จะรู้พ้นอัตตวาทุปาทาน ต้องอ่าน รูปนามให้เป็น.docx
เนื้อหาในไฟล์
จะรู้พ้นอัตตวาทุปาทาน ต้องอ่าน รูปนามให้เป็น _ซึ้งซื่อ วิเชียร . ช่วยอธิบายคำว่า นามกับรูป มีลักษณะเป็นอย่างไรครับ ช่วยอธิบายคำว่า จบลงที่ศูนย์ด้วยครับ ขอกราบนมัสการด้วยความเคารพอย่างสูงยิ่งครับ พ่อครูว่า... ถามทั้งต้นทั้งปลายเลย แสดงว่าซึ้งซื่อนี้ฟังธรรมมาไม่รู้เรื่องอะไรเลย ถามตั้งแต่ต้นกับจบเลย มันยังไง มันรู้แต่พยัญชนะ เอาดีๆฟังดีๆ อย่าเอาแต่พยัญชนะ แล้วเหตุผลของพยัญชนะเป็นตรรกะนี่แหละมันชวนเราชื่นใจนะ ชวนเรา โอ้โห เราเข้าใจ เราฉลาด ที่แท้คืออัตตวาทุปาทาน ยึดได้แต่แค่วาทะภาษาพยัญชนะเป็นอัตตาอยู่นี่คืออัตวาทุปาทาน เขาแปลกันว่ายึดอัตตาแต่เขาไม่รู้ว่าไม่ได้ไม่เข้าใจว่าอย่างไร ส่วนใหญ่เถรสมาคมผู้เรียนรู้เปรียญ 9 ทางศาสนาล้วนแล้วแต่เป็นอัตตวาทุปาทานทั้งนั้น ยึดได้แต่แค่วาทะ พยัญชนะเรื่องราว ความหมาย ความรู้เท่านั้น เป็นอัตตายังไม่ได้เข้าถึงสภาวะเลย เป็นปราชญ์เป็นผู้รู้ทางศาสนาเยอะแยะ มีอุปาทานข้อที่ 4 หนัก เพราะฉะนั้นอุปาทาน 1 2 3 4 ไม่ต้องพูดถึงยังมีครบพร้อม เพราะในตัวที่ 4 นี้ยืนยัน ว่าได้แต่ผิวเผิน มีอัตตาอยู่แต่แค่วาทะ นี่คือตัวสุดท้าย อัตตะวาทุปาทาน รวมความโง่เป็นอุปาทานยึดอยู่เต็มคราบเลย นี่แหละ ทีนี้มาอธิบายคำว่า นามกับรูป ถามมาก็ตอบไป นามคือธาตุรู้ รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ สิ่งที่ถูกรู้นี้จะต้องรู้ ภายนอกเราเรียกว่ากามาวจร ภายในเราเรียกว่ารูปาวจรหรืออรูปาวจร รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ ตามลำดับต้องเอากามาวจรก่อน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ถูกรู้ทางข้างนอก ตา หู จมูก ลิ้น กาย เห็นรูปข้างนอกแล้วปฏิบัติกิเลสที่เกิดจากข้างนอกให้ลดลง กิเลสลด กิเลสดับข้างนอกได้แล้ว เหลือกิเลสเข้าไปข้างในเรียกว่ารูปาวจร ก็ต้องค่อยไปล้างกิเลสตัวนั้นต่อ ถ้าไม่สามารถดับกิเลสในกามาวจร ตา หู จมูก ลิ้น กาย
อ่านต่อ
ได้แล้ว หลับตาไปจะดับกิเลสในรูปาวจร อรูปาวจร นั้นเป็นการลัดขั้นตอน ไม่เป็นไปตามลำดับอย่างอัศจรรย์ มันเป็นการทำที่ผิดขั้นตอน หยาบ มันยังไม่ได้ แล้วจะไปทำละเอียด คุณจะบดทุเรียน _สู่แดนธรรม... พ่อท่านเคยยกว่า เจาะทุเรียนกินเนื้อใน พ่อครูว่า... มันต้องทำข้างนอกก่อนถึงจะไปถึงข้างใน อันนี้ก็ทำไมถึงดันทุรังก็ไม่รู้ ไปทำข้างในก่อนข้างนอกมันได้ยังไง ศาสนาพระพุทธเจ้า ข้างนอกมันหยาบ ข้างในมันละเอียด จะไปทำละเอียดมาหาหยาบ มันจะได้ยังไง ไประเบิดข้างในแล้วข้างนอกก็พังด้วยหรือท่านสอนอย่างนั้นจริงๆ เนาะ สู่แดนธรรมเขาเคยไปเรียนไปบวชมาทางโน้นเขาก็เลยรู้ผ่านมา อาตมาก็รู้ก็ผ่านมาเคยอยู่กับพระทางที่นั่งปฏิบัติแบบนี้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นนามกับรูป ก็ง่ายๆ เป็นเบื้องต้นที่รู้ว่านามคืออาการของจิต รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ แล้วเกี่ยวข้องกันเรียกว่านามรูป คือกาย ปฏิบัติธรรมต้องมีกาย สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ต้องมีนามมีรูป ต้องมีภายนอกภายใน อธิบายซ้ำซาก เข้าใจคำว่ากายคำว่า นามรูปหรือภาวะ 2 เทวะไม่ได้ ไปแยกส่วน โมฆะ ไปเข้าใจว่ากายเป็นสรีระ ผิด กายเป็นสรีระไม่ได้ เพราะฉะนั้น ถ้าผู้ใดเรียนมา จะเป็นเปรียญ 9 จะเป็นด็อกเตอร์ จะเป็นปราชญ์ทางธรรมขนาดไหน ทางพุทธนี่แหละ ขนาดไหนก็ตาม ถ้ายังแปลคำว่า สรีระ แปลว่า ร่างกาย ผู้นี้แสดงว่ายังเข้าใจกายยังไม่ได้ ยังไม่พ้น สักกายทิฏฐิ เพราะ สรีระไม่มีกายเป็นแต่เพียงร่าง รูปร่าง เพราะฉะนั้นจิตวิญญาณ อสรีระ มโนวิญญาณนี่ อสรีรัง ไม่มีสรีระ พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ ท่านตรัสไว้ชัด เพราะฉะนั้นคำว่า จิตวิญญาณ ไม่มีสรีระ แต่สรีระก็ไม่มีจิตวิญญาณ สรีระไม่มีวิญญาณ ใครยังแปลสรีระว่าร่างกาย แสดงว่ายังไม่พ้น สักกายทิฏฐิ หรือไปแปลกายว่า ร่างก็ไม่ได้ สรีระนั้นท่านมีแปลในพจนานุกรมว่า สรีระท่านแปลว่า ซากศพ ถูกต้อง สรีระคือซากศพ สรีระไม่มีจิตวิญญาณประกอบ สรีระคือ ซากศพถูกต้อง เพราะฉะนั้นคำว่า กาย คำเดียว เดี๋ยวนี้ศาสนาพุทธเสื่อมมาก จนกระทั่งกาย ก็กลายมาเป็นภาษาไทยสนิทแล้ว แล้วก็เข้าใจกันผิดสนิทด้วย พากันเข้าใจในภาษาไทย “กาย”แปลว่า สรีระ.. ผิด สรีระไม่มีกาย สรีระคือ ถ้ามีกาย มีสรีระด้วยได้ มีภายนอกด้วยได้ มีร่างร่วมด้วยได้ แต่จะไปแปลสรีระว่า ร่างกายไม่ได้ สรีระต้องแปลว่าร่างคำเดียว เพราะสรีระคือซากศพ อสรีรัง จิตวิญญาณไม่มีสรีระ เข้าใจชัดขึ้นไหม นี่คำตรัสพระพุทธเจ้า อสรีรัง มี อนิทัสสนัง ไม่อาจมองเห็นได้ ไม่อาจชี้บอกได้ อนันตัง ไม่มีขอบเขต ไม่มีที่สุด สัพพโต ปภัง แจ่มใส, แผ่กระจายไปโดยทั้งปวง ทูรังคมัง ไปได้ไกล (เดินทางไวกว่าแสง) เอกจรัง ไปแต่เพียงผู้เดียวไม่เกี่ยวกับใคร อสรีรัง ไม่มีรูปร่าง หน้าตา หรือรูปทรง คูหาสยัง อาศัยกายเป็นขอบเขตคูหากำบังอยู่ เพราะฉะนั้นต้องศึกษาดีๆไม่ใช่ง่าย นี่ศาสนาพุทธมันเสื่อมมากแล้วก็เข้าใจผิดกันเยอะ เรื่องนามกับรูปก็ไปด้วยกันแต่แยกกันได้ อธิบายให้ชัดเจนแต่ไม่แยกกันในเวลาปฏิบัติ ปฏิบัติต้องไม่แยกกัน แต่จะแยกมาเป็นความรู้ได้ หรือแม้ที่สุดแยกได้ในการทำใจในใจสำเร็จ เป็นพระอรหันต์ ทำใจให้เป็นอุตุก็แยกได้ ทำใจให้เป็นพีชะก็แยกได้ ใจทำเป็นจิตนิยามให้เป็นพีชะอุตุได้ ผู้ทำอย่างนี้ได้ก็จบกิจ เป็นพระอรหันต์ ฟังดีๆนะอธิบายธรรมะพุทธเจ้าเป็นอภิธรรมต่างๆพวกนี้ อธิบายอย่างภาษาอาตมาไม่ได้อธิบายอย่างภาษาที่ท่องมาตามตำราแล้วก็ไป ออกนอกตำราไม่ได้นะ เพราะว่าเขาเป๊ะๆเลย ยิ่งนักวิชาการ คำนี้ต้องแปลอย่างนี้เลยนะ อย่าไปแปลอย่างอื่นนะ ถ้าแปลอย่างอื่นไปไม่ถูกเลยทีนี้เดี๋ยวหลงทางพากันเข้าป่าเลย แต่ที่อาตมาพูดนี่ พูดภาษาสภาวะเป็นหลัก ไม่ได้ติดยึดในภาษา โดยเฉพาะภาษาสมัยนี้ภาษาของพวกเราสมยุค สมสมัย ยุคนี้เป็นยุคดิจิตอล ยุค ดิจิตอล wallet เอาละไปเรื่อย พอ เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถรู้จักสิ่งที่ถูกรู้ ถูกรู้ด้วยตั้งแต่มันเป็นอุตุ ข้างนอก ดิน น้ำ ไฟ ลม เป็นต้น พืชที่ตัดออกมาจากเชื้อชีวิตมันแล้วนั่นแหละ อย่างผลหมากรากไม้ ต้นไม้อันนี้ยังไม่ได้ออกจากดินยังอยู่เป็นชีวะ เราก็รู้มันมีชีวะหรือไม่มีชีวะ เราก็จะเข้าใจธรรมะนิยาม 5 มันตาย โดยเฉพาะธรรมะนิยาม 5 ถ้าไม่เข้าใจสภาวะธรรมนิยาม 5 อย่างถูกต้อง ไม่มีทางเป็นอรหันต์ เพราะฉะนั้นธรรมะนิยาม 5 นี้ ท่านเรียกว่าเป็นกรรมฐาน 5 มาบวชแล้วจะต้องไปนิพพาน ผู้ที่จะไปนิพพานได้ต้องเข้าใจแยกกายแยกจิตในธรรมนิยาม 5 ให้ได้ ถ้าแยกกาย แยกจิตในธรรมะนิยาม 5 นี้ไม่ถูก ไม่มีสิทธิ์ได้เป็นอรหันต์ อาตมาก็อธิบายไปจนไม่รู้กี่ ตลบแล้ว ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง จะเอาอะไรมาจะอธิบายก็ได้ เมื่อไหร่มันเป็นกาย เมื่อไหร่ไม่เป็นกาย เมื่อไหร่เป็นจิต เมื่อไหร่จิตทำให้เป็นกาย เมื่อไหร่ จิตที่ทำให้ไม่มีกาย เป็นอุตุ เป็นพีชะ จิตต้องรู้ จิตต้องทำได้ ทำได้ในปัจจุบันนี้จึงจะเป็นอรหันต์ อุตุไม่ใช่จิตไม่ใช่ชีวะ ดิน น้ำ ไฟ ลม ต้องแยกให้ชัดเลยว่าจิตของคุณที่จะมีลักษณะอุตุ เป็นอย่างไร ลักษณะของอุตุคือ มันไม่มีความรู้สึก มันเป็นพลังงานฟิสิกส์เป็นพลังงานทางวิทยาศาสตร์โลกเขาเข้าใจ เป็นพลังงานของสสารกับพลังงานเท่านั้น ไม่มีชีวะอะไร อุตุดินน้ำไฟลมเป็นต้น พอเริ่มเป็น พีชะ มีชีวะขึ้นมา มีธาตุรู้ในตัวมัน เรียกว่ามีสัญญากับสังขาร เป็นพลังงานสัญญากำหนดรู้สังขาร สังขารตัวมันเองแล้วมันก็เลือกธาตุที่จะมาสังขารร่วมกันในชีวะ แต่มันไม่ไปรบกวนใคร ไม่เป็นโทษภัย ไม่จองเวรจองกรรม ไม่เป็นภัยกับใคร ไม่มีวิบาก เพราะฉะนั้นถ้าคนเข้าใจไม่ได้ว่า ต้องทำพลังงานจิตให้เป็นพืช นั่นคือฐานไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่มีเวทนา ไม่สุขไม่ทุกข์ พืชไม่มีเวทนาไม่มีความรู้สึกสุขทุกข์ มีแต่สัญญากับสังขาร อาตมาก็อธิบายมาหมดแล้ว เมื่อมันมีจิตนี่แหละ จะเป็นจิตที่มีตัวรู้ครบ รู้ภาวะที่มีลักษณะที่เป็นอุตุ ที่เป็นพืช แล้วทำจิตในจิตของเราเป็นพวกนี้ได้อาศัย คุณทำให้อาศัยเป็นพืช คุณก็ไม่ทุกข์ไม่สุข จนสามารถทำจิตนี่ให้เป็นอุตุได้ ก็แยกธาตุจิตเป็นดิน น้ำ ไฟ ลมได้ คุณจะตาย ปรินิพพานเป็นปริโยสาน แยกธาตุจิต ไม่ให้จิตมันเกาะกุมกัน แม้แต่เป็นพืชก็ไม่เหลือแยกปล่อยวางหมดเลย คุณก็หมด ปรินิพพานเป็นปริโยสาน เลย อาตมาก็อธิบายไปหมด ขออภัยที่ต้องพูดความจริงอีกอันหนึ่งก็คือ ไม่มีใครในยุคนี้อธิบายแบบอาตมาได้ จบเปรียญ 9 จบ Post Doctor มา ในทางศาสนาพุทธนี่แหละ คุณจะไปเอา post Doctor มาจากเทวนิยมอีกกี่ใบก็ตาม แม้แต่ในเมืองไทย ขออภัยที่ต้องพูดความจริงอย่างนี้ อาตมาได้พูดไปหมดแล้ว ในหนังสือเรื่อง เกิดมาชาตินี้ สารภาพพวกนี้ไว้หมดแล้ว ไว้ค่อยอ่าน เขียนจบไปแล้วล่ะ ให้เขาไป Edit แล้ว _สู่แดนธรรม... พ่อท่านจะพูดความจริงอย่างไรเขาก็เถียงไม่ได้นะครับ โดยเฉพาะที่บอกว่าไม่มีใครอธิบายแบบอาตมา ถ้าใครสงสัยก็ให้ถามว่าคุณอธิบายอย่างนี้มาก่อนหรือไม่ พ่อครูว่า... เถียงมาก็เอาพระไตรปิฎกยื่น อาตมาเอาจากไหนมาอธิบาย ถ้ามันไม่มีในความรู้ของอาตมา แล้วอาตมาจะเอาความไม่รู้มาอธิบายความรู้มันก็ไม่ได้ มันไม่ได้ มันก็ต้องมีความรู้ แล้วความรู้อาตมาเอามาจากไหน ก็เรียนมาพระไตรปิฎกก็อ่านภาษาไทยได้ทั้งนั้นเหมือนกันหมด หลายคนอาจจะอ่านภาษาไทยเก่งกว่า อาตมา อาตมาอ่านยากอ่านช้า อาตมาไม่ใช่นักศึกษา แต่ อาตมาเป็นนักมีความจริง อาตมาไม่ใช่นักศึกษา มาชาตินี้ไม่ได้เป็นนักศึกษายิ่งใหญ่อะไรเลยแล้ว ก็ไม่ค่อยจะได้ศึกษาไม่ถนัดการศึกษา ถนัดการแสดงออกเอาความจริงมาเปิดเผย ขนาดนั้นเวลาก็ยังไม่พอ ทำงานมาขนาดนี้ก็ยังได้แค่นี้ ไม่เก่ง 661129 ถือศีลให้รู้รูปนาม ให้เกิดปัญญาจนอวิชชาหายไป พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก