อาหารทางจิตวิญญาณสำคัญไฉน.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข9 พฤศจิกายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

อาหารทางจิตวิญญาณสำคัญไฉน พ่อครูว่า... เข้าสู่เรื่องสร้างอาหาร อาหารที่จะสร้างให้แก่โลก คือ พืชพันธุ์ธัญญาหาร สรุปเข้าเป้า ไม่เป็นเรื่องปศุสัตว์ เรื่องประมง ก็พูดมานานหลายทีครบแล้ว แค่อาหารพืชพันธุ์ธัญญาหารต่างๆ มันเป็น พีชะ เป็นพืช ไม่มีเวทนา ไม่มีวิญญาณ ในขันธ์ 5 มี รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ พืชมันมีแค่รูปกับสัญญากับสังขาร มันไม่มีเวทนา ไม่มีวิญญาณ เวทนาคือความรู้สึก วิญญาณคือความรู้สึกที่สะสม ในปัจจุบันนี้ กระทบสัมผัสแล้วก็เกิดเวทนา ไม่มีการกระทบสัมผัส มันก็คือวิญญาณของแต่ละสัตว์แต่ละตัว มันก็กองอยู่ตรงนี้เป็นวิญญาณเป็นธาตุรู้ และธาตุรูป วิญญาณรวมทั้งรูปและนาม 2อย่างกองกันอยู่ในวิญญาณเป็น 3 เส้า มีธาตุรู้เป็นประธาน แล้วก็มีพลังงานบวก ลบ พลังงานบวกลบที่เป็นชีวะระดับจิตก็มีวิบากบาป มีเวทนา มีวิญญาณก็ผูกพัน มีผลัก มีดูด มีชอบ มีชัง มีอาฆาตมาดร้าย มีรักดูดแรง ส่วนพืชมันไม่มีเวทนา ไม่มีวิญญาณ มันปรุงแต่งตัวของมันเองอย่างเดียว มีสัญญากำหนดรู้กับสังขารปรุงแต่ง มันก็ปรุงแต่งตัวมันเป็นรูป ดอกกุหลาบก็รูปนี้ ดอกเหลืองไม่หยุดก็รูปนี้ ดอกพุทธรักษา ก็เป็นดอกอย่างนั้น ลูกไม้ ลูกระกำ ลูกมะละกอ มันก็เป็นไปตามพลังงานสัญญากับสังขาร มันปรุงแต่งกันเป็นอย่างนี้ มันไม่มีความรู้สึก มันไม่จองเวรจองกรรม ไม่มี ฟังชัดๆ เพราะฉะนั้นศาสนาพระพุทธเจ้าจึงสอนให้คนทำจิตให้เป็นพืช ตอนคนเป็นๆนี่แหละพระอรหันต์ทำจิตให้เป็นพืชได้ ไม่ต้องไปผลักไปดูด ไม่ต้องไปสุขไปทุกข์ ไม่ต้องจองกรรมจองเวร ไม่ต้องไปรักไปชัง สำเร็จ จิตก็จบ ทั้งๆที่เป็นๆนี่แหละ ทำได้ มีวสวัตตีโก ผู้ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจของตนเองได้ มีแต่ความรู้ความสามารถไม่มีกิเลส เรียกว่า อสังขาริกัง ไม่มีกิเลสเข้าไปปรุงแต่งร่วมด้วย แต่ทำอภิสังขาร

อ่านต่อ

ได้ยิ่งใหญ่ แต่ไม่มีกิเลสเข้าไปปรุงด้วย จึงเรียกว่า อสังขาริกัง แต่คนที่ยังมีกิเลสร่วมปรุงแต่งด้วย ก็ยังเป็นสสังขาริกัง มีกิเลสเข้าไปแซม เข้าไปผสม เข้าไปยุ่ง เข้าไปวุ่นวาย เข้าไปเจ้ากี้เจ้าการ เข้าไปเป็นนายเลย เพราะฉะนั้นคนธรรมดาสามัญปุถุชนมีกิเลสเป็นนาย มีกิเลสเป็นเจ้า มีกิเลสเป็นพระเจ้าเลย เทวนิยมมีกิเลสเป็นพระเจ้า เพราะเขาไม่รู้จักเทวะ เขาไม่รู้จักพระเจ้า ไม่รู้จักอำนาจของพระเจ้า จริงๆพระเจ้าคือกิเลส เขาไม่รู้จักอำนาจของพระเจ้า ไม่รู้จักอำนาจของกิเลส เพราะเขาแยกไม่ออกว่าอำนาจของกิเลสกับอำนาจของอาริยะ ของคนที่ไม่มีกิเลสนี้ อำนาจของอรหันต์ อรหันต์กับปุถุชน อรหันต์เป็นอำนาจที่ไม่มีกิเลสไปเรื่อยๆเลย ตั้งแต่ระดับที่ 4 แต่ปุถุชนมันมีกิเลส จะมากหรือน้อยก็แล้วแต่ฐานะบุคคล เพราะฉะนั้นผู้ที่ไม่ได้เรียนรู้กิเลสจริงๆ กิเลสหยาบ กลาง ละเอียด ไม่ได้เรียนรู้เลยเป็นพลังงานในพลังงานเป็นพลังงานในจิต ไม่รู้ อาการ ลิงค นิมิต อุเทส ไม่สามารถสร้างพลังงาน ฌาน และพลังงานปัญญา ซึ่งเป็นพลังงานที่เหนือชั้น ฌาน ไม่ใช่ไปนั่งหลับตานะแต่เป็น ฌาน ที่ประกอบด้วยจรณะ 15 วิชชา 8 ลืมตาสร้างขึ้นมาแล้วก็ไปจัดการ จัดการทำลาย ทำลายพลังงาน ราคะ โทสะ โมหะ ได้ ผู้ที่สร้างพลังงาน ฌาน พลังฌาน พลังปัญญา อย่างสัมมาทิฏฐิแบบพุทธได้ เป็นของจริง กิเลสลดจริงๆ กิเลสตาย เพราะพลังงานนี้ ฆ่าเลย เป็น อุณหธาตุ เป็นไฟ เผาให้เป็นขี้ผงเป็นเถ้าถ่านเลย หมดชีวะ หมดชีวิตินทรีย์ ตามรูป 28 24 หมดพลังงานความเป็นชีวะ เฉพาะ พลังงานชีวของตัวกิเลส หยาบ กลาง ละเอียด แม้แต่เหลือเศษละเอียด ก็ดับก็ถูกฆ่าหมดเกลี้ยง รู้จักอินทรีย์ของชีวิต รู้จักความเป็นชีวะ ชีวิต ฆ่า ให้ตายสนิท ถ้าเผื่อว่ามันยังเหลือ ชีวะเป็นพีชะอยู่ ถ้าให้อาหารมันอยู่ ให้อาหารแก่พืช พืชโตขึ้นได้ ถ้าเราไม่ให้อาหารมัน มันก็จะฝ่อ ชราเสื่อมลง เหี่ยวแห้งลง จนกระทั่งไม่ให้อาหารมันเลย พืชมันก็ตาย สัตว์ก็เหมือนกัน ไม่ได้รับอาหารอีกเลย ไม่มีธาตุที่จะเป็นอาหารเข้าไปเลี้ยงขันธ์ ขันธ์พืช เป็นองค์ประชุมเป็นชีวะระดับพืช มันไม่มีอาหารไม่มีธาตุจะไปเลี้ยง มะละกอก็ต้องการอาหารธาตุประเภทหนึ่ง จำนวนหนึ่ง อย่างหนึ่ง มะเขือก็ต้องการธาตุอาหารอีกอย่างหนึ่ง ระกำก็อีกอย่างหนึ่ง มะนาวก็อีกอย่างหนึ่ง กล้วยก็ต้องการธาตุอาหารต่างกัน ก็จะมีธาตุอาหารที่ไปปรุงกันให้ตรงมันก็หมด หมดความเป็น หมดความสร้างตัวมันได้ ตัวมันก็หายไปเพราะมันไม่มีธาตุที่จะไปสังเคราะห์สังขารตัวมัน ให้ปรุงแต่งตัวมันคือ มันก็เหี่ยวแห้งลงหมดลง หายไปสลายไปเป็นดินน้ำไฟลม พืชก็สลายเป็นดินน้ำไฟลม เป็นอุตุธาตุ พระพุทธเจ้าท่านเป็นนักวิทยาศาสตร์ทางจิต สามารถทำจิตให้เป็นอุตุ เป็นธาตุดินน้ำไฟลมได้ ตั้งแต่ตอนเป็นๆ โดยลำลอง โลกขั้นต่ำ โลกขั้นหยาบ ที่เราไปเกี่ยวข้องเรียกว่าอบายภูมินรก โลกขั้นต่ำหมุนเวียนอยู่อย่างนั้นเรียกว่า โลก เราก็เรียนรู้ที่มันยังปรุงแต่งให้เราไปติดยึด ต้องให้อาหาร สร้างโลกนี้อยู่ อันนี้ก็เป็นโลกปรุงแต่งของอบาย เป็นโลกนรกนะ แต่นรกของเรา เราต้องมีนรกที่จะต้องไปชื่นใจ แล้วก็โง่ๆๆ สร้างนรกอยู่ไม่ยอมเลิก ปรุงแต่งนรกให้แก่ตนอยู่นั่นแหละ ชื่นใจชื่นใจ ก็คือนรก ความโง่ของคนนั้นซับซ้อนลึกซึ้งมาก เมื่อเกิดปัญญารู้ชัดว่า อ๋อ.. นี่เราสร้างนรกอยู่เราก็เลิกให้อาหารมัน เมื่อเลิกให้อาหารแก่สัตว์ คือ ตัวสัตว์นรกก็คือตัวเรา ที่ปรุงแต่งนรกอยู่ เราไม่อยากแก่ความเป็นสัตว์ ความเป็นกิเลสของเรา ไม่ให้มันมันก็ตาย มันก็ฝ่อลงตาย โลกอบาย สัตว์อบาย สัตว์นรกก็ตายจริงๆ สัตว์นรกตายแล้ว สัตว์ระดับตาหูจมูกลิ้นกาย เรียกว่ากามคุณ 5 ปรุงแต่งเป็นชีวิตชีวา รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ทางตาหูจมูกลิ้นกาย มันมีชีวิตอยู่ เราก็ดับกิเลสระดับตาหูจมูกลิ้นกาย ระดับ กาม ฆ่าสัตว์ที่เป็นกามสัตว์ ชีวิตกามสัตว์ก็ตาม เมื่อไม่มี โลกกามแล้ว เราจะอยู่ในโลก กาม ผู้ที่มีจิตสะอาดแล้วมีพลังงานเหนือชั้นกว่ากาม เพราะฉะนั้นสัตว์ที่เป็น กามสัตว์ทั้งหลายทำอะไรพระอรหันต์ไม่ได้ พระอนาคามีก็ไม่มี กามสัตว์ อนาคามียังมีรูป เหลือกิเลสระดับรูป อรูป ก็ไปเรียนรู้กิเลสระดับรูป แล้วดับรูปภพ เหลืออรูปภพ ก็ดับอีก ก็เป็นอรหันต์ ไม่เหลือสักสัตว์ ก็เป็นอรหันต์ อย่างนี้เป็นต้น สภาพเหล่านี้เป็นของจริงปฏิบัติได้ อย่างอาตมาอย่างหลวงปู่ปฏิบัติได้ ถึงได้เอามาพูดได้ละเอียดลออชัดๆไม่ได้เอาของใครมาพูด เอาของเรา เราผ่านมาจริง มันเคยมี แล้วหลวงปู่นี่ก็ทำให้มันหมดไปได้แล้ว ก็เอาความไม่มีจากกิเลสเป็นความไม่มีกิเลส มาพูดสู่ฟัง แล้วในโลกคนก็มีกิเลสกับไม่มีกิเลส แม้ไม่เป็นพระอรหันต์ ความไม่มีกิเลสบางครั้งบางคราวมันก็มีในคนทั้งนั้น แต่ถ้าเรายังไม่ได้ล้างกิเลสจนกระทั่งหมดเชื้อ ตายสนิทหมด ชีวิตินทรีย์จริงๆ มันก็ยังเหลืออยู่ เพราะฉะนั้นในรูป 28 ชีวิตินทรีย์ อาหารรูป ปริเฉทรูป อย่างนี้เป็นต้น ผู้ที่จะเข้าใจเรื่องกิเลสในชีวิตรูปที่เป็นชีวิตอินทรีย์ได้ ก็รู้เรื่องอาหาร หากไม่ให้อาหารมัน มันก็ตาย ฉะนั้นผู้ใดทำให้มันตายได้ รู้จักชีวิต รู้จักอาหาร ไม่มีแล้ว ก็หมด ปริเฉทแปลว่า ว่าง รูปนั้นก็ว่างจากชีวิต รูปนั้นก็ว่างจากอาหาร อาหารอาจจะมีอยู่ในโลกเอามาใช้ก็ได้ แต่เรารู้แล้วว่าไม่ต้องให้อาหารมัน ก็รู้จักความว่าง ฉะนั้นปริเฉทรูปก็คืออากาศธาตุ รูปว่างๆ ปริเฉทรูป เพราะว่ารู้จักชีวิตรู้จักอาหารแล้ว เมื่อไม่มีชีวิต ไม่มีอาหาร นั่นเป็นเทวะคู่หนึ่ง เป็นรูปกับนามคู่หนึ่ง ภาวะ 2 คู่หนึ่ง ไม่มีแล้ว ดับเทวะ เหลือปริเฉทรูปว่างๆ จากนั้นไปก็ไป อากาสานัญจายตนะ ถ้าเรายังมีชีวิตอยู่ก็เป็นวิญญาณสะอาด เรียกว่า วิญญาณัญจายตนะ คนที่จิตสะอาดแล้ว เหลือธาตุ 2 คืออากาศกับวิญญาณ สะอาดทั้ง 2 อย่าง อากาศก็สะอาด วิญญาณก็สะอาด เราไม่อาศัยอากาศที่มีเชื้อโรค คนที่ฉลาดแล้วไม่ไปอาศัยอากาศที่มีเชื้อโรค เหมือนตอนนี้มี covid เราก็อยู่ในบ้านราชฯ ที่ยังไม่มีโควิด อย่าเอาเข้ามานะ ใครเอาเข้ามาก็บาปหนัก ถ้ารู้ตัวว่าตัวเองติด covid ก็รีบหนีไปที่อื่น อย่าเอาเข้ามาในนี้นะ อาตมาไม่อยากคบเชื้อ covid เพราะพูดกับมันไม่รู้เรื่อง เพราะฉะนั้นเมื่อถึงปริเฉทรูปแล้ว จิตว่าง เป็น อากาสานัญจายตนะ อากาสานัญจายตนะ วิญญญานัญจายตนะ อากิญจัญยายตนะ เป็นสามเส้า ทำจิตสามเเส้านี้ให้แข็งแรง จิตที่เป็นอากาศธาตุต้องอาศัย 2 วิญญาณต้องอาศัยอากาศธาตุ อากาศก็สะอาด วิญญาณก็สะอาดอยู่ ให้อาศัย มันมีกิเลสหรือไม่มีกิเลสคือ อากิญจัญยายตนะ ไม่มี อากิญ แปลว่านิดนึงน้อยหนึ่งก็ไม่มี ทั้ง 3 สภาพ อากาศก็แข็งแรง วิญญาณก็แข็งแรง อากิญจัญยายตนะ ที่มีอายตนะรับรู้ อายตะ แปลว่ามีสะพานเชื่อมต่อกัน จิตวิญญาณมีอยู่ เชื่อมกับอากาศ จิตวิญญาณมีอยู่ เชื่อมกับกิเลสของโลก จิตของเราเป็นจิตที่ไม่มี กิเลสเข้าไม่ได้ กิเลสไม่รอหน้า กิเลสมาใกล้มันกระเด็นหนีหมดเลย นี่เป็นฤทธิ์เป็นอำนาจของ อากิญจัญยายตนะ อายตนะแปลว่า มันมีสภาพเชื่อมต่อกันนะ แม้จะเชื่อมต่ออยู่กับกิเลส ในโลกมันมีกิเลสว่อนอยู่เต็มไปหมด เราไม่ไปหามัน มันก็มาหาเรา แต่มันมาหาเราแล้ว กิเลสอย่าว่าแต่จะเข้าไปในเนื้อหนัง จิตใจของพระอรหันต์เลย ใกล้ก็ไม่ได้ มันรอหน้าก็ไม่ได้ มันมาถึงรัศมีรังสีระยะหนึ่ง ถูกกระเด็นกระดอนออกไปแล้ว พลังงานลูกน้อง พลังงานไม่ใช่ตัวจริงข้างใน มันมีบรรยากาศข้างนอก บรรยากาศที่เป็นพลังงานของอรหันต์ ขจัดไปเลย กิเลสมาทำอะไรเราไม่ได้ ภาษาที่อธิบายสภาวะสู่ฟัง อธิบายได้ประมาณนี้ นี่เป็นการบรรลุธรรมของความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ที่รู้จักพลังงานจิตเจตสิกต่างๆ เก่งขนาดนี้ เพราะฉะนั้น จึงได้สร้างอาหารให้แก่จิตวิญญาณ 641109_พ่อครูเทศน์งานมหาปวารณาครั้งที่ 39 คุณธรรมยิ่งใหญ่กว่าอาวุธ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน