570202_พ่อครูที่เวทีป้อมมหากาฬ เรื่อง แบบคนจน และอำนาจในกระจกเงา .doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์349 KB
วันที่แก้ไข11 มีนาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

570202_พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ แสดงธรรม วันที่ 2 เดือน กุมภาพันธ์ 2557 ที่เวทีป้อมมหากาฬ เรื่อง แบบคนจน และอำนาจในกระจกเงา

ชีวิตนี้ก็มีเรื่องธรรมะที่สำคัญ เพราะว่าอาตมาได้หันเหชีวิตมาทางนี้แล้ว ซึ่งมนุษย์ก็ไม่มีเรื่องอะไรสำคัญกว่าธรรมะ แม้ผู้มีบารมีมา ได้ปฏิบัติมาแต่ละชาติ ถึงขั้นมีคุณธรรมเต็มรอบเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว แต่พอเกิดมาแล้วโลกีย์ยังครอบงำให้ทำตามโลกีย์เลย ยังไม่รู้ตัวเองว่ามีบารมี พระบิดาดูแลไม่ให้เจอกับความทุกข์เลย แต่พออายุ 29 ก็ได้คิดจึงออกบวช แต่ว่าแม้บวชแล้ว บารมีที่มีแล้วก็ยังไม่ขึ้นมา ไม่มีพุทธคุณพุทธธรรมขึ้นมา เพราะศาสนาพุทธสูญหายไปหมดแล้ว ต้องถึงเวลาถึงจะรู้ตัวเองว่า เป็นพระพุทธเจ้า ขนาดท่านมีบารมีขนาดนี้ ยังถูกครอบงำ ดังนั้นเราต้องสะสมโลกุตรธรรมใส่ในสัญญา ถ้าได้แล้วได้เลย ตั้งแต่โสดาบัน รู้อาริยสัจ 4 (ทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ ทางดับทุกข์) โสดบันจะมีคุณสมบัติ 1 . โสตาปันนะ คือจิตมีทิศทางไปสู่โลกุตระ ทวนกระแส ปฏิโสตัง ได้ 1 ใน 4 ส่วน 2 . อวินิปาตธรรม คือมีเนื้อหามากขึ้น 2 ใน 4 ส่วน ที่จะเต็มรอบ 3 . นิยตะ คือเที่ยงแท้ แน่นอน ไม่ตกต ่ำ ไม่ถอยหลังแล้ว แต่ประมาทไม่ได้ แม้ไม่ติดแหงก แต่เสียเวลา ต้องพากเพียรต่อไป 4 . สัมโพธิปรายนะ คือ มีอันจะตรัสรู้ในเบื้องหน้าแน่นอน

จิตต้องมีคุณสมบัติเหล่านี้จริง สัมผัส สักกายะที่เป็นกิเลสตัวตนของตัวเองได้ รู้เห็นสัมผัสของตน พ้นสังโยชน์ ข้อ 1 ได้ แม้เป็นนามธรรม แต่เป็นวิทยาศาสตร์ ยืนยันกับตนได้ ไม่หลงทิศทาง มีรายละเอียด ในตำราบอกไว้หมด แต่ท่านไม่เห็นใช้กัน เห็นแต่จะทำสมาธิก็ไปนั่งทำสมาธิเอา แต่พุทธสอนให้กำจัดกิเลส ที่เป็นผีเป็นมารในใจ ที่เป็นเหตุ เป็นตัณหา เป็นตัวการที่ทำให้เราสุขหรือทุกข์ ให้เราตกนรกหรือขึ

อ่านต่อ

้นสวรรค์เก๊ แต่ทุกวันนี้สอนกันผิดๆก็เลยไม่ได้แก่นสารศาสนาพุทธ ได้แต่นับถือพุทธตามทะเบียน ถือไปอย่างนั้นไม่เข้าใจไม่ใส่ใจศึกษาปฏิบัติพุทธธรรม เมื่อผู้ใดได้ศึกษาแต่ละชาติๆหลุดพ้นได้ ลดกิเลสได้จริง เป็นโสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล จะได้จริง เกิดมาชาติหน้าก็จะมีจริง แต่อาจถูกโลกครอบงำ เสียเวลาได้ แต่ไม่หายไปไหนในคุณสมบัติโลกุตรธรรม ย ิ่ งทำให้โลกุตรธรรมสูงขึ้นๆ เป็นสกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ ก็ยิ่ง นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) เมื่อได้คุณสมบัติที่ประเสริฐยอดเยี่ยมกว่ายอดเพชรยอดทอง กองท่วมโลกก็ไม่ยิ่งใหญ่เท่าอันนี้ เพราะไม่ติดตัวไปตลอด ตายแล้วก็เอาไปไม่ได้ แต่ธรรมะตายแล้วเอาไปด้วยได้ ไปกับเราเป็นของๆเรา ไม่เอาก็ไม่ได้ ทำแล้วสั่งสมในจิตวิญญาณไม่มีทางลบ นอกจากทำอันใหม่ไปสังเคราะห์กันบวกลบ ลดดีกรีของกันได้จริง เป็นหลักประกันของคน เอามาย้ำกันพูดกัน เพราะเป็นส ิ่ งสำคัญ ผู้รำคาญก็ต้องขออภัย ผู้ที่มีอยู่แล้ว แต่ไม่รู้ตัว บางคนไม่แสวงหาแต่เจอได้ บางคนแสวงหาก็เจอได้ บางคนไม่มีบารมีเลย แต่มาพบได้ แต่ไม่เข้าใจ ฟังแล้วรับไม่ได้ ไม่ใช่ เพราะเป็นเรื่องทวนกระแส มาบอกว่าธรรมะต้องมุ่งมาจน แต่ทั้งโลกเขามุ่งมารวยกัน จะมาเป็นไอ้เข้ขวางคลองกันอยู่ทำไม มันไม่สามัญที่เขานึกได้ มาเป็นคนจนแล้วจะดีได้อย่างไร ไม่มีมันก็ไม่ได้ใช้ เอามาทำอะไรไม่ได้ แล้วจะอยู่อย่างไร วันนี้จะขยายความเรื่อง แบบคนจน ของในหลวงเราอีกที แบบคนจน และเราไม่ก้าวหน้าอย่างมาก ท่านกลับเห็นว่าการก้าวหน้าอย่างมากเป็นการถอยหลัง คนจนนี่ คือคนไม่มีสมบัติวัตถุมาก แต่ไม่ใช่คนจนใจ หรือจนน้ำใจ จนแต่มากด้วยคุณสมบัติขยันหมั่นเพียร แต่จนโลกธรรม ไม่มีโลกียทรัพย์มาก จนไม่สะสม (อปยจะ) แม้ตนเองจะสร้างได้มาก ผลิตได้มากดีอย่างไร แม้ราคาจะแพง หาได้ยาก เพราะคนทำได้น้อยก็ตาม สร้างได้ก็ไม่เอาเปรียบขายแพง แต่จะใช้อาศัยกินอยู่ในชีวิตบ้าง ใช้อาศัยนิดหน่อย เพราะมักน้อยสันโดษ จึงมีเหลือมาก แต่ไม่สะสม สะพัดแจกจ่าย คนไม่สะสม และแจกจ่าย จะไม่รวย แต่ทรัพย์ที่แท้คือความขยันและสมรรถนะ ใครมาแย่งไม่ได้ สร้างมาก เอาน้อย สะพัดได้ทุกวัน มากๆ ก็ไม่รวยแน่ ประเทศที่มีทฤษฏีแบบคนจน คนในประเทศจะไม่รวย จะจน แต่ของเอามาร่วมส่วนกลางมาก แต่ประเทศจะรวย แต่ถึงประเทศจะรวยก็ไม่สะสม เรามั่นใจว่าเรามีความรู้ความสามารถกับขยันเป็นทรัพย์แท้ ถ้าคนในประเทศมีคุณสมบัติเป็นอาริยะอย่างนี้ ประเทศนี้เลี้ยงคนในชาติ และเลี้ยงประเทศอื่นได้ เป็นคนมีวรรณะ 9 1 . เลี้ยงง่าย (สุภระ) 2 . บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) 3 . มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) 4 . ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) เป็นเศรษฐีเงินถัง แต่สตังค์ไม่มี 5 . ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) 6 . เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) 7 . มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) 8 . ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ 9 9 . ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) ในไทยเรามีพระโพธิสัตว์ ในหลวงเรานี่เองที่เอาทฤษฎีมาประกาศ แต่คนก็ฟังไม่เข้าถึง เอามาปฏิบัติได้ยาก แต่ดีที่อาตมาเป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้าด้วยกัน มีความรู้เรื่องเดียวกันจึงพาทำได้ ขยายความให้พวกเราทำ จึงเกิดความจริงเป็นหมู่มวลอโศกที่มี ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา ร่วมกันจึงเกิด หมู่กลุ่มที่ ส่วนกลางที่อุดมสมบูรณ์ แต่ไม่ได้เอาไปงอกผลเข้าหาตัว แต่กลับเอาไปแจกจ่ายเจือจาน ไม่เอาต้นทุนนี้ไปเอาเปรียบเขา ไม่เอากำไรกับสังคม เหมือนอย่างโลกีย์ทำ แต่ทำสวนกระแสโลก ปฏิโสตัง มีแต่จะเสียสละให้เขา แต่ละคนมีคุณธรรมที่จริงก็จนได้ตลอดชีวิติไม่ทุกข์ อยู่พึ่งแก่เจ็บตายกันได้ ไม่กลัวหมดหรือไม่พอเพราะเราสร้างได้ด้วยมือตน ต้องมีทฤษฎีคนจนที่มหัศจรรย์ ส่วนตัวจน แต่ส่วนรวมอุดมสมบูรณ์ ในหลวงตรัสว่า ถ้ารวยอย่างเขาเป็นนั้นเป็นการถอยหลัง...ทุนนิยมถอยหลังเพราะแย่งกัน คนรวยก็แย่งเอามาแล้วเอาไปออกดอกผลเพื่อเอาเปรียบหลอกล่า โกยเข้าหาตนมากๆขึ้นๆ คิดวิธีสารพัด Maximize profit ได้มาเท่าไหร่ไม่พอ ดีใจที่ได้เปรียบ แต่มีสามัญสำนึกว่าต้องแจกจ่ายบ้างก็ทำทีทำทานบ้าง ทำทีทำทาน ให้ภาพตนเป็นภาพที่ดี หลอกคนให้เขาเชื่อว่าเราทำดี เป็นคนดี ปะหน้า แต่ไม่กล้าหมดเนื้อหมดตัว ยิ่งจะหมดเป็นอนาคาริกชน คือไม่มีบ้านช่องเรือนชานเป็นของตนอาศัยกับมนุษยชาติ มีชีวิตเนื่องด้วยผู้อื่น คนจะอยู่เย็นเป็นสุข เพราะช่วยเหลือกัน มีการแย่งชิงกันน้อยหรือไม่มีเลย เป็นความก้าวหน้าจริง แต่ทางโลกียะนั้นมีแต่จะเอาชนะ รวมหัวกันปล้น เพื่อจะให้เอามาแก่ตนมากๆ มีแต่ทำให้สังคมเดือดร้อน อย่างนายทุนใหญ่ที่ทำมาตอนนี้ นายทุนใหญ่ตัวแม่ ตัวพ่อ นี่แหละ โกงทั้งโคตรและโคตรโกง เป็นการถอยหลังอย่างน่ากลัว ขนาดเลือกตั้งวันนี้ ดันทุรังไป ฉิบหายไปกว่า สามพันล้านแล้ว มั่นใจว่าผลนั้นฉิบหายแน่ แต่ความโง่เง่าเกินโง่เงาแล้วจนง่านแล้ว ถอยหลังอย่างน่ากลัว เขาไม่รู้จักนรก เพราะถ้ารู้เขาไม่ทำเพราะเขาต้องตกนรก นี่คือการถอยหลังอย่างน่ากลัว ประเทศอื่นก็ทำอย่างนี้ ล่าโลกธรรม พาไปรวยกันทั้งโลก ที่พูดกันว่าจะพาไปรวย ในหลวงจึงไม่เอา อาตมาก็ไม่เอา แต่มาเอาแบบคนจน อาตมาพาพวกเราทำมา 40 ปีแล้ว อยู่สบาย แล้วออกมาทำงานกับสังคมรอบกว้างมากขึ้น เห็นผลดี ไม่วูบวาบ ไม่มีเล่ห์หม ก เม็ด ซึ่งคนไม่บริสุทธิ์จะทำไป แต่เรานั้นภูมิใจที่สะอาดบริสุทธิ์ อาตมาภูมิใจที่กำนันสุเทพว่า เราต้องทำอย่างสะอาดบริสุทธิ์ ปราศจากอาวุธ พวกที่มีก็แฝงมา ก็เป็นกปปส.ด้วย ห้ามยาก บางทีกลัวตาย และก็เข้าใจว่า เราปล่อยให้เขายิงเรา เราก็ตายสิ เขาไม่กล้าตายไม่กล้าเจ็บปวด แต่กำนันสุเทพยืนยันเลย เขาจะมาฆ่าก็สวดอิติปิโสฯเลย ต้องย ้ำ และทำให้จริง ยืนยันเป็นแก่นแกนเลย และพวกเราก็มีจริงเป็นส่วนใหญ่ พวกที่ตกหล่นก็มีบ้างเป็น Error ไม่กี่ส่วนหรอก แต่ก็มีให้เห็น เพราะคนเป็นแสนเป็นล้านและอยู่นานด้วยนะ ต้องบกพร่องบ้างไม่บริสุทธิ์เต็มร้อยก็ธรรมดา ส ิ่ งจริงที่เกิดในสังคมเป็นเรื่องอธิบายได้ตามธรรมะพระพุทธเจ้า ถ้าไม่มีคนมีคุณธรรมจริงเกิดไม่ได้หรอก ประเทศหลายๆประเทศก็เข้าใจ แต่ธรรมะที่เขาได้ทำนั้นยังไม่ถึงจริง ก็ยาก แต่ว่าที่ๆเขาเข้าถึงจริงก็ได้ เช่นคานธีทำได้ ห้ามแม้แต่คนตีก็ไม่ยกมือรับ ถ้ายกมือรับนี่ถือว่าต่อสู้นะหลบเอา หลบไม่ได้ก็ถือว่าวิบากเรา แบบพอเพียง แบบคนจน ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ขาดทุนคือ เช่น เรามีสมรรถนะตีราคาตามสากล วันหนึ่ง หรือเดือนหนึ่งได้ห้าหมื่น ซึ่งก็ไม่แพงเท่าไหร่ในสมัยนี้หรือเดือนละแสน ต่อเดือน แต่เขากินใช้อาศัย เดือนหนึ่งสองหมื่น ที่เหลือเป็นส่วนเกิน ก็เอาส่วนเกินไปเข้าส่วนกลาง ซึ่งจะมีคณะบริหารส่วนกลาง เป็นรัฐบาล ระบบที่อโศกเป็นแกนคือระบบบุญนิยมระดับสาธารณโภคี ทุกคนทำแล้วเอาเข้าส่วนกลางเต็มร้อยเลยไม่ยักไว้ส่วนตัว ก็อาศัยกินใช้ส่วนกลาง หลักใหญ่คือ 1 .ไม่เป็นหนี้ 2 .พึ่งตนเองรอด 3 .ทำให้เกินกินใช้ 4 .แจกจ่ายเจือจานเอื้อเฟื้อผู้อื่นต่อไป ทุกชุมชนอโศกทำได้ ไม่เป็นหนี้เลยทุกชุมชน พึ่งตนเองรอด ไม่ต้องเบียดเบียนใคร ทำเกินกินใช้ เอาส่วนเกินไปขาดทุนไปเสียสละแก่คนอื่น ไม่ใช่แลกกลับมาย ิ่ งกว่าเก่า ไม่เอาลาภแลกลาภ (มิจฉาอาชีวะข้อที่ 5 ) ทุนร้อยก็ขายต ่ำ กว่าร้อย ต ่ำ ได้มากเท่าไหร่ถือว่า กำไรเรามากเท่านั้น ส่วนโลกีย์ทุนนิยมนั้นขายได้มากกว่าทุนมากเท่าไหร่ถือว่าได้กำไร ซึ่งไปไม่รอด ของบุญนิยมนี่ ก็จะไปได้รอด เพราะมีประโยชน์สูงประหยัดสุด เลี้ยงตนรอด จนตลอดเวลา แต่มีกำไรตลอดเวลา เสียสละตลอด เป็นการได้บุญได้กุศล ได้สิ่งติดตัวเราไปทุกชาติเป็นทรัพย์แท้เป็นกุศลวิบาก ให้ทานนี่เป็นกุศลวิบาก ติดชีวิตเป็นทรัพย์แท้ของเรา นี่คือเนื้อแท้ที่เป็นขาดทุนของเราคือกำไรของเราอย่างแท้จริง คนเขารู้ว่าเราเสียสละเขาก็นับถือ เพราะเห็นว่าเรามีคุณค่า เสียสละต่อสังคม ไม่ใช่กอบโกยเอาจากสังคมตลอด ไม่ขี้หวงแหน อย่างการขายข้าวนี่ ไม่มีเงินจ่ายแก่ชาวนา ทำไมไม่เอาจากตระกูลเขาที่มีเป็นแสนล้านมาช่วยเล่า ...เขาทำไม่ได้เพราะจิตไม่มีทานมัย มีแต่จะหลอกล่อ ให้เขากินเศษเนื้อข้างเขียง แต่ตนกินเนื้อชิ้นโต นี่คือเลห์กล ในสัจธรรมที่สาธยาย เป็นเรื่องจริงที่ทุกวันนี้ในไทยมีขึ้นแล้ว แต่ละคนต้องมาสืบสาน แต่ละคนต้องมาทำให้ไทยเป็นประเทศแบบที่ในหลวงตรัส แล้วเราจะเจริญงอกงามไปตลอดไม่มีถอยหลัง ตอนนี้อเมริกา เป็นยอดทุนนิยม ก็ถอยหลังมาเรื่อย คนรู้ไส้พุงเขาก็น่ากลัว เขาปั๊มเงินดอลล่า ร์ มามากมาย ไม่มีหลักประกันมีแต่หนี้ สักวันจะเป็นแบงค์กงเต็ก เขาหลงโลกธรรมมากเลย เขาเล็กไม่ลง ต้องใหญ่ไปตลอด จะเห็นผลต่อไป มีมาแต่สมัยโบราณที่ได้ชื่อว่าเป็นประเทศเจริญทางวัตถุ ล่าอาณาจักร เป็นประเทศทางตะวันตก ก็เคยร่ำรวยมาทั้งนั้น เคยเป็นมหาอำนาจ เป็นสมบัติผลัดกันชม หมุนเวียน แต่ถ้าเราเป็นประเทศจนถาวรเลย แต่จนมหัศจรรย์ ไม่มีใครแย่งเราด้วย เพราะเราจนไม่มีให้แย่ง แต่เราแจกอีกด้วย เขาจะมาปล้นทำไม เพราะเราให้เขาอยู่แล้ว เรามีพฤติกรรมขยันสร้างสรรเสียสละ ไม่เบียดเบียนใคร เราไม่วุ่นวายในโลก เขาจะยกประเทศเราไว้เลย นี่คือคนจนยั่งยืนถาวร ถ้าคนในประเทศมีคุณสมบัติเป็นคนจนอย่างที่ว่า อย่างชาวอโศกเป็นสุขนะ สุขสงบอบอุ่น ไม่ได้สุขอย่างบำเรอโลกธรรม เสพกามหรือบำเรออัตตา ไม่ใช่ เราล้างกิเลสจริง จึงเป็นสุขวิเศษ เป็นอุตริมนุสธรรม เกินสามัญชนคิด เป็นความรู้สึกเกินปกติของมนุษย์สามัญ เป็นเรื่องพิเศษสูงส่ง เขาสุขเพราะมีการบำเรอโลกธรรม กามคุณ 5 แต่เมื่อเราไม่มีกิเลส เข้าใจ ปล่อยวางกิเลส เป็นมัชฌิมา เป็นกลางที่ไม่มีกามหรืออัตตา ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เป็นสูตรหลักใหญ่ ที่จิตเป็นนิพพานเป็นมัชฌิมา ซึ่งโลกีย์ก็มีกามกับอัตตา เราไม่โต่งไปทางไหน ไม่มีปลาย จึงเหลือกลางเป็นฐานนิพพาน จึงต้องเรียนรู้กามเป็นเรื่องต้น แล้วเรียนรู้อัตตา โสดาบัน ล้างกามในอบาย แล้วล้างกามคุณในสกิทาคามี จนหมดกามคุณ เหลือกามานุสัย เหลือในรูปตัณหาอรูปตัณหา เป็นส่วนตนไม่เบียดเบียนใคร เมื่อล้างอัตตาได้หมด จิตก็กลาง เป็นมัชฌิมา เดี๋ยวนี้เพี้ยนแล้ว ไปศึกษากามก็ไปปลีกหนีเดี่ยว ไม่รู้เรื่องว่าความเป็นกลางคืออย่างไร เข้าใจว่าเป็นกลางคืออยู่เฉยๆ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร ความเป็นกลางคือ อุเบกขา เป็นฐานนิพพาน พอทำฌานได้ฌาน 4 ก็จะมีจิตเอกัคคตา (จิตเป็นหนึ่งเดียวไม่มีเพื่อนสอง สูงสุดยอด) เมื่อได้เอกัคคตา ก็ได้ฐานนิพพาน เป็นอุเบกขาฐาน ทำให้สมบูรณ์แม้เป็นอุเบกขาลำลองที่ได้บ้างแม้ไม่ถาวรแข็งแรง อาจมีวอกแวกบ้างก็ต้องทำต่อ จนอุเบกขาแข็งแรงมั่นคงได้ เป็นคุณสมบัติ 1 . ปริสุทธา (บริสุทธิ์ปราศจากกิเลสนิวรณ์ 5 ) 2 . ปริโยทาตา (ผุดผ่องขาวรอบแข็งแรงแม้ผัสสะกระแทก) 3 . มุทุ (รู้แววไว อ่อน-ง่ายต่อการดัดปรับปรุงให้เจริญ) 4 . กัมมัญญา (สละสลวยควรแก่การงานอันไร้อคติ) 5 . ปภัสสรา (จิตผ่องแผ้วแจ่มใสถาวรอยู่ แม้มีผัสสะ) สูงสุดของอุเบกขา คือมัชฌิมา ซึ่งต่างจากที่ทั่วไปรู้ว่าอุเบกขาคือนิ่งๆหยุดไม่เกี่ยวกับใคร ไม่คิดอะไร ไม่รู้สึกอะไร นั่นไม่ตรงตามที่พระพุทธเจ้าสอนที่เป็นส ิ่ งที่ 1 . คัมภีรา (ลึกซึ้ง) 2 . ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) 3 . ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) 4 . สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) 5 . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) 6 . อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) 7 . นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) 8 . ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) พุทธที่บรรลุนั้น จิตจะมีปัญญาอย่างปัญญาปาสาโท คือ เหมือนนกมองจากที่สูง แล้วเลือกทำสิ่งที่ควรในกรรม 3 พุทธนั้นไม่ใช่อุเบกขาแบบเด๋อ ไม่ใช่เคหสิตอุเบกขา ต้องอ่านรู้จิตว่า อุเบกขาแบบโลกๆไม่เข้าท่าเป็นแบบใด ต้องรู้มโนปวิจาร 18 แบบเคหสิตอุเบกขาคือนิ่งเฉยอย่างโลกีย์ แต่ถ้าแบบพุทธจะเห็นตลอดรอบว่ากลางคือพ้นกาม พ้นอัตตา เห็นอย่างจักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ว่ากิเลสดับ ไม่ใช่ไปดับสัญญา ดับเวทนา แต่จะเลือกดับส่วนที่เป็นอกุศลในสัญญาในเวทนา เราวางมาตั้งแต่ความหยาบใหญ่ที่ติดยึด จนเบามาเรื่อยๆ ก็จะมีภูมิธรรมที่แท้จริงสะสมมา สุขอย่างโลกุตระนั้น ได้ลาภมาก็เฉย ได้ยศมาก็เฉย ได้สรรเสริญก็เฉยไม่ดีใจไม่เสียใจ แม้สัมผัสกามคุณก็ไม่ยินดีไม่เสียใจ เราไม่สุขทุกข์กับโลกีย์ กับกามแล้ว ยกตัวอย่างเช่น ผู้ชายบางคนไม่ติดลิปสติก ไม่ยินดียินร้ายกับลิปสติก แต่คนที่ติดได้มาก็ยินดีมาก แต่ผู้ชายคนนี้ทาแล้วก็ไม่รู้สึกอะไร ไม่มีอุปาทานไม่มีตัณหา จะมีจิตว่างจากลิปสติก จะมีปัญญารู้ว่างานไหนควรงานไหนไม่ควร เรามีเวลาทุนรอนแรงงานมาสร้างส ิ่ งที่ควร ที่มีประโยชน์ต่อสังคม เราก็ได้อาศัยใช้สอย ทำให้แก่สังคมด้วย สังคมก็เจริญ ยกตัวอย่างเช่น คนไปอเมริกา แล้วก็ไปอินเดีย พอไปเห็นอินเดียก็เห็นว่าไม่หรูหรา น่าอับเฉา ซกมก อะไรต่างๆนานา แต่ของเขาไม่เปลืองผลาญ เหมือนอเมริกาหรือจีนที่หลงโลกีย์ ดีแต่จีนเป็นคอมมูนฯก็เลยกดไว้ได้ แต่ชักเปิดเหมือนกันเดี๋ยวนี้ อินเดียไม่หลงไหลโลกีย์มาก ไม่หลงขุดคุ้ยทรัพยากรไปทำลายมาก เขาก็มีสมบัติของเขาอยู่ ไทยตอนนี้ก็หลงโกลีย์ หลงโลกธรรม ที่ที่เป็นเมืองพุทธ แต่ไม่มีคุณธรรมพุทธ คนไปบริหารก็เป็นคนโลกๆ หลงโลกธรรม หลงกาม หลงอัตตา แย่งชิงสิ่งเหล่านั้นมาเป็นอำนาจ แล้วใช้อำนาจทางลาภ ยศ สรรเสริญ ทางกาม ทางอัตตา ซึ่งเป็นอำนาจปลอม อำนาจลวง

อำนาจโลกีย์ เป็นสมบัติผลัดกันชม อาตมาเรียกอำนาจในกระจกเงา

อำนาจในระบอบประชาธิปไตยมีหลายขั้น อำนาจขั้นที่ 1 คือประชาชน อำนาจขั้น 2 คือ พระมหากษัตริย์ อำนาจขั้น 3 คือพระมหากษัตริย์ใช้อำนาจผ่าน 3 สถาบัน อำนาจขั้นที่ 4 คือกฎหมายให้ประชาชนใข้สิทธิ์เลือกตั้งผู้แทนฯ ส่วนผู้แทนเป็นอำนาจขั้นที่ 5 อย่ามาทำกร่าง ส่วน นายกฯเป็นอำนาจลำดับ 6 ต่อจากสส.ที่ไปโหวต น า ยกฯ แล้วนายกฯก็ไปตั้งรมต.อีก เป็นอำนาจลำดับ 7 แล้วมาทำกร่างทุกวันนี้ อำนาจเหล่านี้ทั้งมีแบบเลือกและแบบแต่งตั้ง ทั้งหมดเป็นอำนาจกระจกเงา ประชาชนเป็นเจ้าของกระจกเงา แต่นายกฯเป็นภาพหลอกๆในกระจกเงา ต้องทำตามที่กำหนดใน รัฐธรรมนูญ ทำผิดหรือทำเกินไม่ได้ ไม่ทำก็ไม่ได้ ประชาชนต้องควบคุมดูแล มีเจตนารมย์ให้ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข ถ้าทำไม่ดีบริหารไม่ดี ผิดหลักเป็นขบถ เช่นที่เขาทำมานี่ ไปคอรัปชั่น ไปตั้งอะไรไม่ควรตั้ง ออกกฎหมายที่ไม่เหมาะสมเช่น พระราชกำหนด ฉุกเฉิน เป็นต้น สารพัด กู้เงิน โกงกิน โกหก หลอกลวงกัน อย่างที่เดือดร้อนกันนี่ สงสัยชาวนาจะออกมาไหมนี่ เอาข้าวเขาไปแล้วไม่ให้เงินเขา ไม่เป็นไปตามที่เจ้าของกระจกต้องการ เมื่อรู้ว่าไม่ดีก็ต้องไล่ออกจากกระจกได้ แต่เขาไม่รู้ตัวว่าเขามีแค่อำนาจในกระจกเงา เขาไม่รู้จักตัวเองจริงๆ ประชาชนมีสิทธิ์เอาตัวแสดงในกระจกตัวใหม่อย่างไม่ผิดกฎหมายเลย มาหาว่าเราเป็นกบฏ ขออภัยเถอะ “ถ ถุง สระอุ ยอยักษ์ ” แล้วมาว่าเราเป็นกบฏหรือสุเทพเป็นกบฏ ที่จริงกบฏตัวแม่คือย ิ่ งลักษณ์ ไม่รู้ว่าตัวอยู่ในกระจกเงา น่าสังเวชเห็นใจแต่ไม่รู้ทำไงเหมือนกัน พวกเราเข้าใจเพราะไม่ได้หลงไปกับเขา เราศึกษาไม่ให้ติดยึดหลงผิดไปกับเขา เกิดจากเราลดกิเลสได้ กิเลสเราไม่หนักหนา ไม่โลภจัด ไม่โกรธจัด ไม่โมหะจัด เราจึงมารวมตัวกันได้ มีพฤติกรรมจริง ถึงเวลาที่ประชาชนต้องตื่นรู้เห็นแจ้งความจริง เรื่องสังคมที่เกิดขึ้น แล้วก็แย่งชิงตู่ท้วงกันไปมา แม้แต่เรื่องเลือกตั้งหรือปฏิรูปก่อนก็เถียงกันไปมา ถ้ามีกิเลสก็ต้องเอาส่วนกิเลสมาเป็นใหญ่ให้ได้เปรียบ ความจริงแล้วเลือกตั้งนั้นเป็นอำนาจลำดับต ่ำ กว่าเจ้าของอำนาจที่มาแสดง เขาก็ว่ามวลเขามาก ที่ออกมาท้วงนี่ส่วนน้อย แล้วเขามากตอนไหน ก็ว่าตอนเลือกตั้ง แล้วเลือกตั้งเขาบริสุทธิ์หรือไม่? เขาก็พยายามล ็ อบบี้ ตะล่อมข้าราชการ ประชาชน เขาทำได้สำเร็จด้วยเพราะใช้อามิส เอาโลกธรรมปั่นให้เขาเลือกตั้งเขามา ทำทีไรก็ได้ เอาเสาไฟฟ้าลงก็ได้ เราก็เลยว่าไม่เอาเลือกตั้งครั้งนี้ เพราะเลือกแบบเก่าก็ได้คนเก่ามา ทำแย่อย่างเก่าอีก เราก็ไม่เอา เราไม่ปฏิเสธว่าเลือกตั้งไม่ดี แต่ว่าต้องมีการประกอบด้วยความบริสุทธิ์ถูกต้อง อาจมีพวกที่ยึดติดในระบอบเห็นว่าเลือกตั้งเป็นประชาธิปไตยแบบเดียว ซึ่งความจริงประชาธิปไตยมีหลายแบบ แม้สมบูรณา ญ าสิทธิราชย์ก็เป็นประชาธิปไตยได้ ท่านเกรงในประชาชนทำงานเพื่อประชาชนแม้มีอำนาจสิทธิ์ขาดในการบริหารแต่ ช่วยประชาชนอย่างมีทศพิธราชธรรม ก็เป็นประชาธิปไตยโดยเนื้อหา แม้ชื่อระบอบเป็นราชาธิปไตยหรือสมบูรณา ญ าสิทธิราชย์ แม้ว่าไม่โดยประชาชนแต่เป็นของประชาชน แม้เป็นระบอบใดก็ตาม หากมีธรรมะก็จบเลย ยิ่งเป็นประชาธิปไตยก็ยิ่งสบายเลยทั้งชื่อทั้งนามก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเลย ประชาธิปไตยต้องมีธรรมะ ถ้าประชาชนไม่มีธรรมะ แม้จะรู้เก่งอย่างไร แต่ไม่มีธรรมะก็ไม่เป็นประชาธิปไตย จึงสำคัญที่ต้องให้ประชาชนมีการศึกษาสัมมาทิฏฐิ มีคุณธรรมเป็นเอก มีความสามารถเลี้ยงตนในสังคม ไม่ทุจริตไม่เบียดเบียนใคร ก็ต้องมีธรรมะ ส่วนความรู้ความสามารถนั้นพระพุทธเจ้าไม่ทิ้ง ไม่ใช่ว่าเป็นพุทธเป็นภิกษุแล้วไม่สนใจสังคม ได้แต่สอนธรรม ซึ่งคนเขาก็สอนกันได้ ให้เสียสละทำดี แต่ตนหลงใหญ่โต กอบโกยเอาเปรียบหลงรวย จะไปรอดอย่างไร มีแต่ทิศทางมักมากมักใหญ่ หรูหรา ธรรมใดวินัยใดเป็นไปเพื่อความมักมากไม่ใช่ธรรมของเราตถาคต ที่หลงหรูหราใหญ่โตสวยงามมากเกิน นี่คืออบายมุข ถ้าไม่รู้เนื้อหาสาระของพระพุทธเจ้าว่าเป็นธรรมะเพื่อประชาชนโดยประชาชนของประชาชน ถ้าไม่เข้าใจอันนี้ไม่ทันสมัย การเป็นคนจนนี่แหละทันสมัย เป็นคนจนก็มีคุณค่า มีประโยชน์ต่อมนุษยชาติ เป็นคนจนที่ช่วยคนรวย ช่วยให้คนรวยรู้จักตนเองว่า คุณกำลังกอบโกย เบียดเบียนคนอื่น มันเป็นโทษต่อตนและสังคมด้วย คนไหนเข้าใจก็มาลดละ เรามีสาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7 คนรวยนั้นก็มากลายเป็นคนอย่างที่พระพุทธเจ้าสอน มาเป็นคนจน มีวรรณะ 9 เราจะปฏิรูปให้คนในประเทศไทยเป็นเช่นนี้ เรารู้ว่าชีวิตเกิดมาควรได้อะไรเอาอะไร พากเพียรอย่าให้สูญเปล่าไปหลงกับอบายมุข เป็นโมฆบุรุษ เกิดมาเป็นมนุษย์ทั้งที ได้กิเลสสะสมไปเพิ่มขึ้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าคนตายไปจะเกิดมาเป็นมนุษย์อีกหรือ ขึ้นสวรรค์นั้นน้อยมากเท่ากับดินในขี้เล็บ นอกนั้นคนตกนรกเท่ากับพื้นปฐพีทั้งหมด แล้วจริงด้วยนะ คนหลงโลกียะ หายใจออกเข้าได้แต่นรก คุณบำเรอได้ลาภมาก็ดีใจ หัวใจพองโต กิเลสก็พองโต กิเลสได้พอใจที่ได้โลกธรรม เป็นปุถุชน อำนาจ และ ยศ คือตำแหน่งหน้าที่ที่เขาให้รับผิดชอบ แต่ถ้าไปหลงตำแหน่งใช้ไปเอาเปรียบอีกก็ย ิ่ งแย่ เป็นหัวหน้านี่ย ิ่ งต้องจนกว่าลูกน้อง แต่ว่าบางทีต้องมีอลังการ แต่ว่าส่วนตนต้องมักน้อยสันโดษ ไม่หลงหรูหราฟุ่มเฟือย อำนาจนี่คือการกำหนดหน้าที่ ถ้ามีอำนาจมากขึ้นไม่ใช่ว่าเอาไปเบ่งข่ม ปล้นคนอื่น อย่างที่เขาทำ เช่นตำรวจที่เขาทำกัน ประชาชนเสียประโยชน์เพราะเอาคนเหล่านี้มาให้มีอำนาจ ทำเห็นแก่ตัว ไม่ชอบธรรม ไม่ยุติธรรม ตนเองเห็นแก่ตัวลำเอียงก็ไม่รู้ ทำอย่างหน้าด้าน แก้ตัวน้ำขุ่น เสื่อมต ่ำ มากเลยในสังคมทุกวันนี้ เรามาตื่นฟื้น กอบกู้ธรรมะพระพุทธเจ้า เราก็ได้ด้วย สังคมก็ได้ ประเทศก็จะเจริญประเสริฐ อย่างเดียวกับในหลวงเราตรัส แบบคนจน ไม่ก้าวหน้าอย่างมาก เพราะเป็นการถอยหลังน่ากลัว แต่ก้าวหน้าอย่างพุทธธรรมนี่แหละที่ในหลวงเราตรัส น่าสมเพศประเทศไทย ในหลวงตรัสก็อ้างว้างว้าเหว่า ไปขยายผลไม่ได้ เศรษฐกิจพอเพียงก็ไม่ได้ แบบคนจนก็ไม่ได้ ยิ่งมาขาดทุนคือกำไรย ิ่ งมืดหน้า แต่เป็นไปได้ ดีด้วยประเสริฐด้วย ให้ตั้งใจศึกษาเถอะ เราศึกษาวิชาเทคนิค ทางโลกมากมาย แม้ไปศึกษาธรรมะไม่สัมมาทิฏฐิก็ทำ ให้ศึกษาให้ดีว่าโลกุตระคืออย่างไร จะได้มี พหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่ชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่ชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) อาตมาทำเต็มที่แล้ว แต่ไม่เก่งเท่าไหร่เลย ...ไม่ได้ถ่อมตนนะ อย่างกำนัน สุเทพขยายความดีกว่าอาตมาพูดให้คนเข้าใจได้ดี ตอนนี้ถึงยุคที่ควรได้ควรมีธรรมะ เห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ ช่วยเอาแสงสว่างมาไว้กลางอุโมงค์กันหน่อย ยังมีความหวัง ไม่สูญเปล่า เราได้ชนะรายทาง ได้ผลมาเรื่อยๆ แม้ไม่ได้สุดยอด แต่เราไม่เอาแพ้เอาชนะไม่คว ่ำ คู่ต่อสู้ให้ล้ม แต่เราชนะรายทางไปเรื่อยๆ ในแต่ละกรอบที่เราทำ พยายามเข้าใจให้ได้ เราพยายามเอาอำนาจของผู้หลงตนเองในกระจกเงาออกไปก่อน แล้วเราจะให้คนที่ไปทำงานในกระจกเงาไม่หลงตนเองอย่างเขาไปทำ เหมือนอย่างนางแม่มดในเรื่องสโนไวท์ ส่องกระจกแล้วนึกว่าตนเองสวยที่สุด แต่ที่จริงหลงตนเอง ในข้อเขียนของธีรยุทธ บุญมี ประชาธิปไตยที่จะต้องกำหนดให้อยู่จำกัดในพรรคการเมืองนี่ไม่ใช่ประชาธิปไตยแล้ว ประชาธิปไตยคือความอิสรเสรี ไม่ต้องอยู่ในคอก แต่ว่าอยู่ในพรรคแล้วก็ต้องมีวิปอีก ก็ยิ่งจำกัดสิทธิอีก แม้แต่สมัครเลือกตั้งแต่หาเสียงโฆษณาตนเอง ปั้นนโยบายประชานิยม แล้วทำอย่างยิ่งลักษณ์ จะกระชากค่าครองชีพ พูดไปก็ทำไม่ได้ พูดไปแล้วทำไม่ได้ก็เฉย ถ้าเป็นที่อื่นเขา เขาย้อนมาก็น่าจะลาออกแล้ว แม้แต่โฆษณาว่าเลือกฉันนะก็เป็นการอวดอ้างตนแล้ว ซึ่งคนจริงที่ทำงานแก่สังคมเขตนั้นๆ ย ิ่ งเป็นคนทำประโยชน์แก่ประเทศ คนรู้จักทั่วประเทศ เขาก็จะเลือกมาเอง ไม่ต้องหาเสียงปะหน้าที่เป็นเรื่องไม่จริง เป็นเรื่องไม่แท้ ควรทำงานให้จริง มีประโยชน์ต่อเขตนั้นจริง จนมีประโยชน์ต่อประเทศจริง คุณสมัครเมื่อไหรก็ได้แน่นอน พรรคการเมืองทุกวันนี้มีนายทุนเป็นเจ้าของพรรค พวกที่เป็นสมาชิกพรรค ที่มีหน้าที่ทำงานในสังคมเป็นลูกน้องของนายทุนที่บงการ นี่ไม่ใช่ประชาธิปไตยเลย ดังนั้นระบบพรรคการเมืองพังทลายหมดแล้ว โดยเฉพาะโครงสร้างระบบศีลธรรม เราจึงต้องปฏิรูปประเทศใหม่ ต้องปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง แล้วก็มีข้าราชการออกมากันหลายกระทรวงเลย จะปฏิรูปกฏหมายนั้นเป็นรอง แต่ปฏิรูปคนนั้นเป็นใหญ่ หากสร้างคนให้สุจริตยุติธรรมไม่ได้นั้นไปไม่รอดหรอก ต่อให้ รัฐธรรมนูญ ดีให้ตายอย่างไร คนชั่วก็หาทางเบี้ยวได้ ดื้อต่อกฎหมาย ไม่ยอมรับกฎหมาย อย่างที่เป็นอยู่นี่... การจะบูรณะต้องให้คนมีคุณธรรมอย่างแท้จริงจึงไปรอด ขอยืนยัน จะมีเลือกตั้งจะมีการตั้งคณะร่าง รัฐธรรมนูญ อะไรก็แล้วแต่มันอยู่ที่ตัวคนจะมาทำ ถ้ามีคนเห็นแก่ตัวน้อยหรือไม่มีกิเลสเลย มารวมกันทำเพื่อประเทศจะเป็นผลสำเร็จ ไม่อย่างนั้นไม่สำเร็จ คนเราสามัญก็รู้ว่าส ิ่ งไหนดีส ิ่ งไหนชั่ว ก็แสดงออกดี ไม่ชั่ว จะพูดดี แต่ความจริงก็อีกอย่าง ถ้าสามารถล้างกิเลสได้ พูดออกมาก็ไม่มีกิเลส ทำก็ไม่มีกิเลส เพราะใจไม่มีกิเลส แม

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน