สื่อธรรมะพ่อครู(ความรัก 10 มิติ) ตอน ความรักมิติที่สูงต้องมีเมตตามากขึ้น.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.92 KB
วันที่แก้ไข7 พฤศจิกายน 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ความรัก 10 มิติ) ตอน ความรักมิติที่สูงต้องมีเมตตามากขึ้น _เครื่องวัดความเจริญของจิตใจ ขอให้เราดูว่าเรามีความเมตตากรุณามากขึ้นหรือน้อยลง มีความเห็นแก่ตัวมากขึ้นหรือน้อยลง อันนี้แหละเป็นเครื่องวัดจิตใจของพวกเรา ของพระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต พ่อครูว่า…ท่านเน้นเครื่องวัดจิตใจคือความเมตตากรุณา คือความเห็นแก่ตัวกับความไม่เห็นแก่ตัว อันนี้ก็ถูกต้อง ศาสนาพุทธนี้คนไม่เห็นแก่ตัวไม่มีอัตตาแต่ไม่มีเมตตามีได้ไหม คนที่หมดตัวตนไม่มีตัวตน ไม่เห็นแก่ตัว แต่ไม่มีเมตตาเป็นได้ไหม เป็นได้ คนที่ไม่เห็นแก่ตัวหมดตัวตน อย่างพวกเทวนิยมเขาพยายามดับไม่ให้มีตัวตน แต่เขาไม่ได้ฝึกการเรียนรู้ที่มีการสัมผัสสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับคนอื่น และมีน้ำใจ พวกที่อัตตาเขาไม่มีแต่เขาไม่ได้เรียนรู้การมีน้ำใจ ศาสนาเทวนิยม นั่งหลับตาเขาไม่ได้เรียนรู้การสัมผัสเกี่ยวข้องตาหูจมูกลิ้นกายใจสัมผัสกับบุคคลหนึ่งคนสองคนห้าคนเป็นสังคมเป็นมนุษยชาติ เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ต้องกระทบกระแทกกระเทือนกัน และสามารถเรียนรู้เท่าทันจนไม่ติดในสิ่งเหล่านี้ของพุทธ แต่เขาไม่ได้เรียนรู้ในสิ่งเหล่านี้เลยในสายเทวนิยม ฉะนั้นเขาจะไม่มีน้ำใจ แต่เขาจะทำจิตของเขาไม่เห็นแก่ตัว ไม่มีตัวตนอย่างเดียวได้ แต่เขาไม่มีการที่จะไปช่วยคนนั้นคนนี้ จะรู้จักคนนั้นคนนี้จะช่วยอย่างไร คนที่จะช่วยนิเราก็ต้องรู้จักเขา ว่าเขาบกพร่องอะไรจะช่วยเขา เราช่วยเขาได้ไหม เขาบกพร่องอันนี้แต่เราไม่มีความสามารถไม่มีความรู้ไม่มีสิ่งที่จะช่วย ก็ช่วยเขาไม่ได้ มันมีรายละเอียดอีกตั้งเยอะแยะที่ซับซ้อน เพราะฉะนั้นสุขนิยมหรือเทวนิยมหรือผู้ที่นั่งหลับตาออกป่า พระป่าเป็นต้น ไม่มีเมตตา แต่เขาจะสอนกันว่ามีใจเมตตาสงสารคนอื่น เขาจะสอนกันว่าต้องสงสารคนอื่นอยากให้คนอื่นพ้นทุกข์ แต่เขาไม่ไ

อ่านต่อ

ด้เรียนรู้ว่า ความทุกข์คืออะไร เหตุแห่งทุกข์คืออะไร จะพ้นทุกข์ได้อย่างไร เขาไม่ได้เรียนเขาไม่ได้ฝึกเขาไม่ได้เข้าใจโลก เขาไม่ได้เข้าใจการเกี่ยวข้องกับคนอื่นที่เรียกว่าโลกข้างนอก โลกข้างในเกี่ยวข้องกับภายใน สัมผัสกับคนอื่นเกี่ยวข้อง โลกนี้มีเราสองคน คนอื่นไม่เกี่ยวข้อง ก็ต้องไปอ่านความรัก 10 มิตินี้ให้ดี ไม่เผื่อแผ่ ไม่เกื้อกูล ไม่เกี่ยวข้อง โลกนี้มีเราสองคน เป็นความเห็นแก่ตัวที่เป็นกามเมถุน อาตมาจัดเป็นความรักมิติที่ 1 เห็นแก่ตัวเดี่ยวๆเลย ไม่เห็นแก่ใครๆเลย อาตมาไม่นับเป็นมิติที่ 1 ถือว่าพูดไม่รู้เรื่องเลยคนคนนี้ พอเริ่มต้นมีกามเป็นคนคู่พูดกันรู้เรื่องก็ให้เขาเรียนรู้ ถ้าไม่ไม่รู้เรื่องเลยก็อย่างพวกเชน ตัวคนเดียวเดี่ยวเดี่ยว ไม่ได้เรียนรู้ความรัก 10 มิติเลย พูดกันไปก็ไม่มีสภาวะ 2 ตามธรรมชาติของจิตนิยามที่ต้องมี 2 มี 1 คือคนอื่นกับ 2 คือตัวเราเขาไม่มี เขาจะจมอยู่อย่างนั้นกับตัวเอง เรียกว่าหยั่งลงสู่ความหลง ที่จมอย่างที่เรียกว่า จมในสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า อย่าไปควานหาเลยคนนี้ ที่อาตมากำลังสาธยายคือ ความเห็นแก่ตัวกับความมีเมตตา มันแยกกันได้ในรายละเอียด ถ้าจะบอกว่าความเจริญของคนจริงๆ เมตตามีมากไม่มีประมาณมากขึ้นได้แล้วก็กรุณาลงมือช่วย ในพรหมวิหาร 4 มีนัยยะคนละอย่าง ไม่ใช่ว่าแยกไม่ออกระหว่างเมตตากรุณา มุทิตา อุเบกขา อธิบายวนเวียน เมตตาอยากให้เขาพ้นทุกข์ กรุณา อยากให้เขามีสุขแล้วมันเป็นอย่างไรก็อธิบายไม่ออก มุทิตาก็อธิบายไม่ออก เขาอธิบายว่ามุทิตาคือ ยินดีที่เขามีความสุขก็ว่ากันไป สุดท้ายแล้วเฉยๆเป็นอย่างไร อุเบกขา ก็ไม่รู้ เขาขยายความละเอียดพวกนี้ไม่ออก แยกแยะไม่ได้ เพราะฉะนั้นแม้แต่ความเห็นแก่ตัวก็จะต้องเข้าใจความเป็นตัว ตัวเรา ตั้งแต่มิติเมถุน มิติคนคู่ มิติที่เป็นความรักมิติที่ 1 มิติที่ 2 3 4 5ที่อาตมาขยายความ แล้วก็เห็นแก่ 2 คน ก็เพิ่มขึ้นมีลูก เป็นมิติที่ 2 เห็นแก่ญาติ เป็นมิติที่ 3 ความรัก 10 มิติ กามนิยม (เมถุนนิยม) พันธุนิยม (ปิตปุตตาฯ) ญาตินิยม (โคตรนิยม) สังคมนิยม (ชุมชนนิยม) ชาตินิยม (รัฐนิยม) สากลนิยม (จักรวาลฯ) เทวนิยม (ปรมาตมันฯ) คนจะเข้าใจความรักมิติที่ 7 เป็นต้นไปแยกแยะออกต้องเป็นศาสนาพุทธอเทวนิยม จะรู้จักอาตมันปรมาตมัน อาริยนิยม (อเทวนิยม) เป็นอมตบุคคลรู้สภาพคู่มีก็ได้ไม่มีก็ได้สำหรับตัวเราเอง นิพพานนิยม (อรหันตฯ) พุทธภูมินิยม (หรือ.. โพธิสัตวภูมินิยม) (พ่อครูได้บรรยายไว้ที่ม.เชียงใหม่) _“ ฉันจะมองแต่ข้อดีของผู้คน เพราะตัวฉันเองก็ไม่ใช่คนที่สมบูรณ์แบบ ฉันจึงไม่บังอาจที่จะตรวจสอบข้อผิดพลาดของผู้อื่น” – Mahatma Gandhi พ่อครูว่า...แบบเดียวกันกับที่ท่านพุทธทาสบอกว่า จงมองแต่ข้อดีของเขา ความชั่วอย่าไปมองเขาเลย คราวนี้ก็เอียงโต่งไปทางข้างเดียวแล้วไม่ศึกษาความชั่วของเขาก็ตามของเราก็ตาม มันเป็นสิ่งที่มีอยู่ในโลก แล้วเราไม่ศึกษาว่ามันเป็นอย่างไร แล้วมันมีอยู่ในตัวเราก็ทำเป็นทิ้งทำเป็นลืมเฉยๆไม่ได้ มันไม่หาย มันต้องรู้ว่ามันมีอยู่ในตัวเรานะไอ้ความชั่วนั้น แล้วต้องหาตามหาเหตุที่มันพาทำให้ชั่ว แล้วดับเหตุนั้นมันถึงจะสมบูรณ์นี่คือของพุทธ เพราะฉะนั้น คานธี ก็ยังไม่ได้เรียนรู้สมบูรณ์บริบูรณ์หรือแม้แต่ท่านพุทธทาส ที่บอกว่าเอาแต่ดูความดีอย่าไปดูความชั่วของเขาเลยมันไม่สมบูรณ์ ต้องรู้ชัดเจนทั้งความชั่วและความดีของใคร และก็ต้องรู้จริงๆ พระพุทธเจ้าสอน ชั่วนี้รู้ให้จริงแล้วอย่ามี อย่าให้เกิดที่ตัวเองเป็นอันขาด ต้องรู้ทันมันนะ ความชั่วไม่รู้ทันมันก็กินตัวเรา ชั่วนี้อย่าว่ามันไม่เก่งนะ ความชั่วนี้มันเก่งนะอย่านึกว่าความชั่วไม่เก่ง ความชั่วนี้มันเก่ง ถ้าจะว่าจริงๆแล้วความชั่วเก่งกว่าความดี เพราะฉะนั้นในโลกจึงมีคนที่อวิชชามากกว่าคนมีวิชชา มีอรหันต์น้อยกว่า มีผู้ที่ตกเป็นสัตว์โลกมากกว่าใช่ไหม นั่นคือความชั่วหรือความไม่รู้มากกว่าความรู้ใช่ไหม ส.ถ่องแท้ว่า..มองในมุมที่คำที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตนไม่ไปพิพากษาใคร พ่อครูว่า...มันพูดผิดไปจากความจริงที่ควรปฏิบัติประพฤติไปบ้าง 621104_รายการสำมะปี๋ซี่วิต บ้านราชฯ ครั้งที่ 78

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน