ลำดับขั้นตอนการเป็นอรหันต์จนถึงโพธิสัตว์.docx
เนื้อหาในไฟล์
ลำดับขั้นตอนการเป็นอรหันต์จนถึงโพธิสัตว์ _Emty เอมตี้ : (คำถามใต้คลิป พุทธศาสนาตามภูมิ พ.๓ พ.ย.๖๔) กราบนมัสการหลวงปู่ครับ ตอนหลวงปู่เป็นฆราวาส หลวงปู่มีสภาพเป็นอรหันต์รึยังครับ อีกคำถามครับ อาสวะ คืออะไรครับ เหมือนรึแตกต่างกับรูปภพอรูปภพ รึเปล่าครับ พอดีเป็นวัยรุ่นที่สนใจขวนขวายศึกษาธรรมมะ ภาษาก็ยังไม่ค่อยคล่องไม่เก่งครับ ฟังหลวงปู่บ่อยมากครับ รู้สึกเหมือนฟังมาหลายชาติ ไม่เข้าใจในบางอย่างบ้าง แต่ก็ไม่ใจร้อนครับ รู้ว่าธรรมะไม่ใช่เรื่องง่ายๆ จะพากเพียรศึกษาต่อไปครับ เป็น fc หลวงปู่นะครับ ขอให้หลวงปู่ สุขภาพแข็งแรงยาวนานนะครับ พ่อครูว่า... อันนี้เรื่องจริงนะ ฟังหลวงปู่เทศน์โลกุตระ ซึ่งเป็นธรรมดาเลยที่คนจะตามรู้ได้ยาก เพราะโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้านั้น คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34) ดีมากที่ไม่ใจร้อน ก็ขอบคุณ สาธุ เอาประเด็นที่คุณอยากทราบ ตอนเป็นฆราวาส หลวงปู่เป็นอรหันต์หรือยัง อันนี้เป็นอจินไตย อาตมาเป็นอรหันต์ข้ามชาติมาแล้ว เหมือนพระพุทธเจ้าเป็นอรหันต์ข้ามชาติมาแล้ว ไม่ใช่เท่านั้น พระพุทธเจ้าสมเด็จสัมมาสัมโพธิญาณตรงแต่ชาติก่อนๆ ชาติที่ท่านอุบัติขึ้นมาเป็นเจ้าชายสิทธัตถะท่านก็พร้อมเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว เพราะท่านไม่ได้ศึกษาจากใคร เกิดมาเป็นเจ้าชายสิทธัตถะไม่มีสำนักพุทธศาสนายังไม่มี ท่านจึงเป็นผู้ประกาศศาสนาพุทธ ตอนนั้นยังไม่มีศาสนาพุทธเกิด ศาสนาพุทธมาพร้อมกับพระพุทธเจ้า แต่ตอนแรกเป็นลิงลมอมข
อ่านต่อ
้าวพอง ยังถูกโลกครอบงำอยู่ ท่านก็ไปมีสมบัติพัสถาน ไปมีบัลลังก์ ไปมีภรรยา ไปมีลูก พอมีลูกขึ้นมา 1 คน ท่านก็สะดุดขึ้นมาเลย ไม่ไหวแล้ว ท่านก็อุทานขึ้นมา ราหุลัง(ห่วง) พันธนัง(ผูกมัด) ชาตัง(เกิด) แปลว่าห่วงเกิดมามัดคอแล้วนี่ ท่านก็เลยรู้สึกตัวออกไปกับนายฉันนะและม้ากัณฐกะเลย ออกป่า ทรงผนวชเองเลย ท่านอธิษฐานเอง เป็นพระพุทธเจ้าเองเลย ตัดพระเกศาให้สั้น จริงๆก็คือโกน แต่ตอนแรกจะโกนหรือไม่ก็ไม่ทราบ แต่พราหมณ์เขาไม่ตัดผมกันหรอก เขาไว้ผม แต่นี่ท่านตัดผมเลย เพราะพวกเป็นพราหมณ์ไว้ผมและเป็นมิจฉาทิฏฐิกันตอนนั้น ท่านก็ต้องทำอีกอย่างหนึ่ง ให้ต่าง คนไว้ผมก็คือคนลักษณะหนึ่ง ปล่อยให้ยาวเลยไว้ให้เต็มที่ อันนี้ก็ไม่มีเลยโกน ยาวแล้วก็โกน อย่างนี้เป็นต้น เป็นคนละลักษณะ หลวงปู่มีเชื้ออรหันต์ข้ามชาติมาแล้ว มีเชื้อโพธิสัตว์มาด้วย บำเพ็ญจนเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 เมื่อเข้าใจอรหันต์ เข้าใจโพธิสัตว์ เข้าใจลำดับ ลำดับอรหันต์นับตั้งแต่โพธิสัตว์ระดับ 4 เรียกว่าอรหันต์เต็ม จากนั้นอรหันต์โพธิสัตว์ระดับ 4 โพธิสัตว์ 9 ระดับ 1.โสดาบันโพธิสัตว์ 2.สกิทาคามีโพธิสัตว์ 3.อนาคามีโพธิสัตว์ 4.อรหันต์โพธิสัตว์ 5.อนุโพธิสัตว์ 6.อนิยตโพธิสัตว์ 7.นิยตโพธิสัตว์ 8.มหาโพธิสัตว์ 9.พระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เลยจากอรหันต์ขึ้นไปก็เป็นอนุโพธิสัตว์ ก็เป็นโพธิสัตว์น้อยๆ อนิยตโพธิสัตว์ จะเป็นการบำเพ็ญช่วงที่ยาวนาน จนกว่าจะข้ามเขตจาก อนิยตโพธิสัตว์ ที่แปลว่ายังไม่เที่ยงที่จะได้เป็นพระพุทธเจ้า จนข้ามเขต อนิยตโพธิสัตว์ไปเป็นผู้เที่ยงที่จะได้เป็นพระพุทธเจ้าเรียกว่า นิยตโพธิสัตว์ ระดับเสียง อย่างเช่นอาตมาระดับ 7 สอบเข้าโรงเรียน เข้ามหาวิทยาลัยพระพุทธเจ้าได้แล้ว ส่วนตัวเองจะรีไทร์หรือไม่ ทางมหาวิทยาลัยไม่มีสิทธิ์ไล่ออก แต่เราจะรีไทร์ของเราเอง เป็นปัจเจกพระพุทธเจ้าก็มีสิทธิ์ หรือยังไม่ถึงปัจเจกพระพุทธเจ้าเลย เราก็รีไทร์ออกก่อนจะเป็นปัจเจกพระพุทธเจ้า ซึ่งปัจเจกพระพุทธเจ้าหรือโพธิสัตว์ระดับ 9 ส่วนโพธิสัตว์ระดับ 8 ก็อยู่ในขั้นมหาโพธิสัตว์ นิยตโพธิสัตว์ก็ไปเป็นมหาโพธิสัตว์ จากมหาโพธิสัตว์ก็บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ เมื่อบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณแล้วก็เท่ากับพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ แต่ปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นแตกต่างจากพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งอยู่ ประเด็นตรงที่ว่า สู่แดนธรรม... เป็นศิลปินเดี่ยวกับศิลปินวง พ่อครูว่า... พระปัจเจกสมัครสัมพุทธเจ้านั้นเหมือนศิลปินเดี่ยว แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งนั้น มาประกาศศาสนาในโลก ก็เป็นศิลปินวง วงใหญ่วงเล็กก็แล้วแต่ อย่างวงของสมณโคดมเป็นวงไม่ใหญ่เป็นวงเล็ก สอนใบไม้กำมือเดียว ท่านสอนมามากจนเบื่อ เมื่อยแล้วเอาแค่นี้ แทนที่จะอายุ 100 ปีก็ไม่เอาแล้วอายุแค่ 80 ปีก็ไปแล้วไม่ไหว จนพระอานนท์ พ้อว่า ทำไมรีบตาย พระพุทธเจ้าบอกว่าอานนท์ เราจะอยู่ได้ถึง 1 กัปหรือเกินกว่ากัปก็ได้ แต่เราพอแล้ว เพราะท่านพอจริงๆท่านสอนมามากท่านสู้มามาก จนกระทั่งเข้าถึงใกล้กลียุค นี่เป็นยุคสุดท้ายแล้วนอกนั้นจะเป็นโพธิสัตว์รับหน้าที่ต่อจนหมดพุทธะกัปของสมณโคดม มีอาตมาเป็นต้น แล้วจะมีโพธิสัตว์องค์อื่นๆ ซึ่งจะร่วมกัน มีอาตมามีพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 มีโพธิสัตว์เล็กโพธิสัตว์น้อยอีกเยอะ โพธิสัตว์ในประเทศไทยขนาดนี้มีไม่ใช่น้อยก็ช่วยกันทำไป รายละเอียดพวกนี้เป็นอจินไตยที่พูดเดาเอาไม่ได้มันเป็นบาป ถ้าไม่แน่ใจว่าถูกต้องไม่พูดออกมา อาตมาพูดนี้รับรองว่าถูกต้องควรพูด ที่ยังไม่แน่ใจอาตมาจะไม่พูด เพราะผิดแล้วกรรมเป็นอันทำ เราก็ซวยเราก็ได้รับกรรมวิบาก วิบากผิดใครจะไปทำทำไมอยู่ดีๆไปหาเรื่องใส่ตัว พูดแล้วก็ไม่ได้อะไรไม่ได้ประโยชน์อะไร พูดแล้วได้บาป เราไม่ได้รับสิ่งใดตอบแทนด้วย เพราะคนก็ไม่ค่อยจะเข้าใจ มีคนเข้าใจบ้างก็ไม่มีปัญหาอะไร ไม่ต้องเอาอะไรมาตอบแทนหรอกเข้าใจแล้วก็ดีแล้วก็จบ อาตมาเป็นอรหันต์มาแล้วตั้งแต่ชาติก่อน ชาตินี้ก็ต้องเป็นอรหันต์มาแล้ว ความเข้าใจอรหันต์ไม่ใช่เรื่องง่าย อรหัตตตผล จนไปถึงอรหันต์ สรุปแล้ว อาตมามีเชื้ออรหันต์มาแต่ชาติก่อนๆ เพราะฉะนั้นมาถึงชาตินี้ก็ถือว่าเป็นอรหันต์มาแต่ชาติก่อน ตอบเท่านี้ก่อนก็แล้วกัน
ทีนี้ถามว่า อาสวะคืออะไร ท่านเรียกว่ากิเลสหมักดองเหมือนน้ำหมักดองมีเชื้อยีสต์ ตัวพลังงานของความหมักดอง ถ้ามันมีสัตว์ก็เป็นตัวยีสต์ ถ้าเป็นนามธรรม มันก็เหมือนมีตัวเชื้อของมันอยู่ในนามธรรม แตกตัวอยู่ในนั้น เรียกว่าเชื้อ สังเสทชโยนิ แตกตัวเองอยู่ในโอปปาติกะ เชื้ออยู่ในจิตทั้งไร้สำนึกและใต้สำนึกทั้ง subconcious และ unconcious ถ้าคนที่ไม่มีบารมีควบคุมจิตไร้สำนึกไม่ได้ อาจจะควบคุมจิตใต้สำนึกได้ คนอินทรีย์พละอ่อนควบคุมจิตใต้สำนึกก็ไม่ได้ ควบคุมได้แต่จิตสำนึกว่า concious ธรรมดา คนที่อ่อนแอคนนั้นแม้แต่ concious ธรรมดา สำนึกสามัญธรรมดาเขาก็ควบคุมไม่ได้ กิเลสมันเหนือชั้นกว่า กิเลสมันก็ชนะควบคุมสำนึกของตัวเองไม่ได้ เพราะฉะนั้นอาสวะก็คือสิ่งที่มันเป็นตัวไม่ดี ตัวตนที่ไม่ดี กิเลสาสวะ เป็นอกุศลจิตสั่งสมลงไปเรียกว่าอาสวะ กิเลสที่สั่งสมหมักดองไปเรื่อยๆเรียกว่า อาสวะ เหมือนหรือแตกต่างจากรูปภพอรูปภพ อาสวะ เป็นตัวชาติ ส่วนรูปภพอรูปภพ เป็นตัวภพ อาสวะ เป็นตัวเกิดของจิตเจตสิกของตัวเราเองมาเกิด เกิดเป็นตัวอาสวะเจตสิก เมื่อเกิดแล้วภพกับชาติ มันเป็นคู่กัน ภพเป็นรูป ชาติเป็นนาม คู่กัน ก็จะไปด้วยกันแยกกันไม่ได้ ภพกับชาติแยกกันไม่ได้ มันเกิดไปด้วยกัน ภพกับชาติ เป็นสภาวะ 2 เป็นสภาวะคู่ เกิดด้วยกันไปด้วยกัน เพราะฉะนั้นชาติหรือลักษณะเนื้อใน ภพคือ สิ่งที่ให้ชาติอาศัย รูปภพกับอรูปภพ คือ สิ่งที่ให้ รูปกิเลสกับอรูปกิเลส อาศัย ซึ่งต่างจากกามกิเลส ที่เกิดภายนอก ทางตาหูจมูกลิ้นกาย 5 ทวาร ดับกิเลสทั้ง 5 ทวารนี้ได้ก็เหลือกิเลสภายในด้วย รูปกิเลส ยังหยาบ ก็กำจัด รูปกิเลสหมดไปก็เหลือ อรูปกิเลส เป็นตัวสุดท้ายเป็นชั้นปลาย หมดไปเป็นขั้นๆตั้งแต่ กาม รูปก็หมด ก็เหลือสิ่งที่เหลือก็ทำให้หมด ส่วนคนนั่งหลับตาเข้าไปในรูปภพ อรูปภพ พวกนี้โมฆะไม่รู้ทิศทางปฏิบัติ นั่งหลับตาปฏิบัตินี้ใช้ไม่ได้ กิเลสที่หยาบก็ยังไม่รู้เรื่องเลย ยังไม่ได้ไปฆ่าเลย มันก็ยังมีฤทธิ์แรงเป็นกิเลสใหญ่กิเลสหยาบ แล้วจะข้ามขั้นไปล้างกิเลสเล็กกิเลสน้อย กิเลสเล็กกิเลสน้อยไปล้างมันก็ไม่ได้เพราะมันไม่ได้ถูกตัวมัน ไม่ใช่ กาละ เพราะกิเลสเกิดนั้นเกิดในกาละ ปัจจุบันชาติในขณะกระทบสัมผัสและเกิดของจริง ส่วนกิเลสที่ไม่ได้เกิดจากการสัมผัสตาหูจมูกลิ้นกาย เรียกว่ากิเลสสัมภเวสี หรือเจตสิกสัมภเวสี เป็นเรื่องอยู่ในภพ ไม่ใช่เรื่องของความจริง แล้วใครไปทำอะไรมันก็ไม่ได้ เป็นของใครของมัน อันนี้ลึกซึ้งลึกล้ำ ยากจะเข้าใจ คนจะเข้าใจอันนี้ได้ยาก เข้าใจ สัมภเวสีไปแตะต้องไม่ได้ อย่างคนตายจากร่างกายนี้แล้ว จิตไปเป็นสัมภเวสี ไม่ได้ศึกษาธรรมะอะไรเลย จิตเจตสิกที่ไปตกนรกขึ้นสวรรค์ เป็นของตัวเองทั้งนั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับใครเลย แต่คนไม่รู้ก็ไปเดาว่า ไปเจอกัน ไปคุยกัน ในแดนสวรรค์นรกอะไร เป็นการฟุ้งซ่าน เพ้อเจ้อ ซึ่งมันไม่มี ถ้ามีในแดนนรกในแดนสวรรค์ มันก็ชิบหายวายป่วงหมดเลย มันตีกันรบกันบรรลัย อยู่กันไม่ได้ มันแท้จริงแล้วเป็นภพใครภพมัน จริงๆแล้วพวกที่ตายไปแล้ว จิต จะเรียกให้ถูกก็คือไปอยู่ดุสิต จิตจะไปอยู่ในภพความสงบ มีท้าวสันตุฏฐิ เป็นเจ้าของแดนดุสิต คือแดนสงบ สงบแปลว่าอะไร คือความหยุด ถ้าหยุดอย่างสัมมาทิฏฐิก็คือพระโพธิสัตว์ ถ้าเป็นการหยุดอย่างพวกโง่พวกอวิชชา อย่างอุทกดาบส อาฬารดาบส เอาแต่นิ่งหยุด จนกระทั่งพระพุทธเจ้าอุทานว่าชิบหาย ไม่มีใครไปเจอใครได้ เป็นชาติใครชาติมันภพใครภพมัน เป็นสัมภเวสี ถ้าลืมตาจึงมาสัมพันธ์กันได้รู้เรื่องกัน ทางตาหูจมูกลิ้นกายสื่อกันได้ แต่ไปอยู่ภพใน เอา เด็กคนนี้คิดแล้วเด็กคนนั้นจะไปรู้ความคิดของเด็กคนนี้ไหม คนนี้เขาคิดของเขาอยู่คนเดียวคนนั้นจะไปรู้เขาได้ไหม ไม่มีทางจะไปรู้ได้หรอก จะไปอวดเก่งทำเป็นรู้ การจะรู้คนอื่นได้ต้องประกอบด้วยตาหูจมูกลิ้นกาย เข้าไปหาตัวใจ ไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายเป็นองค์ประกอบช่วย จะไปรู้ใจภายในเลยไม่ได้ง่ายๆหรอก ยกให้พระพุทธเจ้าองค์เดียวที่จะหยั่งรู้จิตคนโดยไม่จำเป็นต้องไปอาศัยตาหูจมูกลิ้นกายเป็นบันได เอาพรวดเข้าไปหาจิตเลย ยกให้พระพุทธเจ้าองค์เดียว นอกนั้นอย่ามาทำอวดดี แต่มีบ้าง มีคนที่มีความพิเศษ ชอบในการที่จะหยั่งรู้จิตคนอื่น มีอาเทสนาปาฏิหาริย์ ก็ได้ แต่มันก็จะต้องใช้ความฝึกฝน สร้างพลังงานที่สามารถไปทำอย่างโดดเดี่ยว แล้วมันไม่มีประโยชน์อะไร ไปรู้คนอื่นแต่ของตนเองไม่รู้ เลว ขาดทุน เสียท่า เพราะฉะนั้นเอาตัวเองดีกว่า เพราะฉะนั้นเมื่อหมด รูปกิเลส อรูปกิเลส ก็ล้างอรูปกิเลสไปเป็นขั้นสุดท้าย เป็นขั้นตอนลำดับอย่างน่าอัศจรรย์ แต่คนที่ไม่รู้ก็ทำลัดขั้นตอนสับสนเลอะเทอะ ถึงยาก 641109_พ่อครูเทศน์งานมหาปวารณาครั้งที่ 39 คุณธรรมยิ่งใหญ่กว่าอาวุธ