570201_พ่อครูที่เวทีป้อมมหากาฬ เรื่อง ประชาชนปฏิวัติต้องชัดในธรรมะโลกุตระ.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์347 KB
วันที่แก้ไข10 มีนาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

570201_พ่อครูที่เวทีป้อมมหากาฬ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2557 เรื่อง ประชาชนปฏิวัติต้องชัดในธรรมะโลกุตระ

พ่อครูว่า....เราก็มาต่อกัน ตอนที่แล้วเราพูดถึงเรื่องการปฏิวัติ 6 แบบ ซึ่งแบบที่ทหารเขาทำการปฏิวัติ แล้วตั้งตนเป็นผู้บริหารชาติ ตอนแรกอาจจะทำดี แต่ว่าต่อไปกิเลสโตขึ้น ซึ่งสามัญสำนึกก็จะรู้กันว่าทำดีทำชั่วคืออะไร แต่ว่าพอกิเลสโตขึ้น ก็จะทนไม่ได้ต่อความยั่วยุของโลกธรรม ของอามิส แม้ประชาธิปไตยที่แต่ต้นที่อาจดี แต่ว่าต่อไปมีกิเลสขึ้นก็ทนไม่ได้เหมือนกัน ไม่ใช่แบบที่มีการเรียนรู้กิเลส มีมรรควิธีล้างกิเลสอย่างหยาบ กลาง ละเอียด ที่แท้จริง ที่จะไม่เวียนกลับได้ นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) เป็นลักษณะของอุภ โ ตภาควิมุตติ ทำให้กิเลสตายอย่างแท้จริง ปัญญาก็จะรู้ว่าไม่ทำส ิ่ งที่ต ่ำ แน่ ไม่วอกแวก ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่มีสวรรค์ไม่มีนรก ว่างสบายจริงๆ มีแต่ทำประโยชน์แก่โลกอย่างเดียวเลย นี่คือประชาชนต้องมีคุณภาพ คุณธรรมถึงโลกุตรธรรม ถ้าสังคมใดให้มีหลักวิชาทำอย่างสัมมาทิฏฐิ ที่เป็นสัจจะของพระพุทธเจ้าที่แท้จริง ผู้ใดทำได้ ก็เป็นผู้สมบูรณ์ การปฏิวัติ ปฏิรูปด้วย ตุลาการภิวัฒน์ มีการยอมรับกันในสังคม มีการพิพ าก ษาตัดสินก็ช่วยได้ อย่างแท้จริงอย่างหนึ่ง และประชาภิวัฒน์ ที่ออกมายืนยัน อำนาจของประชาชน มารวมมีปริมาณมากพอ ยืนยันยืนหยัด มีปริมาณมากอย่างไม่เคยมีมาก่อน แล้วไม่รุนแรง ไม่มีอาวุธ มีแต่ฝ่ายชั่วฝ่ายเลวมาทำความร้ายแรง วันนี้ก็เกิดเหตุ มีคุณโกตี๋ ก็ไปแสดงตัวว่าอยู่ที่โรงพัก คล้ายว่าตนเองไม่ได้เกี่ยวข้องนะ เป็นไก่กระต๊ากหรือเปล่า หลบฉากให้มีหลักฐานว่า ตนเองไม่ได้เป็นตัวการ แล้วก็ปล่อย

อ่านต่อ

ให้พวกนั้นทำ ไม่อย่างนั้นคุณจะไปอยู่กับตำรวจทำไม มันส่อพิรุธเห็นชัดเจน โจ่งแจ้งมาก ผู้มีหน้าที่ดูแลความสงบก็เฉย ปล่อย ประเทศไทยแย่แล้ว เสื่อมมากแล้ว เหลือแต่ประชาชนต้องมาช่วยตนเอง นอกจากตุลาการ แล้วก็มีประชาชนออกมา ที่สำคัญต้องศึกษาโลกุตรธรรม อาริยธรรมที่แท้จริง ลดกิเลสแท้จริง ส่วนความรู้ที่เราจะใช้กับสังคมด้านต่างๆ เราก็อยู่ร่วมด้วย ไม่ใช่หนีเข้าป่าเขาถ ้ำ ที่ไม่รับรู้สังคม อย่างนี้ไม่มีโลกวิทู ซึ่งศาสนาพุทธมี พหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่ชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่ชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) งานไหนดีไม่เป็นภัยไม่เป็นไปเพื่อกิเลสเพ ิ่ มก็ทำ ตอนที่แล้วอาตมาอธิบายถึง แบบคนจน เรียกว่ากรรมภิวัฒน์ ประชาชนมาสร้างกรรม ที่เป็นอาริยะ จะช่วยเหลือมนุษยชาติได้ เกิดพลัง 4 พ้นภัย 5 หรือมีสาราณียธรรม 6 เพราะจิตพัฒนามีพุทธพจน์ 7 เป็นผู้กิเลสน้อยไม่เปลืองผลาญ อาศัยกินใช้อยู่น้อย ไม่สะสมไม่กอบโกย ไม่เอาเปรียบเอารัด แต่สร้างสรรได้เพิ่มขึ้นสมรรถภาพดีขึ้นๆ สมมุติว่าเรามีค่าตัวค่าแรง ห้าหมื่น แต่เราไม่เอาหรอกหมด เราใช้แค่ หมื่นหรือสองหมื่นก็เหลือเฟือแล้ว ค่าตัวเราแท้จริงห้าหมื่น ถ้าเราเองยังสมาทานขันธ์ 5 อยู่ เป็นสอุปาทิเสสนิพพาน คือยังยึดถือ (อุปาทิ) เหลืออยู่ อรหันต์ที่ยังเหลือขันธ์ 5 จึงเป็นผู้สร้างสรร สงเคราะห์ผู้อื่นอยู่ เป็นโพธิสัตว์แท้ (โสดาฯถึงอรหันต์) ตามลำดับ ช่วยเหลือผู้อื่นรื้อขนสัตว์ เป็นผู้ทรงวินัย เป็นผู้ยินดีในเสนาสนะป่า ยินดีในป่าแต่ไม่ติดป่า เมื่อต้องทำงานกับสังคมก็ต้องอยู่กับป่าคอนกรีต เหมือนจี้กงเป็นต้น การตายก็จะมีแต่เจริญขึ้นกว่าเก่าชาติต่อไปก็เจริญกว่าเก่า เรารู้แล้วว่าเราไม่ได้ทำกรรมอกุศล เราทำจิตบริสุทธิ์ได้แล้วย ิ่ง อรหันต์ยิ่งสบาย ไม่กลัวตาย แม้ท่านยินดีมีขันธ์ 5 อยู่ก็อยู่ ตายไปก็วนเวียนมาเกิดใหม่ มาช่วยสืบสานพุทธศาสนาต่อไป ไม่ใช่เรื่องปิดบัง หรืองมงาย ตรงตามคำสอนพระพุทธเจ้า จิตสะอาดแล้วก็ทำแต่ดี ไม่มีบาปหรือบุญ (ชำระกิเลส) อีกแล้ว มีอเนญชาภิสังขาร ไม่มีปุญญาภิสังขาร แต่มีอปุญญาภิสังขารแล้ว จิตยิ่งมีอัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา ลงตัว ผู้สร้างกรรม สร้างผลวิบาก จึงเกิดเป็นกรรมที่เป็นกรรมาภิวัฒน์ พัฒนากรรม ตุลาการภิวัฒน์ก็เป็นส่วนหนึ่ง ประชาภิวัฒน์ก็เป็นของส่วนร่วม แต่กรรมาภิวัฒน์นั้นของแต่ละบุคคล สั่งสมผลวิบาก ตามลำดับ โสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ฯ ตามลำดับ แล้วสั่งสมเป็นพระโพธิสัตว์ แต่ละลำดับ จนเป็นอนุตรสัมมาสัมพุทธเจ้า พิสูจน์ยืนยันได้ ที่นำมาบอก เพร าะ ได้บำเพ็ญ ปฏิบัติ ตามที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบมาก่อน ท่านประกาศไว้ เรามาศึกษาตาม ก็จะเกิดส ิ่ งจริง มวลกปปส.เป็นเหตุการณ์ใหม่ในโลก เป็นการปฏิวัติของประชาชนที่ใช้คุณธรรมปฏิวัติประชาชนมีกรรมาภิวัฒน์ และมีตุลาการภิวัฒน์ช่วยด้วย มาถึงวันนี้แล้ว เห็นผลชัดเจน ผู้มีปัญญาจะเห็น ไม่ใช่แต่พูด แต่มีความจริงเกิดได้ ยืนยันหลัดๆเลย ที่อาตมาได้เคยเกิดอธิบายถึงพลังอำนาจหรือPower ซึ่งของมนุษย์เป็นพลังนามธรรม ผู้จะเรียนรู้พลังงานที่สูงขึ้นๆ เป็นเรื่องยากที่จะรู้ ในภาษาไทยเรียกอำนาจ อย่างภาษาที่เป็นอำนาจไม่ดี เรียก Force ส่วนอำนาจดีเรียก Authority เป็นของแต่ละคน เมื่อมารวมกันหลายคนก็เป็นพลังรวม บารมี แต่ถ้าของคนไทยหลายคนรวมกันก็เรียก พลังสยามเทวาธิราช เป็นสัจธรรม ไม่ลึกลับ มาแต่เหตุ ของพระพุทธเจ้าไม่งมงาย ไม่บังเอิญ ไม่ใช่ไม่รู้ ใครเป็นเจ้าของก็ต้องรู้ ต้องเข้าใจ เข้าถึง เป็นพลังอาริยะที่ลึกซึ้ง เป็นพลังความดี ถูกต้องเสียสละ มีสมรรถนะ บริสุทธิ์สะอาด ไม่มีแฝง มันอาจไม่สะอาดในกรณีคนคุณภาพไม่สูง แต่ถ้าคุณภาพของคุณธรรมสูงจะย ิ่ งบริสุทธิ์ ไม่มีแฝงไม่กดข่มไว้ แต่แสดงจากจิตใจจริงมีเท่าไหร่ก็ได้อย่างนั้น ตามลำดับ โสดาฯ สกิทาฯ...ก้าวหน้าไปเรื่อยๆ ผู้ยิ่งได้แล้วเป็นอนาคาฯ อรหันต์จะมีต้นทุนสูง ไม่เห็นแก่ตัว เพราะละอัตตาตัวตน อนาคามีก็เหลือแต่ภัยเฉพาะตน ไม่เป็นภัยต่อผู้อื่นแล้ว ไม่เบียดเบียนผู้อื่น แต่เบียดเบียนตน แต่อรหันต์ไม่เบียดเบียนตนและท่าน เมืองไทยเป็นพุทธ ต้องกอบกู้สัจธรรมที่เป็นของสากล ของจักรวาล ไม่แบ่งชาติชนชั้น ทุกคนเรียนรู้ได้ เป็นสัมมาทิฏฐิก็ได้ เกิดคุณธรรมตรงกันหมด แล้วจะมารวมกัน เป็นเอกีภาวะ ชาวพุทธที่มีบารมี อยู่ไหนก็แล้วแต่ แต่พอมีเรื่องราว ไปกระตุกต่อมสำนึก จุดปัญญาว่า โอ้ นี่มันส ิ่ งดีเกิดขึ้นแล้ว มีคนกลุ่มหนึ่งออกมาทำ ก็มีคนเห็นรูปธรรมชัด เปิดเผย ยืนยันหลักฐานว่า นี่เขาชั่วเขาผิด เขาดีอย่างนี้นะ ใครชั่วใครดีก็เห็นชัดเจน คนก็เลือกฝ่าย แล้วก็มารวมตัวกัน ไม่ได้จ้างไม่บังคับ ไม่กดขี่ ไม่หลอก ไม่ครอบงำความคิด ซึ่งเขาทำก็ได้ชั่วคราว แต่ถ้าสัจธรรมแล้วไม่เปลี่ยน เปิดเผยไปตลอดกาลเลย ไม่น่าอาย มันพ้นภัย พ้นปาริสสารัชชภัย ไม่เป็นเรื่องน่าตำหน ิ ไม่เป็นอนวัชชะ ผู้มีปัญญาจะเข้าใจไม่ตำหนิ เพราะเป็นกิจการที่ดี อย่างเรามาประท้วง ผู้รู้จะอนุโมทนา มาอุดหนุนส่งเสริม นับวัน เดือนปี อาจอยู่ถึงปี ก็ไหวกันไหมนะ...ไหว ไม่สุดทนแล้วหรือ?...ถ้าเราเอง เราเป็นคนไม่มีภาระ ไม่มีส ิ่ งเป็นห่วงหาอาวรณ์ ไม่ห่วงหน้าพะวงหลัง นี่คือสิ่งดีที่จะทำต่อ มันยังไม่บริบูรณ์เราก็ต้องทำต่อไป จึงเป็นไปได้โดยไม่ลดราวาศอก แต่มีก้าวหน้าพัฒนาขึ้นไป แต่ถ้าไม่มีคุณสมบัติแท้ คนเรามีขีดความอดทน ก็จะทนไม่ไหวมีขีดจำกัด แต่ถ้าคนไม่ต้องทนเพราะมีปัญญารู้ว่า ไม่จำต้องทำ ทำเพราะเห็นว่าดี มีปัญญารู้ จำต้องทำเพื่อให้สิ่งประเสริฐนี้เกิดได้ ก็ควรทำ การปฏิวัติที่ใช้อำนาจ โลกุตระ อาริยะ คือสงบ ไม่ทำร้ายใคร เอาความสงบ เราต้องสะอาดบริสุทธิ์ ใครจะมาทำร้ายเรา ถ้าถึงที่ตายก็ต้องตาย ว่ากันไปตามนั้น ซึ่งมันเป็นไปได้ เป็นเรื่องไม่น่าเชื่อ เป็นเรื่องมหัศจรรย์ เกินเชื่อสามัญ แต่มีบารมีจริง ของแต่ละคน ผู้จะแคล้วคลาด ก็เป็นบารมีแต่ละคนๆ ผู้มีวิบากก็จะเป็นเรื่องของกรรม ไม่ใช่ว่าผู้มีวิบากต้องตายจะเป็นผู้ต ่ำ ก็ไม่ใช้ อย่างพระโมคคัลลานะ ที่ท่านเป็นอัครสาวกเบื้องซ้าย ซึ่งพระพุทธเจ้าเคยตรัสว่าผู้มีส ิ่ งเสมอพระพุทธเจ้า ซึ่งไม่ทั้งหมดมีสองคนคือ พระสารีบุตรและพระมหากัสสปะ ซึ่งส ิ่ งที่เท่ากันในอรหันต์และพระพุทธเจ้าคือ คือกิเลสหมดจากจิต แต่ว่าความสามารถนั้นไม่เหมือนกัน อย่างพระโมคคัลลานะก็ตายโหงนะ เขาฆ่าตาย ท่านไม่ได้รบรากับใคร แต่ทำงานให้ศาสนา ท่านทำดีแต่เขาเสียประโยชน์ก็เลยมาทำร้าย เป็นเรื่องศาสนา เป็นเรื่องธรรม ท่านถูกทำร้ายหลายครั้งแต่ท่านมีฤทธิ์ เป็นอจิตไตย เป็นเรื่องเกินเชื่อ แต่เป็นจริง เรื่องทางร่างกายทำให้ตายหรือฟื้น แต่ว่าเรื่องจิตวิญญาณนั้นเป็นเรื่องลึกซึ้งกว่านั้น สมัยโบราณพลังทางจิตมีอำนาจมาก พระโมคคัลลานะถูกฆ่าหลายทีด้วย ตายโหง แต่ผู้เข้าใจแล้วไม่กลัวตาย ท่านตายก็ไม่มีปัญหาท่านจะเกิดอีกหรือไม่เกิดอีกก็เป็นเรื่องของท่าน สามารถปรินิพพานได้ เป็นสิทธิ์ของท่าน เรื่องพฤติกรรมของมนุษย์แล้ว มีการกระทำมีความรู้ความสามารถความจริงของคน เรียนรู้ธรรมะแล้วอยู่กับโลกอย่างภาคภูมิใจ ถ้าไม่มีมานะถือตัว ไม่หลงโลกธรรม ก็จะสะอาด เป็นประโยชน์ต่อโลกต่อสังคม เป็นกรรมกิริยามีคุณค่าสูง เป็นคุณธรรมขั้นโลกุตรธรรม เหนือกว่าโลกีย์สามัญ คนโลกีย์ทำอย่างไรก็ไม่เหมือน เสแสร้งอย่างไรก็ไม่เหมือน เมื่อได้คนอาริยแท้มารวมกันก็จะเกิดผล ขณะนี้ ยังมีคนระแวง ฝ่ายแดงเขาไม่เชื่อ หาว่า สุเทพโกหก ไม่เชื่อ ทั้งที่พวกเขาเองโกหก เขาก็ว่าไป อาตมาก็ว่าอาตมารวมกับหมู่กลุ่มนี้ก็รู้ว่ามีอะไรจริง อะไรแฝง พวกเราอโศกก็รวมกันอยู่ในนี้ ก็รู้ว่ามีอะไรจริงหรือไม่ แน่นอนมีข้อบกพร่อง แต่เขาก็เอาของบกพร่องเล็กน้อยไปขยายความ หาด่าหาว่ากัน เป็นสงคราม เป็นธรรมาธรรมะสงคราม ไม่ใช่สงครามโลกีย์แย่งโลกธรรมกัน แย่งสมบัติ แย่งผัวเมียกันก็ไม่ใช่ ไม่ไปแย่งใคร มีแต่สร้างคนให้มีจิตใจมักน้อยสันโดษ ตามหลักตัดสินธรรมวินัย 8 หรือกถาวัตถุ 10 หรือวรรณะ 9

หลักตัดสินธรรมวินัย 8 1 . เป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด (วิราคะ) 2 . เป็นไปเพื่อความไม่ผูกมัดรัดรึงสัตว์ไว้ (วิสังโยคะ) พระพุทธเจ้าให้เรียนรู้ความเป็นสัตว์ทางจิตวิญญาณ แบ่งเป็นสัตตาวาส 9 ถ้าล้างความเป็นสัตว์ได้หมดก็เป็นวิสังโยคะ 3 . เป็นไปเพื่อความไม่สะสม (อปจยะ) 4 . เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มักน้อย กล้าจน (อัปปิจฉะ) 5 . เป็นไปเพื่อความสันโดษ ใจพอ (สันตุฏฐิ) 6 . เป็นไปเพื่อความสงัด สงบจากกิเลส (ปวิเวกะ) ไม่ใช่ไปอยู่ที่ไม่มีคน ที่เงียบ แต่ที่จริง จิตต้องสงบ ไม่มีเพื่อนสองคือกิเลสตัณหาสงบ หมด เป็นหนึ่งเดียว ไม่มีเพื่อนสอง 7 . เป็นไปเพื่อปรารภความเพียร (วิริยารัมภะ) ต้องขยันพอดี ตรวจสอบแล้วได้ตามฐานะบารมีแต่ละคน 8 . เป็นไปเพื่อความเป็นคนเลี้ยงง่าย (สุภระ) นี้เป็นธรรม เป็นวินัย เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา (โคตมีสูตร พระไตรปิฏก เล่ม 23 ข้อ 143 )

หลักกถาวัตถุ 10 ประการ 1 . เรื่องที่ชักนำให้มักน้อย กล้าจน (อัปปิจฉกถา) 2 . เรื่องที่ชักนำให้สันโดษ ใจพอ (สันตุฏฐิกถา) 3 . เรื่องที่ชักนำให้สงัดจากกิเลส (ปวิเวกกถา) 4 . เรื่องที่ชักนำไม่ให้คลุกคลีกับหมู่กิเลส (อสังสัคคกถา) คือไม่ประกอบด้วยสวรรค์ ไม่ใช่ไม่คลุกคลีกับสังคมกับหมู่กลุ่ม อยู่กับสังคมแต่จิตไม่เกี่ยวเกาะกับสรรค์ 5 . เรื่องที่ชักนำให้ปรารภความเพียร (วิริยารัมภกถา) 6 . เรื่องที่ชักนำให้บริสุทธิ์ในศีล (สีลกถา) 7 . เรื่องที่ชักนำให้จิตตั้งมั่นในสมาธิ (สมาธิกถา) 8 . เรื่องที่ชักนำให้เกิดปัญญา (ปัญญากถา) 9 . เรื่องที่ชักนำให้หลุดพ้นจากกิเลส (วิมุติกถา) 10 . เรื่องที่ชักนำให้เกิดความรู้แจ้ง เห็นจริงในความหลุดพ้นจากกิเลส (วิมุตติญาณทัสสนกถา)

มีวรรณะ 9 1 . เลี้ยงง่าย (สุภระ) 2 . บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) 3 . มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) 4 . ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) 5 . ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) 6 . เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) ผู้ที่ทำได้แล้วก็ไม่เป็นเรื่องเคร่งสำหรับท่าน อย่างพระมหากัสสปะ ก็มีธุดงควัตรที่สูง อย่างพวกเรานี่กินมื้อเดียวได้ ก็เคร่ง แต่ผู้กินได้เป็นปกติก็ไม่เคร่งอะไร ผู้ไม่ใช้เงินทองก็เคร่งนะ แต่เมื่อทำได้ตัวเราไม่เคร่ง แต่คนอื่นเห็นแล้วเคร่ง แต่ท่านเป็นปกติ ศีลแปลว่าปกติ ได้โดยไม่ยากไม่ลำบากไม่ต้องฝืน 7 . มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) 8 . ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ 9 9 . ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ)

มีจะมีลักษณะสาราณิยธรรม 6 1 . เข้าไปตั้งกายกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง 2 . เข้าไปตั้งวจีกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง 3 . เข้าไปตั้งมโนกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง 4 . แบ่งปันลาภผลให้กับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย (ลาภธัมมิกา – มีลาภตามธรรมแห่งสาธารณโภคี) เช่นพระสงฆ์ไปบิณฑบาต (ไปโปรดสัตว์) ได้ลาภโดยธรรม ก็เอามาเทรวมกันแล้วก็แบ่งกันกินกันใช้ บางคนมีลาภมากเป็นบารมีแต่ละคน บางคนบิณฑบาตไม่ค่อยได้ไม่มีบารมี ยุคนี้เป็นยุคสิทธิมนุษยชน ปิดกันกันไม่ได้ เราทำได้อย่างบริสุทธิ์สูงส่ง มีสาธารณโภคีถึงระดับฆราวาสได้ 5 . มีศีลเสมอสมานกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย (สีลสามัญญตา) ชุมชนเราทุกชุมชน อย่างต ่ำ ต้องมีศีล 5 ถ้าผิดศีลก็ให้ออกไปก็มี กี่ปีก็ว่ากันไปตามหนักเบา คนศีล 5 ก็เสมอศีล 5 คนศีล 8 ก็เสมอศีล 8 6 . มีความเห็นเสมอสมานกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย (ทิฏฐิสามัญญตา) คือความรู้ความเห็นว่าเราจะเดินไปสู่จุดหมายปลายทางอย่างไร ร่วมกัน แล้วปฏิบัติตามศีล คนนี้ได้ฐานโสดาฯ สกิทาฯ...ไปตามลำดับไม่ข่มเบ่งกันนับถือกันไปตามศีล ( พระไตรปิฏก เล่ม 22 ข้อ 282 - 283 )

แล้วจะมีคุณสมบัติทางจิต 7 อย่าง เรียกพุทธพจน์ 7 1 . สาราณียะ (รู้จักระลึกถึงกัน คำนึงถึงคนที่ควรเอื้อ) 2 . ปิยกรณะ (รักกันสัมพันธ์ดี-ปรารถนาดีต่อกัน) 3 . ครุกรณะ (เคารพกัน รู้จักฐานะ รู้จักคุณวุฒิ) 4 . สังคหะ (สงเคราะห์เกื้อกูลช่วยเหลือกัน) 5 . อวิวาทะ (ไม่วิวาทแตกแยกกัน) 6 . สามัคคียะ (พร้อมเพรียงกัน มีพลังรวมยิ่งใหญ่) 7 . เอกีภาวะ (เป็นปึกแผ่น มีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน) (โกสัมพีสูตร พระไตรปิฏก เล่ม 22 ข ้อ 282 - 283 ) ไม่ใช่ไปปลีกเดี่ยวอยู่คนเดียวไม่เกียวกับใคร อย่างนั้นเป็นลัทธิฤาษี ไม่ได้ล้างเหตุแห่งอาริยสัจ 4 ไม่มีวิปัสสนาวิธี เขามีแต่สมถวิธี

สาธารณโภคี คือกินใช้ส่วนกลางร่วมกัน อย่างการสื่อสารเรานี่ ถ้าจ้างทำนี่วันละหลายล้านบาท แต่ของเรานี่แกนของเราไม่ได้จ้างเลย เขาเสียสละทำ ทั้งคนทั้งอุปกรณ์ อาตมามั่นใจว่าที่ทำมานี่ตรงตามที่พระพุทธเจ้าสอนในพระไตรปิฎก แต่อาจมีแปลต่างกันบ้าง อาตมาก็ตรวจสอบอย่างจริงใจ ว่าอันไหนถูกแล้วนำพาพวกเราปฏิบัติ ก็ยังว่าเป็นส ิ่ งดีงามใช้ได้ คุณสมบัติของมนุษยชาติ ถ้าปฏิบัติโลกุตรธรรม เป็นธรรมะเหนือโลก เป็นอเทวนิยม รู้แจ้งในเทวดา มาร พรหม รู้จักเทวนิยม อเทวนิยม พุทธรู้เทวดา รู้สัตว์นรก แต่รู้ว่าของจริงเป็นนามธรรม ไม่มีสรีระ รูปร่าง แต่ทุกวันนี้เขาสอนกันอย่างมีรูปร่าง ทั้งเทวดา สัตว์นรก พรหม ก็ปั้นเป็นตัวตน ที่จริงไม่มี เข้าใจไม่ได้

เทวดาชั้นต่างๆก็เข้าใจ เทวดา 6 ชั้นก็เข้าใจ ว่าเราเป็นเทวดาระดับไหน เทวดาระดับโลกียะ (สมมุติเทพ) ก็รู้ได้ง่ายกว่า แต่เทวดาระดับโลกุตระ (หรืออุบัติเทพ) จะรู้ได้ยากกว่า เราทำได้เราจะได้คนมีคุณสมบัติอาริยธรรม เป็นโลกุตรธรรมที่แท้จริง ไม่ใช่อริยะหรืออารยะที่เขาเรียกกัน อาตมาเอาสองอย่างรวมกันเป็นอาริยะ เพราะอริยะเขาหลงเป็นพระป่าเขาถ้ำ อาตมาไม่เอาด้วย ส่วนอารยะเขาก็เอาเป็นการเจริญทางวัตถุทางโลกเป็นเมืองอารยธรรม ก็ทั่วไปอย่างโลกีย์ ถ้าเราสามารถรู้ว่าพุทธมีอาริยธรรม ไม่ลึกลับ เป็นอรหะ เป็นวิทยาศาสตร์แม้เป็นนามธรรม แต่สูงส่ง เราจะได้คนมีคุณธรรมมาเป็นกลุ่มสังคมอาริยะที่แท้จริง เป็นสังคมอย่างในหลวงตรัส แบบคนจน เราไม่ต้องก้าวหน้าอย่างมาก เพราะเป็นการถอยหลังอย่างน่ากลัว ขอกล่าวชัด แบบคุณทักษิณนี่แหละจะให้ก้าวหน้าอย่างมาก ให้รวย ซึ่งคนละอย่างกับในหลวงของเราเลย แม้นักการเมืองผู้บริหารบ้านเมืองก็ทำอย่างในหลวงไม่ได้

_ เปิดมุมคิด 'ธีรยุทธ บุญมี' กับภารกิจปฏิรูปประเทศไทย แรงบันดาลใจ (inspiration) ผมได้ข้อสรุปทางการเมืองมานานแล้วว่า ความโลภอย่างไม่มีขีดจำกัด (unlimited greed) ความบ้าอำนาจอย่างไม่มีขีดจำกัดของนักการเมือง (unlimited arbitrary power) นำไปสู่การพังพินาศแบบสมบูรณ์ของประเทศ (absolute catastrophe) โครงสร้างประเทศที่พังทลายแล้ว คือ ระบบพรรคการเมือง โครงสร้างดุลอำนาจ 3 ฝ่าย ระบบตรวจสอบ โครงสร้างระบบราชการ ความสัมพันธ์อันดีระหว่างประชาชน กลุ่มธุรกิจ ข้าราชการ พังทลาย โครงสร้างสุดท้ายที่กำลังพังทลายคือระบบคุณธรรมและศีลธรรม ลึก ๆ ผมไม่มีความหวังและไม่มีกำลังใจจะแก้ไข พ่อครูว่า..อาตมาว่า เรื่องคุณธรรม ศีลธรรมเป็นโครงสร้างแรกที่พังทลายเลย และเราต้องกอบกู้เป็นอันดับแรกเลย ตั้งแต่กลางปี 2556 ผมตั้งข้อสังเกตว่า การชุมนุมของนักเรียนและนักศึกษาอาชีวะกลุ่มหนึ่งที่บริเวณแยกอุรุพงษ์ มีลักษณะมั่นคง มีคำขวัญที่ชัดเจน คือ ปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งตรงประเด็นถูกต้องกว่าความคิดของพวกผู้ใหญ่ใน “การปฏิรูปกฎหมาย” ในปี 2540 และที่เรียกร้อง “ปฏิรูปการเมือง” ของพรรคการเมืองต่าง ๆ ซึ่งไม่เคยได้ผลและจะไม่ได้ผล ต่อมาคนกรุงเทพฯ ทุกอาชีพและ อีกหลายจังหวัดทั่วประเทศหลายล้านคน รวมทั้งชาวบ้านที่ออกมาบริจาคเงินให้ขบวนมวลมหาประชาชน สะท้อน “อาการทนไม่ไหว” กับการคอร์รัปชั่นที่ไม่มีขีดจำกัด บวกกับการใช้อำนาจแบบไม่มีขีดจำกัดของภาคการเมืองโดยเฉพาะระบอบทักษิณ และตกผลึกเป็นความคิด “การปฏิรูปประเทศ” โดยพลังประชาชนชัดเจนมากขึ้น ผมได้ข้อสรุปทางการเมืองมานานแล้วว่า ความโลภอย่างไม่มีขีดจำกัด (unlimited greed) ความบ้าอำนาจอย่างไม่มีขีดจำกัดของนักการเมือง (unlimited arbitrary power) นำไปสู่การพังพินาศแบบสมบูรณ์ของประเทศ (absolute catastrophe) พ่อ ครูว่า… อันนี้ อ.ธีรยุทธพูดออกมานี่จริงมากเลย ซึ่งในวงการศาสนามีเอาจริงอยู่บ้าง แต่อาตมาเข้าใจว่า ท่านพยายามที่จะลดความโลภกันอยู่บ้าง แต่มิจฉาทิฏฐิ ก็เลยไม่เกิดการลดความโลภอย่างถูกต้องแท้จริง ไม่ได้กำจัดกิเลสอย่างเป็นอาริยสัจ ถ้าลดโลภได้ การบ้าอำนาจ บ้าโลภของนักการเมืองจะลดลง ทุกวันนี้นักการเมืองคือผู้บ้าลาภยศสรรเสริญ หรือใช้อาชีพการเมืองที่มีอำนาจการเมืองเพื่อให้ได้โลกธรรม คนทั่วไปก็ทำ แต่ว่าการเมืองเป็นหน้าที่ๆมีอำนาจมีฐานะ คุมข้าราชการประจำให้เป็นขี้ข้า นักการเมือง โยกย้ายได้ ต้องซื้อตำแหน่งนักการเมืองเลยรวยเละเลย ตกเป็นทาส การเมืองเละย ิ่ งกว่าขี้แพะท้องเสีย คานธีกล่าวไว้ว่า ต้องนำเอาศาสนาไปสถาปนาไว้ในการเมือง ไม่อย่างนั้นการเมืองล้มละลาย ซึ่งตรงกันกับพระพุทธเจ้า แต่สมัยโน้นไม่พูดเรื่องการเมือง เพราะเป็นยุคสมบูรณา ญ าสิทธิราชย์ ซึ่งก็จะมีปุโรหิตบอกท่านอีกที เป็นธรรมะแบบฤาษี แบบเทวนิยม ไม่เป็นโลกุตระ ต้องหนีปลีกเดี่ยว ไม่เป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ ไม่เป็นพหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่ชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่ชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) ซึ่งศาสนาก็มี ศาสนาเทวนิยมจะใช้ความลึกลับ ใช้ศรัทธานำ ให้เชื่อถือพระเจ้า โองการพระเจ้า ต้องบังคับกัน หากแข็งแรงก็ไปรอด แต่ศาสนาที่ไม่บังคับ ใช้ปัญญา ต้องเป็นคนมีปัญญาจึงเลือกได้ และจะได้ยากด้วย เพราะเป็นเรื่อง ลักษณะธรรมะพิเศษ “ ระดับปรมัตถ์จริงแท้ ” 1 . คัมภีรา (ลึกซึ้ง) 2 . ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) 3 . ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) 4 . สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) ไม่ใช่ว่าสงบเงียบ ไกลห่างจากผัสสะจากสังคม อยู่ในรู ในถ้ำไม่กระดิกอยู่เฉยๆเงียบ ไม่ใช่ แต่สงบจากอกุศล และเจริญเร็วไวในกุศล มีชวนะจิต มีจิตมุทุภูตธาตุ (หัวอ่อนดัดง่ายปรับง่าย มีปัญญารู้ได้เร็วไว) เป็นจิตเอกกัคคตา เป็นคุณสมบัติอุเบกขา (ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุกัมมั ญญ า ประภัสสรา) 5 . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) 6 . อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) 7 . นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) 8 . ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น )

จิตที่มีอุเบกจามีคุณสมบัติ 5 ประการ 1 . ปริสุทธา (บริสุทธิ์ปราศจากกิเลสนิวรณ์ 5 ) 2 . ปริโยทาตา (ผุดผ่องขาวรอบแข็งแรงแม้ผัสสะกระแทก) 3 . มุทุ (รู้แววไว อ่อน-ง่ายต่อการดัดปรับปรุงให้เจริญ) 4 . กัมมัญญา (สละสลวยควรแก่การงานอันไร้อคติ) 5 . ปภัสสรา (จิตผ่องแผ้วแจ่มใสถาวรอยู่ แม้มีผัสสะ)

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน