571228_พ่อครูให้โอวาทปฐมนิเทศ นิสิต ว.บบบ.ครั้งที่ ๓.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
571228_พ่อครูให้โอวาทปฐมนิเทศ นิสิต ว.บบบ.ครั้งที่ ๓
พ่อครูย้ำเรื่อง กายคือจิต มหาวรรคที่ ๗ ๑. อัสสุตวตาสูตรที่ ๑ [๒๓๐] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิก เศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับ จะพึงเบื่อหน่ายบ้างคลายกำหนัดบ้าง หลุดพ้นบ้าง ในร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเหตุว่า ความเจริญก็ดี ความเสื่อมก็ดี การเกิดก็ดี การตายก็ดี ของร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ย่อมปรากฏ ปุถุชนผู้มิได้สดับจึงเบื่อหน่ายบ้าง คลายกำหนัดบ้าง หลุดพ้นบ้าง ในร่างกายนั้น แต่ตถาคตเรียกร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ว่า จิตบ้าง มโนบ้างวิญญาณ บ้างปุถุชนผู้มิได้สดับ ไม่อาจเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้นในจิต เป็นต้นนั้นได้เลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าจิตเป็นต้นนี้ อันปุถุชนมิได้สดับ รวบรัดถือไว้ด้วยตัณหา ยึดถือด้วยทิฐิว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ดังนี้ตลอดกาลช้านานฉะนั้น ปุถุชนผู้มิได้สดับ จึงไม่อาจจะเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้นในจิตเป็นต้นนั้นได้เลย ฯ
[๒๓๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับ จะพึงเข้าไปยึดถือเอาร่างกายอัน เป็นที่ประชุมแห่งมหาภูต ๔ นี้ โดยความเป็นตน ยังชอบกว่า แต่จะเข้าไปยึดถือเอาจิตโดยความเป็นตนหาชอบไม่ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ เมื่อดำรงอยู่ ปีหนึ่งบ้าง สองปีบ้าง สามปีบ้าง สี่ปีบ้าง ห้าปีบ้าง สิบปีบ้าง ยี่สิบปีบ้าง สามสิบปีบ้าง สี่สิบปีบ้าง ห้าสิบปีบ้าง ร้อยปีบ้าง ยิ่งกว่าร้อยปีบ้างย่อมปรากฏ แต่ว่าตถาคตเ
อ่านต่อ
รียกร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ว่า จิตบ้าง มโนบ้างวิญญาณบ้าง จิตเป็นต้นนั้นดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไป ในกลางคืนและกลางวัน ฯ
[๒๓๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย วานรเมื่อเที่ยวไปในป่าใหญ่จับกิ่งไม้ ปล่อยกิ่งนั้น ยึดเอากิ่งอื่น ปล่อยกิ่งที่ยึดเดิม เหนี่ยวกิ่งใหม่ต่อไป แม้ฉันใด ร่างกายอันเป็นที่ประชุม แห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ ที่ตถาคตเรียกว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง จิตเป็นต้นนั้น ดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไป ในกลางคืนและกลางวัน ก็ฉันนั้นแล ฯ
คือปุถุชนที่เขาไม่ยึดหรือเบื่อหน่ายในร่างนี้ก็ได้ เคยดูเฒ่าหัวงูเบื่อคู่ของตนไหม แต่ก็ยังไปหาอีหนูใหม่ที่ไม่เหี่ยวย่นก็เบื่อได้ แต่พระพุทธเจ้าว่า แม้เขาจะยึด ถ้าจะยึดมหาภูตรูป ๔ นี้ยังดีกว่าชอบกว่า การไปยึดจิตว่าเป็นตนเป็นของตนอีก
เพราะดิน น้ำ ไฟ ลมมันก็ยังหยาบ มันเบื่อหน่ายคลายเองได้ มันเห็นความไม่เที่ยงเห็นความเสื่อมได้ หรือต่อให้คุณจะไปยึดเอาเนื้อ ก็ยังดีกว่าไปยึดเอาจิตโดยความเป็นตน นั้นหาชอบไม่ ไม่ไหวเลย ขืนไปยึดเอาจิต เพราะจิตเป็นตัวหลัก ถ้าไม่ศึกษาปล่อยวางจิต
อาตมาจะต้องอ่านเหตุให้เจอ ตามรู้ว่า เหตุอะไรทำให้ไอ การไอคือการบอกความบกพร่อง ตอนนี้ไม่รู้เหตุ โมเมรักษากันไป...
จิตเกิดดับๆเร็วยิ่งกว่าภาษาที่พูด เร็วกว่าไฟฟ้าหรือดิจิตอล อีก แล้วพระพุทธเจ้าก็ขยายต่อใน อิทัปปจยตา หรือ ปฏิจจสมุปบาท ในข้อ ๒๓๓ ต่ออีกว่า [๒๓๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้สดับ ย่อมใส่ใจโดยแยบคายด้วยดีถึงปฏิจจสมุป บาทธรรม ในร่างกายและจิตที่ตถาคตกล่าวมานั้นว่า เพราะเหตุดังนี้ เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะ สิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เมื่อสิ่งนี้ไม่มีสิ่งนี้จึงไม่มี เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ คือ เพราะ อวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารเพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูปเพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็น ปัจจัย จึงมีชราและมรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาส ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้อนึ่ง เพราะอวิชชาดับด้วยสำรอกโดยไม่เหลือ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับวิญญาณจึงดับ ฯลฯ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ [๒๓๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับ มาพิจารณาอยู่อย่างนี้ ย่อมหน่าย แม้ในรูป ย่อมหน่ายแม้ในเวทนา ย่อมหน่ายแม้ในสัญญา ย่อมหน่ายแม้ในสังขารทั้งหลาย ย่อมหน่ายแม้ในวิญญาณ เมื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัดเพราะคลายกำหนัดจึงหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นแล้ว ก็เกิดญาณหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้วย่อมทราบชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้วกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ดังนี้แล ฯ จบสูตรที่ ๑
การปฏิบัติของพระพุทธเจ้าไม่เหมือนนิโรธหลับตาที่ดับไม่รู้ แต่ของพระพุทธเจ้านี้ดับอย่างรู้ สัจฉิกตา ทุกปัจจุบันก็ทำให้กิเลสสูญ สั่งสมเป็นอดีตที่สูญ จนมั่นใจว่าอนาคตก็สูญ ในอวิชชา ๘ ก็รู้ครบ พิสูจน์ในปัจจุบัน มีองค์ประกอบของความจริงเห็นครบทั้งมหาภูตรูป ๔ ในปสาทรูป ๕ โคจรรูป ๕ เรียนรู้ภาวรูป ๒ ทำให้อิตถีภาวะหมดไป มีอิตถีลิงค์ ปุงลิงค์ หรือนปุงสกลิงค์ ต้องให้หมดความเป็นสตรีจึงเป็นเอก เป็นหนึ่งไม่อย่างนั้นจะเป็นสอง เพราะอิตถีลิงค์จะเป็นแหล่งแห่งความเกิด ต้องเป็นชายจึงไม่มีการเกิดแล้ว ต้องเป็นปุริสสะ
ตอนนี้ในสังคมเขาก็พยายามจัดสรรองค์ประกอบของสังคม แล้วเห็นเลยว่าเขาก็จัดสรรอย่างไม่ได้เอาธรรมะเข้าไปเท่าไหร่ ไม่ได้คำนึงองค์ประกอบนี้เลย แล้วไทยก็เป็นพุทธส่วนใหญ่ด้วย ปริมาณก็มีมากที่สุด แล้วต้องคำนึงสิ่งที่เป็นนามธรรม เป็นจิต จิตเป็นประธานของสิ่งทั้งปวง แต่ถ้าไปวุ่นอยู่กับแต่วัตถุก็น่าเสียดาย ไม่มีผู้รู้ทางนามธรรมเข้าไปจัดสรร เพราะผู้เป็นสัตบุรุษจะรู้การประมาณในสัปปุริสธรรม ที่เป็นการตรวจสอบทั้งรูปและนามใน มหาปเทสหรือสัปปุริสธรรม ๗ ๑.ธรรมะ คือสิ่งที่ทรงอยู่ ในเมืองไทยมีสิ่งทรงไว้เท่าไหร่ก็เท่านั้น ไม่ต้องเอาของประเทศอื่นมาคำนึง เอาที่ตั้งอยู่ของจริงนี้ไม่ใช่เอาความจำหรือในตำราต่างประเทศมา เอาอย่างในหลวงตรัสว่าอย่าหลงตำรามาก เอาธรรมะประดามีแล้วเรียนรู้อัตถะ เนื้อแท้ให้ถึงปลายยอดสุดเท่าที่จะมีได้ ๒.อัตถะ เนื้อหาแท้ จุดหมายที่แท้ ๓.ตัวเรา อัตตัญญุตา ตัวเราคือประเทศไทยทั้งหมด ตัวเราเท่านี้ไม่ต้องไปเอาอย่างใคร อย่างจีน อินเดีย หรืออังกฤษ ไทยนี่เหมือนอเมริกาไหม?ก็ไม่เหมือน ไทยคล้าย จีนมากกว่าอเมริกา ไทยคล้ายอินเดียมากกว่าจีน ไทยคล้ายอินเดียมากกว่าอังกฤษ ไทยคล้ายอินเดียมากที่สุด ทั้งที่อยู่ใกล้จีน แต่ห่างจากจีนกว่าอินเดีย สรุปว่าตัวเราไทยไม่เหมือนใคร เราก็รวยเท่านี้ไมรวยเท่านี้ พระพุทธเจ้าสอนให้เราพึ่งตนเอง
อโศกเราเรียนตามทฤษฎีพระพุทธเจ้าจนตอนนี้พึ่งตน จนถึงเป็นประชาธิปไตยเป็นคอมมิวนิสต์ เผด็จการ ขอยืนยันนะว่าอโศกเป็นเผด็จการ คนเขาเห็นเช่นนั้นเราก็รับเสียเลย เผด็จการคืออะไร คือนับถือคนใดคนหนึ่งสูงสุด เผด็จการที่คนเขายกให้ เช่นพระพุทธเจ้าแคว้นใหญ่ในยุคนั้นก็ยกให้ แล้วเคารพด้วย ท่านจึงเป็นผู้ประสพผลสำเร็จยิ่งใหญ่มาก ท่านเป็นจอมเผด็จการ จอมคอมมูน จอมสังคมนิยม เป็นจอมประชาธิปไตย ปลดแอกมาแต่ยุคโน้นเลย ใครมาเข้ารีตก็ปลดแอกเลย
ของพระพุทธเจ้ามีแกนหลักอยู่ว่า “ไม่มีตัวตน” แม้ประชาธิปไตยก็ไม่มีตัวตน แม้เผด็จการ สังคมนิยมหรือคอมมูนก็มีหลักคือ “ไม่มีตัวตน” เป็นตัวเลิศยอดและจริง ไม่เห็นแก่ตัว เห็นแก่ส่วนรวม พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) เป็นคำตอบของพระพุทธเจ้าบ่งชี้ว่าเป็นประชาธิปไตยที่ยิ่งใหญ่ โลกานุกัมปานี่แบกโลกไว้ทั้งโลก แต่เราต้อง อัตตัญญุตาตัวเราก็เท่านี้
ในสังคมนิยม คอมมิวนิสต์หรือ ประชาธิปไตยหลักใหญ่อยู่ที่คนลดความเห็นแก่ตัว จนไม่มีตัวตน หมดตัวตนเลย เมื่อไม่เห็นแก่ตัวก็เห็นแก่ผู้อื่น จะเป็นเผด็จการ คอมมูน หรือประชาธิปไตยก็เห็นแก่ผู้อื่น ตัวหลักไม่ได้อยู่ที่ระบบระบอบ แต่อยู่ที่จิตมีกิเลสตัวตนหรือไม่นั่นต่างหากที่เป็นตัวแท้
ทฤษฎีสัมมาทิฏฐิ เรียนรู้อัตตาตัวตน โอฬาริกอัตตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา ก็ลดละมีทฤษฎีหลัก เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ แต่รู้จักจัดสรรมีมัตตัญญุตา แม้แต่กาลัญญุตา ปริสัญญุถตา ปุคลปโรปรัญญุตา ยุคนี้ไม่ใช่ยุคพระพุทธเจ้ายุคนี้ต้องอนุโลมกัน ยุคพระพุทธเจ้าไม่มีอนาล็อก ดิจิตอล ยุคนี้มีก็ต้องใช้ เป็นสมมุติที่ใช้ร่วมกัน ก็ทำให้พอเพียงพอดีพอเหมาะพอสม สมดุลให้พอเหมาะพอดีตามที่ในหลวงตรัส แม้เศรษฐาสตร์ สังคมศาสตร์ก็พอเหมาะพอดี ปโหติ หรือว่ากัมมนิยะ กัมมัญญาก็คืออย่างพอเหมาะทั้งนั้น ก็ต้องจัดสรรทั้งรูปนาม วัตถุ จิตวิญญาณ บุคคล ให้เหมาะสมกับกาละและสังคม แต่ละหมู่ก็ทำไปตามเหมาะ อย่างเราก็ทำตั้งแต่หมู่เล็ก แล้วค่อยโตก้าวไปตามลำดับ
ในหมู่เล็กหรือหมู่ใหญ่ก็เจาะถึงแต่ละบุคคลต้องคัดเลือก หากได้ผู้ซื่อสัตย์ไม่มีอคติ จะเลือกคัดเลือกโดยแต่งตั้ง ไม่เอาปชช.ไปคัดเลือก ยุคนี้ปชช.ถูกซื้อ ติดยึดเงินทอง เกือกข้างเดียวก็ซื้อได้ ปลาทูเข่งเดียวก็ซื้อได้ แต่เดี๋ยวนี้ซื้อหัวละห้าพัน เพราะโกงทีละล้านๆ จะจ่ายแค่ไหนก็ได้ มันซื้อแหลก ลัทธิซื้อแหลกในประเทศไทยเก่งมากจนต่างประเทศงง ว่าชั่วอย่างนี้คนไทยทำได้อย่างไร
กาละนี้ต้องล้มกระดานเลือกตั้งโดยปชช.ก่อน หยุดไปสัก ๑๐ แล้วบูรณะ ไม่นานหรอก ๑๐ ปี หากไม่มีผู้รู้ช่วยจริงก็ไม่ขึ้นอีก เขามีค่ายกล เอาเทวดาโม่แป้งหมดแล้ว เพราะผีมันก็ซื้อไปหมดแล้ว
ให้ปรึกษาในหลวง อย่านึกว่าท่านไม่รู้นะท่านติดตามอยู่ แต่ท่านบำเพ็ญเป็นปางเตมีย์ใบ้ ตรัสได้ยากนะ
สิ่งที่เราจะทำก็ประเมินสัปปุริสธรรม ทำให้เหมาะสมกับสภาพของประเทศไทย อาตมาก็เห็นว่าหยุดเลือกตั้งก่อน ต้องพยายามให้ปชช.ตั้งหลัก เรื่องสุจริตให้ได้ก่อน แล้วหลักสุจริตจะทำให้ปชช.มีความรู้ แล้วมีความสะอาดจากกิเลสหายโง่ หายอวิชชากิเลสลดได้จริง สังคมไทยคนกิเลสน้อยหายาก ก็ต้องเอาคนที่กิเลสน้อยเข้าไปร่วมกับเขา แต่เลือกเอาหัวกะทิไม่กี่คนเข้าไป ทำกันไม่ต้องมากคนก็ทำได้ ในสังคมเรามี แต่ยิ่งมากคนก็ยิ่งแย่ ให้เอาน้อยคน เอาคนจริงใจฉลาด เข้าเฝ้าในหลวง ที่เป็นองค์กลางที่สุด อย่าไปฟังพวกร่ำร้องที่หาประโยชน์แก่ตนเอง แม้ชาวโลกจะมองว่าเผด็จการ แต่ว่าไม่ใช่อย่างฮิตเลอร์หรือมุสโสลินี เขาก็เห็นแต่เขาก็มองแค่ว่าเหมือนเผด็จการหมู่ ก็เท่านั้น นี่คือมองอย่างมหาปเทส ๔ และสัปปุริสธรรม ๗ แม้ไม่มีในคำสอนพระพุทธเจ้าแต่อาตมาประมาณตามภูมิว่าเห็นควรทำเช่นนี้ ใช้ประโยชน์สื่อสารก็ทำ ตอนนี้สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมมีไม่รู้กี่สถานี นายกฯคนนี้ขยันใช้การสื่อสาร แล้วใช้เป็นด้วย เป็น ปกาสก ที่ดีด้วย มีลูกล่อลูกชน ตลกด้วย ขืนทำแข็งก็แย่ แม้อาตมาก็ต้องให้ตลกให้บ้างไม่อย่างนั้นคนไม่กล้าเข้าใกล้
ถ้าได้มาศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าให้ดีจะรู้องค์ประกอบ อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม ทุกอย่างเกิดจาก ปสาทรูป ๕ โคจรรูป ๕
แล้วเกิดเป็นภาวรูป ๒ มีอิตถีภาวะ คือเพศที่ทำการเกิดไม่สงบ ยังดิ้น กับเพศที่เป็นเอก เป็นปุริสภาวะ มีอินทรีย์มีกำลังอย่าง potential energy ผู้หญิงเดียวนี้หลงโชว์กันมาก ต้องไม่ทำความบกพร่องคืออิตถีภาวะให้ทำให้เป็นปุริสภาวะ โดยจับอ่านจิตเป็นหลักที่หทยรูป จะอยู่ที่ไหนก็ตามให้อ่านอาการจิตให้ออก มันอยู่ในกายยาววาหนาคืบกว้างศอกที่พร้อมสัญญาและใจนี่แหละในคูหาสยัง อ่านไปที่สัญญาและใจ มันอยู่ที่นี่และมันมีชีวิตินทรีย์ เป็นสัตว์ทางจิตวิญญาณ อ่านออกแล้วฆ่าสัตว์ที่เป็นสัตว์หยาบ สัตว์นรก สัตว์เทวดา แล้วเหลือเป็นชีวิตของวิสุทธิเทพ วิธีเรียนต้องอาศัยอาหารรูป รู้เครื่องอาศัย พระพุทธเจ้าตรัสถึงอาหาร ๔ ต้องรู้จักความปรารถนาใคร่อยากแม้จะธัมมกาโม ก็ใคร่อยากในธรรม อะไรเป็นอธรรมก็ต้องรู้ว่าใคร่อยากในอธรรมคือสิ่งเลว แต่ใคร่อยากในธรรมก็เป็นสิ่งดี
สิ่งที่จะเกิดจิตที่เรียกว่า กามจิต เกิดเมื่อไหร่อย่างไรก็ต้องมีผัสสะ แล้วมีเจตนา ในกามในภพ ต้องเรียนตั้งแต่กามภพ ในตา หู จมูก ลิ้น กาย เรียตั้งแต่ โอฬาริกอัตตา ก็ดำเนินในกามาวจร ไม่ต้องไปหลับตาศึกาข้างในโดยไม่ศึกษาข้างนอกก่อน ต้องมีมหาภูตรูปร่วมด้วยตลอด เมื่อรู้เครื่องอาศัยก็ให้รู้นาม คือ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ก็เรียนรู้ไป แจกได้ แบ่งตีกรอบทำเรียกว่าปริเฉทรูป ยังทำไม่ได้มากก็ทำกรอบเล็กๆ พอทำได้ดีก็เพิ่มกรอบขยายเป็นเครือแหเครือข่ายจนสามารถรู้ทำให้เกิดความว่าง อากาสธาตุในทุกปริฉทรูปได้ ทำได้ฌาน ๔ จนตรวจในอรูปฌาน ก็สามารถอนุโลมปฏิโลมได้ โดยไม่หนี แม้เป็นโสดาบันก็เป็นโพธิสัตว์ระดับ ๑ ได้ประโยชน์ตนก็มีประโยชน์ท่านไปด้วย พูดไม่เก่งก็แสดงเป็นตัวอย่าง ไม่เก่งพูดก็แสดงความบริสุทธิ์ใจของเราไป อย่างของอโศกเราก็มีสมณะพิสุทโธ ท่านไปเปลี่ยนชื่อเป็นสมณะ สมณะพิสุทธ พิสุทโธ ท่านก็แสดงบริสุทธิ์เต็มรูปของท่านไป
ถ้าจะเอาพูดเก่งและช่วยคนด้วยก็สมณะกรรมกร ท่านโหวกเหวกโวยวายไปแต่ท่านก็จริงใจช่วยคน ฉายาท่านคือกรรมกรท่านก็ทำด้วยบริสุทธิ์ใจตามที่ท่านรู้
ถ้าเราสามารถลึกซึ้งในรูป ๒๔ แล้วเรามีสัจจะความจริงก็อนุโลมได้ในวิการรูปที่จะมี มุทุตา ลหุตา กัมมัญญตาได้ ให้มีกายวิญญัติ วจีวิญญัติได้อย่างเหมาะสมพอดี คือจัดการให้เกิดบทบาทพฤติกรรมกาละอย่าง วิ คือไม่ดีเอาออกอย่างดีวิเศษเอาไว้ ผู้จัดสรรวิการได้ก็ต้องรู้ว่าจะเอาเบาเท่าไหร่เรียกว่าลหุตาก็ใช้มุทุภูติธาตุของตน ประสมส่วนออกมาเป็นกัมมัญญตา จึงเกิดกายวิญญัติวจีวิญญัติ เป็นสมมุติธรรมในโลกนี่คือสัจจะ
ผู้สามารถจัดการองค์ประกอบภายใน นอกได้อย่างลหุตา มุทุตา อนุโลมได้อย่างไม่แข็งไม่อ่อนเกินไป จึงทำกายวิญญัติวจีวิญญัติได้เหมาะสมตามที่ผู้นั้นมีคุณวิเศษ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์สอนเช่นนี้ ตรงกันไม่เปลี่ยน
พ่อครูพาปฏิญาณตนเพื่อเป็นว.บบบ................ถือศีล ๘
แล้วเทศน์ต่อ....ในปัญญาของโสดาบันข้อ ๕ เราต้องเพ่งเพียรปฏิบัติธรรมเอาใจใส่ในโพธิปักขิยธรรม สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ เราบำเพ็ญกิจกรรมการงานไปกับการปฏิบัติธรรม เราทำไปอย่างเป็นปรากฏการณ์วิทยา มีคุณใบฟ้าว่านาจะเรียกว่าปรากฏการวิชญา อาตมาก็ว่าดีแต่ต้องเปิดพจนานุกรมก่อน
ผู้มาเรียนว.บบบ.นี่ก็จะมีบำเพ็ญคุณ บำเพ็ญธรรม ใน ๔ วันนี้ก็จะมีการให้คะแนนในที ใครจะควบคุมอย่างไรก็ให้ทำดีๆ จะเป็นวันสอบ จริงๆต้องทำทุกวัน แต่ถ้ามาทำ ๔ วันนี้ให้ดีก็เอา ส่วนสามวันหลังจะเน้นทางธรรมะแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีทำงานเลย แต่ก็จัดลึกเข้าหาปริเฉท จะมีกรอบตามลำดับ
อาตมาว่าเราเป็นสุขอย่างสงบ ไม่สุขดี๊ด๊าแบบโลกๆนะ ใจจริงก็อาจอนุโลมไปกับเขา เหมือนแม่เล่นหม้อข้าวหม้อแกงทำจริงจังไปกับเขา มีอนุโลม สัจจานุโลมมิกญาณ ไม่อย่างนั้นมันต่างกันมากรับกันไม่ติด เราต้องทำให้เกิดความต่อเนื่องเป็นสันตติ อย่างcontinuum ของไอสนไตน์มีspace and time of continuum แต่ของอาตว่ามีมากว่าคือ E = mc2 + A ตัว A คือนามธรรม เป็นพลังงานที่ใครจับมาใช้ได้จะมีอินทรีย์มีกำลังทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ สูตรที่อาตมานี่แหละเป็นคนดัดจริตไปเติม A ของพระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ตรัสอันนี้ไว้ E เป็นผล มาจาก M คือรูปทั้งหลาย และ C คือนามทั้งหลาย ตัว ยกกำลังคือ นาม ใครจะเอานามมาเติมได้มากเท่าไหร่ มโนเสฏฐา มโนมยา นามเป็นตัวตั้งทั้งนั้น พร้อมทั้งมวลก็เป็นส่วนผสม ตอนนี้ที่โลกศึกษากันมีแต่รูป แต่ขาดนาม เขาค้นคว้ารูปไปถึงนาโน ด้วยนะ เราไม่ถนัดศึกษา แต่ก็ขอใช้ด้วยนะหากจำเป็น เอามาใช้ประโยชน์ได้ไม่เอาใช้ทางโทษ
เราต้องการความรวมของการจัดให้เหมาะตามสัปปุริสธรรม ๗ มหาปเทส ๔ อาตมาก็ออกความเห็นตามประสาว่าอย่าเอาหมู่ใหญ่ เอาพอสมควร อโศกเราไม่ใหญ่โตก็เอาเท่านี้ก็พอได้ ตอนนี้ยอดสมัคร ๖๘๐ คน