570626_ธรรมาธรรมะสงคราม ที่สันติฯ เรื่อง นิยามใหม่ “กาย” ไยต่างกัน .doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570626_ธรรมาธรรมะสงคราม ที่สันติฯ เรื่อง นิยามใหม่ “กาย” ไยต่างกัน
เมื่อต่างคนต่างทำ “ความดับ” หรือภาวะที่ “จิตใจไม่สุขไม่ทุกข์” อยู่ในขณะนั้นได้เป็น “ความดับ” หรือภาวะที่ “จิตใจไม่สุขไม่ทุกข์” ของตน ตามทีีคนกำหนดหมายนั้นๆ(สัญญา) ซึ่งไม่ว่าแบบพุทธและทั้งแบบที่มิจฉาทิฏฐิต่างก็ถือว่าเป็น “โชค” (สุภ) ของตน เป็นภาวะ “น่าพึงใจ” (สุภ) เป็นภาวะ “เจริญ(สุภ)_ดี(สุภ)” ตามที่ตนกำหนดหมาย จึงชื่ออย่างเดียวกัน
เช่น ผู้ปฏิบัติได้จนสามารถทำให้เกิด “องค์ประชุม” (กาย) ของความเป็น “นิโรธ” ที่นับกันว่าเป็นภาวะของพรหม โดยชื่อคือ พรหมชั้น “สุภกิณหะ”
พรหม “สุภกิณหา” นี้ ปราชญ์ท่านผู้รู้ให้ความหมายไว้ว่า พวกมีรัศมีสุกปลั่งซ่านไป ต้องขออภัยเป็นอย่างมากจริงๆ ที่ได้นำหลักฐานนี้ของท่านผู้ที่อาตมาก็เคารพนับถือท่านอย่างยิ่ง มาอ้างอิง แต่มันเป็นการสาธยายขยายสัจธรรม เป็นวิชาการอยู่พอสมควร ก็จำเป็นต้องมีที่อ้างอิงมายืนยันบ้าง อาตมาได้อาศัยผลงานที่ท่านทำไว้อยู่มาในการศึกษาและทำงาน ณโอกาสนี้ก็ต้องขออภัยท่านอย่างมากยิ่งจริงๆ และขอขอบพระคุณท่านไว้ในที่นี้อย่างสูง
ทั้ง ๒ พรหมที่ยกตัวอย่างมานั้น แสดงถึงความเข้าใจ(ทิฏฐิ) ในความเป็นพรหมหรือเป็น “สัตว์โอปปาติกะ”(สัตตา โออปาติกา ที่อาตมายังเห็นว่า มีภาวะความเป็น “กาย” ที่หมายถึงธาตุอันเป็น “มหาภูตรูป” อยู่เท่านั้น
“ความเป็นพรหมสัตว์” ที่ท่านหมาย ยังเป็นเพียงแสงสีรัศมี ซึ่งเป็นแค่ “รูปธรรม”
อาตมายังเห็นว่า หากกำหนดแค่แสงสีรัศมีเป็นเครื่องชี้ความเป็น “พรหม” ยังไม่ชัดเพียงพอว่าในความเป็น “นามธรรม” ของความเป็น “พรหม” หรือเทวดาผู้บริสุทธิ์ หรือยังแสดงภาวะความเป็น “รูปธรรม” ที่ยังไม่เข้าหาภาวะที่เป็น “ความรู้สึก” ร่วมอยู่ด้วยเลย อันยืนยันว่าเป็นภาว
อ่านต่อ
ะแห่ง “นามธรรม”
เพราะความเป็น “สัตว์โอปปาติกะ” นั้นเป็น “นามธาตุ” ไม่ใช่เพียงแค่ “รูปธาตุ” เท่านั้น ที่ชี้บ่างความเป็นสัตว์โอปปาติกะ ไม่ว่าสัตว์นรกหรือสัตว์เทวดา หรือส้ัตว์พรหม
แสงสีเสียงนั้นยังเป็นภาวะ “รูปธาตุ” เฉพาะ “รูปธาตุ” ยังไม่พอที่จะชี้บ่างความเป็น “สัตว์โปปาติกะ” ต้องมี “นามธาตุ” เป็นหลักในความเป็น “สัตว์โอปปาติกะ”
ความเป็น “กาย” จึงต้องมี “นามธาตุ” ร่วมรับรู้ด้วยเสมอ ในคำว่า “กาย” ทุกกาย ขาด “นามธาตุ” เรียกว่า “กาย” ไม่ได้
หรือมีแต่ “รูปธาตุ” หรือ “มหาภูตรูป” เกาะกุมกันเป็น “รูปธาตุ”อยู่ เช่น แท่างก้อนของก้อนดิน กลุ่มหยดน้ำละออกงน้ำ กลุ่มธุลีลม ภาพของเปลวไฟ ให้เราสัมผัสรู้ได้ เราก็ไม่เรียกภาวะอย่างนั้นๆว่า กายดิน กายน้ำ กายลม กายไฟ แต่ “วิญญาณ หรือองค์ประชุมของวิญญาณ” นั้น เราเรียกว่า “กาย” นะ เคยได้ยินไหมล่ะ? “กายวิญญาณ” ไง
ดังนั้น “กาย” นี้แม้แต่เฉพาะ “ธาตุรู้” (นามธาตุ) เองเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับมหาภูตรูปเลยในความเป็นสัตว์ ไม่มี “รูปธาตุ” ข้างนอกสัมผัสสัมพันธ์ด้วยเลย มีแค่ “สัญญา” ไม่ว่าจะอยู่ในภาวะที่ดึงเอา “ความจำ”(สัญญา)ออกมารู้ หรือตนเองกำลังใช้จิต ใช้เจตสิกทำงาน “กำหนดรู้อะไรๆอยู่” (สัญญา) มีองค์ประชุมเฉพาะของ “นามรูป” และ “นามธรรม” ในจิตเท่านั้น (มีแค่มนายตนะกับธรรมายตนะ) ทำงานอยู่ในภายในของจิต อย่างนี้ก็เรียกว่า “กาย”
คือ “กายวิญญาณ” นั่นเอง
ซึ่งฝ่ายมิจฉาทิฏฐิ นั้นจะทำ “นิโรธ” ด้วยวิธีหลับตา เข้าไปอยู่ในภวังค์ที่จิตอยู่ในสภาพ “ดำมืด” (กิณหา) ไม่รู้อะไรเลย ไม่มีแสงสว่าง (อาโลกา) ไม่มี “ตา” (จักษุ) เห็นอะไร อยู่ในภาวะ “ดับ” หรือไม่มี “ความรู้ความฉลาด” ใดๆหมด จึงเกิด “ญาณ ปัญญา”ใดๆก็ไม่ได้
เมื่อ ธาตุรู้” (วิญญาณ) ซึ่งหมายถึง “นามธาตุ” ไม่มีอะไร “รับรู้อยู่เลย” ในขณะนั้น
อย่างนี้แหละที่ชื่อว่า ไม่เป็น “วิญญาณฐิติ” ในขณะที่อยู่ใน “นิโรธ”นั้น
พระพุทธเจ้าจึงมีข้อแม้ว่า ต้องศึกษาความเป็น “สัตว์ทางจิตวิญญาณ” (โอปปาติกะ) ในขณะที่มี “วิญญาณฐิติ” จึงจะสามารถรู้จัก รู้แจ้งรู้จริงความเป็นสัตว์ได้บริบูรณ์สัมบูรณ์
“วิญญาณ” นั้นหมายถึง ธาตุรู้ หรือ ความรับรู้ ส่วน “ฐิติ” ก็หมายถึง การตั้งอยู่ ดำรงอยู่ ควาเป็นอยู่ (ยังไม่ตาย ยังทำหน้าที่ ยังไม่หายไป ยังไม่พัก เมื่อเป็นธาตุรู้ก็ยังทำหน้าที่รู้อยู่)
“วิญญาณฐิติ” จึงหมายความว่า ยังมี “ธาตุรู้” ทำหน้าที่รู้อยู่ ดังนั้น “นิโรธ” แบบที่ไม่ใช่พุทธ ได้ทำให้ “ธาตุรู้” หรือ “ความรับรู้” ขณะนั้น มันไม่รู้อะไรใดๆเลย ตอนที่จิตตนเป็น “นิโรธ” ของตนนั้น กลายเป็น”อสัญญีสัตว์” (สัตว์ที่ไม่มีส่วนใดของจิตกำหนดรู้อะไรเลย)
เมื่อจิตถูก “ดับ” แบบหาวิธีบังคับไว้หรือหลอกมันออกไป “หลับหรือดับธาตุรู้” ลงชั่วขณะไม่ให้มันทำหน้าที่รับรู้อะไรเลย ในขณะนั้น ธาตุรู้ของผู้นี้จึงเจริญอะไรก็ไม่ได้
เพราะมันไม่ได้เรียนรู้อะไรในขณะนั้น มันจึงเพิ่มความฉลาดที่เป็นญาณเป็นปัญญา เป็นวิชชา อะไรไม่ได้
ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า การรู้แจ้งนั้นต้องรู้ชนิดที่มี “จักษุ ปัญญา ญาณ วิชชา แสงสว่าง” ดังที่ได้ยกหลักฐานอ้างอิงผ่านมาแล้ว ก็ไม่ต้องไปพูดถึงเลย เพราะมันไม่ได้เรียนรู้อะไร มันก็ไม่ฉลาดขึ้นได้ เป็นญาณ เป็นปัญญาอะไรกันก็ไม่ได้เลย
อย่ามาตะแบงเถียงนะ ว่า ก็ได้เรียนรู้ “ความดับดำมืด” นั้นๆอยู่ขณะนั้นไง
ได้เรียนอะไรกัน ในเมื่อขณะนั้น จิตมันหลับดับปี๋อยู่ ไม่รู้อะไรเลย แล้วจะอา “ธาตุรู้” ตัวไหนมา “รู้” มา “เรียน” กันเล่า? จึงจะเรียกได้ว่า เกิด “ความรู้” ให้แก่จิตขณะนั้น
“นิโรธ” ที่ ดับสัญญา อสัญญีแบบนี้ จึงไม่มีความรู้ ความเจริญในทางจิตใจเลย
ใน “วิญญาณฐิติ ๗” ไม่มีคำว่า “อสัญญีสัตว์” กับ “เนวสัญญานาสัญญายตนสัตว์” แต่ใน “สัตตาวาส ๙” นั้นมี
ก็หมายความว่า ทั้ง “อสัญญีสัตว์” และเนวสัญญานาสัญญายตนสัตว์ เป็นภาวะที่ “ไม่มีความรับรู้”เลยในขณะที่ผู้ปฏิบัติตนสำเร็จเข้าไปเป็นอยู่ในสภาพทั้ง ๒ นั้น
นั่นก็คือ “เนวสัญญานาสัญญายตนะ” นั้นก็เป็นการ “ดับความรับรู้” ให้แก่ตนเอง ตาม “ทิฏฐิ” ของการทำ “อรูปฌาน” แบบหลับตาเข้าไปอยู่ในภวังค์ ซึ่งกำหนด “อสัญญี” ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น “อากิญจัญญายตนฌาน” หรือ “เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน” แม้แต่ “สัญญาเวทยิตนิโรธ” ล้วนทำความ “ดำมืด” (กิณหะ) ในภวังค์ทั้งสิ้น
ที่จริงนั้น “สัญญาเวทยิตนิโรธ” นี้ไม่มีในศาสนาหรือลัทธิอื่นใด มีในศาสนาพุทธศาสนาเดียวเท่านั้น การทำ “อรูปฌาน”ในลัทธิอื่น จึงมีแค่ “เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน” เท่านั้นเป็นสูงสุด
แต่ชาวพุทธที่มิจฉาทิฏฐิ ได้เรียนรู้คำว่า “สัญญาเวทยิตนิโรธ” ทว่ายัง “อวิชชา” ในความเป็น “นิโรธ”ของพุทธ ยังไม่สัมมาทิฏฐิ จึงโมเมปุโลปุเลเดาเอาว่า “อสัญญีสัตว์” เป็น “นิโรธ” ไปหมด ทั้ง “เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน” ทั้ง “สัญญาเวทยิตนิโรธ”
จึงปฏิบัติได้แค่ “อสัญญีสัตว์” ก็หลงว่า ตนบรรลุ “เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน” หรือ “สัญญาเวทยิตนิโรธ” เพราะมิจฉาทิฏฐิ
ผู้ที่มี “มิจฉาทิฏฐิ” หรือมี “สัญญา” กันอย่างนี้ เขาก็ “กำหนดหมายความเป็นิโรธ” กันอย่างนั้น เมื่อเขาได้ฝึกฝนปฏิบัติจนสำเร็จเป็น “มโนมยอัตตา” เขาก็ต้องได้ “กาย” ของพรหม หรือ “กาย” ของ “นิโรธ” อย่างที่เขามีกำหนดหมายของเขานั้น ก็เป็น “รูปที่สำเร็จด้วยจิต” หรือ “อัตตาที่สำเร็จด้วยจิต” เกิดผลตาม “สัญญา” ของเขา เขาก็ถือว่า เป็น “โชค” (สุภ)ของเขา เป็นภาวะที่ “น่าพึงใจ” (สุภ)ของเขา
เช่นเดียวกับ ผู้ที่ “สัมมาทิฏฐิ” แบบพุทธ ก็มี “ทิฏฐิ” หรือมี “สัญญา” ว่า “นิโรธ” คือ ภาวะที่ “ดับ” หรือภาวะที่ “ไม่สุขไม่ทุกข์ในจิต” อย่างเดียวกัน
เมื่อปฏิบัติจนเกิดผล “นิโรธ” ซึ่งเป็น “สัญญาเวทยิตนิโรธ” ก็มีผลอย่างเดียวกันคือ มีภาวะที่ “ดับ” หรือภาวะที่ “ไม่สุขไม่ทุกข์” ในจิต ไม่ต่างกันเลย
จึงกล่าวได้ว่า “มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน”
ส่วนนัยสำคัญที่เป็น “ปรมัตถธรรม” นั้น นิโรธแบบมิจฉาทิฏฐิ ได้นิโรธในภาวะกิณหะ ที่เป็น อาการดับมืดดำ อยู่ในจิต
สำหรับปรมัตถธรรมที่สัมมาทิฏฐิ ของพุทธนั้น ได้ นิโรธ ในภาวะมี จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง แจ้ง (สัชฉิ) อยู่ในจิต
ซึ่งแบบพุทธนั้น มีรูป มีนามอย่างวิเศษ ลึกล้ำที่มีนัยสำคัญคือ เป็นนิโรธ ที่มีเหตุปัจจัยของชีวิตที่พร้อมด้วย จักษุ ปัญญา ญาณ วิชชา แสงสว่าง ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วเอามาประกาศแก่โลก ให้มนุษย์ได้เรียนรู้และปฏิบัติ นิโรธแบบนี้กัน ซึ่งไม่ใช่ปฏิบัติด้วย วิธีหลบหรือหลับตาเข้าไปอยู่ในภวังค์ แต่เป็นนิโรธชนิดที่เรียกว่า สัญญาเวทยิตนิโรธ ที่เป็นแจ้ง(สัจฉิ)
ต้องเห็นว่าอกุศลจิตหรือกิเลสมันดับไป มันไม่มีในจิตขณะนั้นอยู่ชัดๆโต้งๆ แต่กต่างกับอีกภาวะหนึ่งที่ไม่ใช่พุทธ แบบหลับดับทวารทั้ง ๖ ทำนิโรธให้ตนเองดำ ที่มืดมิด ไปหมด หลับไม่รู้เรื่องอะไรเลย ดับ กิณหะ ไม่มีจักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ให้รู้ใดๆกันเลย
ต้องทำความเข้าใจให้คมๆชัดๆ ในเรื่องนิโรธ ที่เป็น สัญญาเวทยิตนิโรธ แบบพระพุทธเจ้า กับนิโรธทั่วไป นั้น แม้มีสัญญาอย่างเดียวกัน คือกำหนดหมาย ไม่สุขไม่ทุกข์เหมือนกัน ซึ่งยังไม่ใช่หมายลึกไปถึง ตัวตนของกิเลส ที่ดับ แค่หมายถึงอารมณ์ทุกข์เท่านั้น
ความไม่มี อารมณ์ทุกข์หรือสุข ในขณะนั้น ก็คือ กาย หรือองค์ประชุม ของ “นามกาย” ในขณะนั้นของตนๆ มันจึงรู้สึกในขณะนั้นว่า ไม่ทุกข์เลย
ถ้าแบบพุทธสัมมาทิฏฐิ ก็จะดับกิเลส และผู้บรรลุนิโรธ จะ “รู้อยู่เห็นอยู่ สำเร็จอิริยาบถอยู่ เป็นปัจจุบันนั่นเทียว” (วิหารติ)
ซึี่งไม่ใช่่รู้แบบ “รูปกายไ แต่เป็นการรู้แบบ “นามกาย” ในตัวเราเอง(เวทนาในเวทนา) แลเป็นแค่ “องค์ประชุกันอยู่” (กาย)ให้รู้ได้ด้วย
เพราะ “รูป” ของกิเลสไม่มี “นาม” ที่เป็นทุกข์ก็ไม่มี เป็นความว่างเปล่า ทั้ง “รูป” ทั้ง “นาม” เลย สำหรับแบบพุทธ แต่มี “องค์ประชุม” ของอวัยวะที่ประกอบอยู่ เป็นภาวะที่ทำให้เกิด “นิโรธ” กันได้จริง ทั้งแบบพุทธ และทั้งแบบที่ไม่ใช่พุทธ นี่คือ “กายอย่างเดียวกัน” ทั้งของแบบมิจฉาทิฏฐิ และของสัมมาทิฏฐิ
อย่างเช่นมองดอกไม้ แล้วเรามีจิตนิโรธเราก็รู้ๆ ไม่มีสุขทุกข์เราก็รู้ เป็นความว่างเปล่าทั้งรูปและนาม
แต่มันมีนัยะแห่งสภาวธรรมที่เป็น “กาย”สำคัญยิ่ง ซึ่งมิใชวิสัยที่จะ “คาดเดา” เอาได้ด้วยตรรกะ (อตักกาวจรา) จริงๆ
ถ้าไม่สามารถ “สัมผัสวิโมกข์ ๘ ด้วย “กาย” สำเร็จอิริยาบถอยู่ ทั้งอาสวะของผู้นั้นก็หมดสิ้นแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา” ก็ไม่ชื่อว่า บรรลุสูงสุดเป็น “สัญญาเวทยิตนิโรธ” อันเป็นสภาวธรรมที่อรหันต์ได้สัมผัสด้วยตน
เพราะ “กาย” ที่อยู่ในภาวะดำปี๋(กิณหะ) กับ กายที่อยู่ในภาวะแจ้ง ด้วยองค์ประชุมอันมี จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชาแสงสว่าง นั้น มันมีความจริงที่วิเศษ คนละอย่างต่างกัน แม้จะมีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน
จึงจะต้องเรียนรู้ กาย กันตั้งแต่คำว่า สักกาย ที่เป็น อัตตา ตัวแรกไปเลยทีเดียว ที่ตนเองต้องรู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง ว่า คือ ตัวตน (อัตต) ภาวะธรรมขั้นต้นของการพิสูจน์ญาณหยั่งรู้พุทธธรรม ซึ่งเป็น สังโยชน์ข้อแรกในสังโยชน์ ๑๐ เลย ว่า คืออย่างไร?
และปฏิบัตยืนยันอธิบายได้ชัดเจนว่า สภาวะอย่างไร ขณะใด? ไฉน? คือการพันสักกายทิฏฐิสังโยชน์
เมื่อคุณรู้กิเลสแล้ว รู้ศีลพรตของคุณแล้ว แต่ว่าคุณก็ไม่เอาจริง เล่นๆหัวๆกับกิเลส ทั้งที่สัมมาทิฏฐิ ในศีลพรตนะก็เป็นศีลพตปรามาส หรือมีศีลพรตที่ไม่สัมมาทิฏฐิ ก็จะทำศีลพตุปาทาน
ต้่องกำจัดกิเลสให้จางคลาย เร่ิมจางคลายกิเลสก็พ้นสังโยชน์ ๓ พ้นศีลพตปรามาส เป็นโสดาปัตติผลทันทีเลย เมื่อสามารถผ่านสังโยชน์ได้ ๓ ข้อแรกก็เข้าโสดาปัตติผล แล้วก็ต้องทำซ้ำ ทำทวนตั้งแต่ อนิจจานุปัสสี วิราคานุปัสสี นิโรธานุปัสสี ปฏินิสสัคคานุปัสสี
เราจึงจะรู้กายอื่นๆอีกเยอะเลย ทั้ง “กาย” ในที่อื่นๆ ก็ต้องอธิบายสภาวะของธรรมนั้นๆได้ชัดเจน เช่น “กาย” ในวิญญาณฐิติ ๗ หรือ สัตตาวาส ๙ และคำว่า สัมผัสวิโมกข์ ๘ ด้วย กาย หรือแม้แต่คำว่า กายสังขาร กายปัสสัทธิ กายสัมผัส (องค์ประชุมของสังขารทั้งนอกและใน) จนองค์ประชุมสงบ ก็ไม่ใช่ว่ากายแข็งทื่อ แต่เป็นองค์ประชุมของสังขารรูปนาม แล้วทำให้กิเลสออกไปหมด เป็นอภิสังขารถึงปุญญาภิสังขาร เป็นสังขารอย่างยิ่งใหญ่ ได้เป็นอปุญญาภิสังขารกิเลสหมดคุณก็ทำสั่งสมผลเป็น อเนญชาภิสังขาร องค์คุณอุเบกขาก็ยิ่งเจริญ เป็นปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสรา
กายานุปัสสนา คือตามเห็นองค์ประชุมต่างๆ กายกัมมัญญตา คือกายที่ประกอบด้วยการงานอันเป็นโลกุตระ อัญญะ ทำงานด้วยไม่มีกิเลส กิเลสมาก็รู้ทำสะอาดได้เรื่อยๆ ก็เหมาะควรไปเรื่อยๆ กายมุทุตา คือจิตมีทั้งสภาพเจโตทั้งปัญญา เป็นจอมยุทธที่มีทั้งปัญญา เร็วไว จัดแจงเป็นอย่างไรก็ได้ อ่อนไหวเร็วไว กายลหุตา กายวิกาล กายวิเวก กายสุจิ กายสัญเจตนา ตัวสุดท้ายเป็น วิภวตัณหานะ
ผู้รู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความเป็นกาย จึงอธิบายสภาวะในความเป็นกายเหล่านี้ได้ถูกต้อง จะไม่อธิบายให้เห็นไปในเชิงว่าเป็นสรีระภายนอก ร่างนอก
รูปธรรมนั้นไม่มีวิญญาณไม่มีความรู้สึก รับรู้ไม่ได้ แม้แต่พืชก็มีแค่สังขาร และสัญญา ไม่มีวิญญาณไม่มีกรรมครอง แม้เป็นสัตว์ที่มีกรรม มีวิญญาณครองแล้ว เป็นจิตนิยามแล้ว แต่ไปเข้าใจผิดว่า เราจะศึกษาวิญญาณ ก็ไปรอเอาแต่ตอนหลังตายทางร่างกายแล้ว วิญญาณไม่อยู่ในร่างแล้ว แต่วิญญาณนั้นไร้ตาหูจมูกลิ้นกายแล้ว ก็มีแต่วิญญาณล่องลอยไปไม่มีใครรู้ อย่างนั้นจะไม่สามารถรู้วิญญาณได้ ตัวเองยังไม่รู้ตัวเองเลยว่าล่องลอยไป มันไม่เหมือนกับตอนเป็นๆสดๆ จับมั่นคั้นตายเลย มันต้องรู้วิญญาณขณะสัมผัสทวาร ๖ โต้งๆหลัดๆแล้ววิญญาณเกิดให้เรียนรู้ได้จริงๆ
พระพุทธเจ้าจึงตรัสบริภาษ ภิกษุสาติ ในพระไตรฯล.๑๒ ข.๔๔๐ เป็นมิจฉาทิฏฐิที่ไปเที่ยวศึกษาวิญญาณนอกร่างกาย ตอนตายไปแล้ว วิญญาณล่องลอยไป อย่างกรณีสึนามิ ตายไปมากมาย หาศพไม่เจอ เจอแล้วก็ไม่รู้ว่าใคร ถ้าวิญญาณมาหากันได้ก็จะมาบอกเลยว่าฉันอยู่นี่ นี่คือฉัน หรือวิญญาณโกรธแค้นกันก็มาหากันได้ ก็ไม่ต้องทำอะไรเลย วิญญาณมาหาตลอดเวลาเลย