คนเจริญที่สุดคือคนจนที่ไม่มีกิเลส.docx
เนื้อหาในไฟล์
คนเจริญที่สุดคือคนจนที่ไม่มีกิเลส อาตมาขอเข้าสู่สังคมนิดหน่อย.. สัตตบุรุษจะต้องมาทำงานกับสังคมมนุษยชาติ ไม่เช่นนั้นก็สูญเปล่า ไม่เกิดประโยชน์อะไร ศาสนาพุทธเป็นประโยชน์ตน-ประโยชน์ท่าน บริบูรณ์ โดยเฉพาะประโยชน์ตนนั้นนิดหน่อย แต่ประโยชน์ท่านนั้นมหาศาล ประโยชน์ตนนั้นนิดหน่อย แค่ตนหนึ่งเดียว แต่ประโยชน์ท่านนั้น Infinity ประโยชน์ท่านนั้นมหาศาล นับไม่ถ้วน ตามบารมี ที่นี้ผู้ที่จะทำประโยชน์เหล่านี้ได้ จะต้องมาเป็นคนจน ก็ขอแวะเข้าไปหาเศรษฐกิจ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจหรือการบริหารมนุษย์ สังคม ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านก็ตรัสชัดเจนว่า.. มีรัฐมนตรีจากเกาหลีมาทูลถามว่า จะบริหารประเทศอย่างไร ในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็บอก บริหารอย่างแบบคนจน เขาก็งง ท่านก็อธิบายนิดหน่อยตามฐานะของท่าน ตามภูมิของท่าน ของในหลวง เขาก็ซักถาม ท่านก็อธิบาย คนจนเป็นอย่างไร ก็ต้องแบบขาดทุนของเราคือกำไรของเรามันก็ยิ่งทำให้เขางงใหญ่เลย เป็นคนจะเอาขาดทุนไม่เอากำไร มันคือคนอย่างไร ยิ่งเกาหลีด้วย เขาก็ยิ่งเอากำไรเป็นหลักเลย “เราเลยบอกว่า ถ้าจะแนะนำได้ ต้องทำ “แบบคนจน” เราไม่เป็นประเทศร่ำรวย เรามีพอสมควร พออยู่ได้ แต่.. ไม่เป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก เราไม่อยากจะเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก เพราะถ้าเราเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก ก็ จ ะ มี แ ต่ ถ อ ย ห ลั ง ! ประเทศเหล่านั้นที่เป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมก้าวหน้า จ ะ มี แ ต่ ถ อ ย ห ลั ง และถอยหลังอย่างน่ากลัว ! แต่ถ้าเริ่มมีการบริหารที่เรียกว่า “แบบคนจน” แบบที่ไม่ติดกับตํารามากเกินไป ทําอยางมีสามัคคีนี่แหละ คือ เมตตากัน ก็จะอยู่ได้ตลอดไป...” พ่อครูว่า... คำว่าก้าวหน้าอย่างมากคือรวยไม่รู้จบ จะเอาเปรียบเอารัดไปหา GDP หาผลประโยชน์รายได้กำไร หรือ gain เอามาให้แกตัว
อ่านต่อ
เองมากๆไม่มีขีดจำกัด นี่คือความตะกละตะกลามของมนุษยชาติ ในหลวงท่านตรัสให้มารู้จักพอ ไม่เป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก ทำได้อย่างมากคือ รวยไม่รู้จบ ทั้งมีอำนาจบาตรใหญ่ นั่นคืออวิชชาของคน ในหลวงท่านก็ตรัสยัน ที่ท่านเป็นโพธิสัตว์ว่า เราไม่อยากเป็นด้วย อยากเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก คนรวยนี้รุกรานคนจน รุกรานคนทุกคนแหละ มันรวยมันก็เก่งมันก็ฉลาดกว่ากันมันเอายากมันก็เอาจากคนจน คนที่โง่กว่าคนที่ด้อยกว่านี่แหละ เป็นคนไม่มีเมตตากรุณา เอาแต่หากินบนความได้ของคนอื่น โอ้โห! โหดร้ายมาก ก้าวหน้าอย่างมากกับถอยหลัง ก้าวหน้าอย่างมากและบอกว่ามีแต่ภายหลังมันเป็นอย่างไร _สู่แดนธรรม... ต้องเป็นคนมีสายตาพิเศษ พ่อครูว่า... เป็นภาษาปฏิโสตัง เป็นภาษาทวนกระแส เป็นภาษาย้อนแย้ง เป็นสิริมหามายา อันนี้หน้ามืออันนี้หลังมือนะ แต่ถ้าสิริมหามายาบอกว่านี่หน้ามือนะ นี่หลังมือนะ (พ่อครูทำมือพลิกไปมา) เร็วเท่าไหร่ก็บอกความจริงทัน แต่พวกมายาจะบอกว่าหลังมือเป็นหน้ามือหน้ามือเป็นหลังมือพวกมายา พวกไม่ตรง พวกผิดเพี้ยน หลอกคน พวกมายาหลอกคน _สู่แดนธรรม... ที่ในหลวงตรัสว่า จะมีแต่ถอยหลัง แสดงว่าพระองค์พูดจากใจของพระองค์ พ่อครูว่า... แน่นอน ท่านเป็นในหลวง ท่านเป็นผู้ใหญ่ ตรัสคำไหนต้องเป็นคำที่ถูกต้อง ถ้ามันไม่ถูกต้องมันเสียท่านนะ ถ้าไม่ถูกต้องมันเสียนะ ท่านตรัสจะต้องแน่พระทัย ถ้าไม่แน่พระทัยจะไปตรัสทำไม แน่นอน แล้วมันเป็นเรื่องที่ทวนกระแส เป็นเรื่องที่ค้านแย้งกับโลกเขาอย่างกับอะไรดี ท่านจะไปตรัสโดยไม่มั่นพระทัยได้อย่างไร _สู่แดนธรรม... พ่อท่านฟังในหลวงตรัสแล้ว คำนี้ แสดงว่าพระองค์ทรงแสดงภูมิให้ทราบ ที่บอกว่าเขาน่าจะมีแต่ล้าหลังใช่หรือไม่ พ่อครูว่า... ไม่ เรื่องที่แบบคนจนและขาดทุนคือกำไร Our loss is Our gain พูดหลายทีแล้วแต่นักบริหารไม่เข้าใจ นักเศรษฐศาสตร์ทั้งหลาย จะกอบกู้เศรษฐกิจนั้นอย่าไปสอนให้คนรวย พูดมาไม่รู้ตั้งเท่าไหร่แล้ว ว่าให้สอนมาเป็นคนจน ในหลวงท่านก็บอกว่าให้เอาแบบคนจน แต่เขาไม่เก็ต ไม่เชื่อ ไม่เข้าใจ แต่ก็บังคับไม่ได้ คนเขาไม่เข้าใจ จะจบปริญญาเอกทางเศรษฐศาสตร์เท่าไหร่ทางโลกโลกีย์เขามา อย่างนั้นแหละ มันต้องมาเรียนรู้เศรษฐศาสตร์จากอโศก มันถึงจะชัดเจน สำนักไหน แม้แต่จุฬา แม้แต่มกุฏฯ ที่เป็นแหล่งศึกษาของบัณฑิตทางพุทธศาสนา ก็ไม่ได้สอนอย่างที่อาตมาพูดหรอก ไม่ได้สอนอย่างที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ตรัสหรอก แก้ปัญหาเศรษฐกิจจะแก้จบนั้น ต้องแก้ปัญหา ให้คนเข้าใจว่ามาจนนี้เป็นคนประเสริฐกว่าไปรวย คนที่จะไปร่ำรวยนี้ ไปเป็นเศรษฐีนี้ (กฏุมพี) คนที่จะไปร่ำรวยทรัพย์สินเงินทองนั้นเป็นคนโหดร้าย เป็นคนเบียดเบียนมนุษยชาติ คนเอาเปรียบ เป็นคนกอบโกย เป็นคนกักตุน เป็นคนที่ไม่ได้เผื่อแผ่กระจายทรัพย์สิน ไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นเขาก็บอกว่า จะต้องเฉลี่ยแจกจ่ายทรัพย์สินนะ เขาไม่มีเศรษฐศาสตร์อยู่ในหัวใจเลย _สู่แดนธรรม... มีแต่ ตั้งเป้าไปกำไรสูงสุด พ่อครูว่า... Maximize Profit เขาจะเอาแต่อย่างนั้น เอากำไรให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ไม่มีจบ นี่คือสภาพจริงของคนที่เห็นแก่ได้ไม่มีลิมิต คนที่รู้จักจุดเริ่มต้นจุดพอ ภาษาบาลีบอกว่าสันโดษใจพอ สันตุฏฐี เริ่มใจพอแล้วแค่นี้ก็พอ คนรวยที่สุดในโลกก็เอามาโฆษณากันสิ อยากรวยอย่างเขานี่แหละ เพราะว่ากิเลสเป็นพื้นฐานของคน มันก็ต้องอยากรวย มันก็ต้องแข่งกันรวยๆๆ คนไทยเข้าอันดับไปแล้วใน 10, 3 คนแล้ว เข้าอันดับ Top Ten ในโลกซึ่งพูดตรงๆชัดๆ ว่ามันบาป พวกนี้ยังจะต้องใช้หนี้ใช้สินไปอีกไม่รู้กี่ชาติอีกเยอะ สิ่งที่ชาตินี้เขารู้สึกว่าเขาเริ่มสมบูรณ์ร่ำรวย จะทำอย่างไรก็ได้ตามสบาย เป็นอำนาจด้วยบางคน อวิชชาเป็นพื้นฐานของมนุษยชาติ อวิชชามันก็หลงโลกีย์ไปอย่างนั้น _สู่แดนธรรม... เขาไม่ได้ร่ำรวยตามธรรมะที่จัดสรรให้นะครับ เขาร่ำรวยเพราะระบบสังคมมันทำให้เขารวยอย่างนั้นก็ได้ใช่ไหมครับ พ่อครูว่า... คนที่มีวิธีการ มีชั้นเชิง มีความขยันหมั่นเพียร มีความเข้าใจว่าจะทำช่องไหนได้ แม้เขาจะเรียกว่าสุจริตอย่างไรก็ตาม ก็เป็นชั้นเชิงของการเอาเปรียบ เป็นชั้นเชิงของการได้เปรียบ ไม่ใช่รวยเพราะธรรมะจัดสรรให้ เป็นเพราะเขาจะคิดกลยุทธ์ กลวิธี ที่จะได้เปรียบ เอาเปรียบ โดยไม่ให้คนอื่นเขารู้ทันหรือรู้ตัว ฉลาดซ้อนๆๆ ไม่ให้เขารู้ตัว หรือจำนนก็จะต้องเอามาให้เขา หรือไม่รู้ตัวก็ต้องให้เขา อย่างนี้เป็นต้น คนเรามันรวยเพราะว่าใช้แทคติกต่างๆ สรุปง่ายๆ ว่าไปรวยนั้นไม่ใช่แนวคิดของผู้ประเสริฐ “ไปรวย”ไม่ใช่แนวคิดของผู้ประเสริฐ ไม่ใช่อาริยชน เป็นมิลักขชน ไม่ใช่อาริยกชน ไม่ใช่คนเจริญ ไม่ใช่คนประเสริฐ เป็นคนเถื่อนคนป่า คนยังไม่เจริญ นี่ภาษาธรรมะ มันจะย้อนแย้งกัน แต่คนอวิชชา คนโลกีย์ จะไปหลงว่าอย่างนั้นมันเจริญ เพราะฉะนั้นเจริญแบบโลกีย์ จะร่ำรวยด้วยทรัพย์สินเงินทอง ด้วยยศฐาบรรดาศักดิ์ ร่ำรวยด้วยอำนาจบาตรใหญ่ จะร่ำรวยด้วยการเสพสุข ก็เป็นโลกีย์ธรรมดา จนกว่าจะรู้ตัวตื่น ไอ้หยา.. เรานี้สะสมสิ่งที่เป็นขยะ ขยะแสนแสบ ขยะแสนเน่า ขยะแสนเหม็น ขยะแสนขยะแขยง ทรัพย์หรือสิ่งที่สะสมเป็นสิ่งที่น่าขยะแขยงทั้งนั้นเลย กว่าจะมีปฏิภาณรู้ตัวแล้ว อ๋อ! สละออกเถอะ เอาออกเถอะ พยายามกระจายออก กระจายออกมันง่ายนะ โลภ เอามาให้แก่ตัวเองมันยากนะ แต่เขากอบโกย เหน็ดเหนื่อยเท่าไหร่เขาก็สู้ ถ้าได้มาก็ได้ร่ำรวยได้กอบโกย มันก็เป็นธรรมดาธรรมชาติของคนอวิชชา ของคนโลกีย์ เพราะฉะนั้นโลกุตระจึงเป็นการทวนกระแสที่ยาก ฟังเข้าใจก็ยาก เข้าใจแล้วเอามาปฏิบัติตามก็ยากอีก ปฏิบัติตามและจิตใจจะน้อมน้อมไปเห็นดีเห็นงามด้วยอีกก็ยากยิ่งขึ้นไปอีก ถึงขั้น ยินดี โอ้โห!..ยินดีที่ หมดเนื้อหมดตัวได้แล้ว โอ้โห.. เฮ้ย! หมดเนื้อหมดตัวแล้วยินดีได้อย่างไร พูดอีกที คนที่หมดเนื้อหมดตัวนี้อยู่คนเดียวไม่ได้ คนหมดเนื้อหมดตัวต้องอยู่กับสังคม อยู่กับสังคมสาธารณโภคี หรืออยู่กับสังคมที่เป็น มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี ด้วย แม้จะน้อย มีปริมาณหนึ่งก็ไปรอด แต่ถ้าน้อยเกินไป ถ้าเขามักน้อยเกินไปนะ อย่างพวกเชน พวกกลุ่มที่น้อยจนกระทั่งโดดเดี่ยวเลย จนกระทั่งอยู่แต่ผู้เดียวแต่ที่จริงเขาก็มีกลุ่ม แต่เขาน้อยนะจนกระทั่งเหลือแต่ผู้เดียว เสร็จแล้วก็ไปนั่งตายผู้เดียว นอนตายผู้เดียวไปเลย เขาก็ถือว่าอย่างนั้น แต่ของพุทธเจ้านั้นเป็นมนุษย์สังคม ไม่ใช่มนุษย์โดดเดี่ยว แวะเข้าไปหาการกอบกู้เศรษฐกิจ นักเศรษฐศาสตร์ที่ยังพูดว่า การจะแก้ปัญหาเศรษฐศาสตร์ จะต้องให้คนรวยเสมอกัน จะต้องให้คนในสังคมของเรารวย คุณจะให้สังคมของคุณรวย คุณจะต้องไปเอาจากคนอื่นมา เพราะคนที่ยังไม่สมบูรณ์ บริบูรณ์นี้ จะสร้างสรรไม่ค่อยมีส่วนเกินเท่าไหร่ ดีไม่ดีจะสวาปาม กินใช้ฟุ่มเฟือย ไม่พอกินพอใช้ แม้จะทำสร้างแล้วก็กินใช้ สมตัว สร้างขึ้นมาแล้วก็กินใช้ สมดุล สมตัว คุณก็เป็นคนที่ไม่มีประโยชน์ต่อใคร เอาตัวรอดได้ แต่ถ้าคุณสร้างขึ้นมาให้เหลือเกินที่เรากินเราใช้ แล้วสะพัด ส่วนเกินส่วนที่เรากินเราใช้ให้คนอื่นต่อ คนนี้ก็มีกำไรแท้ๆ เป็นอาริยกะ ผู้ขาดทุนคือผู้กำไรอย่างนี้ แล้วคุณก็อยู่ได้ เพราะมวลอื่นๆ มันมีอย่างนี้.. ความซ้อน คนๆนึง มีวรรณะ 9 เป็นคนยอดขยัน ไม่สะสม ไม่สะสมจริงๆเลย เอาเข้ากองกลางหมด ขยันสร้างสรรค์ จะได้เงินทองข้าวของให้กองกลางหมด เสียภาษี100% คนคนนี้เป็นสุดยอดในวรรณะ 9 นี้ เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ9 ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) คนไม่สะสม ยอดขยัน 2 อันนี้แหละ เป็นผู้ที่มีอาการที่น่าเลื่อมใส คนที่จะกักตุน ขี้เกียจ อวรรณะ 6 คือ ๑. เลี้ยงยาก (ทุพภระ) ๒. บำรุงยาก (ทุปโปสะ) ๓. มักมาก (มหัปปิจฉะ) ๔. ไม่รู้จักพอ (อสันตุฏฐิ) ๕. เกียจคร้าน (โกสัชชะ) ๖. คลุกคลีหมู่คณะ(คลุกกองกิเลส) (สังคณิกา) (พตปฎ. เล่ม๑ ข้อ ๒๐) ตรงข้ามกับ วรรณะ ๙ พ่อครูว่า... นี่คือ อวรรณะ 6 ทีนี้ วรรณะ 9 ยอดขยันกับไม่สะสม 2 อย่างนี้เป็นปาสาทิกะ เป็นอาการที่น่าเลื่อมใสของมนุษยชาติ ปราชญ์หรือผู้รู้จะสรรเสริญยกย่องบูชาเคารพ ผู้ที่ขยันและไม่สะสม เพราะฉะนั้นในกลุ่มหมู่หรือสังคมชุมชน ที่เขามีสาธารณโภคี มีวัฒนธรรมอย่างนี้ มีพฤติกรรมพฤติการณ์กันอยู่อย่างนี้ สังคมนี่แหละเป็นสังคมจริง ไปตรวจหาดูเถอะ ขอยืนยันว่าชาวอโศกเป็นเช่นนี้ พอไม่สะสมแล้วก็จะเป็นคน ธูตะ คือ มีข้อปฏิบัติที่เจริญขึ้นเจริญขึ้นเจริญสูงขึ้นเรื่อยๆ หรือเขาเรียกว่าเคร่งขึ้นเรื่อยๆ องค์ปฏิบัติของศีล สมาธิ ปัญญาที่เคร่งขึ้นเรื่อยๆ แต่อะไรที่ปฏิบัติได้แล้วมันสบาย มันเป็นปกติ ศีลคือ เป็นปกติ เป็นได้สบาย ธูตะ แล้วปาสาทิกะ แล้วก็สัลเลขะ ขัดเกลาตัวเอง ขัดเกลากายที่ไม่บริบูรณ์ขัดเกลาวาจาที่ไม่บริบูรณ์ ขัดเกลามโนที่ไม่บริบูรณ์ ยังบกพร่อง ยังไม่ดีพอ ขัดเกลาเป็น สัลเลขะ
แล้วจะถึงจุดสำคัญจุดนี้คือจุดที่มีใจพอ สันโดษคือมีใจพอ เขาไปเบี้ยวบาลี ว่ายินดีในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ ไปถามบิลเกตส์ ไปถาม มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ไปถามเขาสิว่า เขาพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ เขาก็ยังจะต้องเพิ่มๆๆ อยู่นั่นแหละ ไม่มีใจพอ เพราะฉะนั้น เขตคนที่รู้จักพอ ใจพอ อย่าไปเบี้ยวบาลี ใจพอ ไม่ใช่พอใจนะ ใจมันพอ ใจมัน แค่นี้พอแล้ว ที่สุดแห่งที่สุดของใจพอคือ 0 มี 0 ก็พอ เพราะอะไร เพราะเราอยู่กับสังคมสาธารณโภคี อยู่กับสังคมเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว มีกองส่วนกลาง เราก็เสียภาษี 100% แล้ว แล้วเราก็เป็นคนมักน้อยสันโดษ เป็นคนที่จะเจริญตามที่จะอธิบายต่อไปว่า เมื่อเป็นคนอย่างนี้ก็เป็นคนมากน้อยเป็นคนจนพอ พอแล้วก็จนก็ได้มักน้อยก็ได้ อัปปิจฉะ ใจพอ สันตุฏฐิแล้วอัปปิจฉะ เป็นคนเลี้ยงง่าย สุภโร บำรุงง่าย สุโปสะ จบ 9 ข้อ ขอยืนยันว่า อาตมาพูดแต่ความจริง ไม่พูดความไม่จริง พูดแต่สิ่งที่ถูกต้อง คนจะเห็นว่าอาตมายกย่องตัวเอง ขออภัยเถอะ เพราะตนเอง เป็นผู้ประเสริฐ ก็คนจริงนี่แหละเป็นผู้ประเสริฐแล้ว เป็นผู้ที่มี เสฏฐะ เสฏโฐ แปลว่าผู้เจริญ ผู้ประเสริฐแล้ว เจริญแล้วจริงๆ เจริญอย่างไรเพราะเป็นคนจนได้ เป็นคนที่ไม่มีกิเลส คนเจริญที่สุดคือคนที่ไม่มีกิเลส คนเจริญคืออรหันต์ขึ้นไป คนเจริญคือคนไม่มีโลภ โกรธ หลง นี่แหละคืออะไร มีนิยามของพระอรหันต์ สำคัญคืออย่างไร คือหมดความโลภ โกรธ หลง อย่างจริงๆเลย 651026 ที่สุดแห่งพุทธศาสนาคือปัญญาอันปราศจากกิเลส พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ