สื่อธรรมะพ่อครู(ธรรมะ 2) ตอน สุขทุกข์แยกกันไม่ได้ ต้องดับทั้งสองภาวะ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.00 KB
วันที่แก้ไข7 พฤศจิกายน 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ธรรมะ 2) ตอน สุขทุกข์แยกกันไม่ได้ ต้องดับทั้งสองภาวะ _Love Style :อยู่ที่ไหนก็สุขได้ ถ้าไม่มีกิเลสตัณหา พ่อครูว่า…คุณพูดง่ายๆ ตีคารมฝีปากเล่นๆ พูดให้คนไม่มีความรู้มันเป็นตรรกะตื้นๆ คนมีกิเลสตัณหาจึงจะสุข คนไม่มีกิเลสตัณหาถึงจะไม่มีสุขแล้ว สงสัยคนฟังที่อาตมาพูดนี้หูหักเลย พูดว่าอยู่ที่ไหนก็สุขถ้าไม่มีกิเลสตัณหา มันเป็นตรรกะตื้นๆ โดยเฉพาะธรรมะของพุทธ ที่พูดนี้ผิดชัดเจนเลย ศาสนาพุทธรู้ความจริงของความรู้สึกที่เรียกว่าเวทนาที่รู้สึกสุขรู้สึกทุกข์ คนที่อวิชชาแล้วหลงอยู่ภายใต้ความสุข ศาสนาที่ไม่ใช่โลกุตรธรรมที่ไม่ใช่ศาสนาพุทธที่แท้จริงตกอยู่ใต้อำนาจของความสุขที่เป็นความลวง เป็นของเก๊นิรันดร พวกเทวนิยมที่ไม่ได้มีสัมมาทิฏฐิ หรือแม้แต่ชาวพุทธที่ไม่ได้มีสัมมาทิฏธิจะไม่ได้รู้สึกเลยว่าความสุขเป็นของเก๊ ความสุขไม่ใช่ของจริง คนที่ยังมีความสุขอยู่ก็คือคนที่ยังมีความทุกข์ เพราะความทุกข์กับความสุขเป็นเทวะ อันนี้ขออภัยที่ต้องพูดความจริง ไม่มีใครมาอธิบายหรอกถ้าไม่ใช่อาตมามาเกิดแล้วมาอธิบายในยุคนี้ไม่มีใครมาอธิบายได้ แยกไม่ออกหรอกเทวะสุขทุกข์ ซึ่งเป็นสภาวะ 2 แล้วมันก็ลวงคน ให้ติดในความสุข แล้วก็แยกไม่ออกทำให้เป็นหนึ่งเดียวอยู่อย่างนั้น มันก็ยังเป็นสภาพมีกิเลส มีภพมีชาติ ไม่ปรินิพพานไม่สูญไม่เลิกติดสุข เพราะไม่ได้เรียนรู้ถึงอาการจิต ที่แบ่งแยกละเอียดเรียกว่าเป็นเจตสิก และเรียกชัดลงไปที่ตัวเวทนาความรู้สึกหรืออารมณ์ ถ้าเรียนรู้สัมผัสความเป็นจริงของอารมณ์หรือความรู้สึกที่เรียกว่าเวทนา รู้อย่างแท้จริงเลยมีธาตุรู้มีปัญญา ที่สัมผัสธาตุรู้นี้ของพระพุทธเจ้าสอน ที่เรียกว่าปัญญาธาตุ มันเป็นความรู้ที่ลึกซึ้งมากเกินกว่าโลกีย์ เกินกว่าศาสดาใดๆในโลกจะรู้จัก นึกเอาเองไม่ได้ ต้องมาเรียนรู้เบ

อ่านต่อ

ื้องต้นท่ามกลางบั้นปลายไปเรื่อยๆเป็นลำดับ ถึงจะรู้ชัด ว่าที่แท้จริงสุขทุกข์เป็นของเก๊ แล้วสุดท้ายศาสนาพุทธจึงเลิกความสุขและความทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ อทุกขมสุข หรือเรียกพยัญชนะไวพจน์กันว่า อุเบกขา สูญจากความสุขความทุกข์ เป็นกลางๆ จิตของเราไม่มีอาการที่เป็นสุขไม่มีอาการที่เป็นทุกข์เลยจริงๆ คุณต้องเข้าใจอาการนั้นจริงๆอย่างชัดเจนตัวเองต้องมีอาการนั้น มีความรู้และทำอาการนั้นได้ คนที่มิจฉาทิฏฐิเขาก็ทำอาการของอุเบกขาเหมือนกันแต่เขาทำด้วยวิธีสะกดจิต สะกดแล้วไม่ได้แยกออกเลยว่า อารมณ์จริงของความสุขอารมณ์จริงของความทุกข์เป็นอย่างไร เขาสะกดไม่ให้มันมีให้เกิดกลางเฉยๆ เขาสะกดให้มันดับส่วนมากก็จะหลับตาปฏิบัติ หลับตาแล้วก็ดับ เขาเรียกว่าทำฌานทำสมาธิเขาก็แยกกันไม่ออก ระหว่างฌานและสมาธิ เขาบอกว่ายกสติขึ้น รู้นิ่งเฉย แล้วให้รู้ความจริงนั้น รู้ความจริงที่มันเฉยๆกลางๆ อย่าคิดก็บังคับให้อย่าคิด แต่มันเป็นอุปาทาน เขาสร้างภพว่างๆ เก่งจนกระทั่งลืมตาเขาก็สัมผัสแล้วทำให้จิตของเขามีอุปาทาน คือยึดติดสูญๆว่างๆไว้ได้เหมือนกัน แต่เขาไม่ได้รู้ความจริงว่าอาการสุขอาการทุกข์ไม่ให้มันเหลือในจิตเลยโดยไม่ต้องไปบังคับไม่ต้องไปกดข่ม แต่ทำได้จริงอย่างรู้จริง ใครได้เห็นได้ยินได้กลิ่นได้รสได้สัมผัสก็รู้เหมือนกันหมด ภาษาจะเรียกต่างกันก็ตาม ภาษาไทยเรียกว่าความหวาน ภาษาฝรั่งเรียกว่า Sweet จีนเรียกเตียม เขาก็เรียกไป ไทยก็เรียกหวาน ภาษาต่างกันแต่ลักษณะนั้นมันอย่างเดียวกัน ลิ้มรสนั้นอย่างเดียวกัน สัจจะมีหนึ่งเดียว แต่ที่นี้ชอบหรือไม่ชอบ ชอบหวานหรือไม่ชอบหวานอันนี้ของเก๊ของใครของมัน มีอาตมมานี่แหละพยายามแยกสัจจะเหล่านี้ให้ฟัง นอกนั้นไม่มีผู้รู้ที่จะแยกสัจจะเหล่านี้ให้ฟังจึงไม่มีนิพพาน นิพพานถึงไม่มีรสของความสุขความทุกข์ไม่มีรสของความชอบความชัง สัมผัสแล้วก็รู้ความจริงตามความเป็นจริงไม่เดือดร้อน สบาย ไม่รักไม่เกลียดรู้ความจริงตามความเป็นจริงเหมือนคนอื่นเขารู้ ส่วนคนอื่นเขาดูแล้วเขาจะมีความดูดความผลัก เขาจะเป็นความทุกข์ความสุขก็ขึ้นอยู่กับเขาตัวใครตัวมัน ที่บอกว่าอยู่ที่ไหนก็มีความสุขได้ถ้าไม่มีกิเลสตัณหา เป็นการพูดด้วยโวหารคุณก็พูดโก้เท่านั้น คุณเรียนรู้โดยปรมัตถ์ของพระพุทธเจ้าไม่ได้เลย ถ้าได้แล้วคุณจะไม่พูดอย่างนี้ พูดอย่างนี้มันเป็นตรรกะเป็นภาษาคารมเฉยๆ เพราะคำว่าสุขนี้จะชัดเจน เขาบอกว่าอยู่ที่ไหนก็สุขได้ถ้าไม่มีกิเลสตัณหา ถ้ามีความสุขได้คุณก็ยังไม่หมดกิเลสตัณหา ยิ่งมีความสุขมากๆก็ยิ่งมีกิเลสตัณหาหนา เพราะคุณจะติดในความสุข โดยคุณไม่รู้ว่าความสุขนั้นมีคู่คือความทุกข์ คุณแยกไม่ออกหรอก ไม่ใช่แยกไม่ออกแต่คุณไม่รู้หรอกว่าความสุขความทุกข์นี้มันแยกกัน ด้วยความรู้ แต่แท้จริงมันแยกกันไม่ได้ แต่คุณต้องแยกด้วยความรู้ ต้องให้เป็น 2 ด้วยความรู้แต่จริงๆมันแยกกันไม่ได้ มันต้องดับทั้งคู่ คุณต้องดับทั้งคู่ ดับทั้งความสุขและความทุกข์ เพราะมันแยกไม่ได้ แต่คุณรู้สึกนี้คุณเลือกเอาได้คุณเลือกเอาความสุขคุณเลือกเอาความทุกข์ เพราะฉะนั้นคนซาดิสจะเห็นคนอื่นทุกข์แล้วชอบ คนที่เป็นมาโซคิสตนเองเจ็บปวดทรมานก็ชอบ เป็นความบ้าบอความวิปลาส 621104_รายการสำมะปี๋ซี่วิต บ้านราชฯ ครั้งที่ 78

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน