สื่อธรรมะพ่อครู(บวร) ตอน ทำไมอยากอยู่วัด.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(บวร) ตอน ทำไมอยากอยู่วัด พ่อครูว่า...วันนี้ 24 มีนาคม 2559 แรม 2 ค่ำเดือน 4 ปีวอกหรือปีมะแมก็แล้วแต่ใครจะนับถือเอาวันไหนก็ได้ วันนี้เป็นวันพฤหัส ก็จะมีนักเรียนมานั่งฟังมารับรู้รับชมมาศึกษาเป็นกิจจะลักษณะ วันนี้เป็นวันที่รวมนักเรียนชั้นม.6 ของชาวอโศกซึ่งจะจบการเรียนแล้ว หลายคนก็แยกย้ายไป ส่วนมากก็แยกย้ายไป กลับบ้านไปก็ไม่ได้อยู่ที่นี่อีก อยู่มา 6 ปี บางคนอยู่มาตั้งแต่ประถมมาเกือบ 10 ปีหรือ 12 ปี บางคนอาจจะเรียนซ้ำเกินกว่านั้นก็ได้ จบแล้วก็แยกย้ายกันไป หาคนที่อยากจะอยู่ต่อในชุมชนนี้ไม่ค่อยได้ ยาก ตั้งโรงเรียนมา 20 กว่าปีชุมชนนี้เป็นชุมชนภราดรภาพ เป็นชุมชนที่สร้างเครือญาติ ไม่ใช่ชุมชนที่เปิดโรงเรียนมาสอนหนังสือให้เฉยๆ แต่เป็นที่ที่สร้างลูกสร้างหลาน สร้างเครือญาติ แต่เด็กๆที่เขาจบไปแล้วก็ยังไม่เข้าใจตรงนี้ ยังไม่รู้ว่าเราเจตนาอย่างที่กล่าวแล้ว อยากให้เขาอยู่ดูแลสมบัติพวกนี้เป็นของเรา บอกเขาก็ไม่ใช่ว่าไม่บอก แต่มันยังไม่เคยมีมาในโลก สาธารณโภคีคือสมบัติส่วนกลางที่เราร่วมกันเป็นเจ้าของ แต่เราไม่ได้ยึดเป็นของตัวของตน แต่เราอยู่ร่วมเป็นเจ้าของ เป็นผู้ร่วมกินร่วมใช้ร่วมอาศัยตลอดชีวิตจนถึงตายได้ ในความเป็นจริงนั้น ถ้าจะเรียกโดยภาษาโลกว่าเป็นสมบัติของเรา แต่ในภาษาธรรมเราไม่ยึดมั่นว่าเป็นตัวเราของเรา นี่คือความลึกซึ้ง โดยสามัญเรามีสิทธิ์กินสิทธิ์ใช้ มีสิทธิ์อาศัย บริหาร อยากให้เจริญสร้างสรรต่อไป ถ้าเราไม่อยากให้เจริญก็ไม่ทำ หากพี่ๆน้องๆเห็นว่าเราไม่ค่อยเจริญก็เข่นเอา ดีไม่ดีก็ไล่ออกไปเสีย เพราะอยู่ต่อไปจะเป็นคนเลวคนไม่ดี เด็กหลายคนได้รับความรู้ความเข้าใจก็อยู่ อยู่ในชุมชนทำการทำงานเป็นเรี่ยวเป็นแรงให้แก่ชุมชน อยู่ร่วมกันไปเป็นลูกเป็นหลานในชุมชนต่อไป แต่ก็อย่างน
อ่านต่อ
้อย ปีนี้มีคนจบม. 6 คนหนึ่งที่อยากจะอยู่ในชุมชน แต่พี่สาวไม่ให้อยู่ อยากให้ไปข้างนอก ไปศึกษาข้างนอก ทีนี้น้องชายก็อยากจะอยู่ น้องชายก็เลยต้องพยายามหาหลักฐานหาเหตุผลเพื่อที่จะไปยืนยันอ้างอิงกับที่บ้าน ว่าทำไมเขาถึงอยากจะอยู่ ก็ต้องหาเหตุผลหลักฐานเขียนเป็นตัวหนังสือเป็นหลักเป็นฐานอะไรยืนยันว่าน่าฟัง น่าฟังไหม อาตมาว่าน่าฟัง
ทำไมจึงอยากอยู่ที่วัด 1. เพราะอโศกเป็นสถานที่ที่ดีมาก สังคมดีกว่าโลกภายนอก การที่เราอยู่ในสังคมที่ดี เราก็จะขัดเกลาให้เป็นคนดีได้ 2. เพราะสามารถพึ่งพากันได้แบบพี่แบบน้อง ไม่ว่าเราจะเจ็บป่วยลำบากมีเรื่องทุกข์ใจ ก็มีที่ที่ให้รักษาทั้งกายและใจ แม้จะต่างสายเลือดแต่ก็เหมือนกับญาติพี่น้องเชื้อเดียวกัน 3. เพราะสามารถปฏิบัติธรรมได้พร้อมพร้อมกับทำงานเพื่อสังคม การทำงานที่ไม่มีเงินเดือนเป็นการให้เราลดความเห็นแก่ตัว รู้จักการเสียสละโดยไม่หวังผลตอบแทน 4. เพราะได้ทำงานกับคนทำงานฟรี การทำงานฟรีเป็นการทำงานด้วยใจ คือต้องมาทำด้วยใจ ไม่ว่าจะเพราะใจรัก หรือทำเพราะต้องการขัดใจมาทำงานที่ไม่ชอบ แม้ทำไปก็ยังไม่ชอบ จะทำให้เกิดอารมณ์ แล้วอารมณ์นั้นก็จะส่งผลต่อคนรอบข้าง เป็นผัสสะหรือสิ่งที่มากระทบทำให้เราฝึกยอมรับความจริง ว่าเขายังไม่ชอบย่อมมีอารมณ์ไม่พอใจเป็นธรรมดา ถ้าเราไม่ยอมรับแล้วเกิดอารมณ์ไม่พอใจคนที่ไม่พอใจกับงานเราก็แย่ลง แต่ถ้ายอมรับทำใจได้ปล่อยวางได้ ก็ดีขึ้น 5. พอได้หลีกเลี่ยงอบายมุข กระแสนิยมในทางที่ไม่ดี ในอโศกไม่มีอบายมุขอย่างนั้น แม้ว่าจะทำไปเพื่อเข้าสังคม แต่มันก็ยังไม่ดี ยังไงสิ่งไม่ดีก็คือสิ่งไม่ดี แทนที่จะไปข้างนอกเพื่อทนกับสังคมรอบข้างที่ตามกระแสไป แถมยังต้องระวังไม่ให้ตัวเองตามไปด้วย สู้มาลดดีกว่า สิ่งที่เรายังติดยังอยากเสพอยู่ก็มาอยู่ในที่ที่ไม่มี พอไม่มีแต่เรายังอยากเราก็ทุกข์ เราก็มาพิจารณาต่อว่าทำยังไงจะดับทุกข์นี้ ถ้าง่ายๆก็แค่หยุดอยาก แต่ถ้าเราได้ตามอยาก ก็จะหายทุกข์เหมือนกัน แต่ว่าถ้ามันไม่มีตามที่อยากอีกก็ทุกข์อีก เราก็มาทำใจไม่ไปอยากดีกว่า เพราะไม่มีก็จะได้ไม่ทุกข์ แม้ว่ามีก็จะเฉยๆ 6. เพราะได้ทำงานพัฒนาฝีมือตนเอง การทำงานฟรีนั้นมีคนน้อย เพราะมันไม่ได้เงิน พอคนน้อย คนที่ทำอยู่ก็ต้องทำแทบทุกอย่าง เป็นเกือบทุกเรื่อง ฝึกแก้ปัญหา ฝึกทำงานให้ขยันมากขึ้น ฝึกรับผิดชอบให้มากขึ้น พ่อครูว่า...ถ้าเราทำงานเสร็จแล้วเราก็ได้เงิน แล้วเราก็หลงว่าได้กำไร เราได้เงินตอบแทนหลงว่าได้เป็นกำไร เราทำไปนี่เป็นราคาเป็นคุณค่าเป็นประโยชน์ใช่ไหม เสร็จแล้วเราก็รับเงินเป็นค่าตอบแทน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรามีคุณค่านั้นมันจะหายไปหรือมันจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง การที่เราเอาเงินทดแทนกลับมาคุณค่าประโยชน์ของเราหายไปหรือเพิ่มขึ้น ก็หายไปแล้ว เราจะได้กำไรตรงไหน คนในโลกเขาอวิชชาเขาโง่ตรงนี้ มันนึกว่าเขาได้กำไร ในหลวงก็ตรัสว่าขาดทุนของเราคือกำไรของเรา การขาดทุนของเราก็คือกำไรของเรา แต่ระบบที่หลวงปู่พาทำนี้ให้เป็นคนฉลาดจริง ไม่ไปทำแบบเขา เราก็อยู่พัฒนาฝีมือตนเอง การทำงานที่นี่ทำงานฟรีเพราะฉะนั้นนั้นมีคนน้อย เพราะทำแล้วมันไม่ได้เงิน คนที่มีน้อยอยู่แล้วก็ต้องทำแทบทุกอย่าง เพื่อแก้ปัญหาทุกเรื่อง ขยันทุกเรื่อง รับผิดชอบมากขึ้นก็มีแต่เจริญและเจริญเท่านั้น 7. เพราะได้ตัดปัญหากังวลใจ ไม่ว่าจะเรื่องการอยู่การกิน การทำงาน การเรียน การเจ็บไข้ได้ป่วย การตาย ที่นี่มีทุกอย่างที่หาไม่ได้จากที่อื่น อยู่ฟรีกินฟรีงานก็มีให้ทำ การเรียนก็มีวิทยาลัย ป่วยก็มีโรงพยาบาล ตายก็มีที่ให้เผา สมณะเผาให้ฟรีด้วย ฟรีทุกอย่าง 8. เพราะไม่ได้สร้างห่วงเพิ่ม ในสังคมนี้ทำเพื่อส่วนรวมส่วนกลาง ไม่ได้ทำเพื่อส่วนตัว แค่ทำงานในนี้ก็ไม่มีเวลาคิดเรื่องแฟน หรืออย่าว่าแต่คิด เวลายังหาไม่มี ทำให้เราอยู่เป็นโสดไม่มีภาระเพิ่ม (แต่ก็ไม่แน่ อาจจะยังไม่ถึงเวลาก็ได้) 9. เพราะได้รับใช้พระโพธิสัตว์ ม่อนเชื่อว่าพ่อท่านสมณะโพธิรักษ์เป็นพระโพธิสัตว์ เป็นพระอรหันต์ แค่เราได้ทำงานรับใช้และบูชาด้วยการปฏิบัติตัดกิเลสตนเอง ก็ได้บุญและกุศลแล้ว 10. เพราะอยากหนุ่ม ไม่อยากเด็กและไม่อยากแก่ ถ้าคิดตามปกติข้างนอกเด็กก็ต้องพึ่งพาผู้ใหญ่ คนแก่ก็ต้องพึ่งพาผู้ใหญ่ เด็กจะเอาแต่ใจมากกว่าผู้ใหญ่ คนแก่ก็จะเอาแต่ใจมากกว่าผู้ใหญ่(ทั้งหมดหมายถึงสภาวะจิต) ดังนั้นม่อนเห็นตัวอย่างในนี้ ความเป็นผู้ใหญ่ก็คือคนที่ไม่เอาแต่ใจ รับผิดชอบมากกว่าเด็กหรือคนแก่ แม้จะอายุมากหรือร่างกายเป็นคนแก่จริงๆ แต่ใจไม่แก่ อาตมาว่าพวกเราคงเข้าใจอย่างที่ม่อนเขาหาเหตุผลมานี้
ถ้าโตมา แล้วจะทำอะไรเลี้ยงชีวิตอยู่ในวัด 1. โตมาจะทำงานในวัดเลี้ยงชีวิต 2. ถ้าเจ็บไข้ได้ป่วยวัดจะรักษาให้ พ่อครูว่า...ที่จริงของเราไม่ใช่วัดรักษา สังคมเราเป็นบ้านวัดโรงเรียน สังคมเรามีชุมชน มีโรงพยาบาลลำลอง ใหญ่ทีเดียว แล้วก็มีผู้ที่มีความรู้ทางด้านรักษา แล้วก็ทำหน้าที่นี้ช่วยเหลือกัน พึ่งเกิดแก่เจ็บตายกันได้ 3. ถ้าขาดอุปกรณ์ในการทำงานวัดก็จะเสริมให้ตามความจำเป็น พ่อครูว่า...ที่จริงแล้วทั้งบ้านวัดโรงเรียน เป็นเงินของสังคมชุมชนทั้งหมดของเราเป็นเงินของโรงเรียนก็ใช่ด้วย เพราะเป็นสาธารณะส่วนรวมของพวกเราทั้งนั้น ส่วนหน้าที่ดูแลเรียกว่าไวยาวัจกร สังคมเรามีฆราวาสเป็นผู้ดูแลเรื่องเงินเรื่องทองเรื่องทรัพย์สิน ส่วนสมณะนักบวชไม่ได้เป็นเจ้าของ ไม่ได้ยึดเป็นตัวเราของเรา มีหน้าที่ปฏิบัติให้จิตใจหลุดพ้น แม้แต่ฆาราวาสก็ปฏิบัติ ไม่ทำให้จิตใจยึดติดว่าเป็นเราเป็นของเรา ให้จิตใจหลุดพ้น แต่รู้ว่าเป็นของส่วนรวม และช่วยกันดูแลรักษาบริหารจัดการ 4. ถ้าอยากได้บ้านที่พักอาศัย วัดจะจัดสรรให้ 5. ถ้าอยากได้อาหารกิน วัดจะทำให้ 6. ถ้าพ่อแม่ญาติพี่น้องป่วยมาอยู่กับม่อนได้ จะพาเข้าวัดปฏิบัติธรรมและรักษาให้ดูแลให้ 7. ถ้าอยู่ในวัดไม่ได้อยากออกจากวัดไปอยู่ข้างนอกวัดก็จะไม่รั้งเอาไว้เพราะไม่ใช่คุก จะมาก็ได้จะไปก็ได้พร้อมจะต้อนรับและลาจาก (เว้นแต่ทำผิดกฎวัด บางกรณีอาจโดนห้ามเข้าวัด) 8. ถ้าพ่อแม่ญาติพี่น้องต้องการความช่วยเหลือจากม่อน ม่อนก็จะทำตามกำลังที่มีพระใดก็ได้ถ้าไม่ได้ก็ไม่ได้ 9. ถ้าพ่อแม่ญาติพี่น้องมาปรึกษาก็จะให้คำแนะนำที่มีปัญญาหาทางได้โดยไม่สุจริต 10. ถ้าตาย วัดจะเผาให้
ปีนี้มีพิเศษที่เด็กของเรา 1 คนเป็นอย่างนี้ เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นถามว่าหลวงปู่อยากให้เป็นอย่างนี้ไหม ก็อยากให้ได้อย่างนี้มากๆ แต่ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปบังคับ แม้แต่จะไปอ้อนวอนร้องขอก็คงไม่ทำ แต่ก็พูดให้เห็นให้รู้ว่ามันเป็นความประสงค์ เป็นความปรารถนาดี ที่ต้องการจะให้อยู่ช่วยกันสร้างสรรสังคมเช่นนี้ดีไหม ถ้าจริงใจจะเห็นว่าไม่ดีก็ตอบได้นะ ไม่ต้องมาปะเหลาะหลวงปู่ก็ได้ สังคมแบบนี้เชื่อว่าถ้าเป็นคนมีปัญญา ไม่เป็นคนบ๊องส์หรือวิตถารก็จะเห็นว่าเป็นสังคมที่ดี ก่อนจะถึงรายการนี้ เขาเอารายการชีวิตนอกกล่องและเอาเรื่องของนักศึกษาปริญญาโทที่มาที่นี่ มาดูงานนอกสถานที่มาศึกษามาดูงาน มาสัมผัสกับชุมชนเรา อาจารย์เขาก็พามาจากกรุงเทพจากมหาวิทยาลัยรังสิต ที่มีณเดชน์มาด้วย พวกเราก็ไปสัมภาษณ์เขาว่ารู้สึกอย่างไร เขาก็อธิบายไป อาตมาว่าเขาตอบอย่างจริงใจ ไม่ได้มานั่งปะเหลาะอะไร จริงๆเขาบอกว่าสัมผัสกับคนอย่างพวกเราเป็นอย่างไร มีพฤติกรรมมีนิสัยอย่างไร สัมผัสแล้วก็รู้สึกอบอุ่นอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วเขาจะเห็นความแตกต่างกับสังคมข้างนอกที่เขาอยู่ เปรียบเทียบให้เห็น แล้วก็เป็นคำตอบประมวลผลแล้วก็ยอมรับว่าสังคมอย่างนี้ดี แต่บอกได้เลยว่าแม้แต่นักศึกษาปริญญาโทก็ไม่มาอยู่หรอก เขารู้ว่าดีแต่ไม่มาอยู่ แต่เขาเอาปัญญาเอาภูมิธรรมมาตอบ เขาก็ตอบความจริงว่าดีแน่ แต่เพราะเขาอ่อนแอต่อกิเลสที่มันชนะเขา ก็เลยต้องอยู่กับสังคมอย่างจำนน เพราะกิเลสมันบังคับกดหัวเขา เขาก็ต้องยอมอยู่อย่างนั้น เขาไม่มาแสวงหา เสนาสนะสัปปายะบุคคลสัปปายะ อาหารสัปปายะ ธรรมะสัปปายะ พวกเรานี่ดูมอซอนะ แต่เขาก็รู้ว่าสะอาดนะ แม้แต่เขาเห็นว่าเราไม่ใส่รองเท้า เขาก็พยายามทำความเข้าใจ แต่ก็อาจไม่เข้าใจดีนัก ที่เอามาอ่านให้ฟังก็เพราะเป็นเหตุการณ์จริงเห็นว่าดี ให้เกิดความรู้สึกดีๆเกิดขึ้น ก็มาเล่าสู่ฟังเปิดเผยกัน สังคมเราเป็นสังคมที่หลวงปู่มั่นใจว่าคนทั้งโลกเป็นยอดของความต้องการเขาต้องการสังคมแบบนี้ เป็นสังคมของคนที่อยู่กันอย่างมี 1. อิสระเสรีภาพ Independence 2. ภราดรภาพ Fraternity คือเป็นพี่เป็นน้อง แทนที่จะเป็นคนแย่งชิงกัน เป็นญาติพี่น้องกันจริงๆ แล้วเป็นอย่างลึกซึ้งด้วย ไม่ใช่แบบสมัยใหม่ที่มีเงินคนละกระเป๋า ไม่ได้เป็นเงินของส่วนกลางทุกคนก็เป็นของใครของมันมีตัวกูของกู ของเราไม่ใช่ญาติพี่น้องแบบนั้น 3. มีสันติภาพ Peace สงบเรียบร้อย ราบรื่น ง่ายงาม 4. เป็นสังคมที่มีสมรรถภาพ Efficiency มีความรู้ความสามารถ เป็นสังคมไม่งอมืองอเท้า มีฝีมือสมรรถภาพ 5. บูรณภาพ Integrity และเป็นคนไม่หยุดเจริญ มีการพัฒนาให้เจริญยิ่งอยู่ มีความซื่อสัตย์สุจริตในตัวด้วย สังคมคนที่มีคุณภาพ 5 อย่างนี้เป็นคนที่มีคุณภาพ เราตั้งใจพากเพียรสร้างคนให้มีคุณสมบัติ 5 ประการนี้อยู่ตลอดเวลา นี่เป็นปรัชญาของชาวอโศก 5 หลักนี้ อิสระเสรีภาพ_ภราดรภาพ_สันติภาพ_สมรรถภาพ_บูรณภาพ แต่ไม่มีพังพาบนะ หลวงปู่เกิดมาเพื่อจะทำงาน จะเรียกว่ารับใช้สังคมก็ได้ ตอนแรกเป็นหมู่บ้านก็รวมผู้ใหญ่ที่เห็นว่าควรมารวมกัน มีจิตใจที่เป็นไปได้ เข้าใจจะปฏิบัติตนสู่ความเป็นห้าสภาพนี้ได้ แรกๆยังไม่มีโรงเรียน แต่ต่อมาก็มีโรงเรียน เราพึ่งตนเองได้จริงๆ ทำมาหากินสร้างสรร แม้เราจะค้าขายต่ำกว่าราคาตลาด เราก็ได้เสียสละหรือขาดทุนแล้ว ต่ำกว่าราคาตลาดนี่แหละ แล้วเราก็พยายามทำเสียสละอีกมากมายหลายอย่าง ตอนนี้เราก็กำลังสร้างตัวเองก็เลยไม่ค่อยลงตัว สังคมเรานี้อาตมามั่นใจว่าเอาทฤษฎีพระพุทธเจ้ามาทำ ทุกวันนี้สังคมเขาเข้าใจแล้วว่าต้องเป็นสังคมที่มีลักษณะ 5 ประการนี้แหละ อิสระเสรีภาพ_ภราดรภาพ_สันติภาพ_สมรรถภาพ_บูรณภาพ แต่เขายังไม่เชื่อถือ เขาหาว่าอาตมาไม่มีทุนทางสังคมอะไร อาตมาไม่ได้น้อยใจ แต่มั่นใจว่าเป็นความจริง เรามีตลาดอาริยะที่ทำอยู่ทุกปีที่เสียสละครั้งใหญ่ แต่ทุกวันเราก็ทำอย่างเสียสละ เราไม่เอาเปรียบเอารัดอย่างทุนนิยม เขาเข้าใจว่า ใครเอาเปรียบสังคมได้เอาเปรียบผู้อื่นได้คือเจริญ ไม่ว่าจะค่าแรง ค่าตัวค่าผลผลิตก็ตาม ได้มากเท่าไหร่ก็พอใจเท่านั้น ไม่ได้ละอายเลยในทุนนิยมโลกีย์สามัญ ที่สำคัญคือเราปฏิบัติให้เห็นอาการของสิ่งที่ไม่ดีนี้ มันไม่มีรูปร่างสีสัน แต่เราเห็นมันได้ มันคือตัวอกุศล ตัวเห็นแก่ตัว แล้วมีภูมิปัญญาอ่านแล้วจัดการมันได้จนไม่เกิดอีกในจิตมีเจโตวิมุติ แล้วรู้ชัดว่าไม่มีอีก แล้วรู้ว่าเป็นเรื่องประเสริฐ วิมุติญาณทัสนะ ไม่เวียนกลับ เพราะเป็นพลังงานปัญญาที่เป็นอุภโตภาควิมุติ ทฤษฎีพระพุทธเจ้าไม่งมงาย แต่รู้อกุศลจิตที่เป็นสมุทัยอาริยสัจ ไม่ใช่พูดแต่ภาษา แต่มีจริง จับอ่านอาการหยาบ กลาง ละเอียด ที่เรียกว่าอัตตา ตั้งแต่กาม รูปราคะ อรูปราคะ ทำได้หมดแล้วก็ตรวจสอบด้วยอรูปฌานอีก ให้ชัดเจนว่ามันว่าง ว่างจากสิ่งเหลือ อากาสาฯวิญญานัญจา อากิญจัญญา เนวสัญญฯ ก็ทำได้หมดรู้หมด ทำได้อย่างแข็งแรงตั้งมั่นสำเร็จเสร็จจบสุดท้าย จึงจะชื่อว่าพ้นอวิชชาสวะ พ้นอวิชชานุสัย เป็นหลักวิชาครบ ใครรู้จริงทำถึงจริงก็เป็นอรหันต์ที่แท้จริง พระพุทธเจ้ารู้จักทฤษฎี วิธีการ แล้วปฏิบัติได้จริง ถ้ามีผู้ปฏิบัติถูก โลกไม่ว่างจากอรหันต์ ทุกวันนี้โลกเลวร้าย แต่ก็ยังมีผู้แหวกโลกเลวร้ายออกมาได้ ยังมีผู้มีบารมีมาปฏิบัติล้างกิเลสได้จริง
590324_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ทำไมจึงอยากอยู่วัด