สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน ญาณ 7 พระโสดาบัน(1).docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข15 กุมภาพันธ์ 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน ญาณ 7 พระโสดาบัน พ่อครูว่า...ตอบคุณหายโง่ เรื่อง ญาณ 7 เป็นเรื่องญาณปัญญา ความรู้พวกนี้มีแต่ในศาสนาพุทธเท่านั้น เป็นเรื่องโลกุตระที่ยิ่งใหญ่ มันเป็นสัจจะ ผู้ที่ยังไม่เชื่อดีก็ต้องตามพิสูจน์ ญาณข้อที่ 1 คือกำลังเรียนรู้กิเลสระดับกลาง คือปริยุฏฐานกิเลสในนิวรณ์ 5 เพื่อละกิเลสนั้นแต่ยังมีการทะเลาะวิวาทด้วยหอกปาก(มุขสตี)อยู่ ปริยุฏฐานกิเลส คือกิเลสของผู้ผ่านกิเลสวีติกมกิเลส ที่หมายถึงล่วงผ่านพ้นผ่านหลุดพ้นจากอันนั้นมาแล้ว ผู้ทำได้กิเลสนั้นไม่เกิดในจิตเราแล้ว แต่ก่อนเรามี มันผ่านไปแล้วโสดาบัน ยิ่งชีวิตปัจจุบัน รู้ว่าเราได้จัดการฆ่ากิเลส กลุ่มที่เป็นเบื้องต้นขั้นต่ำของเรา เราก็จะรู้ เป็นปัจจัตตัง ผู้ที่เป็นโสดาบันจะชัดเจนว่ากิเลสเป็นเช่นนี้ ตถตา มีอุบายวิธีเครื่องออกจากกิเลสเป็นเช่นนี้ ของพระพุทธเจ้าสอนมา กำจัดได้แล้วมันไม่มีก็เป็นเช่นนี้ ไม่มีอย่างต่อเนื่องถาวร อย่างนิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง(ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) มันก็เป็น ตถตา axiom มันเป็นเช่นนี้เอง ผู้นี้ก็จะรู้ว่ากิเลสมันเป็นเช่นไรหมดไปแล้วเป็นเช่นไร และทำอย่างไรมันถึงหมด (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะเดินดินว่า...เป็นด่านสำคัญที่เราต้องผ่าน ถ้าเราอยู่ไปวันๆแล้วเราไม่รู้มันก็ไปต่อไม่ได้ พ่อครูว่า...มันมีเครื่องยืนยัน อาการ ลิงค นิมิต ตามที่ได้ฟังอุเทศ ได้ฟังคำอธิบายคำสอนมา แล้วก็มาปฏิบัติรู้อาการ มันเป็นพลังงาน ไม่ใช่เส้นแสงเงาสีรูปร่างอะไร ไม่ใช่ มันเป็นนามธรรมเคลื่อนไหวอาการ แล้วเราก็พยายามทำเครื่องหมาย มันแตกต่างจากโลกียะ แตกต่างตรงความเคลื่อนไหวของจิต ที่เป็นโลกียะ เป็นแบบโลกๆ อันนี้ได้ใหม่ ทำแล้ว

อ่านต่อ

กิเลสอันนั้นหายไป แบบโลกๆ มันไม่มีอาการนั้น มันมีอาการใหม่ สงบเย็นจากอาการเก่า พูดไปก็มีแต่ภาษา ใครที่มีจริงเป็นจริงแล้วก็จะรู้ได้เป็นปัจจัตตัง ตรงที่เอาตัวเองมาปฏิบัติเองเป็นสันทิฏฐิโก ก็จะได้เอง มันเป็นของสูง โอปะนะยิโก สูงสุดเอื้อม แต่พยายามเอื้อมมาให้ได้ เอหิปัสสิโก อกาลิโก ใน กาละนี้ มีผู้สัมมาปฏิบัติ มีทฤษฎีที่ไม่ผิดเพี้ยนจากสัตบุรุษ เชื้อเชิญให้มาพิสูจน์ได้ สัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ แล้วก็อ่านพิสูจน์ไปถึงข้างในตลอดเวลา เพราะนามธรรมต้องใช้เวลาพิสูจน์ ครบที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ อกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพวิญญูหิติ มันทวนกระแสจากโลกีย์ 180 องศา นี่จะเป็นญาณข้อที่ 1 หนึ่งที่สำคัญคือบอกว่าพ้นแล้วได้แล้ว เรามาอยู่ในปริยุฏฐานกิเลส กิเลสหยาบกว่านี้หมดไปจริงๆ นี่เป็นหลักใหญ่ข้อที่ 1 ยืนยันที่ตนเองมีที่ตนเอง ใครไม่มีในตนเองก็ได้แต่ตรรกะ คำนวณไป ไม่ใช่ญาณปัญญาข้อที่ 1 คุณต้องมีจริงๆปฏิบัติได้จริงเสียก่อน แล้วที่สำคัญก็คือ อยู่ในสภาวะปกติสามัญแบบลืมตา ไม่ใช่ได้ในขณะหลับตา อันนี้สำคัญยิ่ง ไม่ใช่ในขณะหลับตา ในขณะที่มี 6 ทวารครบ สัมผัสแตะต้องเหตุปัจจัยนั้นๆอยู่เลย ที่มันเคยเป็นตัวการใหญ่ที่ทำให้เรามีกิเลสเกิด เดี๋ยวนี้ลูบหัวล้านมันเล่นได้เลย มันอยู่กับเรา เราก็ไม่ได้ไปไหน แต่มันไม่มีฤทธิ์อะไรกับเราได้เลย จิตเราก็ยังสงบและแข็งแรง สัมผัสแล้วก็อยู่เหนือมัน ที่สำคัญอีกประเด็นหนึ่งก็คือ มันยังไม่ได้ยิ่งใหญ่เท่าไหร่ มันยังมีความบกพร่อง แต่ได้หยาบๆ กายกรรมดีแล้ว แต่วจีกรรมเหลืออยู่ที่ทิ่มแทงกัน มีมุขสตี ว่ากัน ดูแรงดูหยาบ ก็มีเท่านั้นแหละ นี่ก็เป็นเงื่อนไขหลักของญาณข้อที่ 1 เรื่องจะแรงขนาดทำร้ายร่างกายเลือดตกยางออกไม่มีแล้ว มีแต่แค่ทิ่มแทงกันด้วยภาษาคำพูด กายกรรมไม่มี มีแต่แค่วจีกรรม แน่นอน มโนเป็นประธาน นี่คือญาณข้อที่ 1

ญาณข้อที่ 2 อาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง เมื่อเราได้การเกิดผลอันนี้แล้ว ทำอย่างนี้ ทำซ้ำ อาเสวนา หรืออเสวนา ทำซ้ำทำอย่างนี้ ภาวนาแปลว่าเกิดผล ทำอย่างนั้นแหละให้ได้เกิดผลอย่างนี้ทำซ้ำๆๆๆ repeat ทำให้มาก พหุลีกัมมัง ทำให้มากจนกระทั่งเกิน จนไม่มีความเสียหายหรอก ถ้าเกิดว่าทำให้เกิดความมั่นคงแน่นอนมากขึ้นเท่าไหร่ก็ไม่เป็นไร มันยิ่งแน่นแน่วแน่ปักมั่นคงทนถาวรเลย ต้องมี อาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง ทำซ้ำทำอย่างที่เคยทำได้ทำให้มากๆจนมั่นใจ นี่เป็นญาณข้อที่ 2 เป็นสิ่งที่เกิดด้วยตนเองปัจจัตตัง ทำแล้วเกิดผลอย่างไรต้องรู้แล้ว ก็ทำอย่างนี้ให้ซ้ำ ให้ตกผลึกสั่งสมให้แข็งขันมั่นคง อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา

ญาณข้อที่ 3 ชัดเจนในการปฏิบัติว่าได้มาอย่างนี้ ไม่เหมือนกับโลกียะ ไม่เป็นสาธารณะกับปุถุชน ไม่ทั่วไปกับปุถุชน ปุถุชนไม่มี ไม่ทั่วไป ไม่เป็นสาธารณะ เป็นของพิเศษที่ทำได้ เราจะรู้เองว่าทำอะไร มันคนละเรื่องกัน มันเป็น อัญญะ อันอื่นจากเก่า อย่างเก่านั้นเราก็เคยมี แต่นี้มันไม่ใช่ มันปฏิโสตัง คนที่พูดไม่รู้เรื่องก็จะว่า ไปไหนมาสามวาสองศอก เราก็รู้ว่าคนละดาวกันคนละดวงดาวกัน เขาก็ใช้ภาษาของเขา เราก็ใช้ภาษาของเรา พูดอย่างไรกันก็ไม่รู้เรื่อง มนุษย์ต่างดาวพูดกัน มันคนละโลกจริงๆ จะชัดเจนเอง

ญาณข้อที่ 4 ผู้ที่ได้แล้ว จะหวงแหนสมบัติอันนี้เป็นธรรมสมบัติ คุณธรรมวิเศษ จะไม่ให้มันบกพร่อง ถ้ามันบกพร่องเมื่อไหร่ก็รีบแก้ไข พยายามรักษาสิ่งที่สุดพิเศษไม่ให้เปื้อนเลอะเทอะ มันบกพร่องได้ มันอาจจะไม่แข็งแรงก็จะมี บกพร่องได้ เราก็ต้องไม่เอาแบบนั้นเราต้องแก้กลับ เหมือนเด็กน้อย ไม่รู้จักไฟว่าร้อนก็เลยไปแตะเข้าให้ ก็เลยเจ็บ จากนั้นก็ไม่แตะอีกเลยเลิกแล้ว จะไม่ทำอีก จะไม่ให้เกิดอีกเลยความเข็ดขยาด ต้องแก้กลับด้วยความจริงใจ อาจจะอินทรีย์อ่อนแต่กิเลสขึ้นแรงก็พลั้งได้ แต่จิตที่จริงจังจะทำด้วยความจริงจนมันขาดก็จะพ้นฐานะนี้ไป

ญาณข้อที่ 5 คือทั้งการศึกษาที่เป็นอธิต่างๆ ศีล สมาธิ ปัญญา ก็จะเป็นผู้ที่ปฏิบัติตามทฤษฎีพระพุทธเจ้า พร้อมทั้งงานของเพื่อนมิตร งานของสังคมก็ไม่ขาด ไม่ขาดทั้งงานส่วนตนและงานส่วนกลางด้วย ไม่ใช่ปลีกตัวทำแต่งานส่วนตัวไม่ใช่ จะต้องเป็นธรรมะ 2 ท่านเปรียบเหมือนแม่โค เลี้ยงลูก เล็มหญ้ากินอาหารไปพลางก็ชำเลืองดูลูกไปด้วย ประโยชน์ตนประโยชน์ท่านไปด้วยกันเป็นคู่ไม่แยกกันเสมอ ศาสนาพุทธ ญาณข้อที่ 5 ยืนยันว่าเป็นศาสนาไม่ได้หนีจากโลก ไม่ได้ออกจากสังคม ไม่ได้ขาดจากผู้อื่น ไม่ได้ปลีกเดียวไปคนเดียว เอาประโยชน์ตนเองเฉพาะตนไม่มี งานที่ทำเฉพาะตนมี แต่การอยู่กับสังคมการสัมพันธ์นั้นไม่ขาดจากกัน ท่านใช้ศัพท์สำนวนลึกซึ้งว่าไม่มีเพื่อน 2 หมายความว่า กิเลสสิ้นไป เป็นเอกัคคตาจิต เป็นจิตหนึ่งเดียวที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่แค่เอกจิตแบบสมถะ แต่เป็นจิตหนึ่งเดียวที่อัคคะหรืออัครมหา คือยิ่งใหญ่ เป็นจิตหนึ่งเดียวที่สุดยอด เป็นคุณธรรมสุดยอดที่ไม่ทิ้งตนทิ้งท่านเป็นธรรมะ 2 คู่กันไป ไปด้วยกันประโยชน์ตนประโยชน์ท่านต้องเกื้อกูลกัน

ญาณข้อที่ 6 เป็นเรื่องที่ชัดเจนใน ลิงคะ การแยกแยะ บอกถึงลักษณะที่แตกต่างกัน ลิงค หรือเพศ มันมีทั้งความรู้ความเห็น [548] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง อริยสาวกย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ประกอบด้วยพละเช่นใด ถึงเราก็ประกอบด้วยพละเช่นนั้น. ดูกรภิกษุทั้งหลายก็บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ประกอบด้วยพละอย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย พละนี้ของบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ คือ อริยสาวกนั้น เมื่อธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว อันบัณฑิตแสดงอยู่ทำให้มีประโยชน์ทำไว้ในใจ กำหนดด้วยจิตทั้งปวง เงี่ยโสตฟังธรรม. อริยสาวกนั้นรู้ชัดอย่างนี้ว่าบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ประกอบด้วยพละเช่นใด ถึงเราก็ประกอบด้วยพละเช่นนั้น. นี้ญาณที่ 6 เป็นอริยะ เป็นโลกุตระ ไม่ทั่วไปกับพวกปุถุชน อันอริยสาวกนั้นบรรลุแล้ว. พ่อครูว่า... คือจะชัดเจนยิ่งขึ้นมีญาณตรงกับที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ และต่างจากปุถุชนที่เราเคยเป็นมาก่อนทุกคน (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย)

ญาณข้อที่ 7 [549] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง อริยสาวกย่อมพิจารณาเห็น ดังนี้ว่า บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ประกอบด้วยพละเช่นใด ถึงเราก็ประกอบด้วยพละเช่นนั้น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ประกอบด้วยพละอย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย พละนี้ของบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ คือ อริยสาวกนั้น เมื่อธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว อันบัณฑิตแสดงอยู่ ย่อมได้ความรู้อรรถ ย่อมได้ความรู้ธรรม ย่อมได้ปราโมทย์อันประกอบด้วยธรรม.อริยสาวกนั้นรู้ชัดอย่างนี้ว่า บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ประกอบด้วยพละเช่นใด ถึงเราก็ประกอบด้วยพละเช่นนั้น. นี้ญาณที่ 7 เป็นอริยะ เป็นโลกุตระ ไม่ทั่วไปกับพวกปุถุชน อันอริยสาวกนั้นบรรลุแล้ว. พ่อครูว่า... ยิ่งพวกเราปฏิบัติได้หลายคน ยืนยันมากขึ้นๆก็ยิ่งชัดเจน ชาวอโศก มีลักษณะอย่างที่อธิบายมา ตอนนี้เรากำลังทำเรื่องโสดาบันให้เป็นหลักวิชาการ เพื่อให้ศึกษาปฏิบัติเข้าใจแล้วตรวจสอบได้เลย เรากำลังทำอยู่ พวกเราช่วยกันทำ อาตมาไม่ได้ทำเท่าไหร่หรอก เขาทำแล้วให้อาตมาตรวจ เพื่อที่จะเรียกตัวเองให้เป็นหลักวิชาการ ว่าพระโสดาบันคืออย่างไร สกิทาคามีคืออย่างไร อนาคามีคืออย่างไร

ให้ทุกคนเอาไปตรวจสอบได้ เพราะความรู้ทางวิชาการทุกวันนี้มันดีเข้าใจได้ เพราะฉะนั้นเราก็ขออาศัย สิ่งที่โลกสากลเขาใช้สิ่งเหล่านี้ สื่อ เราก็สามารถใช้ภาษาบัญญัติที่มากขึ้น ทั้งภาษาไทย จีน แขกด้วย เราได้เท่าไหร่ก็เอามา หากจะบอกว่าเป็นโสดาบันโดยไม่มีหลักฐานยืนยันความรู้องค์ความรู้อะไรเลย บอกคนเดียวว่าเป็นแล้วจะยอมรับนับถือได้อย่างไร สมณะเดินดินว่า...เขารู้สึกว่า เขากินมังสวิรัติมื้อเดียวมาตลอดหลายสิบปีแล้ว มันจะยืนยันได้ไหม พ่อครูว่า...เอามาตรวจสอบกับหลัก 7 ประการนี้ นัยละเอียด ลักษณะ 7 ประการนี้ตั้งแต่ข้อที่ 1 ความรู้ที่บอกว่าเราทำได้อันนี้แล้ว ผ่านวีติกมกิเลส ผ่านกิเลสนี้ได้ ชัดเจนว่าเราไม่เอาแล้วเนื้อสัตว์ เขามีอยู่ในโลกเขากินกัน เราก็ได้แล้วคือผ่านแล้วไม่ทำอีก อาจจะไม่สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ตาม ถ้าหยาบข้างนอกอย่างไรเราก็ไม่เอา ละอาย หิริโอตตัปปะ กลัว ไม่เอา จะเข้าใจถึงขั้น เชื่อกรรมเชื่อวิบาก มันเกี่ยวเนื่องวิญญาณพยาบาทกันไปอีกเยอะ เชื่อกรรมวิบากนี่แหละ เป็นเรื่องสัจจะที่จริง จะเข้าใจไม่ใช่เรื่องโมเม แม้แต่ตัวเอง เพราะเราไปทำอันนี้จึงมีวิบากมาเล่นงานเรา บางทีระลึกชาติได้ เพราะทำอย่างนี้ชาตินี้จึงเป็นอย่างนี้ พระพุทธเจ้าท่านระลึกชาติได้มากมายหลายชาติ เราก็ระลึกได้ที่เป็นการสอดคล้องสอดร้อยกันบ้าง ไม่ใช่เราก็ยืนยันแต่ของเราเอง คนอื่นไม่ได้สอดคล้องกันเลยเทียบเคียงกับใครไม่ได้เลย มันก็ไม่ใช่ มันจะต้องมีหลักฐานยืนยัน ยิ่งมากเท่าไหร่ ยืนยันพิสูจน์คนนั้นคนนี้ก็เป็นการรับรองกันได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นสากลเท่านั้น นี่คือญาณ 7 คนที่บอกว่าบรรลุอรหันต์ แล้วไม่เข้าใจคำว่าโสดาบันเป็นอย่างไร ก็เข้าใจเขา ว่าเขายังไม่มีทิฏฐิมีความรู้ จะเป็นเบื้องต้นคือญาณปัญญา อย่างน้อยเอาสัก 3 ข้อ 5 ข้อก็ยืนยันได้ไหม แต่ถ้ามี 4 ข้อก็เลยครึ่งของ 7 แล้ว ยิ่ง 5 6 7 ข้อเลย ก็ยิ่งชัดเจน เป็นหลักเกณฑ์ตรวจสอบได้ หลักเกณฑ์ต่างๆละเอียดกว่านี้ ในอนาคตอาตมาจะมีหลักฐานอธิบายได้ดีกว่านี้ มากกว่านี้ มีเพิ่มในพระไตรปิฎกอีก ก็จะค่อยๆเจอหลักฐาน ความเป็นสภาวะธรรมอย่างนั้นอย่างนี้ก็มี ทุกวันนี้อาตมาอธิบายยังไม่เก่ง เอามาเสริมเข้าไปยังไม่ได้ ยังต่อจิ๊กซอปฏิกิริยาลูกโซ่ยังไม่ได้ องค์ประกอบยังไม่เข้าเหลี่ยมมุม นี่คือธรรมะที่เราขยายความเพิ่มเติมเรื่องของปัญญาหรือญาณความรู้ ที่พยายามอธิบายแยกแยะโลกียะโลกุตระให้เห็นชัดเจน แล้วสภาวะมันจะเป็นอย่างไร มีหลักฐานพิสูจน์ยืนยันได้อย่างไร ไม่ใช่ว่าอยู่คนเดียวเดี่ยวๆเข้าใจว่า ข้านี้แหละนิจจานิของข้ามั่นใจของข้านี่แหละ มันไม่ได้ มันต้องมีคนอื่นยืนยันรับรองยิ่งมากยิ่งจริง ชาวอโศกเรามีความยืนยันรับรองแค่นี้มันก็จริงเท่านี้ แต่อาตมามั่นใจว่าอยู่ได้แค่นี้ก็จริงแล้ว สามารถเป็นสาธารณโภคี อยู่กันอย่างสุขสำราญ มีใจพอ สุขสำราญเบิกบานใจ ขยายความไปอีกก็เหมือนกับคนที่ เขาเองเขาไม่เข้าใจ พิสูจน์ไม่ได้ มันไม่ร่วมรสกับเรา รสเราเป็นธรรมรสที่วิเศษ แต่พวกเรามีธรรมรสเดียวกัน ทรงไว้ซึ่งรสเดียวกัน วิมุติรสเดียวกัน จึงมีการควบแน่นอยู่ร่วมกันเป็นปึกแผ่นเป็นองค์รวม องค์รวมพวกเราชาวอโศกจะมีพฤติกรรมอะไรไป พิสูจน์กันไป อาตมาเห็นการพัฒนาของรูปธรรม จะมีเหตุปัจจัยมีรูปร่างรูปทรง ขยายไป ไม่ใช่อำนาจที่ไปเบ่งข่ม แต่ทำให้คนอื่นเข้าใจยอมรับเป็นจริง จะมีภาพต่างๆนั้นๆเล็กๆน้อยๆประกอบกัน แม้แต่พืชพันธุ์ธัญญาหารก็เหมือนจะแกล้งประชดให้มันงาม นี่ไปเก็บกระเจี๊ยบมากัน มีองค์ประกอบที่สมบูรณ์แข็งแรง อาตมาไม่ชัดเจนเรื่องทิวลิปแต่นี่ดอกกระเจี๊ยบของเราสวยยิ่งกว่าทิวลิป มันฉ่ำ สีแดง เอามากันเต็มรถ หรือดอกหอมนี่ดอกใหญ่เกิดมาพึ่งเคยเจอดอกใหญ่ขนาดนี้

610212_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ญาณ 7 พระโสดาบัน และประชาธิปไตยไทยนิยม

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน