570629_วิถีอาริยธรรมที่สันติฯ พ่อครูและส.เพาะพุทธ เรื่อง ทำไมคนต้องมาเอาระบบบุญนิยม.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570629_วิถีอาริยธรรมที่สันติฯ พ่อครูและส.เพาะพุทธ เรื่อง ทำไมคนต้องมาเอาระบบบุญนิยม
ส.เพาะพุทธว่า....ในช่วงแรกขอนำบทกวีที่ได้สรุปไว้ ๗ บท เป็นเนื้อหาสาระที่พ่อครูได้แสดงธรรมไปในสัปดาห์ที่ผ่านมา
พระอรหันต์แทบทั้งหมดไม่ลดละ เดินต่อภูมิ แห่งพุทธะ พระชินสีห์ ด้วยยืนยัน ความกตัญญู กตเวที แต่เหนื่อยยากจึงมากมีพระรีไทน์
ความต้องการล้วนต้องมีของชีวิต แม้พระอรหันต์ก็มีสิทธิ์ต้องการได้ กามตัณหา ภวตัณหา ล้วนปราชัย วิภวตัณหา ยังคว้าไขว่ สร้างบารมี
โลกุตระ เราทั้งผอง ได้สองอย่าง ได้ความว่างแห่งโลกุตระไม่ผละหนี ได้ความเจริญ ก้าวหน้า แบบโลกีย์ ความสามัคคีสอดคล้องโลกสองใบ
ไม่ขัดแย้ง ทุนนิยม ต้านลมโลก แต่ทุนนิยม ลมพัดโบก เรามิได้ ด้วยเรามี ที่กำบัง ระวังระไว นายทุนใหญ่ ไม่ย่ำยี ไม่ยับเยิน
โลกขาดแคลน ธรรมะ ลดละกิเลส ความวิเศษ ธรรมศาสตร์ นี้ขาดเขิน ใกล้กลียุค ชนทั้งผอง มักมองเมิน ธรรมะควร เป็นส่วนเกิน ที่จำเป็น
"สังขารุเปกขาญาณ" ทนทานได้ สังขารใหญ่ สังขารยาก ลำบากเข็ญ คนอื่นปรุง ยุ่งยากหยอก แม้ยากเย็น เรามองเห็น เป็นปลีกย่อย แล้วปล่อยวาง
เราอาจปรุง เพื่อคนอื่น เป็นหมื่นแสน เพื่อดึงคน เข้าหาแก่น มิกร้าวกร่าง มิเปรอปรุงเพื่อความคิดตนติดค้าง คือปรุงอย่าง มีปัญญา สังขารุเปกขาญาณ
ที่พ่อครูได้อธิบายเรื่อง สังขารุเปกขาญาณ เป็นการปรุงเพื่อโลกไม่ใช่ปรุงเพื่อตนเอง เป็นอภิสังขาร
พ่อครูว่า...พระอรหันต์จะเจริญอภิสังขารเป็นอเนญชาภิสังขาร ทุกวันนี้เดือดร้อนกันมาก ไม่มีทางออก ใครจะว่าอาตมาหลงศาสนาคลั่งไคล้เพ้อเจ้อก็แล้วแต่ แต่อาตมาว่าอาตมามีความสุขเย็นมาตลอด แม้ทำงานมาถูกด่าว่า ถูกฟ้องขึ้นศาล ต่อสู้คดี หกปีหกเดือนหกวัน ก็ตามทีต
อ่านต่อ
ัดสินมาก็แพ้อีก แต่เขารอลงอาญา เขาไม่ได้จับไปติดคุกไปรร.ตำรวจบางเขน เปิดแอร์ให้อยู่ ๑ วัน ๑ คืน ก็ออกมา
ธรรมะพระพุทธเจ้า ขออภัย อาตมาว่าอาตมาได้ธรรมะพระพุทธเจ้า เรียกเป็นภาษา คือ บรรลุธรรม เข้าถึงคือจิตเราเข้าถึง จิตเราเป็น จิตเราลดกิเลสได้จนหมดไป เรียกว่าทำจิตเป็น เมื่อจิตเราไม่มีกิเลสก็ดได้อาศัย เป็นที่พึ่งอันเกษม ชีวิตเกิดมาถ้าไม่ได้ธรรมะของพระพุทธเจ้าแล้วไม่ควรเกิดเป็นคน
ทุกข์ก็คือความไม่สบายทั้งปวง แล้วศาสนาพุทธให้เราพ้นทุกข์ได้ แต่ไม่ใช่ว่าพ้นทุกข์ไปทุกอย่าง ทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ เช่นปวดอุจจาระปัสสาวะ ก็ทุกข์ เลี่ยงไม่ได้ แต่ศาสนาพุทธสอนให้พ้นทุกข์อาริยสัจ ที่อธิบายก็เพื่อให้เห็นว่าสัจจะพระพุทธเจ้าพาพ้นทุกข์ และทุกข์ที่สำคัญคือ เกิดจากอวิชชา ความไม่รู้ ไปยึดมั่นว่านี่เป็นของเรา ทุกคนเลย การไปยึดเป็นของเรา ถ้าไม่อยู่กับเราพรากไปแหว่งไปลดน้อยไป เราต้องเอาเต็มๆหรือมากกว่าเดิม เป็นความตะกละของมนุษย์
เรามาเรียนรู้ตัวนี้แหละจะเอามาเป็นตัวกูของกู วิธีพระพุทธเจ้าคือมาเรียนรู้เป็นตัวๆ ฆ่าได้ตัวหนึ่งก็จะทำให้ตัวอื่นพลอดลดฤทธิ์ไปด้วย ฆ่าได้ตัวหนึ่งก็จะฆ่าได้อีกเป็นร้อยเป็นพัน เหมือนเป็นเครือแห ให้ฆ่าตัวสำคัญๆ พระพุทธเจ้าแยกไว้เป็นสังโยชน์ ๑๐ ,อนุสัย ๗ เป็นต้น
เราอยู่ร่วมกับดินน้ำไฟลม คน ก็สัมผัสสัมพันธ์ก็มีการติดยึด ตั้งแต่โลกอบาย เรามีกิเลสไปติดยึดก็เรียนรู้ก่อน เรียกว่าอันไหนที่เป็นตัวเรามากทำเราทุกข์สุด เรียกว่า สักกายะ เมื่อเรารู้ด้วยญาณ ก็ค่อยๆทำได้ แล้วทำมาจางคลาย จนหมดได้ก็ตามรู้ มันรู้ไม่ง่าย แต่เป็นนามธรรมที่เรารู้ได้ตอนกระทบสัมผัส แต่ว่าตอนที่ไม่กระทบสัมผัสไปนึกเอาก็เป็นแค่สัญญา
ต้องสัมผัสตั้งแต่ขั้นหยาบ เรียกว่า กามตัณหา พอหมดแล้วก็ไม่ต้องหลับตาปฏิบัติ ก็สัมผัสกามคุณ ๕ อย่างมะม่วงนี่บนโต๊ะโตอย่างกับลูกฟัก มะม่วงน้ำดอกไม้ เมื่อกิเลสหยาบเราถูกดับจริง กระทบสัมผัสอย่างไรก็กิเลสไม่เกิด มีทั้งปัญญาและเจโตครบพร้อม ไม่ฟื้นคืนกลับ แต่กิเลสพวกภวตัณหา เป็นรูปราคะ อรูปราคะยังอยู่ ก็กระทบสัมผัสแต่เราอุเบกขา แต่เฉยแบบไม่โง่ รู้ว่าอันไหนควรไม่ควร แต่ไม่ปรุงแต่งเกินเฟ้อ ปรุงแต่งเป็นรสชอบชังไม่เกิด ก็รู้ความจริงตามความเป็นจริง
แม้คนเป็นอนาคามีกระทบทางทวารนอก ก็ไม่เกิิดกิเลส ไม่ทุกข์ไม่สุขแล้ว ไม่ขึ้นไม่ลง เมื่อสัมผัสทางทางวารนอกก็รู้จริงตามจริง ถ้ากิเลสลดจริงจะรู้ประมาณได้ดี เป็นเช่นนี้เอง ตถตา ไม่ใช่ตถตายถากรรมที่ตัดทิ้งปล่อยวางเฉยๆ แต่อันนี้ไม่ใช่ตถตาที่อาตมาอธิบายนั้น ต้องตามรู้ว่ากิเลสเราเป็นเช่นนี้ อันนี้เป็นสักกายะ แล้วเราก็เรียนรู้ปหาน ๕ ทำการกำจัดกิเลส เป็นวิธีกดข่มเป็นเช่นนี้ เราก็เรียนรู้ว่ามันทำให้เราทุกข์ มันไม่เที่ยง ถ้ากดข่มก็ได้ชั่วคราว แต่ถ้าเกิดญาณปัญญาเห็นจริงๆ อย่างวิปัสสนาญาณ ๙ หรือโสฬสญาณ มีกำลังปัญญาปล่อยวาง มีนิพพิทาญาณ มุลจิตตุกัมยตาญาณ มีพลังทำลายกิเลสให้หายไปเลย มีฤทธิ์ของปัญญาทำลายกิเลส เมื่อทำได้ก็ไม่ทุกข์ก็อยู่กับโลกที่มีโลกธรรม คำว่าไม่ยึดเป็นเราเป็นของเราเป็นเช่นนี้ อันนี้เป็นสมบัติของเราอันนี้คนรักเรา ก็จะรู้ว่าไม่มีจริง มันเป็นเรื่องกิเลส เราจะยึดให้ตาย ตายจากมันไปแล้วเขาจะเอาไปทำดีทำไม่ดีก็ไม่รู้แล้ว ไม่มีสิทธิ์จะไปรู้ มันไม่ใช่ของเรา ในขณะเราหวงแหนยึดถือ ยังไม่ตายเขาก็ยังมาแย่งได้เลย เราแย่งมาคืนไม่ได้ก็ทุกข์ เราไม่ต้องไปยึดอะไรเป็นเราเป็นของเราหรอก
มันมีวิบากอีกเยอะ เกี่ยวเนื่องกัน มาแก้แค้นกัน ใช้หนี้กัน มาแย่งเราทำอะไรเรามันจริง คนแย่งก็ไม่รู้ตัวหรอก มันก็ทำ อย่างมะม่วงที่นี่ก็มาแย่งได้ มะม่วงที่อื่นก็มีทำไมมาแย่งของเรา หรืออย่างชัดๆ รูปเขียนของคุณอังคาร กัลยาณพงศ์ คนที่เขามีรสนิยมชอบอย่างนี้จะจึงจะมาประมูลมาเอา รูปเขียนของคนอื่นก็มีตั้งเยอะ แต่ทำไมมาแย่งเอาของคุณอังคาร อาตมาว่ารูปของคนอื่นเขียนได้เยอะแยะกว่าคุณอังคาร อีก
มันไม่ใช่ของเราหรอก ใครจะมาแย่งเราก็แย่งไป เราจะทำตามกฎหมายฟ้องร้องคืนได้ก็พอทำ ถ้ามันเดือดร้อนมาก แต่ถ้าไม่ถึงขั้นนั้น ไม่เดือดร้อนมากก็ปล่อยเขาเถอะใช้หนี้ไปเถอะ ส่ิงเหล่านี้จะมีเหตุปัจจัย หรือเขามาทำให้เจ็บใจบาดใจ หรือที่สุดลูกเราโตแล้วหมาเลียก้นไม่ถึงแล้ว ก็ดูแลพอควร ห้ามเท่าที่พอจทำได้ ถ้าถึงขีดก็พอ ถ้าไม่อย่างนั้นไม่รู้จุดจบจุดหยุดหรอก แต่บางที่เราจู้จี้มากก็ไม่หยุด เลี้ยงลูกให้รู้จักพอ เลี้ยงพ่อแม่ให้รู้จักตาย (มีเสียงเด็กร้องดังพ่อครูว่าอัดไปขายเลย ส.เพาะพุทธว่า เสียงนี้บอกว่า ชาติปิทุกขา)การเกิดใดๆเป็นทุกข์ทั้งสิ้น
คนบางคนไปยึดแฟนมากกว่าลูก ไปยึดเพื่อนมากกว่าลูก ก็เป็นได้ ยึดมากก็ทุกข์มาก ถ้าไม่ยึดมากก็ทำหน้าที่ให้สมบูรณ์ อย่างอาตมาไม่มีลูก ก็เลี้ยงน้องอย่างลูก ไม่ยึดอะไรมากมาย ก็ทำหน้าที่อย่างดี เขาจะผิดจะถูกก็สอน เขาจะดื้อมากก็ต้องปล่อยไป สอนเท่าที่สอนได้ช่วยเขาเท่าที่ช่วยได้ จนสุดท้ายก็เป็นไปด้วยดีได้ทั้งนั้น จนโตช่วยตัวเองจนมีลูกเองก็ว่ากันไปตามลำดับ ถ้าอาตมายึดมาก น้องก็ยึดเป็นลูกได้ เจ็บปวดได้เหมือนกัน ยึดได้ทั้งนั้นเป็นตัวเราเป็็นของเรา อย่างยึดผัวเมียยึดยิ่งกว่าลูกอีก ก็มี มันอยู่ที่กิเลสไปยึดเอา บางคนรักวัตถุยิ่งกว่าคนอีก ยึดข้าวของ เงินทอง ของข้าใครอย่าแตะ กลีบกุหลาบนี้เธอให้มา ใครมาแตะให้บุบสลายว้ากเลย หรืออาจฆ่าเลย แค่กลีบกุหลาบก็บ้าได้
มีบางคนเป็นถึงอาจารย์สอนวิทยาลัย แต่ไปยึดเสลดอาจารย์ พออาตมาไปว่าเสลดอาจารย์เขาโกรธอาตมาเลยไม่มาอีกเลย อย่าว่าแต่เสลด บางทีอุจจาระ ผ้าเช็ด ชานหมาก ก็ยึดได้หมด เขายึดแม้ส่ิงไร้สาระก็ยึดได้ หรือส่ิงมีค่ากว่านั้นก็ยึดได้แต่จะไปยึดทำไม ก็ใช่ค่าตามที่ควรแค่นั้น เราเองต้องไม่ยึด พระพุทธเจ้าสอนอภิณหปัจจเวกขณ์ไว้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างต้องพรากจากเราไป ไม่พรากตอนนี้ยังไงเรา
แม้อารมณ์สุขทุกข์ก็ไม่ใช่ของเรา เราอ่านจริงๆว่าทำได้แล้ว ก็ไม่สุขไม่ทุกข์ เป็นอุเบกขา เป็นฐานนิพพาน ใครได้ก็ได้เป็นของจริง ไม่ใช่เดาเอา เรา
ทุกวันนี้ระบบทุนนิยมหลอกให้คนตายใจจนสนิท ต้องหาไปให้เขา แม้เขาร่ำรวยมากมายก็เอาไปให้เขาอีก คนเป็นทาสเช่นนี้ สรุปแล้วต้องแก้ปัญหาด้วยบุญนิยม ที่ทุกข์ร้อนกันทุกวันนี้ก็เพราะทุนนิยม ต้องมาเข้าใจทฤษฎีพระพุทธเจ้าที่ลดกิเลสได้จริงมีผลจริง น่าจะเอาไปใช้เป็นการศึกษาของประเทศเลย ถ้าสัมมาทิฏฐิ อาตมากล้าเอาหัวเป็นประกันเลยถ้าทำอย่างสัมมาทิฏฐิจะมีผลสำเร็จได้ ตัดคออาตมาได้เลย ถ้าศึกษาอย่างสัมมาทิฏฐิแล้วสังคมไปรอด สังคมต้องมาเอาบุญนิยม จะเอาทุนนิยมไปแก้ทุนนิยมไม่สำเร็จหรอก เป็นไปไม่ได้ ไปไม่รอด
ความทุกข์ที่เกิดจากทุนนิยมนี้รวมไว้หมด แม้วิชาการทางนามธรรมก็เสริมกิเลสเพ่ิมขึ้นๆ มีแต่บุญนิยมจะถ่วงดุลไว้ได้ไม่บังคับด้วย คนมีภูมิปัญญาจะมาเอา และอาตมาเห็นว่าสังคมต้องหันมาเอา เพราะมันทุกข์ และไม่ต้านว่าจนหรือรวยก็มาศึกษาได้ทั้งนั้น ทุกชาติทุกภาษา ถ้าสมองพอ ร่างกายไม่เต็มพิการยังศึกษาได้เลย ไร้ความไว้วางใจ หวาดระแวงกันมากจึ้น ทุจริตหยาบมากขึ้น
เหตุที่คนต้องหันมาเอาระบบบุญนิยม เพราะ... ๑.คนทุกข์มากขึ้นสาหัส เอาเปรียบกันมากขึ้น ไม่อบอุ่น ไร้ความไว้วางใจ หวาดระแวงกันมากขึ้น ทำร้ายกันรุนแรงยิ่งขึ้น ทุจริตหยาบมากขึ้น ๒.ทรัพยากรของโลกร่อยหรอก ขาดแคลน จนไม่พอกันจริงๆ คานธีจึงบอกว่าทรัพยากรในโลกนี้เพียงพอสำหรับทุกคน แต่ไม่เพียงพอสำหรับคนโลภเพียงคนเดียว ๓.ไม่มีทางอื่นให้เลือกดีเท่านี้แล้ว ทางนี้ทางเดียว เอเสวมัคโค นัตถันโย ๔.มีตัวอย่างของสังคม(บุญนิยม) ที่ไปรอดได้แล้วจริงๆให้ดู เป็นการยืนยัน ๕.ระบบบุญนิยม เป็นระบบที่ยั่งยืนจริง พิสูจน์ดได้ด้วยกาละ จนคนต้องเชื่อในที่สุด
คนเราอวิชชาแล้วยึดทั้งนั้นแหละ รูปก็ยึด เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็ยึดทั้งนั้นแหละ พอยึดแล้วก็อยาก มันอยากทั้งนั้น พลังงานก็ถูกความอยากแจกจ่ายออกไปหมด เราเอาพลังงานของเราคืนมา ตั้งแต่อบาย พลังงานเราคืนมาอีกเป็นกอง พอถอนกามอีก พลังงานดีๆเรามาเต็มเลย พอถอนกิเลสหมด ก็มีพลังงานมากเต็มๆเลยเป็นพลังงานหม้อแบตเตอรี่นี้ทำเพื่อโลกไม่ได้ทำเพื่อตัวเองเลย
สัญญา ไม่ใช่สังขาร สัญญาจะจำอะไรก็จำเวทนา จำสังขาร จำอารมณ์ดีๆ ความรู้สึกดีๆ กระซิบกันที่ข้างหู เสร็จแล้วสอนกันโง่ ก็ยึดไว้สิ ถ้าไม่ได้อย่างนี้ก็ทุกข์จะต้องหายไปก็ทุกข์ แต่ก่อนนี้เธอไม่เป็นอย่างนี้ แต่เดี๋ยวนี้เธอไม่เป็นเหมือนเดิม ก็ทุกข์
สรุปแล้วความยึด(อุปาทาน)ยึดตั้งแต่หยาบถึงละเอียด ก็ทำให้เกิด สังขาร ตั้งแต่ กายสังขาร จิตสังขาร วจีสังขาร
ทำไมเรียงอย่างนี้ จิตมาก่อน เพราะมโนปุพพังคมาธัมมา ก็มีจิตสังขารก่อน จิตเป็นตัวรู้ ตัวยึดตัวเสพจิตนี่เป็นเองหมด จึงต้องเรียนรู้ตามหลักสูตรพระพุทธเจ้า ก็จะแยกได้ จนองค์ประชุมของกระบวนทัศน์ที่ทำงาน คือองค์ประชุมของ ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา
จิตสังขารมาก่อน แต่เกี่ยวข้องกับภายนอกด้วยมาประชุมก็ก่อทุกข์ ยิ่งไปยึดตัวนอกนี่แหละมันพรากจากเราไปได้ด้วยเราก็ทุกข์ทั้งที่เอาคืนไม่ได้ก็ยังยึด จิตสังขารแล้วก็มาเป็นกายสังขารเป็นองค์รวม แล้วจึงเรียนรู้ วจีสังขาร(สังกัปปะ ๗)
เราทำการ วิตก วิจัย วิจาร วิมุติ วิจักขณ์
วิตกคือมันเร่ิมดำริ มีกามร่วมไหม? ถ้าอวิชชาก็ไม่รู้ มันสังขารเป็นผีเลย ปรุงแล้วยึดเลยทั้งนอกและใน แท้จริงมันยึดที่จิต เป็นหน้าที่ของจิตหมด ก็วิจัย วิจาร มีพฤติของจิตเป็นอย่างไร พิจารณาเวทนาในเวทนามันมีเหตุ เจอเหตุก็เป็นจารของกิเลส พฤติของกิเลส เรามีตาวิเศษ ด้วยญาณทัสนะวิเศษว่านี่คือกิเลสแท้ ก็กำจัดตัวนี้จนเป็นวิมุติ จนแจ้งก็เป็นวิจักขณ์
เมื่อทำได้ก็ต้องตรวจสอบ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา เหมือนด่านตรวจของทหาร ก่อนจะออกมาเป็นวจีสังขาร คือเป็นภาษาพูดในใจ ที่ต้องศึกษาว่าปนกิเลสหรือไม่ ตัวสังขารนี้แหละประกอบเป็นวิญญาณ คุณต้องรู้ว่าอวิชชาหรือไม่ มันสังขารอย่างนั้น รู้วิธีจัดการกับกิเลส รู้ว่ากดข่มหรือใช้ปัญญาวิปัสสนาก็รู้ รู้ว่ากิเลสหมดก็รู้ สั่งสมเป็นฐานกำลัง อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา ถ้ากำลังดีก็ตรวจสอบได้ กรองได้ไม่ให้ผ่านด่านได้ ถ้ากำลังไม่ดีก็เจอกิเลสที่มากก็ผ่านด่านมันได้ แต่ถ้าไม่มีเชื้อกิเลสแล้วจะตรวจอย่างไรก็ผ่านไม่ใช่ผ่านอย่างเบ่งโกง คุณต้องตรวจของตัวเอง จนคุณไม่ต้องตรวจแล้ว มันสะอาดอยู่แล้วกิเลสไม่มี ก็ผ่านได้
ตัววจีสังขาร เป็นสังขารที่ได้รับการทำใจในใจ มนสิกโรติ ต้องทำให้อย่างโยนิโนฯถ่องแท้แยบคายทำให้ถึงที่เกิด ตรงไหน? ก็ตรงที่เกิดกิเลส บอกตรงไหนไม่ถูก แต่ว่าทำให้กิเลสลดได้ ทำให้อาหารรูปมันเป็นเครื่องอาศัยที่ปราศจากกิเลส เห็นเลยว่ากามตัณหาเราไม่มี ภวตัณหาเราไม่เหลือแล้ว มีผัสสะก็ไม่มีตัณหา ล้างตัณหาหมดแล้ว เพราะเรารูนามรูป อายตนะ วิญญาณ ผัสสะ แยกเวทนา ๑๐๘ได้ปฏิบัติจนกิเลสหมด ตรวจสอบด้วยอรูปฌาณได้ จิตก็เร็วไวขึ้น เป็นมุทุภูเต เป็นจิตที่เป็นชวนจิตที่เร็วทั้่งปัญญาปรับตัวได้เร็ว ล้อมรอบกิเลสเข้าไม่ได้ กิเลสมาแตะมาสัมผัสกลายเป็นบริวาร เป็นผู้ช่วยหมด แต่คุณต้องมีบารมีนะ กิเลสจะช่วย เพราะเขาอยากดีอยากให้สอน อยากได้อาริยะอยากได้อรหันต์ กิเลสเขามีด้วยนะ แต่เขาก็ไม่ทำให้เราเสียด้วย
คนไม่ดีลึกๆแล้วกลัวความดีต่อให้ถืออาวุธมาอย่างวันที่ ๑๘ ที่ผ่านมา หัวหน้าสั่งมา แต่พอมาเจอความดีความสงบจริงแท้ ก็แพ้กลับไปเลย เราสู้ด้วยคุณงามความดี ทหารเอกคือคุณงามความดี ผู้ร้ายก็แพ้ แม้ผู้ร้ายมีมากกว่าก็ถอย นี่คือสัจจะที่พิสูจน์ได้ ถ้าไม่มีเหตุการณ์นี้ก็ยกตัวอย่างได้
เรามาช่วยกันทำดีมากพอ แต่ต่อให้คณะคสช.ที่แม้ว่าจะมาทำร้ายสมมุตินะ แต่ถ้าเจอกับความดีที่มากพอก็ทำไม่ออกหรอก ตัวผู้บริหารมีความรู้ว่าอะไรดีชั่วเขาก็ทำไม่ได้ด้วยปัญญาความสำนึกรู้ว่าสู้ไม่ได้จริงๆ ถ้าขืน เมื่อพลังความดีมากกว่าเขาทำแล้วจะเป็นกบฎทันที นี่คือสัจจะ ไม่ได้พยากรณ์แต่มันจะเป็นเช่นนั้น ก็ช่วยกันทำดี ช่วยคสช.ทำดีต่อไป แต่ถ้าคนมาแฝงก็จะเจอดีเอง ในอนาคต
ถ้าคสช.ทำดีอย่างนี้ไม่ถึงปีครึ่งก็สำเร็จ คนดีๆจะมาช่วยด้วย อาตมาว่างวดนี้ไม่เหมือนทุกคราว เพราะชัดจริง คนดีจะกล้ามากกว่าคราวก่อน เพราะเหตุปัจจัยครบกว่า อาตมาว่าลัทธินี้ไม่ฟื้นหรอก
เราต้องทำปุญญาภิสังขาร จนกิเลสหมดเป็นอปุญญาภิสังขาร แล้วสั่งสมเป็นอเนญชาภิสังขาร ก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ
ส.เพาะพุทธว่า...มีคนถามมาว่า เขาทำเกษตรอินทรีย์ จะทำอย่างไรให้เป็นบุญนิยม ?
พ่อครูว่า ...แล้วแต่คุณจะลดราคาต่ำกว่าราคาตลาดได้เท่าไหร่? ถ้าลดแล้วต่ำกว่าราคาตลาด แต่ว่าต่ำกว่าทุนคืออย่างไร ? ก็คือทางโลกเขาคิดต้นทุน บวกค่าแรง ค่าความสามารถเราด้วย ….ดังนั้นคุณก็มาลดค่าแรงงาน ถ้าคุณเก่งดีทำได้มาก ค่าแรงคุณก็มีมาก คุณก็ลดค่าแรงลงได้มากเท่าไหรก็เป็นการต่ำกว่าทุนได้เท่านั้น จะได้มากเท่าไหร่ก็เอาเท่าที่คุณพออยู่พอกิน ส่วนเกินที่เราขาดทุนได้ก็ไม่ได้กินที่ค่าวัสดุ แต่เราไปลดที่ค่าแรงต่างหาก
ทฤษฎีหลักนี่เป็นเศรษฐศาสตร์บทใหม่แก่โลก เป็นทฤษฎีบุญนิยม ไม่ได้คว่ำทุนนิยม แต่ไปช่วยทุนนิยมให้พ้นทุกข์ บรรเทาสังคมที่เดือดร้อน เราเหลือเจือจานคนอื่น เราช่วยทุนนิยมเลี้ยงมนุษย์ด้วย เรากระจายไปสู่ส่วนกลาง คุณก็ยังมาดูดเอาอีก คุณน่ะร้ายกาจ