พ่อครูรู้ได้อย่างไรว่าการปฏิบัติของตนถูกต้อง.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.38 KB
วันที่แก้ไข8 พฤศจิกายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

พ่อครูรู้ได้อย่างไรว่าการปฏิบัติของตนถูกต้อง _ลูกหมาน้อย : จากการอ่านหนังสือเจริญชีพด้วยการก้าว หน้า 64 หลวงปู่มีแรงบันดาลใจค่ะ เอาสิ่งของที่สะสมไว้มาแจกจนหมด ความรู้สึกขณะนั้นเป็นอย่างไรคะ พ่อครูว่า... ความรู้สึกคือตอนนั้นทำไมเราสะสมอะไรมาก ของกินต้องซื้อตลาดเข้ามากิน ส่วนของใช้ต่างๆนานาเสื้อผ้าหน้าแพรเครื่องใช้เครื่องสอยก็เอาแจก เสื้อมองตากู ก็เอาไปแจก ตอนนั้นซื้อตัวละ 700 นะ ทองคำบาทละ 400 เสื้อสีต่างๆก็แจกจ่ายไปเอาเหลือไว้แต่สีขาว ปฏิบัติธรรมไปก็เลยถึงขั้นไม่เอาแล้วอย่างโลกเขา ก็มีความรู้สึกเป็นจริงอย่างนั้นแบบที่เคยหลงในโลกีย์สีสันวรรณะ มันก็ไม่เอาแล้ว 2.การเริ่มปฏิบัติธรรมครั้งแรกของหลวงปู่ที่กิน 1 มื้อ ลดการใช้ข้าวของและการนอนที่สบาย มานอนห้องพระ มีอะไรเป็นแรงบันดาลใจให้ทำอย่างนั้น พ่อครูว่า... ห้องพระไม่มีเตียงไม่มีฟูกอะไร ก็นอนบนกระดานธรรมดา เอาเสื่อปูเข้าก็นอนห้องพระ ใกล้พระเข้าไปเรื่อยๆไง ก็มานอนอย่างนั้นดีกว่า คือที่บ้านมีห้องพระต่างหากอยู่ห้องหนึ่ง ห้องนอนมี 3 ห้องนอน ห้องพระ 1 ห้อง ก็ไม่นอนห้องตัวเอง มานอนห้องพระ 3. แล้วหลวงปู่รู้ได้อย่างไรคะ ว่าเส้นทางสายนี้ถูกต้อง พ่อครูว่า... เรื่องนี้ก็จริงนะ ถ้าถามก็คือมันรู้ได้อย่างไร เป็นเรื่องอจินไตย รู้ได้อย่างไรว่าถูกต้อง คนที่ถามมานี้ลึกๆ จะสะดุดใจว่า อาตมามาถูกต้องตรงทางหรือเปล่า รู้ได้อย่างไรว่าทางนี้ถูกต้อง เออ.. ของใครใครก็คงเข้าใจว่าถูกต้อง มหาบัวก็คงเข้าใจว่าของตนเองถูกต้อง ท่านสมเด็จพุทธโฆษาจารย์หรือท่านมหาประยุทธ์ก็คงเข้าใจว่าของท่านถูกต้อง ของแต่ละคนแต่ละคนก็คงเข้าใจว่าของตนเองถูกต้อง แต่อาตมาขัดแย้งกัน ไม่อย่างเดียวกันกับมหาบัว กับมหาประยุทธ์ แล้วรู้ได้อย่างไรว่าอันไหนถูกต้อง ซึ่งมหาประยุทธ์แ

อ่านต่อ

ละมหาบัวก็คงมีความมั่นใจของตัวเองเชื่อว่าตนเองถูกต้อง ตอบว่ารู้ได้อย่างไร ซึ่งมันก็ต้องมีของตนเอง มันเป็นของตนเอง เป็นอัตตาของตนเอง เป็นมานะ เห็นดีเห็นงาม ยึดดียึดงามนั้นเป็นของตน เข้าใจตามความรู้ ตามทิฏฐิ ตามสัญญา เข้าใจเชื่อมั่นว่าอย่างนี้น่ะถูกต้อง แต่เมื่อเข้าใจกันคนละอย่างต่างกัน ทิฏฐิต่างกัน กายต่างกัน สัญญาต่างกัน และ การปฏิบัติมันก็ต้องต่างกัน ผลที่ได้มันก็ต้องต่างกัน ที่นี้จะรู้ได้อย่างไรว่าใครถูกต้อง โชคยังดีที่ประเทศไทยก็ยังมีพระไตรปิฎก ของพระพุทธเจ้า ทางมหาบัวก็ยอมรับ ทางมหาประยุทธ์ก็ยอมรับ เราชาวอโศกอาตมาเองก็ยอมรับ เอาพระไตรปิฎกนี้เป็นของศาสนาพุทธ เราก็ใช้หลักเกณฑ์อันนี้ตรวจสอบดูสิ สูตรไหนสูตรไหน ท่านตรัสไว้อย่างไร จรณะ 15 วิชชา 8 เป็นต้น แม้แต่ปฏิจจสมุปบาท แม้แต่ผลที่เกิด ปฏิบัติแล้วจะเป็นคนมีวรรณะ 9 มีสาราณียธรรม 6 ใครทำสำเร็จล่ะ ใครทำแล้วมีคนวรรณะ 9 มาเป็นคนที่เลี้ยงง่าย บำรุงง่าย มีชีวิตไม่ไปยุ่งยากวุ่นวายอะไร สุภระ สุโปสะ มามักน้อยกล้าจน เป็นคนมีเงินน้อย เป็นคนกล้าจน เป็นคนใจพอ สันตุฏฐิ มาเป็นคนพัฒนาตัวเองเป็นคนมีชีวิตขัดเกลากายวาจาใจของตน อย่างพวกเราเจตนาขัดเกลาเลย ได้มากได้น้อย ของใครก็ของใคร มีศีลที่เจริญขึ้นๆ เคร่งขึ้นๆ สูงขึ้นๆ ธูตะ จนเกิดผลเป็น ปาสาทิกะ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ดูน่าเลื่อมใสเจริญขึ้นจริงๆ จนกลายเป็นคนประสบผลสำเร็จไม่สะสม อปจยะ แต่ ขยัน ยอดขยัน ท่านมหาประยุทธ์แปลว่าระดมความเพียร แปลวิริยารัมภะว่า ปรารภความเพียร ขยันอยู่เสมอ ก็เอามาเช็คดู วรรณะ 9 คนไหนกลุ่มไหนขนาดไหน ปฏิบัติแล้วมันเข้าเกณฑ์พวกนี้อยู่กันเป็นกลุ่มหมู่อยู่กันอย่างมีเมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม อยู่กันอย่างเกื้อกูลกันช่วยเหลือกันไปเลี้ยงดูกันไป ทางกาย ทางวาจา ทางใจ เป็นครอบครัวใหญ่ เป็นพี่เป็นน้อง ลาภที่ได้มา ต่างคนต่างทำงาน มีลาภมีผลได้ มีรายได้มีสิ่งได้ ก็เอามารวมเข้ากับกองกลาง ลาภธัมมิกา เอามารวมกันเป็นสาธารณโภคี ร่วมกันกินร่วมกันใช้ ซึ่งยอดและยาก ทั้งฆราวาสก็เป็นได้ สมัยพระพุทธเจ้าทำได้แต่ในกลุ่มของสงฆ์นักบวช ไม่สามารถทำได้ถึงระดับฆราวาส เป็นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไม่ใช่ว่าอาตมาเก่งกว่าพระพุทธเจ้า แต่เป็นที่เหตุปัจจัยตอนนั้นยังไม่ครบ เป็นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นยุคของสังคมทาส ยังมีลูกทาส นายทาส แต่ละคนไม่รู้จักเรื่องสิทธิของตนเองสิทธิมนุษยชน สิทธิในการพูดการแสดงออก สิทธิตามกฎหมายสิทธิต่างๆ เป็นวัฒนธรรม ตามสัจธรรมต่างๆ ยังไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรสำหรับคนในยุคนั้น ไม่มีความรู้และไม่ได้สอนกัน ไม่มีใครสามารถที่จะมาแจกแจงให้ทุกคนเข้าใจเรียนรู้ แล้วก็ปฏิบัติตนเป็นคนหลุดพ้นจากความเป็นทาส มีสิทธิส่วนตน ไม่มีในยุคโน้น แล้วทรัพยากรในโลกยุคโน้น ก็ยังไม่อัตคัดขาดแคลนเหมือนในยุคนี้ ยุคนี้มันร่อยหรอลง เพราะโลกพร่องอยู่เป็นนิจ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า โลกพร่องอยู่เป็นนิจ ของกินของใช้มันก็ร่อยหรอลง ซึ่งมันน่าจะเจริญขึ้นมากขึ้นได้ แต่มันกลับร่อยหรอลง ธรรมชาติเสียหายลงไป พืชพันธุ์ธัญญาหารที่เกิดเองตามธรรมชาติ ก็ร่อยหรอลงน้อยลงน้อยลง คนจึงต้องช่วยหรือคนต้องช่วยตัวเอง ต้องปลูกเองขึ้นมากินมาใช้ อาศัยธรรมชาติไม่พอ อย่างนี้เป็นต้น นี่คือสิ่งที่มันเกิดจริงเป็นจริง 641108_พ่อครูเทศน์งานมหาปวารณาครั้งที่ 39 สร้างอาหารให้กับโลก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน