640608 แสงโลกุตระจากโลกหน้า ในสัมมาทิฏฐิ 10_บันทึกปัจฉาพ่อครู โดย ส.แสนดิน.docx

โฟลเดอร์บันทึกปัจฉา จาก ส.แสนดิน
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์721 KB
วันที่แก้ไข27 ตุลาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

💠 แสงโลกุตระจากโลกหน้า ในสัมมาทิฏฐิ 10 💡 (เรียบเรียงจากคำเทศนาของพ่อครู เช้าวันที่ 8 มิถุนายน 2564 งานอโศกรำลึก) . 👤 “ สยังอภิญญา” จากโลกหน้าคือใครในยุคนี้ พ่อครูว่า...อาตมาอยากจะไข “โลกนี้-โลกหน้า” ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้ใน สัมมาทิฏฐิ 10 ข้อที่ 10 ว่า จะมี “สยังอภิญญา” เกิดมา (สยัง=มีของตัวเองมาแต่ปางก่อน, อภิญญา=ความรู้ยิ่ง) คือมีภูมิรู้ของตนเองมาจากชาติก่อน แต่ยังไม่ใช่พระพุทธเจ้า ซึ่ง ศาสนาพุทธของพระสมณโคดมมีอายุยืนยาวถึง 5,000 ปี แต่พอผ่านมาถึง 2,500 ปี ก็เสื่อมสนิท แม้แต่มีผู้นำพาศาสนาพุทธอยู่ ก็ไม่สามารถรู้เรื่องของโลกุตระเลย จึงต้องมีผู้ที่รู้เรื่องโลกุตระมาอุบัติขึ้นในยุค 2,500 กว่าปีนี้แหละ แล้วก็นำโลกุตระมาเอง แล้วก็เอามาประกาศขึ้นให้ผู้อื่นรู้ตาม . นี่คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในข้อที่ 10 ของสัมมาทิฏฐิ คิอ สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) นี่อาตมาก็ประกาศมาแล้ว 50 ปี ผู้ที่สามารถรับรู้ได้ เป็น “สัจฉิกัตวา” ก็มีไปแล้ว . 🌐 โลกนี้-โลกหน้าคืออะไร อย่างสิกขมาตุจินดา คำว่า “จินดา” คือ ความคิด ความรู้ รู้จนกระทั่งตัวเองจะต้องชื่อว่า “สัจฉิกตา” เลย สิกขมาตุ “จินดา” เลยเป็น “สัจฉิกตา”(แปลว่ารู้แจ้งโลกุตระ) เข้าใจดีรับได้ไป เจริญธรรม บรรลุธรรมไปในตัวเลย ผู้เจริญแล้วก็ต้องบรรลุธรรม บรรลุๆไป อย่างนี้เป็นต้น พระพุทธเจ้าตรัสไว้เป็นความรู้บัญญัติ เราต้องมาสอบทานปรมัตถ์ จิต เจตสิก รูป นิพพาน สามารถที่จะปฏิบัติให้จิตเกิดพัฒนาการเกิดใหม่ เป็นโอปปาติกะ เ

อ่านต่อ

กิดเป็นคนใหม่ของโลกใหม่ โลกอื่น โลกโลกุตระ เป็นคนละโลกกับโลกียะ (เรียกโลกนี้คือโลกโลกียะ ,โลกหน้าคือโลกโลกุตระ) . โลกุตระคือโลกหน้า แต่ผู้ที่เขาไม่รู้ หรือเขาอยากรู้จะรู้แต่มันรู้ไม่ได้ เขาก็เลยรู้โลกหน้าไม่ได้ รู้โลกุตระไม่ได้ โดยเฉพาะการทำจิตให้เป็นโลกุตรจิต ที่ต้องทำจิตอย่างโยนิโสมนสิการ คือทำจิตตัวเองให้เป็นจิตเจริญขึ้นเป็นโลกุตระ คือ สามารถแยกจิต อ่านอาการจิต จับจิตของเราได้ แล้วก็รู้อาการ ลิงค นิมิต อุเทส . 👥 แยก อาการ ลิงค นิมิต ทำมนสิการเป็นจึงเข้าสู่โลกหน้า อาการ คือความเคลื่อนของจิต , ลิงค คือความต่างของอาการจิต , นิมิต คือการกำหนดหมาย ทำเครื่องหมายอาการนั้นไว้ในจิต ส่วน อุเทส คือภาษาหรือสิ่งที่อธิบายออกมา อย่างที่อาตมากำลังอธิบาย หากฟังอุเทสเข้าใจแล้ว ก็ต้องไปแยกอาการของจิตมันแตกต่างกันกับจิตที่เป็นจิตจริงๆ จิตที่เป็นกิเลส เป็นจิตตัวปลอม มาปลอมตัวเป็นจิต แต่มันเป็นกิเลส จับได้แยกได้ แยกกิเลสออกจากจิตได้ ถึงขั้นเป็นผลคือ สามารถมีพลังปัญญา แยกได้จนกระทั่งชัดเจนว่า จิตตัวนี้มันเป็นตัวทุกข์ เป็นตัวเหตุแห่งทุกข์ .

“เพราะฉะนั้น ถ้ามันยังมีอาการนี้อยู่ในจิต เราก็คือผู้ยังเป็นทาสกิเลสนั้นอยู่ พลังงานปัญญาก็เลยบอกว่า “ไม่ได้ เอ็งจะอยู่ในจิตข้าไม่ได้เด็ดขาด เอ็งต้องไป เอ็งต้องออกไป หยุดอาการของเอ็งเด็ดขาดอยู่ในจิต เอ็งต้องหยุด เลิก อย่ามาทำเป็นสะเออะ มีอาการนิดอาการหน่อยอยู่ในจิตก็ไม่เอา” ทำจิตของตัวเองได้ คือ มนสิการ หรือมนสิกโรติ . 💢 ต้องสัมผัสของจริงจึงเห็นอาการกิเลส เราทำเองไม่ใช่พระเจ้าทำหรือใครมาช่วยทำ เราสร้างพลังปัญญา ที่มันจะเหนือชั้นกว่ากิเลส นี่พูดเป็นภาษารูปธรรม แต่มันเป็นนามธรรม จะต้องฝึก จะรู้ได้ต้องมีของจริง สัมผัสของจริง เช่น ตาสัมผัสทุเรียน หากชอบทุเรียนมาก ทุกปีมีทุเรียนมาแล้วต้องเสียตังค์ให้มัน แต่ก่อนอาตมาทำงานอยู่ที่โทรทัศน์ มีช่างคนนึงชื่อพี่ฟู เขาจะเก็บสตางค์แต่ละเดือนหักใส่กระป๋อง ก็ถามว่าพี่ฟูเก็บตังค์ไปทำไม เขาบอกว่าเอาไปซื้อทุเรียนกิน นี่เป็นเรื่องจริงนะไม่ใช่เรื่องเล่น ถึงหน้าทุเรียนก็งัดเอามาซื้อทุเรียนเอามากินโดยเฉพาะ มีงบประมาณ budget สำหรับผู้เรียนโดยตรง แต่ละปีๆ เป็นคนที่จะต้องกินทุเรียนให้ได้ จัดสรรงบประมาณสำหรับกินทุเรียนโดยเฉพาะตน นี่ก็มีคนอย่างนั้นจริงๆมันชอบทุเรียนมาก สัมผัสทุเรียนก็โอ้โห อยากกินมันชอบกิเลสขึ้นเลย . 💣 จะโง่เอาอวิชชาหรือฉลาดเอาปัญญา อ่านกิเลสตัวเองเมื่อสัมผัสแล้วกิเลสเกิด แม้จะเกิดอย่างหยาบนั้นรู้ง่ายแน่ มันเกิดแรงก็รู้ง่าย แม้ที่สุดได้เรียนรู้ลดละแล้ว จนกระทั่งมีพลังงานปัญญา สามารถทำให้กิเลสลด กิเลสสู้พลังงานปัญญาไม่ได้ พลังปัญญามันชัดเจนกว่า มันรู้ว่าไอ้ที่ไปติด ไอ้ที่มีพลังอ่อนแอให้กิเลสมันกินตัวอยู่อย่างนั้นมันโง่ มันอวิชชา ก็รู้ว่าตัวเองจะเอาอวิชชาหรือจะเอาปัญญา นั่นก็ชัดเจนมากแล้ว เราอย่าไปโง่ เราต้องให้ปัญญาเจริญขึ้นๆ อวิชชาก็ลดลงๆ ความเป็นโลกนี้คือโลกที่มีอวิชชา ความเป็นโลกหน้าคือโลกที่มีวิชชาหรือปัญญาหรือญาณ เป็นพลังงานทางจิตเลย . คนใดที่ทำจิตในจิต ทำใจในใจ มนสิการหรือมนสิกโรติ ทำให้พลังงานปัญญาเกิดแทนที่พลังงานอวิชชา เกิดพลังงาน แต่ก่อนมิจฉาทิฏฐิก็มาเป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อเป็นสัมมาทิฏฐิก็เจริญด้วยการปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 โพธิปักขิยธรรม 37 จิตก็เจริญขึ้นจริงๆ ต้องสัมผัสของจริง ตากระทบรูปแล้วก็เห็นของนั้นด้วยตา กิเลสเกิดไม่เกิด หูกระทบเสียงแล้วกิเลสเกิดก็อ่านกิเลสเกิดจากเสียงได้ ชอบไม่ชอบ ชังไม่ชัง เป็นสุขเป็นทุกข์ก็รู้ได้ จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รับรส ก็เกิดชอบเกิดชัง เกิดกิเลสพวกนี้ อ่านได้เห็นของจริง แล้วก็ลดของจริงแล้วจริงๆ ผู้นั้นถึงขั้นปฏิบัติธรรมถึงขั้นสภาวะธรรม จัดการกับสภาวธรรมของจริง . 💦 ตามรู้จิตด้วย อนุปัสสี 4 ผู้ปฏิบัติเองจะรู้ของตนเอง แล้วก็จะรู้ชัดเจนตรงที่ว่า ขณะที่ตากระทบรูปนี่แหละ เห็นเลยว่าจิตเราก็เกิดกิเลส แล้วก็ปฏิบัติทันที อ่านกิเลสให้ลดทันที ลดอย่างช้าหรือลดอย่างเร็ว ดูเหมือนลดอย่างเร็วแต่มันไม่รู้ทัน จนกระทั่งรู้ทัน มันลดจริงๆ อ่านอาการมันจางคลาย อย่างมีอนุปัสสี 4 1. อนิจจานุปัสสี (ตามเห็นความไม่เที่ยงของกิเลสตัณหา) 2. วิราคานุปัสสี (ตามเห็นความจางคลายของกิเลส) 3. นิโรธานุปัสสี (ตามเห็นความดับของสัตว์กิเลสตัณหา) 4. ปฏินิสสัคคานุปัสสี (เห็นการย้อนทวนกลับไปสลัดคืน) (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 288) . ตามเห็นจิตตัวเองเลยที่บอกว่ามันไม่เที่ยง แต่ก่อนเราไม่เคยทำให้มันจางคลายได้เลยตีไม่แตก เพราะมันเที่ยง แต่ก่อนนี้มันเที่ยง เพราะเป็นหลงติดมันอย่างหนัก หนักก็เที่ยง พวกศาสนาที่เที่ยงก็คือศาสนาที่ติดยึดด้วยอวิชชาก็เลยเที่ยง เพราะฉะนั้นผู้ที่เห็นความเที่ยงและยึดถือความเที่ยงก็คือพวกที่ติดยึด ติด จนกระทั่งกว่าจะเป็นผู้เห็นว่ามันไม่เที่ยงหรอก มันทำให้จางคลายได้ มันไม่ติดอยู่อย่างนั้นหรอก . 🔍 เริ่มเห็นความไม่เที่ยงจึงเข้าสู่โลกหน้า ผู้ที่เริ่มเห็นความไม่เที่ยง นี่คือผู้ที่มีโลกหน้าโลกใหม่ ฟังความเป็นโลกใหม่ โลกหน้า โลกอื่นให้ดีๆโลกโลกุตระ คือ รู้และทำจิตในจิตของตน ให้เปลี่ยนเป็นจิตใหม่ ลดลงได้นิดนึงก็เริ่มเดินทางเข้ากระแสโลกุตระได้นิดนึง ลดได้เก่งนิดนึง 2 นิด 10 นิด 20 นิด จนกระทั่งไม่นิดละ เยอะๆเลย จนหมดเลย ทำได้เกลี้ยง ทำให้กิเลสตายสนิทหมดเกลี้ยงได้ก็เข้าสู่โลกหน้าเต็มๆ . 🍀 “โลกนี้-โลกหน้า”อยู่กับเราตอนเป็นๆ “โลกนี้-โลกหน้า” ไม่ได้อยู่ที่เดินทางไปไหน อยู่กับเราตอนเป็นๆนี้ “โลกนี้-โลกหน้า” อยู่กับเรานี้แล้ว เราทำให้กิเลสหมดลง เราก็สู่คนโลกหน้า โลกใหม่ โลกโลกุตระ จนโลกโลกียะหมดไปจากจิตเราเลย จิตคือโลก โลกคือจิต อัตตาของเราก็คือจิต จิตคืออัตตา หมดอัตตา หมดจิตโง่ๆจิตอวิชชา จิตโลกเก่าหมด หายไปไม่เหลือเชื้อ จนกระทั่งมีแต่จิตใหม่ เป็นคนใหม่เต็มที่ จิตเก่าคนเก่าไม่มาเกิดในจิตเราอีก เป็นอรหันต์ขึ้นไป นี่เป็นขีดเขตของความเป็นอรหันต์ ที่อาตมาพูดไปนี้ไม่ใช่พูดเฉยๆ แต่พูดออกมาจากจิตจริง จิตที่เราเป็นจริงๆเอามาอธิบายมาพูดของตัวเอง . 🌱 หมดกิเลสจริงจิตก็ไม่เขินอายไม่มังกุ เพราะฉะนั้นผู้ที่มีเองรู้จักจิตที่เป็นอรหัตตผล จิตที่ไม่เหลือโลกียะ ก็เป็นความจริงของตนเองผู้ใดพูดได้อย่างถนัดใจ ไม่มีการเขิน ไม่มีการเหนียมอาย ไม่มีการมังกุ ดุ๊กดิ๊กทางจิตเลย พูดตรงๆพูดความจริง ชมตัวเอง พูดความจริงที่เป็นความจริงอันสามารถยิ่ง สามารถทำจิตให้เราไม่มีกิเลสได้หมด ก็บอกความจริงเป็นการชมตัวเองอย่างไม่ได้มีอาการอาย อาการเขิน อาการมังกุอะไร คนเขาไม่เชื่อก็ท้วง ก็ติ ว่าอวดตัวเอง ไม่เชื่อ ไม่จริง เขาก็จะรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ เขารู้สึกเขาก็รู้สึกไป แต่เราไม่ได้เป็นอย่างที่เขารู้สึก เราเป็นจริง เขาไม่เชื่อก็เพราะว่าเขาไม่เห็นว่าเราจะเป็นจริง ก็เขามีสิทธิ์ที่จะไม่เชื่อเรา ไม่เชื่อว่าเราเป็นจริง ก็ไม่เป็นไร เราเป็นจริงหรือไม่เป็นจริงก็เรื่องจริงของเรา เราไม่จริงก็เป็นการโกหกคนอื่น ถ้าเราเป็นจริงแล้วก็บอกความจริง เราบอกความจริงที่จริงอย่างเป็นจริง จบ ไม่มีปัญหาอะไร . 🌀 เปลี่ยนจากโลกนี้มาสู่โลกหน้า ไม่ง่าย โลกนี้คือสิ่งที่เรายึดมั่นถือมั่นเป็นอยู่อย่างคิดไม่ออกเลย เข้าใจไม่ได้เลยว่ามันมีอื่นอีก มันมีความเป็นอื่นอีก ที่จิตเราเป็นนามรูป สามารถที่จะกระทบแล้วมีความรู้สึก เป็นทัศนคติ เป็นความเข้าใจเป็นความรู้เป็นความเห็น เป็นจิตอีกอย่างหนึ่ง มันคนละทิศ เทวนิยมกว่าจะเข้าใจโลกุตรธรรมได้ พวกที่ไปสั่งสมโลกียะจิตเอาไว้แน่นไม่มีทางที่จะรู้ได้ง่ายๆ จะเรียนรู้พยัญชนะบัญญัติ ก็เรียนรู้ไปอย่างนั้น ยาก กว่าจะเปลี่ยนจิตมาเป็นโลกุตระเป็นโลกหน้า จะเคลื่อนจากโลกนี้มาเป็นโลกหน้า ไม่ง่าย . เพราะฉะนั้นประกาศไปเถอะโลกุตระนี้ อธิบายไปเถอะ คนก็ไม่ได้มาชื่นชม ไม่ได้มายินดี ไม่ได้มารู้สึกว่าเป็นคุณค่า อย่างพวกเราประกาศไปนี่แหละ โลกียะเขาก็อยู่อย่างนั้นแหละ เต็มไปด้วยโลกียะที่ เต็มไปด้วยลาภยศสรรเสริญโลกียะสุข เขาก็แย่งกันอยู่อย่างนั้นแหละ เราก็บอกว่ามาอยู่นี่ไปหลงในลาภยศสรรเสริญโลกียะสุขอยู่ทำไม เขาฟังไม่ขึ้นเขาก็งมงายอยู่กับลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ทางรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส อยู่อย่างนั้น . เราบอกว่ามานี่แหละอย่าไปยึดถืออย่างนั้น มันป่วยการ คุณติดมาไม่รู้กี่ล้านชาติแล้ว เขาบอกว่าติดอะไรมันต้องเป็นอย่างนี้แหละ เขาก็อยู่อย่างนี้ พูดพยายามยกตัวอย่างเอามาให้ดูรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส มาไม่มีอัตภาพ ไม่มีอัตตา เป็นอรหันต์ดีกว่า . 🌗 ของพุทธอยู่เหนือโลกไม่ได้หนีโลก พูดตรงนี้ก็นึกถึงหัวหน้าจำนง รังสิกุล อาตมาปฏิบัติธรรมจะไปนิพพาน ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติเขาก็เห็นว่าพากเพียรปฏิบัติ เพราะอาตมาปฏิบัติไม่ได้หนีจากสังคม ไม่ได้หนีจากการสัมผัส ไม่ได้หนีจากโลกมายาเลย ก็ยังอยู่ในโลกมายา ยังออกอากาศอยู่ ยังมีสรรเสริญเยินยอ มีลาภยศ มีรายได้ทางโทรทัศน์ แต่เราก็ลดละได้ ท่ามกลางเมืองมายา . หัวหน้าจำนง รังสิกุลบอกว่าคุณไปเถอะไปนิพพาน ผมยังจะสนุกกับทางโลก ผมไม่ไปหรอก พูดอย่างนี้จริงๆ คุณไปเถอะ พูดกันยังเข้าใจเลย เขาก็รู้ว่าเราตั้งใจไปนิพพาน ปฏิบัติจริงๆเป็นปรมัตถ์ธรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่ยืนยันว่า การที่ปฏิบัติโลกุตรธรรม เป็นการปฏิบัติไม่ต้องหนีจากโลกีย์ อาตมาอยู่ในเมืองมายาแท้ๆ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสเต็มสภาพเลย อาตมาก็ยืนอยู่บนนั้น อยู่เหนือมันโดยที่ว่าไม่ได้ไปต้องหนี เป็นโลกุตรธรรม เป็นการอยู่เหนือโลก ไม่ใช่หนีโลก . 🔥 ตรวจดู “โลกนี้-โลกหน้า”ในตน อาตมาตอนแรกก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่า เราเกิดมาไม่รู้ว่าเราเป็นใครไม่รู้ว่าเราต้องทำอะไร แต่เดี๋ยวนี้รู้หมด อาตมาเป็นใครต้องมาทำอะไร อันนั้นคืออะไร อันนั้นคือโลกุตรธรรม เพราะฉะนั้นถ้าคนเราสามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงโลกุตรธรรม แล้วสามารถปฏิบัติให้จิตเป็นโลกุตรจิตได้ ตั้งแต่โสดาบันขึ้นมา เข้ากระแสโลกุตระ จนเป็นสกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ในพวกเรา ยังไม่เข้าใจอรหันต์ได้ง่ายๆ ยังไม่สรุปลง สรุปลงก็เป็นอรหันต์ได้แต่ละคน . ตรวจดู 1 ตรวจดู กาม นี่ง่ายที่สุด อบายมุขในพวกเราไม่ต้องพูดถึงเลย ไม่มีแน่นอน กามกระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย 5 ทวาร มันยังมีอาการอยู่ในใจไหม อย่างข้างนอก กามเขายั่วยวนอย่างไร เราไม่รักแล้วก็อย่าไปชัง ถ้ายังมีอาการชังอยู่ก็ยังผิด โลกีย์เขามันต้องมีเป็นธรรมดาธรรมชาติเราไปห้ามเขาไม่ได้ ในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสที่มันจะจัดจ้านของมัน ทุเรียนก็ต้องจัดจ้านในตัวทุเรียน มะนาวโห่ก็จัดจ้านอย่างมะนาวโห่ มะม่วงก็จัดจ้านอย่างมะม่วง มันก็เป็นไป ใครชอบจัด บางคนบอกทุเรียนกับมะม่วงจะเลือกอะไร? เขาก็ว่าไม่เอาหรอกทุเรียนเอามะม่วง เขาชอบมะม่วงไม่เอาทุเรียนเพราะมันเหม็น เขาก็ไปติดมะม่วง อย่างนี้เป็นต้น . 🌟 บทสรุปโลกนี้โลกหน้า มันมี 2 อย่าง โลกนี้กับโลกหน้าเป็นเทวะคู่สำคัญ โลกโลกียะกับโลกโลกุตระ นี่คือโลกสองโลกยิ่งใหญ่ที่สุด ที่ตรัสรู้โดยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้นที่จะเกิดมาในโลกยุคไหนก็ตาม ถ้ามีพระพุทธเจ้าก็จะตรัสรู้เรื่องนี้แล้วก็ประกาศเรื่องนี้ ไม่ประกาศเรื่องอื่น . เพราะฉะนั้นผู้ที่เป็นผู้สืบทอด สยังอภิญญา เป็นผู้จะสืบทอดศาสนาโลกุตระของพระพุทธเจ้าเกิดมาจึงประกาศยืนยันโลกนี้กับโลกหน้า เท่านั้นด้วย ประกาศโลกนี้โลกหน้าอีกย้ำยืนยัน ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าจะมาประกาศโลกนี้โลกหน้าให้รู้แจ้ง . เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ(ผู้ประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ ) อาตมาประกาศตัวเองเป็นไก่ตัวพี่ในยุคนี้ เพราะแน่ใจว่าไม่มีใครเป็นไก่ตัวพี่เกินหน้าอาตมาในยุคนี้ พูดอย่างไม่ได้หลงตัวเองแต่พูดความจริง . 🙏 เปิดจิตจึงเห็นแสงแห่งโลกหน้า คนจมอยู่ในโลกนี้...ดักดานก็คือคนที่ไม่รู้จักกระแสของโลกหน้าแม้สักนิดเดียวเลย แม้ใครจะสาดแสงของโลกุตระไปเท่าไหร่ อาตมาพยายามเปล่งแสงสาดแสงให้แรงกล้ามากเลย แต่มันก็ยังไปกระทบยิ่งกว่าหนังแรด กระทบกับสิ่งที่มันหนาแน่น อย่างไรเขาก็ไม่รู้สึกตัวน่าสงสาร . จนกว่าเจ้าตัวจะเปิดจิต พยายามศึกษา อย่างน้อยว่า โพธิรักษ์มีอะไรดีน้อ ถ้ามีความปรารภแค่นี้ เงี่ยหูโสตสดับ เงี่ยหูฟังสดับหน่อย ทีละน้อยๆ เปิดจิตจริงๆ อย่าไปฟังอย่างอาบน้ำกลัวเปียกหรือว่าอย่างชาล้นถ้วยมันเทไม่เข้าหรอก ต้องเทชาออกจากถ้วยให้หมดแล้วรับ ถ้ายังยึดของเก่า ยึดชาในถ้วยตัวเองต็มๆก็รับอะไรไม่ได้ ต้องเทชาออก เทออกนิดหน่อยก็ยังดี รับได้โต้งๆ ทำไมไม่เทออกให้หมดก็รับได้อย่างเต็มที่เลย ไม่กระฉอกออกเลย ถ้ายังเหลือชาในถ้วยก็กระฉอกออกไม่ได้เต็มที่ . อาตมามีหน้าที่ “สยังอภิญญา” ประกาศโดยไม่ได้หลงผิด ไม่ได้สงสัย ไม่ได้มาอวดโอ่ อาตมาเป็น “สยังอภิญญา” ยืนยันอย่างไม่ได้พูดเล่น แต่พูดจริงๆ มีมาแต่ปางก่อน “สยัง”แปลว่ามีของตัวเองมาแต่ปางก่อน แล้วมาทำให้คนอื่นรู้ตัว “สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ” มาประกาศสาธยายแล้วนำพาประพฤติปฏิบัติด้วยจนเกิดบรรลุผลจริง . 💚 พ่อครูสมณะโพธิรักษ์...8 มิถุนายน 2564

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน