เกิดเป็นคนแล้วหากไม่ได้โลกุตระย่อมเป็นโมฆะบุรุษเสียชาติเกิด.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข15 ตุลาคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

เกิดเป็นคนแล้วหากไม่ได้โลกุตระย่อมเป็นโมฆะบุรุษเสียชาติเกิด พ่อครูว่า... วันนี้วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม 2565 ที่บวรราชธานีอโศก แรม 4 ค่ำ เดือน11 ปีขาล ชีวิตเราก็เจริญธรรมะ ศึกษาธรรมะ เรียนรู้ธรรมะ ปฏิบัติธรรมะ ชีวิตเจริญธรรม ชีวิตพัฒนาไปจนกระทั่งสามารถบรรลุธรรมได้จริง เป็นชีวิตที่ไม่สูญเปล่า เกิดมาเป็นคน ส่วนผู้ที่เกิดมาแล้วไม่เรียนรู้ธรรมะปล่อยชีวิตให้สูญเปล่า ไม่ได้พัฒนาจิตวิญญาณให้ลดละกิเลสเลย มีแต่กิเลสหนักหน้าไปตลอดๆๆ ทุกกาละ ทุกเวลา ทุกวินาที เป็นคนโมฆะ เป็นคนล้มเหลว เป็นคนที่เสียชาติเกิด แต่ละชาติๆ นี่ไม่ได้พูดใส่ความนะ แต่พูดด้วยสัจจะความจริง เพราะงั้นคนที่สนใจ รู้จักสัจธรรม โดยเฉพาะรู้จักธรรมะโลกุตระ แต่แม้ว่าจะใส่ใจในเรื่องแค่ศึกษาธรรม ที่เป็นโลกียะ ที่พยายามจะพัฒนาตัวเองให้มันเป็นความดี ดีคืออะไร ตามสมมุติโลกเขาก็พยายามทำให้ดี ไม่ให้ตกต่ำ ไม่ให้ชั่ว ก็ยังเป็นโลกียะที่ดี ยิ่งเป็นโลกุตระบุคคลแล้ว ทำทั้งดีตามโลกียะให้ได้ด้วย แล้วรู้จักโลกุตรธรรม รู้จักสุขรู้จักทุกข์ และดับสุขดับทุกข์ ดับเหตุแห่งทุกข์ได้สมบูรณ์บริบูรณ์ ชีวิตก็จบ นี่เป็นความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เมื่อจบแล้ว จะเกิดอีกในวัฏสงสาร (พ่อครูไอตัดออกด้วย) _สู่แดนธรรม.. พยายามตั้งใจฟังว่าพ่อท่านจะสื่อออกไปในทางใด ก็พอเดาได้ว่า เมื่อศึกษาโลกุตระ ทำกิเลสตนให้จบแล้ว จบสิ้นความสงสัยในตน ไม่มีตัวกีดกั้นการทำความดี นิวรณ์หมดไป ถ้าแม้จะมาเกิดอีก เพื่อที่จะบำเพ็ญกุศลความดีที่ชาวโลกต้องการ ก็มีหลักประกันว่า เกิดมาอีกกี่ชาติๆ ก็ไม่ตกต่ำ ไม่ไปทำความชั่ว พ่อครูว่า...ไม่ทำอกุศล ไม่ทำบาปอีกแล้ว ถ้าเป็นอรหันต์ ไม่ทำบุญอีกเลย มีแต่กุศล เป็นโพธิสัตว์ระดับ 4 ระดับ 5 ขึ้นไปแล้วไม่ทำบุญอีก เพราะว่าบุญคือเครื่องกำจัด เครื่องชำร

อ่านต่อ

ะกิเลส เมื่อชำระกิเลสหมด บุญก็หมดบาปก็หมด ปุญญปาปปริกขีโณ เป็นคนสิ้นบุญสิ้นบาปพระอรหันต์ขึ้นไปหรือพระพุทธเจ้า เป็นคนสิ้นบุญสิ้นบาป มีพยัญชนะยืนยันเลย มีพยัญชนะมีบัญญัติยืนยันในพระไตรปิฎก แต่คนเข้าใจไม่ได้ ทุกวันนี้คนเข้าใจคำว่า บุญ ไม่ได้ แม้เข้าใจคำว่า กาย ก็ยังมิจฉาทิฏฐิ คำว่า บุญ ก็ยังมิจฉาทิฏฐิ คำว่าฌาน คำว่าสมาธิ คำว่าวิมุติ ก็ยังมิจฉาทิฏฐิกันอยู่ทั้งนั้นแหละ โดยเฉพาะ ที่สังคมพุทธที่ไม่รู้จักปรมัตถธรรม แยกปรมัตถธรรมเป็นโลกียะ โลกุตระไม่ได้ ไม่มีความรู้ทางโลกุตระ เพราะฉะนั้นจะไม่เข้าใจธรรมะ ที่เป็นขั้นตอน จิตเจตสิกต่างๆ ปรมัตถธรรมต่างๆที่เป็นสัจธรรม ขั้นตอน เป็นระดับ มีระดับ พระโพธิสัตว์ เป็นผู้ที่ศึกษา ศึกษาแล้วเป็นผู้ที่เป็นอภิภู หรือเป็นผู้ที่จะรู้จักลำดับ ขั้นตอน ขั้นชั้น สุพรรณะ ทุพรรณะ ปริตตัง อัปปมาณาภา แยกแยะอาการของจิตเจตสิกต่างๆ ที่มีความแตกต่างกัน มีลิงคะ มีอิตถีลิงค์ ปุงลิงค์ จะแยกอาการเหล่านี้ได้ เพราะฉะนั้นผู้ที่แยกไม่ได้ ยิ่งสายเถรวาท ที่เป็นสุดโต่ง จะไม่รู้เรื่องการแยกพวกนี้เลย จะไม่มีความตรัสรู้ คือไม่มีโพธิ เป็นสัตว์ที่ไม่มีโพธิ นั่นคือไม่เป็นโพธิสัตว์ ไม่มีความรู้เรื่องโพธิสัตว์ ก็จะไปเข้าใจว่า จะไปเอาแต่อรหันต์ โดยไม่รู้ภาวะที่แตกต่างกันพวกนี้ มันจึงยาก ยากที่จะตรัสรู้ยากหรือสามารถบรรลุธรรมได้ แล้วยิ่งไม่เข้าใจโพธิสัตว์จับตีทิ้งโพธิสัตว์เลยด้วย บอกว่าโพธิสัตว์คือปุถุชนเท่านั้น ยังไม่สามารถที่จะบรรลุธรรมเป็นขั้นนั้นขั้นนี้ได้เลย ว่าอย่างนั้น บอกว่าโพธิสัตว์เป็นปุถุชนอย่างเดียว จะบำเพ็ญอย่างไรก็เป็นปุถุชน จะไม่รู้ขั้นตอนว่าโพธิสัตว์มีระดับตั้งไม่รู้กี่ชั้น เช่นบารมี 10 ทัศ บำเพ็ญโพธิสัตว์ อย่างแม้แต่พระพุทธเจ้าปางสุดท้าย 10 ชาติสุดท้าย ก็เป็นพระโพธิสัตว์แล้ว เป็นสุเมธดาบสอะไรพวกนี้ ซึ่งบำเพ็ญเป็นโพธิสัตว์ต่างๆ สายอรหันต์สุดโต่ง คือไม่เข้าใจความเป็นอรหันต์ ไม่เข้าใจขั้นชั้นต่างๆของธรรมะเข้าใจไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็จะไม่เข้าใจเรื่องโพธิสัตว์ จะไม่รับโพธิสัตว์ จะไม่รู้เรื่องโพธิสัตว์ แล้วดูถูกโพธิสัตว์ด้วย เพราะตัวเองไม่มีความรู้ก็เลยยากก็เลยช้า อีกนาน กว่าจะสามารถบรรลุธรรมได้ เพราะฉะนั้น แม้แต่จะเป็นโสดาบันก็แยกชั้น สกิทาคามีก็แยกชั้น ได้แต่พยัญชนะแต่สภาวะจริงๆไม่ได้ เพราะแยกกายไม่ออก สักกายทิฏฐิ ยังเข้าใจไม่ได้ไม่ดี คำว่ากาย ก็ไม่สัมมาทิฏฐิ อาตมาพยายามจะเอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาขยายความ ในสิ่งที่มันเสื่อมในยุคนี้มันเสื่อมไปมาก คำว่า กาย เป็นคำสำคัญ แม้อาตมาก็นานกว่าจะนำคำว่า กาย มาขยายความนานหลายปี ตั้งแต่มาทำงานศาสนา ภูมิธรรมขั้นละเอียดพวกนี้ยังไม่ออก ก็เลยบอกยังไม่ได้ พูดไม่ได้ อาตมาแยกแยะคำว่ากาย ปีไหนก็ไม่รู้ ไม่นานมานี้ คำว่า บุญ ก็ตาม กรรมฐาน สมาธิก็ตาม คำว่า กาย คำว่า บุญ คำว่ากาย พึ่งมาแยกแยะเมื่อไม่นานมานี้ แต่บุญก็แยกมาหลายสิบปีแล้วล่ะ แต่คำว่ากายนี้พึ่งมาแยก _สู่แดนธรรม... ช่วงที่พ่อท่านเอาคำว่ากายมาขยายความ คือ ธรรมกายกำลังมีปัญหาครับ พ่อครูว่า... ถ้าไม่รู้จักคำว่ากายจึงทำตนเป็นนิกาย โดยไม่กลัว ผู้ที่ทำตนเป็นนิกายนี้เป็นอนันตริยกรรม น่ากลัว เป็นกรรมที่หนัก ซึ่งจะต้องกว่าจะฟื้นขึ้นมาได้ เพราะฉะนั้นความเป็น กาย คำนี้ เป็นคำแรกของสังโยชน์ข้อที่ 1 ถ้าเข้าใจคำว่ากายนี้ไม่ได้ เหมือนกลัดกระดุมเม็ดแรก ที่นักศึกษาธรรมะของศาสนาพุทธ ผิด ไปไม่ออก เพราะฉะนั้นเมื่อกระดุมเม็ดแรกผิด ต่อๆๆๆไปก็ผิด ที่พูดไม่ได้เป็นการใส่ความหาเรื่อง แต่เป็นการพูดทางวิชาการ พูดธรรมะที่ดีๆที่ถูกต้องให้ฟัง เพราะฉะนั้นตั้งใจฟังดีๆ แล้วจะบรรลุ แล้วจะเข้าใจปฏิบัติธรรมบรรลุธรรมได้ในชาตินั้น ไม่ใช่เสียชาติเกิดกลายเป็นปทปรมะบุคคล ไปเป็นชาติ ซึ่งน่าสงสาร มีเยอะ ในเถรสมาคมมีเยอะเป็นปราชญ์ แต่ยังเป็น ปทปรมะ ปทปรมะ หมายถึง ผู้ที่เรียนธรรมะพุทธเจ้ามาก สะสมความรู้มาก ท่องจำได้มาก เข้าใจได้มาก เข้าใจตามภาษานะ สอนอยู่ก็มาก แต่ตัวเองไม่ได้บรรลุธรรมเลย ไม่ได้บรรลุธรรมไม่ได้หมายความอย่างตื้น แต่ลึกซึ้งมาก ตั้งแต่หลงว่าตัวเองบรรลุธรรม เพราะตัวเองได้บัญญัติภาษาเยอะนึกว่าตัวเองได้บรรลุธรรมที่จริงแล้วไม่ใช่ง่าย ในการบรรลุจิตเจตสิก แล้วก็รู้จักคุณธรรมระดับเข้ากระแสโสดาบัน โลกุตระ สามารถที่จะแยกแยะอาการกิเลสจริงๆ เวทนาในเวทนาเป็น มโนปวิจาร 18 กระทบทางตาหูจมูกลิ้นกายแล้วก็รู้ได้แต่ตั้งแต่ หยาบ หยาบที่สุดก็ตั้งแต่รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสกระทบรูปหูกระทบเสียงดังๆ แล้วมันปรุงแต่ง ไปเป็นรส เป็นรสของโลกธรรม เป็นรสของลาภ เป็นรสของยศ เป็นรสของสรรเสริญ เป็นรสของสุข แล้วยังเป็นรสของ รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสของมันเองอีก เป็นขั้นๆ ซึ่งเขาไม่รู้หรอกไม่รู้ง่ายๆ เสพติดอยู่ ไม่รู้ง่ายๆ ซึ่งอาตมายกตัวอย่างมหาบัว เป็นต้น ตาสัมผัสรูปอันนี้มันหยาบมาก หูสัมผัสเสียงกลิ่นรส กินหมากกินพลูอยู่อันนี้หยาบเผ็ด มันจัด เป็นรสเป็นชาติหยาบมาก ก็ยังไม่รู้ตัวเองเสพกาม ไม่รู้ว่าตัวเองติดกาม ส่วนสภาพของการติดยึดในเรื่องสรรเสริญ ในเรื่องยศศักดิ์ ในเรื่องของขั้นชั้นของนามธรรมขึ้นไปหน่อย ที่พอรู้แล้วว่า รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ทางตาหูจมูกลิ้นกาย เป็นกาม พอจะรู้ก็ยังค่อยยังชั่ว แต่มันซ้อนมันลึกละเอียดเนียนมาก อันนี้กินหรือกินนาน อย่างกามนี้รู้หยาบเลิกก่อน แต่เนียนไปหาอัตตา ลาภยศสรรเสริญสุข อันนี้ดูได้ยากกว่า ก็ต้องศึกษากันจริง อาตมาได้แต่พูดว่า พุทธศาสนากับวัฒนธรรมในยุค 2,500 ขึ้นไปนี้ มันเสื่อมสิ้นหมดแล้ว อาตมาก็บอกตัวเองว่าเป็นผู้ที่จะเอาโลกุตรธรรมมาสถาปนาลงไป แล้วก็ทำจริง ทำไปจนกว่าจะตาย ออกมาตั้งแต่อายุ 36 จนป่านนี้แล้ว อายุ 88 ย่าง 89 แล้ว ก็ทำไปจนตายจะอายุเท่าไหร่ก็ตาม ไม่มีอื่นที่จะดีกว่านี้ที่อาตมาจะพึงทำ 651014 ตอบปัญหาผ่าสิทธิอุกกาบาตชนของศาสนาพุทธ พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน