะชื่ออนิมิตตะ (รู้สึกว่าไม่มีนิมิต) และผัสสะชื่ออัปปณิหิตะ (รู้สึกว่าไม่มีที่ตั้ง) ย่อม ถูกต้องภิกษุผู้ออกแล้วจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ. วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็ภิกษุผู้ออกแล้วจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ. มีจิตน้อมไปใน ธรรมอะไร โอนไปในธรรมอะไร เอนไปในธรรมอะไร? ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ภิกษุผู้ออกแล้วจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ มีจิตน้อมไปใน วิเวก โอนไปในวิเวก เอนไปในวิเวก.

พ่อครูว่า ถ้าคนเรามีชีวิตอยู่ก็ต้องมีจิตตั้งที่จะอยู่ ถ้าไปดับ ก็จะเป็นอสัญญีสัตว์ ถ้ามันยังมีอยู่ก็ต้องมีการตั้งจิตที่จะอยู่ ถ้าคุณไม่ทำให้จิตพักจิตดับเลย คุณนอนคุณก็ทำงาน จะอยู่ในรูปภพ อรูปภพ นอกจากคุณไปฝึกดับขณะนอนก็เป็นอสัญญีสัตว์ชั่วคราว แต่มันไม่ดับหรอก มันก็ฝันปรุงฟุ้งอยู่ มันมีแรงที่จะวุ่นวาย แล้วทีนี้ความอยากมันเยอะก็เลยปนกันเละ ฝันวุ่นวาย คราวใดที่ฝันมันเกาะตัวดีก็เป็นเรื่องเป็นราว เกิดจากจิตที่มันออกมาทำงาน

พ่อครูว่า...ทวนเร่ิมตั้งแต่ถามว่า สักกาย สักกายะคืออะไร? คำว่ากาย ตัวนี้ คืออุปาทานยึดมั่นถือมั่นตั้งแต่อบาย เป็นกามภพต้นๆ ต้องจับตัวให้ได้ก่อน เรียนรู้เพราะมันทุกหนัก ร้ายแรง ต้องเอาตัวร้ายก่อน เขาถามต่อว่าแล้วพวกนี้(สักกายะ) มีอะไรเป็นสมุทัย ท่านก็ตอบ ว่าตัณหาเป็นสมุทัย

แล้วทำอย่างไรจะดับตัณหาได้?....ดับไม่เหลือเป็นนิโรธ และวิธีปฏิบัติเป็นอย่างไร?

เรื่องสักกายทิฏฐิ ภิกษุณีตอบว่า....ย่อมตามเห็นรูป โดยความเป็นตนบ้าง ตามเห็น ตนว่ามีรูปบ้าง ตามเห็นรูปในตนบ้าง ตามเห็นตนในรูปบ้าง ย่อมตามเห็นเวทนา ... ย่อมตามเห็น สัญญา ... ย่อมตามเห็นสังขารทั้งหลาย ... ย่อมตามเห็นวิญญาณ โดยความเป็นตนบ้าง ตามเห็น ตนว่ามีวิญญาณบ้าง ตามเห็นวิญญาณในตนบ้าง ตามเห็นตนในวิญญาณบ้าง อย่างนี้แล สักกายทิฏฐิจึงมีได้.

ซึ่ง อย่างเรามองเห็นนี่ก็เห็นเป็นตัวเรา ของเรา เห็นเป็นรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส หรือเป็น เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นเรานี่ก็อยู่แต่ภายในตัวเรา ยังไม่ออกไปนอก ถ้าออกไปนอกก็ไปยึดคนอื่น สมบัติข้าวของเป็นของเราอีก ซึ่งแม้แต่เนื้อหนังมังสาก็ไม่ใช่ของเรา ในกองขันธ์ ๕ ก็ไม่ใช่ของเรา

อย่างเวทนา คุณกระทบรูป ถ้ามีอุปาทานก็จะรู้สึกชอบใจไม่ชอบใจ ก็ยึดเวทนา แล้วยึดว่าเป็นของฉัน อันนี้ดอกไม้ฉัน เหมือนกับดญ.หน้าต่าง เขาบอกว่า FMTV นี่เป็นของหนู สัญญากำหนดว่าเป็นของฉัน เอาสัญญาไปกำหนดยึดว่าเป็นของฉัน แม้เวทนาก็ยึดว่าเป็นเวทนาของฉัน หรือปรุงแต่งสังขารแล้วก็ยึดเป็นของฉัน รวมแม้ประเทศไทยบางคนก็ยึดเป็นของฉัน พล.อ.ประยุทธ์ก็เป็นของฉัน คุณไปสั่งเขาสิ สั่งได้ไหม?

สรุปแล้วในรายละเอียดของพระพุทธเจ้ามีมาก จนตามเห็นตนมีรูป เช่นเห็นว่าอารมณ์สุขมันมี แต่อรหันต์เห็นว่าไม่มี แต่คนที่ยึดอยู่ก็เห็นว่ามี เราก็ต้องล้างจนกว่าจะไม่มี แล้วทวนซ้ำทวนย้อน จนไม่เหลือ แต่ไม่ได้หมายความว่าเวทนาไม่เหลือทั้งหมด แต่ว่าอุปาทานในวิญญาณในขันธ์ ๕ นั้นต่างหากที่ต้องทำหายไปไม่เหลือ

อย่างรสอร่อยของคุณก็ของคุณ ไปเทียบคนอื่นไม่ได้ ยึดถือไม่เหมือนกัน แม้รสอร่อยวันนี้กับวานนี้ก็ไม่เหมือนกัน แม้เขาทำเหมือนเดิม แต่บางวันอารมณ์เสียก็ว่าไม่อร่อย หรือว่าคุณว่าอร่อยเท่าเดิม แต่ว่าวัสดุที่เขาปรุงให้คุณในรายละเอียดแต่ละวันไม่เท่ากันหรอก กายต่างกัน สัญญาต่างกัน

แล้วทำอย่างไรจึงจะหมดสักกายทิฏฐิ?...ภิกษุณีก็ตอบว่า ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วในธรรมวินัยนี้ ได้เห็นพระอริยะ ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ฝึกดีแล้วในธรรมของพระอริยะ ได้เห็นสัปบุรุษ ฉลาดในธรรม ของสัปบุรุษ ฝึกดีแล้วในธรรมของสัปบุรุษ...แล้วก็ไม่ได้ยึดว่าเป็นเราเป็นของเรา ไม่ยึดว่ามีในเราแล้ว ยกตัวอย่างแต่ก่อนเราเคยมีความรู้สึกชอบชังกับสิ่งใด แต่เมื่อปฏิบัติได้แล้ว ก็ไม่ได้มีอารมณ์เช่นเดิม ไม่ชอบไม่ชัง แต่ก็รู้เห็นเหมือนกันคนทั่วไป ส่วนคนที่ยึด ก็จะรู้สึกชอบหรือชังได้ ต่างกันไปเพราะสัญญากันคนละอย่าง

อัสสาทะเป็นตัวใคร่อยาก เป็นกาม ซึ่งเป็นสิ่งที่แต่ละคนกำหนดสัญญา Specification เอง จะขนาด น้ำหนัก สีสรร รูปร่าง แม้แต่อารมณ์เช่นนี้อย่างไรก็ของคุณ คุณอาจพูดเหมือนกัน ว่าอารมณ์ชอบหรือชัง คุณก็เข้าใจว่า ดูดหรือผลัก แล้วอาการมันมาก น้อย แรงแค่ไหนก็ของใครของมัน องค์ประชุมที่เกิด คุณไปกำหนดหมายไว้อย่างไร ของใครของมัน ซึ่งละเอียดมาก ไม่เท่ากันไม่เหมือนกันหรอก อาจจะใกล้เคียงกัน แต่ก็ไม่เหมือนกัน แต่ถ้ามันไม่เหมือนกับใครเลยคุณก็ไม่ต้องแย่งกับใคร แต่ว่าคุณก็แย่งเพราะว่าคุณก็นึกเอาหยาบๆว่าเหมือนกัน แม้แต่แฝดก็ไม่เหมือนกัน ปรมาณูสองตัว เหมือนกันแทบไม่ต่างกันก็มีจุดต่าง ยิ่งเป็นนามธรรมก็ไม่มีเท่ากันหรอก ในรายละเอียด

เขาถามไปถึงอาริยมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งเป็นเรื่องของมนุษย์ที่จะต้องมี ตั้งแต่ คิด พูด ทำ แล้วก็รวมเป็นอาชีพ มีหน้าที่นั้นนี้ตามแต่ละคน เราก็ดูว่าอันไหนเป็นสัมมา ไม่ทำมิจฉา งานใดที่เขาเรียกว่าอาชีพก็ว่าคือการได้เงิน แต่อย่างพวกเรามีงานหลักแต่ไม่ได้เงิน หรือเขาถามว่านักบวชทำอะไรเป็นอาชีพ บางรูป เทศน์เป็นอาชีพ ได้ส่ิงแลกเปลี่ยน บางรูปก็เทศน์แต่ก็ไม่ได้รับค่าตอบแทน ไม่ได้เอาส่ิงแลกเปลี่ยน ทำงานสร้างสรรเสียสละเป็นประโยชน์ หรืออย่างคุณนายมีอาชีพเป็นแม่บ้าน เลี้ยงลูก แต่แกไม่ทำ แต่แกวันๆเอาแต่เล่นไพ่ แล้วแกมีอาชีพเป็นเล่นไพ่ไหม? สรุปคืออาชีก็คือสิ่งที่ทำเป็นชีวิต ทำเป็นส่วนมากเลย เลี้ยงชีพอยู่ อยู่ในสังคม ถ้าคุณไปเป็นนายกฯ คุณก็ไม่ต้องวุ่นวายสะสม คุณจะกินเขาก็มีคนประเคนให้ จะไปไหนก็มีคนไปรับไปส่ง คุณไม่ต้องกังวลเลยก็ดูแลบริหารประเทศไป มีคนรับช่วงงานหมด แล้วจะไปเอาเงินมาเก็บไว้ทำไม จะจ่ายอะไรก็มีคนจ่ายให้ แล้วถ้าคุณไม่มีกิเลสก็ไม่ต้องไปซื้อของให้คนรักเป็นต้น

ภาคปฏิบัติเป็น สัมมัปปธาน ๔เป็นเครื่องอุดหนุน คือ สังวรปธาน ปหานปธาน ภาวนาปธาน อนุรักขณาปธาน วิธีปฏิบัติต้องมีผัสสะ ต้องมีสังวรสำรวมอินทรีย์จึงรู้กิเลสสักกายทิฏฐิ พากเพียรสังวร แล้วต้องปหานกิเลสได้ จนเกิดผลเป็นภาวนา(ไม่ใช่ว่าไปนั่งท่องบ่นเป็นภาวนา) อนุรักขณาปธานคือรักษาผล สัมมัปปธาน ๔ เป็นเครื่องอุดหนุน การเสพคุ้นความเจริญทำให้เกิดภาวนา ทำให้มากพหุลีกัมมัง ทั้งเสพคุ้น เป็นการทำให้สมาธิเจริญ เป็นปัญญาข้อที่ ๒ ของโสดาบัน

สังขารมีเท่าไหร่? ก็ ลมหายใจเข้าลมหายใจออกนี้เป็นกายสังขาร? ก็เห็นใจคนเข้าใจไม่ได้ ลมหายใจก็เป็นมหาภูตรูป ซึ่งสังคมสมัยนั้นนั่งหลับตาปฏิบัติเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งอาตมาอธิบายว่าลมหายใจเข้าออก คุณต้องมีสติอยู่ทุกเมื่อ เวลาเน้นกายคตาสติสูตร ท่านก็มาเน้นอิริยาบถกาย แต่สติปัฏฐาน ๔ ท่านก็เน้นสติปัฏฐาน แล้วก็อานาปานสติสูตรท่านก็เช่นกัน ซึ่งสามสูตรนี้เหมือนกัน เป็นองค์รวม ท่านเหลือติ่งไว้ประนีประนอมกับคนยุคนั้นต่างหาก ถ้าตัดพรวดเลยเขาก็ขาดส่ิงเชื่อมต่อกับเขา

แล้วบอกว่า วิตก วิจาร คือวจีสังขาร ซึ่งอาตมาขยายว่า มีวิตก วิจัย วิจาร วิมุติ วิจักขณ์ นั้นอยู่ในองค์ ๗ ของสังกัปปะ ๗ ให้เราพิจารณาตั้งแต่เร่ิมดำริ แล้วมีการปรุงร่วมไหม มีกามวิตก หรือพยาบาทวิตกในนั้นหรือเปล่า ก็ต้องมาวิจัย วิจาร ให้เห็นตัวจริงของกิเลส เวทนาในเวทนา จิตในจิต ซึ่งเป็นองค์รวมคือ กาย

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน