570627_ธรรมาธรรมะสงคราม ที่สันติฯ เรื่อง เปิดโลกเทดามารพรหม เจนจบ ๒๐ ชั้น .doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570627_ธรรมาธรรมะสงคราม ที่สันติฯ เรื่อง เปิดโลกเทดามารพรหม เจนจบ ๒๐ ชั้น
พ่อครูว่า...อาตมาก็จะยังวนเรื่อง ความเป็นสัตว์ทางจิตวิญญาณ ถ้าเราไม่รู้เรื่องสัตว์ทางจิตวิญญาณเราก็ไม่พ้นความเป็นศีลพตปรามาส ต้องรู้เข้าใจแล้วปฏิบัติ กำหนดหมายตรวจสอบเพ่งรู้ให้เกิด วิตก วิจาร วิจัย วิจักขณ์
เรามาต่อกันเรื่อง สัตตาวาส ๙ ข้อ ๑ กายต่างกัน สัญญาต่างกัน เช่น พวกมนุษย์ เทพบางเหล่า พวกวินิปาติกะบางเหล่า
ชื่อว่าเทวดาชื่อเดียวกันแต่ว่ากำหนดหมายต่างกัน เขาไปปั้นเองในจิต หรือไปเรียนรู้วิญญาณตอนตายแล้ว วิญญาณล่องลอยออกจากร่างอย่างภิกษุสาติ ซึ่ง พระพุทธเจ้าว่าให้เรียนรู้จิตวิญญาณขณะสัมผัสอยู่ปัจจุบันขณะ สัตว์ในที่นี้หมายถึง สัตว์ทางปรมัตถธรรม ไม่ใช่ดินน้ำไฟลมที่ประกอบกัน ไม่ใช่รูปธาตุแค่รูปธรรมทางฟิสิกส์ แล้วแม้นามก็เปลี่ยนมาเป็นรูป เรียกว่านามรูปได้อีก
ถ้ากระทบทางตาตอนนี้ก็เป็นวิญญาณ แต่มีสัญญาทำงานร่วมด้วย สัญญาเป็นเจตสิกทำงานให้แก่วิญญาณ แต่ถ้าหลับตาลง ก็จะเหลือเป็นความจำได้หมายรู้ เป็นสัญญาแล้ว หรือจะนึกมาใหม่อีกก็เป็นของแห้งแล้ว แต่ว่าถ้าสัมผัสสดๆ ก็เห็นวิญญาณสดๆ ปฏิบัติธรรมจึงต้องสัมผัสทางทวารนอก จึงจะเรียนรู้วิญญาณได้ แต่ถ้าตายไปแล้วก็ยิ่งยากมาก
ตายไปแล้วแยกไม่ออกว่าขณะใดจิตคุณเป็นสัญญา หากตกนรกก็ตกอยู่อย่างนั้นไม่รู้หรอก แต่ถ้าเราฝึกฝน ยิ่งเราแยกออกว่านี่คือรูปนี่คือนาม รู้นามรูปไหด้ แม้เวลาไม่มีสัมผัสนอก คุณต้องสั่งสมมาจากการเรียนรู้จากผัสสะภายนอกก่อน จึงจะเรียนรู้เข้าไปรู้นามรูปภายในได้
อย่างอาการกามวิตก เราผัสสะเราก็รู้ได้ เรารู้ขณะผัสสะสัมผัสสดๆทางตา หู จมูก ลิ้น กาย เลย เราก็กระทำการกำจัดอาการกามวิตก จัดการเหตุคือกามนั้นได้ แล้วจึงจะสามารถเรียนรู้เมื่อไม่มีผัสส
อ่านต่อ
ะภายนอกได้ คือเรียนรู้นามรูปภายใน ถ้าจัดการได้อย่างอนาคามี ถ้าได้กำหนดฝึกรู้ภายในเก่งก็จะอ่านได้ภายใน แต่ถ้าไม่ได้ฝึก คุณจะเป็นอนาคามีนานมาก แล้วแต่ฐานะ การไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายปฏิบัตินั้นปฏิบัติไม่ได้เต็มที่ อย่าง อันตราปรินิพพายี หรืออุปหัจปรินิพพายี ขึ้นอยู่กับคุณจะเป็นสสังขารหรืออสังขาร ถ้าสสังขาริ คุณก็ต้องปรุงมากหน่อย พยายามมากหน่อย แต่ถ้าเป็นอนาคามีระดับอสังขาริ คุณก็สบายหน่อยไม่ต้องปรุงมากก็เป็นอรหันต์ได้ แต่ถ้าเป็นระดับ อกนิษฐาฯ คือไม่เป็นน้องใครแล้ว
ถ้าผู้ใดไม่สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริง อาริยสัจในปัจจุบันได้ ถ้ากำหนดไม่เป็นแยกไม่ออกเลย ในนามธรรมต่างๆพวกนี้ จะเป็นเวทนาในเวทนา จิตในจิต(เจโตปริยญาณ ๑๖ ) รู้มโนมปวิจาร ๑๘ แยกเนกขัมมะกับเคหสิตะได้ ผู้ไม่มีทิฏฐิสัมมาก็จะไปกำหนดหมาย กายเป็นแค่รูปร่างเท่านั้นคุณจะไปเรียนรู้นามธรรมได้อย่างไร จนกว่าผู้นั้นจะมีความรู้ในตนอันสมควรแก่ปัญญา ตามรู้ มีปัญญานุรูปะ มีปัญญาตามรู้รูป ก็ทำได้ทำเป็นไปเรื่อยๆ ปัญญาสูงขึ้นดีขึ้นเป็นระดับปัญญาที่เป็นอัญญา จนถึง ระดับอัญญายะ รู้ทั่วแล้ว (บาลีนั้นท่านละเอียดมาก)
มันมีเหตุให้รู้ว่าทำไมเกิดสุขทุกข์ อย่างเห็นๆเลย แต่ผู้มิจฉาทิฏฐิ ก็ได้แต่กำหนดหมายในใจ อย่างกาย เขาก็กำหนดหมายแต่แค่ร่าง ก็ไม่กำหนดรู้อารมณ์สุขทุกข์ ไม่ทำเป็นกิจลักษณะ กำหนดกายเป็นแค่่ร่าง เช่นเห็นว่าเทวดาหรือสัตว์นรกเป็นรูปร่างอย่างนั้นอย่างนี้ จะไปแยกอารมณ์ว่าสุข ทุกข์ หรือแยกโกรธ โลภได้ อ่านรู้ตัวเองไม่ได้ เพราะรูปธรรมมันไม่ได้มีความรู้สึก ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง ไม่มีความรับรู้หรือวิญญาณ
ยิ่งเข้าใจว่า สัตว์ที่มีวิญญาณ ร่างกายตายแล้ววิญญาณก็ออกจากร่าง ตายไปแล้วไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายแล้ว พวกนี้จะมีแต่สัญญาเท่านั้น จะรู้วิญญาณครบไม่ได้เลย จะไม่รู้ตัวว่าเป็นสัตว์นรก เทวดาอย่างไร ตนเองอวิชชาก็เป็นอย่างนั้นไม่รู้ว่าตกนรก อยากออกอย่างไรก็อยู่อย่างนั้นจนกว่าจะหมดวิบาก จนกว่าจะมีวิชชารู้จึงปลดปล่อยได้
วิญญาณต้องเห็นขณะปัจจุบัน เป็นสัตว์เป็นเทวดาก็ตอนเป็นๆปัจจุบันเท่านั้น จึงจะแก้ความเป็นสัตว์ได้ ตายไปแล้วมีแต่องค์ประชุมของจิต ยิ่งไม่ได้เรียนรู้ฝึกฝนเลยก็ไม่มีสิทธิ์รู้ ต้องเรียนรู้ขณะมีชมพูทวีป มีสุรภาโว สติมันโต อิทธพรหมจริยวาโส เป็นที่จะบรรลุพรหมจรรย์ได้ ที่อื่นจะได้ก็ช้านานมาก
จริงๆแล้วคนที่เข้าใจว่า วิญญาณคือสิ่งที่ตายแล้ว เหมือนภิกษุสาติจะปฏิบัติไม่ได้มาก และไม่รู้จริง ถามใครก็ไม่ได้ ตายไปหมดแล้วไม่มีใครรู้ใคร เดาเอาว่ามีโลกแห่งวิญญาณอยู่ นี่คือความไม่รู้เลอะไปหมด เป็นนิยายต่อสู้กันหนังจีนเอาไปสร้างไม่รู้กี่เรื่อง วิญญาณจะแล่นไปอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ได้เท่าวิญญาณสดๆ ที่เกิดจากการสัมผัสทาง ทวาร ๕ ขณะปัจจุบันนี่แหละ อย่าไปเถีียงพระพุทธเจ้า ต้องเรียนให้ตรงให้ชัด ฝึกให้ได้ คนไม่รู้นี่ไม่ฝึก อย่างศาสนาอื่นไม่รู้ เขาไม่เรียนรู้กระทบสัมผัสอย่างพระพุทธเจ้าสอนก็ยาก แม้เป็นพุทธปัจจุบันก็เพี้ยนไปมากแล้ว
พระพุทธเจ้าถึงได้บริภาษภิกษุสาติไว้มากเลย ที่บอกว่าวิญญาณล่องลอย ไม่ใช่อย่างนั้นพระพุทธเจ้าว่าไม่มีเหตุปัจจัยแล้ววิญญาณไม่มี ถ้าจะศึกษาวิญญาณต้องเอาตอนสัมผัสเป็นๆนี่เลย ต้องมีเหตุปัจจัยสัมผัส ทางทวาร ๕ แล้วเกิดเป็นวิญญาณ จึงจะเรียนรู้วิญญาณนั้นได้
วิญญาณมี เจตสิก ๓ เป็นทหารเอก คือ เวทนา สัญญา สังขาร ที่ต้องเรียนรู้ ตัวสัญญาทำงานในปัจจุบัน และถ้ากำหนดปัจจุบันก็เป็นวิญญาณ แต่ถ้ากำหนดนึกไปอดีตก็เป็นสัญญา มันละเอียดต่างกันนิดเดียวระหว่างสัญญากับวิญญาณ แต่ภาวะสัญญามาระลึกเป็นอัตตาที่สำเร็จด้วยจิตเป็นมโนมยอัตตา นั้น ไม่ใช่วิญญาณแม้เป็นรูปจริงก็เป็นสัญญาที่นึกขึ้นมาหรือเอามาปรุงแต่ง
ผู้เป็นอนาคามีจะรู้เลยว่ากระทบสัมผัสภายนอกก็ไม่เกิดกิเลสแล้ว แม้ไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายเลยก็ยิ่งทำได้ดี ยิ่งหลับตาทำก็ทำได้ดี แต่ถ้าไม่ได้สัมผัสวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย แม้ได้กายสักขีตายไปก็ควบคุมไม่ได้ เพราะไม่ได้เรียนรู้จัดการกับกิเลส อาสวะมาเป็นขั้นเป็นตอน แม้แต่สัญญารู้วิญญาณ ผู้มีปัญญาจะแยกออกว่าอย่างใดคือสัญญา อย่างใดคือ วิญญาณ หรือแม้แต่สัญญาที่มีอุปาทานก็จะรู้ และจะรู้ว่าสัญญาที่ไม่มีอุปาทานร่วม หรือเวทนาก็จะกำหนดรู้ได้ว่ามีหรือไม่มีอุปาทานแล้ว รู้หมด แม้ในขันธ์ ๕ ก็รู้ได้ว่าอุปาทานไม่มีในรูป ในเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ถ้าล้างเวทนา สัญญา สังขารได้หมดวิญญาณก็หมด
การทำให้วิญญาณหมดอุปาทาน ก็ไม่ใช่มัวไปหลงแค่ใช้สัญญา ไม่ได้ทำกับวิญญษณ พวกนั่งสมาธิหลับตานี่น่าสงสาร สัญญากับวิญญาณมีนัยต่างกันจริงๆ สัตว์นรก มีชื่อเรียกเป็นภูมิต่างๆเป็นสภาวะต่างๆ นิรยภูมิ คือนรก ติรัจฉานโยนิ คือเดรัจฉาน ปิตวิสยะ คือเปรต อสุรกายะ (อสุระแปลว่าไม่กล้า) ถ้าไม่รู้อะไรก็ยิ่งไม่กล้า แม้รู้แล้วกลัวเสียโลกธรรมก็ไม่กล้าทำดี
เดรัจฉานคือสัตว์ที่ไม่มีภูมิไม่รู้ว่าอะไรคืออบายเลย มันขวางทางนิพพานคือโง่ไม่มีปัญญา นิรยภูมิ คือตกนรกหนัก เหมือนคนติดยาดิ้นอย่างเดียว เปรต คือแยกออกแล้วว่านี่คือ กาม คือตัณหา อุปาทาน เปรตจึงสูงกว่านรก อสุรกาย หรือบางทีเรียกอติวินิบาต คำว่า วินิปาต คือตกต่ำจนไม่รู้ว่าจะต่ำอย่างไร
สรุปคือเป็นสัตว์นรกที่เกิดจากการมีกิเลสนั่นเอง อย่างปหาสะนรกนี่ คือนรกที่เป็นความบันเทิงเริงรมย์ ตนเองก็หลอกตนเอง แล้วไปหลอกคนอื่นด้วย อย่างไมเคิล แจ็คสันนี่ยอดสัตว์นรกเลย หรือได้กิน ได้เฮฮา ได้สนุก คำว่า ปหาสะ จึงร้ายกาจมาก เป็นรสที่หลอกให้หลง แต่เวลาลดต้องลดทีละขั้น เหมือนคนติดยาหนัก ถ้าไม่ให้มันก็ลงแดงตายเลยได้ แต่มันก็ยังไม่แรงเหมือนติดยาเสพติดที่มันติดถึงประสาท
ต้องรู้จักกิเลสให้ชัด ต้องล้างให้ได้ แต่เรื่องเทวดาสิยาก เพราะเป็นชั้นๆต้องอาศัยเทวดาด้วยไม่อาศัยไม่ได้หมดแรงเลย
ต่อไปเป็นเรื่อง พรหม ๒๐ ชั้น
สวรรค์ หรือ เทวโลก มี 6 ชั้น ซึ่งเรียกว่า ฉกามาพจร มีดังนี้ 1. จาตุมหาราชิกา คือมีอำนาจบาทใหญ่ เป็นราชะ และมหาราชนี่ย่ิงใหญ่ มีสี่ทิศ คือโลกทั้งโลกต้องเป็นใหญ่ในโลกียะ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข แย่งชิงเป็นใหญ่ ข่มคนอื่นหมด ต่างจะเป็นมหาราช มีท้าวสักกะเป็นใหญ่ สักกะแปลว่ากู ตัวกู ผู้ที่มืดเต็มไปด้วยจะต้องได้ลาภยศสรรเสริญสุข โดยไม่รู้แย่งได้เท่าไหรก็เอา ไม่มีอะไรอื่นเลย
2. ดาวดึงส์ แปลว่า ๓๒ ในคนมีอาการ ๓๒ คือกาย องค์รวมของอาการ ๓๒ นี้แหละเทวดาจะพยายามทำให้สมบูรณ์ ให้สวยให้หล่อตั้งแต่ ผมขนเล็บ ฟันหนังกระดูก ทั้งหมดเลย ตับไตไส้พุง จะให้สวยให้หมด เป็นความหลง แม้อุจจาระปัสสาวะก็ให้สวยอีก รวมหมด รวม ๓๒ คือกายคือดาวดึงส์ คือองค์ที่ ๓๓ คือต้องใหญ่ครบองค์ ต้องสมบูรณ์ทุกอาการ ๓๒
3. ยามา หมายถึงเวลา จะพยายามเสพสุขให้นานที่สุด แต่เสพสุขมันเร็ว แต่ทุกข์มันนาน แต่อยากจะได้สุขนานๆ ให้จำความรู้สึกดีๆนั้นไว้ ฝังไว้ โง่ แต่ไม่รู้ตัว กว่าจะล้างจึงไม่ง่าย เพราะเราไม่รู้ว่าเราฝังไว้เท่าไหร่
4. ดุสิต เป็นจุดพักยก เป็นจุดสงบ มีท้าว สันดุสิต เป็นหัวหน้า
5. นิมมานรดี คือ เนรมิตเอาเองเลย ไม่ว่าจะอยากได้อะไรก็เนรมิตเอาเองหมด
6. ปรนิมมิตวสวัตดี คือมีผู้อื่นคอยทำให้หมดเลย เป็นผู้ยิ่งใหญ่ แม้จะจุดบุหรี่ก็มีคนคอยจุดให้ คนก็ไปแย่งกันเป็นเทวาดา ๖ ชั้นนี้แหละ แต่โลกุตระนั้นจะเข้าใจเป็นจริงได้ ก็อาศัยแต่พอควร พอเป็นไป
พรหมโลกมีทั้งหมด 20 ชั้น แบ่งเป็น รูปพรหม 16 ชั้น และ อรูปพรหม 4 ชั้น รูปพรหม 16 ชั้น 1. พรหมปาริสัชชาภูมิ คำว่า ปาริสะแปลว่าบริวาร 2. พรหมปุโรหิตาภูมิ คำว่าปุโรหิต คือผู้รู้ผู้เป็นครูเป็นหัวหน้า 3. มหาพรหมาภูมิ คำว่ามหาพรหมก็คือผู้ยิ่งใหญ่ ใหญ่กว่านายใหญ่อีก
จากนั้นก็จะเป็นพรหมที่มีปัญญา เป็นแสงสว่างมากขึ้น ถ้าเป็นโลกุตระก็เป็นความเจริญ แต่ถ้าเป็นโลกียะก็เป็นพรหมแบบลิเกไปหมดเลย
4. ปริตตาภาภูมิ คำว่าปริแปลว่าน้อย (เขาแปลว่ามีรัศมีน้อย) 5. อัปปมาณาภาภูมิ คำว่าอัปปมาณาแปลว่ามาก (เขาแปลว่ามีรัศมีมากประมาณไม่ได้) 6. อาภัสราภูมิ คำว่า อาภา แปลว่าแสง (เขาแปลว่าพวกมีรัศมีเป็นลำสุกปลั่ง)
7. ปริตตสุภาภูมิ คำว่า สุภา แปลว่าสว่าง ดีงาม (เขาแปลว่ามีแสงสว่างเป็นลำรัศมีงามน้อย) 8. อัปปมาณสุภาภูมิ (เขาแปลว่ามีรัศมีงามอย่างประมาณไม่ได้) 9. สุภกิณหาภูมิ (อันนี้จะอยู่ในสัตตาวาส ๙ ที่เป็นได้ทั้ง โลกียะและโลกุตระ) (เขาแปลว่าผู้มีรัศมีงามกระจ่างจ้า) 10. เวหัปผลาภูมิ คือแบบสว่าง เวหา คือไปหาท้องฟ้า แสงสว่างความใส 11. อสัญญีสัตตาภูมิ คือแบบมืดดำ
ต่อไปอาตมาจะอ่านคำแปลของท่านให้ฟังก่อน ...ซึ่งเขาแปลเป็นรูปธรรมไปหมด พระพุทธเจ้าสมณโคดมท่านว่าท่านไม่เคยเกิดในสุทธาวาส ท่านฉลาดมาก
12. อวิหาสุทธาวาสพรหมภูมิ ท่านแปลว่าผู้ไม่เสื่อมไปจากสมบัติของตน ผู้อยู่นาน ก็คือผู้ยึดมั่นถือมัน ถ้าเป็นนามธรรม แม้สัมมาทิฏฐิก็ยึดไว้เสียเวลา ถ้าเป็นสายปัญญาแล้วก็ไม่ติด ไม่ต้องไปเสียเวลาอ้อยอิ่ง 13. อตัปปาสุทธาวาสพรหมภูมิ ท่านแปลว่าผู้ไม่ทำความเดือดร้อนใคร ก็เป็นผู้ดีแล้วไม่พยาบาท 14. สุทัสสาสุทธาวาสพรหมภูมิ เป็นผู้งดงาม น่าทัสสนา เป็นตัวรูป 15. สุทัสสีสุทธาวาสพรหมภูมิ คือผู้มองเห็นดี ทัสนาแจ่มชัด เป็นตัวนาม เป็นผู้รู้ สูงกว่า 16. อกนิฏฐสุทธาวาสพรหมภูมิ คือผู้ไม่มีความด้อยน้อยกว่าใคร
อรูปพรหม 4 ชั้น 1. อากาสานัญจายตนภูมิ 2. วิญญาณัญจายตนภูมิ 3. อากิญจัญญายตนภูมิ 4. เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ สี่ข้อนี้อธิบายมามากแล้ว
อปุญญาภิสังขาร ท่านแปลว่าเป็นความชั่ว เป็นสังขารที่ตรงข้ามกับบุญ ก็คือบาป ซึ่งอาตมาไม่เห็นด้วยเลย เพราะจะวนเวียนไม่ขึ้นสูงได้เป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนไม่ได้เลย คำว่าบุญ มาจาก สันตานัง ปุนาติ วิโสเทติ คือชำระกิเลสสันดานให้หมดจด
เพราะไม่สัมมาทิฏฐิตั้งแต่ต้นแล้ว เช่นสัมมาทิฏฐิ ข้อ ๑ ทาน ถ้าทานไม่เป็นบุญไม่ชำระกิเลสก็ไม่เป็นผล เป็นนัตถิทินนัง สอนทานกันส่วนใหญ่เพ่ิมกิเลสโลภมากว่าเก่าทั้งนั้น เพราะประธานคือทิฏฐิ พามิจฉาไปแล้ว สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ วายามะ สติ ก็ผิดเพี้ยนไปหมด
ท่านก็แปลสัมมาทิฏฐิไม่ได้เข้าปรมัตถ์ แปลว่า ทานที่ให้แล้วมีผล ,ยัญพิธีที่บูชาแล้วมีผล,สังเวยที่บวงสรวงแล้วมีผล ซึ่งแปลไม่เข้าสภาวะเลย ซึ่ง ๓ข้อแรกของสัมมาทิฏฐิก็คือ ทาน ศีล ภาวนานั้นเอง สังเวยก็คือการเกิดผลในจิตเป็นภาวนานั่นเอง
อย่าง โลกนี้ โลกหน้าเขาก็ไม่เข้าใจว่าโลกนี้คือโลกียะ ส่วนโลกุตระก็คือโลกหน้า ไม่ใช่ว่าตายแล้วไปเกิดในโลกใหม่ อย่างนั้นพิสูจน์ได้ยาก แต่ว่าเอาเป็นๆปัจจุบันนี้เลยชัดกว่า รู้ความต่างความเป็นโลกุตระให้ได้
มาตา ปิตา สัตตาโอปปาติกา คือแม่ พ่อ สัตว์โอปปาติกะ ก็ไปแปลกันว่าหมู่กลุ่มของแม่พ่อมี มันไม่ใช่การละกิเลส ไม่ใช่บุญ ไม่ใช่แม่พ่อที่ทำให้กิเลสลด เป็นพ่อแม่ของสัตว์โอปปาติกะ เขาไม่เข้าถึงภาวะของสัตว์โอปปาติกะ เขาอาจรู้ภาษาบัญญัติแต่ไม่เข้าถึงสภาวะ เพราะไม่รู้จักสมณะพรหมณ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ)
เขาไม่รู้จัก แม้มีก็ไม่เห็นไม่รู้ได้ อย่างกามนิตหนุ่มคุยกับพระพุทธเจ้าแล้วก็ยังไม่รู้ว่าได้พบอีก