600612_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติฯ มูลสูตรสู่ความเป็นอรหันต์.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์27 KB
วันที่แก้ไข19 สิงหาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

600612_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติฯ มูลสูตรสู่ความเป็นอรหันต์

สมณะเดินดินว่า…วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ 12 มิถุนายน 2560 เป็นวันหลังจากงานอโศกรำลึก เฉพาะผู้ที่มาลงทะเบียนร่วมงาน ผู้สรุปงานบอกว่า ข้อบกพร่องของพวกเรามีมากมายเยอะแยะเหมือนดวงดาวบนท้องฟ้า แต่ถ้าจะเอาผลงานก็เหมือนกับดวงจันทร์วันเพ็ญ คือจริงๆแล้ว ผู้ให้บริการเรามีไม่มากเท่าไหร่ มีผู้อายุยาวด้วย ผู้ที่ดูแลตึกขาวให้พวกเราพักอาศัยอายุ 86 ปีแล้ว แต่ให้บริการแก่ผู้ที่มาพักได้ วิเคราะห์ปกครองบ้าง แต่ก็ธรรมดา คนดูแลคืออุบาสิกากรุณา แต่ปีนี้เท่าที่ฟังพวกเราสรุป เป็นปีแห่งความสำนึกที่พ่อครูให้สัญญาณเตือนพวกเราไม่ให้ประมาท ให้เพ่งเพียรกัน ขวนขวายกัน ในพุทธกาล ขนาดที่พระพุทธเจ้า ให้สัญญาณแก่พุทธบริษัทไปถึง 3 เดือนยังตั้งหลักไม่ได้ เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วก็ร้องห่มร้องไห้กัน แม้แต่พระอานนท์ยังต้องหลั่งน้ำตา ไม่ต้องพูดถึงฆราวาส แต่ของเรานี้ พ่อครูอาจจะบอกไว้แต่เนิ่นๆว่าไม่เที่ยง ให้เกิดความสำนึก พวกเราจัดงานกันมีขาดตกบกพร่อง error กันตลอดเวลา ในสิ่งที่เราไม่ได้จัดอะไรเป๊ะทีเดียว แต่ว่าเราเกิดความสำนึก ก็มามุ่งดูจิตวิญญาณตัวเองเป็นหลักไม่ได้มุ่งจะไปว่ากัน เป็นนิมิตที่ดี ก็คงทำให้คนตั้งใจฟังธรรมะกันมากขึ้น

ในระบบสาธารณโภคี คือคนที่จะมีปัญหามาก คือคนที่ไม่ค่อยฟังธรรมะ พ่อครูบอกว่าจะอยู่ 151 ปีก็ไม่แน่กับสรีระ แต่การไปยึดถือไว้ในสิ่งไม่เที่ยงก็ไม่ได้ เราไปยึดก็เป็นสัญญาวิปลาส ทิฏฐิวิปลาส การฟังธรรมะเป็นทางออก ก็จะค่อยๆปล่อยวางในทิฏฐิความยึดถือความเห็นได้ แต่ถ้าไม่ฟังธรรม จะไปหมกมุ่นกับความยึดถือความให้ได้ดังใจเรา ปรากฏการณ์ครั้งนี้ เราต้องคิดเสมอว่า แม้พ่อครูตั้งใจไว้ อาจจะไม่ได้หรืออาจจะได้ก็ได้หากพวกเราช่วยกัน ให้เต็

อ่านต่อ

มที่ไป พค.ว่า…มาอ่าน sms ก่อน SMS วันที่ 11 มิถุนายน 2560

7459หนูต้องดูแลผู้ที่ป่วยซึ่งเป็นหน้าที่ อยากทิ้งไปก็เป็นความไม่รับผิดชอบในทางโลก จึงยังไปไม่ได้ค่ะ. เหมือนแก้ตัวแต่คงต้องดูแลกันไปจนหมดภาระได้แต่ฟังธรรมทางบุญนิยมทีวีค่ะ พ่อครูว่า...ก็ดีแล้ว มนุษย์เรามีภาระของชีวิตตั้งแต่ขันธ์ 5 ภารา หเว ปัญจักขันธา ตั้งแต่ตัวเราเองและสิ่งเกี่ยวข้องเชื่อมโยงสัมพันธ์ ที่สำคัญก็คือต้องรับผิดชอบหรือเป็นหน้าที่ ที่ต้องรับผิดชอบ เราก็ต้องรับผิดชอบไป เป็นคนที่เกิดมาไม่ใช่คนเห็นแก่ตัว เอาตามกิเลส จะเป็นให้ได้อย่างใจต้องการแต่อย่างใด แต่ทำคุณค่าทำสิ่งประเสริฐ

5845ความอยากที่สละไม่ได้คืออยากเกิดเจอพระโพธิสัตว์ทุกชาติทุกภพ พ่อครูว่า...เป็นความอยากที่ดี แล้วเจอพบแล้วหรือยัง แล้วพบแล้ว จะเหมือนพระวักกลิ เอาแต่นั่งจ้องรูปพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็เลยว่าเอา ก็อย่าเอาแต่เจอพระโพธิสัตว์แล้วเอาแต่จ้องรูปทางโทรทัศน์เท่านั้น เอาสิ่งที่ควรจะได้เอาไปเป็นประโยชน์ให้ได้ อาตมาก็เจตนาทำสิ่งที่ควรให้เท่าที่ชาตินี้เกิดมาควรทำ ก็ถ่ายทอดธรรมะพระพุทธเจ้าตลอดเวลานี่แหละ

3174เข้าใจที่พ่อท่านอธิบายแทบทุกอย่าง แต่ยังปฏิบัติไม่ได้ในการลดละจากกิเลส เช่นยังชอบของสวยงาม คงต้องใช้เวลาอีกหลายร้อยชาติ กว่าจะเริ่มทำให้เข้ามาสู่โลกุตระ ได้แต่ฟังสถานีนี้ทุกวันเปิดทิ้งไว้ทั้งคืนบ่อยๆด้วยค่ะ

3867นมก.พ่อครูฯ สณ.สม.จรธ.กับธ.พญาแร้งผู้นำธ.โลกุตระพาโลกียะชนพ้นทุกข์ หลุดบ่วงกรรมสู่แดนอาริยะมรรคฯ สาธุ!ลูกแร้งไกลโศก เพราะพญาแร้งพาสู่อโศก!

3867อ่านจิตอ่านใจก่อนใดอื่น!จิตตื้นจิตลึกควรศึกษา!อยากรู้เลิศล้ำอ่านตำรา!อยาก มีปัญญาให้อ่านใจ!ธ.ท่านจันทร์(กราบขออนุญาตสาธุ)

3867กราบขอบคุณพ่อครูกับธ.ปัจจุบันขณะกับความรู้จริงตามความเป็นจริง(อัญญา,ปัญญา)!เกิดยินดี(กัญญา)!ทำลายอวิชชา(ฆัญญา)!ควรกำหนดรู้(ชัญญา,สัญญา)เจริญกุศลจิตเลิศในศีลธ.(ธัญญา)

SMS จากเฟซบุ๊ค

สรายุทธ บุญญโก · แปลโศกเป็นสุข แปลทุกข์เป็นธรรม สาธุครับ

พีม ประพันธา · น้อมกราบนมัสการพ่อครูค่ะ ภาพเสียงชัดเจนค่ะ

ทวีศักดิ์ บุญรักษาศักดิ์ · กราบนมัสการพ่อครูครับ ภาพและเสียงที่ถ่ายทอดสดชัดมากครับ

บุญเลี่ยง พันธ์เจริญ · ท่านพ่อครูสอนอธิบายหลักสัจจะธรรมยากต่อคนที่กิเลสหนาจะเข้าใจ

แก้วลา ไชยวงศ์ · กราบนมัสการพ่อครูเจ้าค่ะ พ่อครูเจ้าค่ะลูกศิษย์นอกวัดขออาราธนาพ่อครูให้มีอายุยืนยาวถึง151ปีนะเจ้าคะ กราบสาธุเจ้าค่ะ

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ_สัมมาทิฏฐิ 10 ตอน ธรรมะบรรยายที่ต่างจากสำนักอื่น _ ปรีชา ขำเพชร · กราบนมัสการพ่อครูครับ....นนทบุรี เสียงดัง ฟังชัดมากครับ....ธรรมะที่พ่อครูบรรยายเป็นหนึ่งเดียว ในโลกปัจจุบันของพุทธ ที่ต่างจากสำนักอื่นอย่างสิ้นเชิง....จึงทำให้พ่อครูต้องพากเพียรการบรรยายเป็นอย่างยิ่งครับ พ่อครูว่า...อาตมาว่าจริง ถูกต้อง เพราะว่าที่พูดไปนั้น บอกว่าโลกปัจจุบันของพุทธนี้เขาก็เข้าใจไปต่างจากอาตมาบรรยายสิ้นเชิง และอาตมาบรรยายจึงต้องพากเพียรอย่างยิ่ง หมายความว่าการบรรยายธรรมะของทั่วไปที่เขาบรรยายกัน ที่เขาได้เชื่อถือนับถือกันแล้ว แต่อาตมามาบรรยายต่างจากเขา เลยต้องพากเพียรอธิบายว่า อย่างนั้นมันผิดนั้น ยกตัวอย่างธรรมะของพพจ.มีสามขา ศีล เดี๋ยวนี้ศาสนาพุทธไม่มีไม่เอาแล้วศีล ในวงการภิกษุมีแต่วินัย 227 เขาว่าถือศีล 227 แล้ว พพจ.สร้างศีลเพื่อสร้างศาสนา วินัยตั้งมาเพื่อลงโทษผู้ผิดวินัย ส่วนศีลไม่มีลงโทษ ตั้งเพื่อปฏิบัติเกิดสมาธิ ปัญญา ปฏิบัติศีลเพื่ออ่านใจ ให้มีธัมมวิจัย อ่าน กาย เวทนา จิต ธรรม แยกออกได้ว่า เวทนา 1 เป็นเวทนาตามธรรมชาติ อีกเวทนาหนึ่งเป็นเวทนาเก๊ ก็ทำเวทนาเก๊ให้หมดไปจากจิต เพราะมันเป็นเรื่องปลอมเรื่องเท็จไม่เป็นจริง เวทนาที่มีรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส มีธาตุรู้ความจริงตามความเป็นจริง แต่นี่มีเวทนาปรุงแต่งไปเกินจริง ก็ต้องทำลายกำจัดกิเลสนี้ให้ได้ การปฏิบัติต้องมีสัมผัสตากระทบรูป หูกระทบเสียง ลิ้นกระทบรสเป็นต้น สมาธิก็ไปนั่งหลับตาสะกดจิต ทั้งที่สมาธิต้องวิจัย analyse แต่เขาไปนั่งสะกดจิต hypnotize หมด ไม่ได้มาวิจัยวิจารณ์จิตเลย คือความล้มเหลว เป็นความผิดพลาดของศาสนาพุทธชัดเจน แต่เขาได้ยึดถือครูบาอาจารย์ของเขาแล้ว อาตมาก็เลยต้องเหนื่อยในการสอน แต่ไม่ท้อ อาตมาจะพากเพียร เอาไว้ให้อาจารย์ต่างๆตายไปก่อน อาตมาจะอยู่ต่อไปเพื่อสอนต่อ ถ้าอาตมาถึง151 อาจารย์อื่นๆคงตายไปหมดแล้ว ต้องเอาแบบนี้แล้วล่ะ ถึงอย่างไร ก็คงไม่มีอาจารย์คนอื่นสอนซ้ำซาก แต่อาตมานี่ซ้ำซากเข้าไป ก็คงพอมีผล

_กราบนมัสการพ่อครูแม้อยู่นอกชุมชนแต่ฟังธรรมต่อเนื่องได้พบความเจริญทางจิตวิญญาณจากการนำคำสอนพ่อครูมาปฏิบัติ และนำสิ่งที่พ่อครูสอนมาสู่สังคมการศึกษากระแสหลักตามเหตุปัจจัยภายใต้โครงการ"โรงเรียนคำพ่อสอน"(ซึ่งมีคำสอนของพ่อที่สอนคือในหลวงกับพ่อครูซึ่งมีทั้งรูปและนาม)ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการและโครงการbbbไม่มีอบายมุข ขยายเรื่องอาหารมังสวิรัติ การฟังธรรมและใส่บาตรในวิถีของครูกระแสหลัก ผลพอเป็นไปตามเหตุปัจจัยค่ะ ที่ทำได้เพราะน้อมนำธรรมะที่พ่อครูสอนมาทำที่ตนก่อนค่ะ มีธรรมะเป็นกัลยาณมิตร ได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ทำต่อเนื่อง อันที่จริงไม่คิดจะบอกเล่า ตั้งใจทำเงียบๆ แต่เมื่อได้ยินพ่อครูบอกเหนื่อย และอีกหลายถ้อยคำที่ฟังแล้วรู้สึกกระทบใจ จึงขอกราบเรียนพ่อครูให้รับรู้อีก1ผลจากคำสอนของพ่อครูว่า ไม่สูญเปล่าค่ะ ซึ่งตนเองเป็นลูกผสมเปลี่ยนจากอิสลามมาเป็นพุทธ หลังจากฟังธรรมพ่อครูมาต่อเนื่อง ตนมั่นใจในเป้าหมายของชีวิตค่ะ ประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน. นมัสการด้วยความเคารพค่ะ จาก...ครูซะ

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37_สติปัฏฐาน 4) ตอน สวรรค์คือนรกแท้ _มีไลน์ที่ส่งว่าน่าสงสารคนพวกนี้จริงๆไช่เลยครับและคนพวกนี้แหละที่เหนื่อยจริงๆ และพวกที่ไม่มีจุลศีล มัชชิมศีล มหาศีลอันนี้แหละที่เหนื่อยอย่างยิ่ง นมัสการพ่อครูด้วยความนับถืออย่างยิ่ง จาก...เชวง กิจจะบรรพ์ พ่อครูว่า...ก็น่าจะจริงเพราะว่าเขาเหนื่อยเหมือนหมาหอบแดด วิ่งไล่ล่าไปตลอด ไม่รู้เลยว่า ชีวิตควรได้อะไร เขาสอนกันแต่สวรรค์ สวรรค์ก็คือนรก อาตมาสรุปมาแล้ว แต่ว่ามันหลอกอยู่ในรูปสวรรค์ สุขขัลลิกะคือสุขเท็จคือนรก อยากได้ภพสวรรค์เท่าไหร่ก็คือสร้างภพนรกเท่านั้น ไปตั้งความหวัง อยากได้สวรรค์ชั้นไหนๆ เหมือนอย่างฤาษีลิงดำหรืออาจารย์ต่างๆ ยิ่งธัมมชโยสวรรค์บ้าบอคอแตก เฟส 2 3 4 5 ไม่รู้เลยว่า ของพุทธล้าง ภพ สวรรค์ นรก นรกไม่มีใครอยากได้แต่ว่า คุณไปติดสวรรค์ เมื่อติดภพสวรรค์ก็นรกเกิดกับคุณแล้ว ชาตินรกแล้ว ที่จริงพยายามสร้างสวรรค์ใส่ใจแต่ได้นรก เพราะนรกกับสวรรค์อันเดียวกัน ไม่พยายามล้างสวรรค์ก็เลยได้นรก

ลูกก็พยายามเจ้าค่ะพ่อ ปีนี้ลูกทำความเข้มข้นให้ตัวเองขึ้น เมื่อ29เมย.วันเกิดปีนี้ลูกเลิกทำกับข้าวให้คนในบ้าน ทำมังสวิรัติอย่างเดียวไม่เอาเนื้อสัตว์มาทำแล้วแต่ใครจะยังทานก็แล้วแต่ จากช่วงเปลี่ยนผ่านก็เจอะเรื่องราวเยอะ เราก็น่าจะผ่านทุกอย่างไปเรื่อยๆสู้ค่ะพี่น้อง ..อ้อย_ศรัญพร โนทะ

พ่อครูว่า...การตอบรับนี้อาตมาอบอุ่น รู้สึกว่า มีผู้ฟังแล้วไม่เป็นหมัน ไม่ใช่ว่าทำไปแล้วหายไปกับสายลม ขอขอบคุณผู้ที่ตอบรับมา

สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท_สังขาร) ตอน อภิสังขาร 3 เข้าสู่เรื่องที่จะเทศน์ การเทศน์ของอาตมานี้มีแต่ตำหนิ เทศน์ไปเดี๋ยวก็ตำหนิ จะชมก็ไม่ค่อยชมแล้วไม่ค่อยมีคำชม มันจริงๆ เพราะความจริงนั้น ผู้จะให้ได้รับคำชมนั้นมันไม่มี แต่จะให้ชมก็ต้องชมชาวอโศก เพราะว่าอาตมาพามาปฏิบัติแล้วเกิดความก้าวหน้า ส่วนท่านที่ปฏิบัติผิด จะให้ชมก็ไม่ได้ ชมได้เป็นบางอย่าง อย่างโวหาร เช่น ชมว่าท่านเป็นผู้ที่ซื่อสัตย์ต่อธรรมะ แต่ก็ยังไม่สัมมาทิฏฐิทั้งหมด พยายามรวบรวมธรรมะไว้ดี แต่ก็ ก็ต้องขออภัย คือท่านก็ยังไม่ความเข้าใจความเป็น อภิสังขาร 3 อภิสังขารคือ การปรุงแต่งจิต (มนสิกโรติ) การสังขารคือปรุงแต่งจิตด้วยอวิชชา แต่เมื่อเป็นอภิสังขาร ก็จะเป็นการปรุงแต่งด้วยวิชชา จับกิเลสได้ กำจัดกิเลสได้ ปฏิบัติธรรมมีแต่อันนี้ตัวเดียว คือปุญญาภิสังขาร รู้จักสักกายะ รู้หลักศีลพรต เป็นอัตถิยิฏฐัง รู้จักอกุศลจิตหรือกิเลสทำให้กิเลสดับ นั่นคือเป้าหมายของศาสนาพุทธ เป็นปุญญาภิสังขาร แต่ท่านก็แปลเป็นสมบัติ ท่านแปล ปุญญาภิสังขารว่า การปรุงแต่งที่เป็นบุญ ส่วน อปุญญาภิสังขารท่านแปลว่า การปรุงแต่งที่เป็นบาป แสดงว่าท่านได้แต่พยัญชนะไม่ได้สภาวะเลย ท่านแปลสภาวะสู่พยัญชนะสะดุด ถ้าอาตมาแปลไม่แปลอย่างนี้หรอก อาตมาแปล อปุญญาภิสังขารว่า ปรุงแต่งไม่มีบาปแล้ว มีแต่เสริมอเนญชาคือความไม่หวั่นไหวในโลกธรรม ไม่หวั่นไหวต่อ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข คือการรักษาผล ใน สัมมัปปธาน 4 มี สังวรปธาน ปหานปธาน กำจัดกิเลสได้ ภาวนาปธาน ปฏิบัติแล้วเกิดผลในการปฏิบัติ ได้มรรคได้ผล อันที่สี่ก็อนุรักขณาปธาน คือการรักษาผลต่อไป การรักษาผล ก็จะเกิดอเนญชายิ่งขึ้นๆ คือผลของจิตที่ได้คือจิตอุเบกขา เป็นฐานนิพพาน เป็น เนกขัมสิตอุเบกขา ยิ่งปฏิบัติจะเกิด ปริสุทธา เพราะจะเป็นความตั้งมั่น อเนญชาหรือฐีติ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา เป็นความตั้งมั่นของจิตยิ่งขึ้น ปริโยทาตาคือ ในจิตผู้นี้ มีความบริสุทธิ์ ปริสุทธาแล้ว ปริโยทาตาคือจิตที่บริสุทธิ์นั้น ปฏิบัติกรรมกิริยาต่างๆ มีสัมผัส ลาภยศสรรเสริญโลกียสุขในโลกยิ่งขึ้น จิตก็ยิ่งแข็งแรงต่อโลกธรรมยิ่งขึ้น จะมาทีเผลอ ไม่เคยเจอแบบใหม่อย่างไร ยั่วเย้าอย่างไร จิตก็ยังบริสุทธิ์อยู่อย่างเก่า ผุดผ่อง บริสุทธิ์สะอาดอยู่อย่างเดิม แต่มันมีนัยยะว่า อยู่กับโลกธรรม ยิ่งๆขึ้น สาม มุทุ คือจิต อาตมาแปลว่าจิตหัวอ่อน จิตจะมี ภูมิปัญญา เร็วไวยิ่งขึ้น เจโตก็ปรับได้ง่าย จะทำให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ อนุโลมปฏิโลมก็ง่าย แข็งแรงยิ่งขึ้น เป็นความเจริญของจิต ธาตุจิตเจริญยิ่งขึ้นเป็นวิการรูปที่วิเศษ จึงเกิดกัมมัญญตา เกิดการทำกรรม การงาน ที่ดียิ่งขึ้น ท่านแปล กัมมัญญตาว่าการงานที่ดีที่เหมาะสมยิ่งขึ้น จึงทำกรรม ยิ่งดีขึ้นเจริญขึ้นทุกขณะทุกวัน อย่างอาตมานี่กรรมการกระทำดีขึ้นเจริญขึ้นเรื่อยๆเพราะเราทำอันต้นๆได้ ถึงอย่างไรก็ปภัสสร นี่คือผลของจิตที่เจริญขึ้น รักษาผล อาเสวนาภาวนาพหุลีกัมมัง จะเจริญขึ้น

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37_สติปัฏฐาน 4) ตอน สุขแบบพุทธ ท่านบอกว่า จิตที่อบรมดีแล้วย่อมนำสุขมาให้ คำว่าความสุข ความสุขคำนี้ โดยโลกุตระมันยากมากเลย แต่ถ้าพูดง่ายๆแบบโลกียะก็เป็นเบื้องต้นให้คนเห็นว่า แทนที่จะทุกข์ก็จะได้สิ่งที่ไม่ทุกข์ เรียกว่าสุข แต่สุขโลกุตระของพระพุทธเจ้าคือสุขอย่างจิตสงบจากกิเลส ไม่ลำบากในการตัดกิเลส กิเลสไม่รบกวนจิต สุข เกิดจากความดับกิเลสไม่ใช่เกิดจากความไม่รู้เรื่องปิดหูปิดตา ไม่รับรู้อะไร แม้รับรู้ก็เฉยดื้อทื่อ ไม่ใช่ แต่เป็นจิตที่แววไว แคล่วคล่อง สุข เกิดจากความดับกิเลส ไม่ใช่เกิดจากความไม่รู้เรื่องปิดหูปิดตากับสังคม เวทนา สัญญา สังขารแคล่วคล่องในการ กับโลก อย่างดีอย่างเจริญ

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ_ปัญญา) ตอน ปัญญาแบบพุทธ อาตมาก็ต้องยืนยัน เพราะว่า สังคมชาวพุทธทุกวันนี้ไม่มีใครกล้ายืนยันอย่างนี้แล้วเพราะว่าขี้ขลาด เพราะรู้ว่าตัวเองไม่มีคุณธรรมนั้นจริง ก็จึงไม่มีใครกล้า รับหรือบอกยืนยัน นั่นเป็นจุดสำคัญ คนที่บอกว่าต้องการพบพระอาริยะ ผู้มีคุณธรรมพระพุทธเจ้า อาตมาจึงต้องจำเป็นที่จะบอก ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่มีสาเฐยจิต ไม่มีจิตอยากอวดโอ่ มีความบริสุทธิ์ใจ ไม่มีอคติไม่เพ่งโทษ ใครที่รับฟังอาตมามานานแล้ว ก็จะเห็นว่าจริงแต่ถ้าคนไม่เชื่อหรือเพ่งตั้งแต่ต้นก็จะไม่เปลี่ยน เพราะเขาได้ยึดถือผิดแล้ว อย่างที่อาตมาประกาศแล้วว่า ศีล สมาธิ ปัญญา ของที่เขาทำกันนั้นผิด ปัญญา ไม่ใช่ความเฉลียวฉลาดรอบรู้อย่างธรรมดา ปัญญาเป็นภาษาของศาสนาพุทธเท่านั้น ต้องเกิดความรู้ชนิดใหม่ตั้งแต่อัญญะ อัญญา เป็นธาตุรู้ตัวอื่นจากโลกียจิต ไม่ใช่ความรู้ที่วนเวียนอย่างนั้น แต่เป็นความรู้ชนิดอื่น ชัดเจนแล้ว ว่าชีวิตไม่ต้องไปจมกับ ภพชาติ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เข้าใจภพ จะพยายามออกจากภพ ตั้งแต่ อบายภพ กามภพ รูปภพ อรูปภพ จนเป็นอรหันต์ มีความชัดเจนในความเป็นภพชาติในจิตของตนเอง เป็นอัญญา แล้วเกิดปัญญา ปัญญาจะเกิดต้องปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 มีธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์เป็นตัวหลัก ต้องมีวิจัยวิจารณ์ตลอด มีสัมมาทิฏฐิเป็นประธานที่เราได้รู้มาก่อน แล้วก็ละกิเลสได้ ถูกต้องตามสัมมาทิฏฐิ อัตถิยิฏฐัง รู้วิธีปฏิบัติจัดการกับกิเลสก็จะเกิดปัญญา ตามศีลพรต ปฏิบัติ พ้นสีลพตปรามาส เกิดปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาเกิดจากการปฏิบัติธรรมที่เป็นมรรคผล มีอินทรีย์พละแล้ว ผลก็คือจบกิจ เป็นผลโดยมีสัมมาทิฏฐิ มัคคังคะ ปัญญาที่เขาอธิบายกันทั่วไปให้ไปนั่งสมาธิหลับตาแล้วจะเกิดปัญญา โผล่พลั๊วเลย คือไม่รู้จักปัญญาของศาสนาพุทธเลย ปัญญาตัวนั้นเป็นแค่สัญญา การนั่งหลับตาสะกดจิต จะทำให้ตายอย่างไรที่โผล่ให้รู้คือสัญญา นั่งสมาธิให้จิตนิ่งไม่คิดนึก คือสมาธิ แล้วเขาว่าปัญญาจะเกิดตาม คือใช้ความรู้ตามตรรกะ มิจฉาทิฏฐิ เดียรถีย์ อาตมาจะอ่านหนังสือพิมพ์ คอลัมน์ของ อาจารย์บูรพา ผดุงไทย ที่พูดถึงนี้คือ เรา คิดถึง ว่าให้เอาไปตรวจทานให้ดี ที่ท่านยึดถือมันผิดไปไกล เป็นตรรกะที่ออกไปไกล ทั้ง อดีตและอนาคต การนั่งหลับตาจะมีแค่อดีตกับอนาคต 62 ทิฏฐิ ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพรหมชาลสูตร ที่ได้บอกทิฏฐิ 62 ที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ วนในชาละคือข่ายแห ออกไม่ได้

สื่อธรรมะพ่อครู(วรรณะ 9) ตอน วรรณะ 9 สามัญผลสูตร ในสามัญผลสูตร ว่าด้วยมรรคผลของศาสนาพุทธ เป็นสามัญต้องมีศีลอันเป็นอาริยะ เมื่อศีลมีมรรคผล ต้องสำรวมอินทรีย์ ลดกิเลสทางทวารทั้ง 6 เป็นปัจจุบัน มีสติอันเป็นอาริยะ รู้ตัวทั่วพร้อม จิตใจแข็งแรง มีมุทุภูตธาตุ แล้วเกิด สันโดษอันเป็นอาริยะ ดูจาก วรรณะ 9 โคตมีสูตร ล้วนแล้วเป็นไป วรรณะ 9 เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ9 ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) สันโดษเขาแปลว่า ยินดีพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ ไปถามบิลเกตต์ซิว่าเขาพอใจเขาก็พอใจสิ สันโดษแปลอย่างนี้ไม่ถูก ไม่มีสัลเลขธรรม ไม่มีการขัดเกลาเลย ไม่มีธูตะคือศีลเคร่ง คนนี้ปฏิบัติศีลเคร่ง เช่นไม่ใช้เงินใช้ทอง คนกินมื้อเดียวได้ก็สบายๆ ไม่ใช้เงินใช้ทองก็สบาย ไม่ฆ่าสัตว์ไม่ลักทรัพย์ ไม่อยากได้ของคนอื่นเขา เป็นโสดาบันก็ผัวเดียวเมียเดียว รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสคนอื่นเขาจะมีไป เขาก็ไม่เอาด้วย เขาสบาย ผู้ที่ธูตะคือ คนอื่นเห็นว่า เคร่ง แต่เขาสบาย ผู้หลุดพ้นมีธูตะในศีลนั้นสบาย มีอาการน่าเลื่อมใส อย่างโพธิรักษ์ ดูว่าไม่มีอาการหน้าเลื่อมใส พูดเสียงดัง ยกไม้ยกมือ ไม้มือ เขาบอกว่าไม่สงบ แต่ความสงบของเขาหมายถึงไม่กระดุกกระดิก เป็นรูปธรรมนิ่งๆพาซื่อ ซึ่งไม่ใช่เลย สงบของพระพุทธเจ้าคือ ไม่มีผีร้าย ไม่มีตัวกวน มันหยุดกิเลส ที่พาทำไม่ดี จิตกิเลสลดลงจิตยิ่งแววไว แคล่วคล่อง เวทนาปราดเปรียว เป็นกายปาคุญญตา เวทนาสัญญาสังขาร แคล่วคล่องว่องไว แต่ทุกวันนี้ ศาสนามันเสื่อม ไม่เห็นมีใครอธิบาย เป็นบัณฑิตพุทธศาสนบัณฑิต มี Doctor อะไรมา สอบได้ก็มาเลี้ยงชีวิตได้ตำแหน่งหน้าที่ ได้เป็นเจ้าคุณได้เป็นสมเด็จอะไรไป ออกมาก็ได้ฐานะทำมาหากินเลี้ยงชีพ เป็น ปทปรมะ ปทปรมะคือใคร พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจน ว่าคือ คนที่รู้ธรรมะอยู่ก็มาก ฟังธรรมะอยู่ก็มาก สอนธรรมะอยู่ก็มาก คือรู้ธรรมะดี สอนด้วย ทรงจำไว้ก็มาก แต่ไม่ได้บรรลุธรรมอะไรเลย ชีวิตไม่บรรลุธรรม ชาติทั้งชาติเป็นจับกังแบกลังทองคำ ชีวิตมีแต่ล่าลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข จับกังแบกลังทอง แต่ไม่ได้คุณค่าอะไรที่แท้จริง มีเยอะ อยู่ในสังคมศาสนาพุทธ เห็นแล้วน่าสงสาร พูดอย่างไม่ได้ดูถูกดูแคลน แต่อธิบายสัจธรรม ควรฟังอย่างไม่มีอคติ อาตมากำลังเตือนสติให้รู้ตัว แล้วก็พัฒนาตัวเองเถิด ตั้งใจศึกษาให้ดี จะได้รู้ว่าปฏิบัติอย่างนี้หรือ จิตใจเราจะได้เข้าถึงหรือบรรลุสัมปันนะ หรือสัมปัตตะ จิตใจเราถึงจะเข้าถึงการปฏิบัติที่มีผล ทำให้กิเลสลดได้อย่างที่อาตมาอธิบาย เหมือนอย่างเช่นชาวอโศกปฏิบัติมีมรรคผล จึงเกิดชาวอโศก สังคมชาวอโศกเป็นสังคมที่ปฏิบัติธรรมมีมรรคผล เป็นสังคมอาริยะ ทุกวันนี้พูดอย่างจริงใจ แต่ไม่ได้อยากอวดโอ่โชว์อ้าง แต่รายงานความจริง ศาสนาพุทธทุกวันนี้เหมือนกลองอานกะที่ไม่เหลือเนื้อไม้เดิมแล้ว ไม่เหลือเนื้อหาแกนกระดูกสาระของศาสนาพุทธแล้ว

สื่อธรรมะพ่อครู(มูลสูตร) ตอน มูลสูตร 10 เอามูลสูตรมาพูดดีกว่า 1. มีฉันทะ เป็นมูล-รากเหง้า (มูลกา) . . 2. มีมนสิการ เป็นแดนเกิด (สัมภวะ) . . . . 3. มีผัสสะ เป็นเหตุเกิด (สมุทัย) . . . 4. มีเวทนา เป็นที่ประชุมลง (สโมสรณา) . 5. มีสมาธิ เป็นประมุข (ปมุขะ) . . . 6. มีสติ เป็นใหญ่ (อธิปไตย = พลังอำนาจ) . . . . 7. มีปัญญา เป็นยิ่ง (อุตระ = เหนือ) . กัปตันรู้ยิ่งยอด 8. มีวิมุติ เป็นแก่น (สาระ) . หลุดพ้นสุดยอดที่จะรู้ยิ่ง 9. มีอมตะ เป็นที่หยั่งลง (โอคธา). = สอุปาทิเสสนิพพาน. 10. มีนิพพาน เป็นที่สุด (ปริโยสาน) = อนุปาทิเสสนิพพาน (พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 58) ถ้าทำจิตได้สมบูรณ์ตามมูลสูตรทั้ง 10 ข้อนี้ ถ้าเข้าใจ เป็นสภาวะและทำได้คืออรหันต์หรือยิ่งกว่าอรหันต์ คนที่ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า ต้องเริ่มต้นด้วยความยินดีพอใจ มีฉันทะ ต้องยินดีต้องต้องการ ฉันทะ มีความเทียบเท่ากับกาม ใคร่อยาก ยินดีพอใจ แต่ท่านไม่ใช้คำว่ากาม คนจะสับสน ไม่ใช่ต้องการ ลาภ ยศ สรรเสริญ กาม กิเลสหรืออัตตา แต่ต้องการมาเอาออก ต้องการล้างโลกธรรม จึงเรียกว่ามีความยินดีมีความต้องการ อย่างพวกคุณมีความยินดีตั้งใจมาศึกษา จนบรรลุแล้ว ก็รู้ว่า เราต้องการอยู่ในสังคมสิ่งแวดล้อมดี จึงเอาครอบครัวมาอยู่ด้วย ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะว่าสังคมสิ่งแวดล้อมดี เป็นเหมือนสนามแม่เหล็ก ทำให้แต่ละคนที่เข้ามา เป็นแรงเหนี่ยวนำปรับตัวได้ง่าย อยู่ในหมู่มิตรดีอาริยะ จะมีแรงเหนี่ยวนำทำให้เราเป็นอาริยะได้ง่าย บริสุทธิ์ดุจสังข์ขัดโดยส่วนเดียว ง่ายกว่าไปอยู่ข้างนอกเพียงคนเดียว แต่คนก็ยังไม่ค่อยจะมา แต่คนที่เข้าใจ มีจิตฉันทะก็จะมา สองมนสิการเป็นแดนเกิด คือถิ่นที่จะเกิด โอปปาติกโยนิ เกิดตรงนี้ โอปปาติกะ คือธาตุจิต ไม่ได้หมายถึงการเกิดจากท้องพ่อท้องแม่ มีศีลเป็นแม่ ปัญญาเป็นพ่อ ทำให้เกิดจิตอาริยะ ตรงนี้แหละทำอย่างไร คุณต้องทำใจในใจเป็น มนสิการเป็น มนสิการอย่างสัมมาทิฏฐิ อย่างถูกต้อง เช่น ไปนั่งหลับตาสะกด ก็เป็นการทำใจในใจ มนสิการ แต่ไม่โยนิโสไม่ลงไปถึงที่เกิด ไม่เป็นสัมภวะ เพราะคุณไม่ได้วิจัยเลยว่า เกิดอย่างไร ที่เกิดที่ไหน เกิดอย่างไร ไม่มีโพชฌงค์ ไม่มีการพิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรม กายจะขาดภายนอกไม่ได้ ต้องพิจารณาเข้าไป ให้ถึงเวทนา แล้วทำเวทนานี้ให้เป็นหนึ่งเดียว ไปจับในเจโตปริยญาณ 16 ทำให้กิเลสหมดไป ที่ทำให้ปรุงแต่งเป็นเวทนาเก๊ เวทนาไม่แท้ ทำให้เหลือเวทนาเดียว แล้วก็หยั่งลงเป็นธรรมะ ถ้ามนสิการไม่เป็น ทุกวันนี้เป็นนั่งหลับตาสะกดจิต จะไม่มีธรรมวิจัย ก็เห็นใจที่เขาไปยึดถืออย่างผิด ครูบาอาจารย์ครอบงำความคิดไว้อย่างสนิท ยิ่งนานวันยิ่งเห็นใจว่า ทำไมถึงโง่อย่างไม่มีปรโตโฆสะ ถ้าทำอย่างนั้น ถ้าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ตอนนี้มีอรหันต์เต็มไปหมดแล้วแม้แต่พระโสดาบันก็ปฏิญาณไม่ได้ ชี้ได้ว่าอบายมุขแต่ก่อนเราติด แต่ตอนนี้เราไม่ติดแล้ว กามกับภพ ก็จะบอกได้ว่า แต่ก่อนเราติด แต่ตอนนี้เราอุเบกขาแล้วเฉยๆแล้ว ใครฟังวันนี้ ฟังโยมกิมตัง ที่อาจารย์หญิงซัก แกไม่ยี่หระโลกหรอก แกก็อยู่อย่างสบาย เราฟังแล้วก็รู้ว่าอรหันต์อย่างน้อยอรหัตตมรรค คือชัดเจน พูดอย่างซื่อๆชัดๆ คนไม่รู้ก็จะไม่รู้ว่ามีคุณธรรม คนที่บอกเสแสร้ง เรียนรู้มามาก ก็บอกว่าบรรลุได้ แต่คนๆนั้นระวังจะปาราชิกเอา มีมนสิการเป็นแดนเกิด ต้องอ่านหทยรูปออก รู้ว่ามีชีวิตินทรีย์ มีอาการชีวิตของกิเลส พลังงานของมันเป็นอินทรีย์ ล้างกำลังอินทรีย์ของกิเลสหมด ก็จบ เราจะเข้าใจ หทยรูป เพราะมันมีอาหารรูป ที่เป็น มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร ผัสสาหาร ไม่รู้จัก กามตัณหา ภวตัณหา ไม่มีวิภวตัณหา เราก็รู้แล้วทำไปตามแต่ละขั้นตอน ท ท่านไม่ได้ให้ทำอย่างมั่วๆ ให้ทำทีละปริเฉท context หรือ content ต้องทำแต่ละบริบทคือ context ทำแล้วรวมเป็น content ทำแล้วจะเกิด ลหุตา มุทุตา กัมมัญญตา เป็นคุณสมบัติอุเบกขาด้วย แล้วสุดท้ายจิตจะมีลักษณะ 4 อุปจยะ เกิด รู้จิตเกิด จิตที่เกิดนี้ผู้ที่บรรลุแล้ว เป็นพระอรหันต์แล้วจิตมันเกิดก็จะรู้ว่ามันเกิด แต่จิตใจที่เป็นกิเลสไม่เกิดแล้วพระอรหันต์ จิตที่เกิดจะให้มันเกิดหรือไม่ให้มันเกิดก็ได้ ไม่ให้เกิดต่อก็ตัดสันตติ แต่ถ้าเราให้เกิด ทุกอย่างเกิดมาจะเสื่อม ชรตา และจะอนิจจัง ลักษณะ 4 นี้ ทุกอย่างจะเสื่อมแต่ผู้สมบูรณ์จะไม่ปล่อยให้อนิจตาไป แต่จะกำหนดได้ ในรูป 24 มี ปสาทรูป และโคจรรูป รวมเป็น 9 นาม มี 5 เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ปฏิบัติ นาม 5 กับรูป 28 แต่ทุกวันนี้อภิธรรมเขาเรียนกันได้แต่ภาษาแต่ไม่ได้เข้าใจ ในการปฏิบัติ น่าสงสาร รู้เก่งสอนเก่งบรรยายเก่งแต่ไม่บรรลุธรรมปทปรมะ มีสัมผัสเป็นสมุทัย เป็นสมุทัยหรือเหตุในการปฏิบัติ คือผัสสะ ส่วนสมุทัยของผลคือตัณหา ต้องฆ่าตัณหาให้ได้ แต่ต้องมีสมุทัยในการปฏิบัติก่อน คือต้องมีผัสสะ มีเวทนาเป็นสโมสรณา เป็นที่ปฏิบัติ จัดการกับผัสสะที่ประชุมกันนี้ ทำให้ตกตะกอนตกผลึกเป็นผลสำเร็จ เช่น ปฏิบัติธรรม รู้ ชาติ 5 คือ ชาติ สัญชาติ โอกกันติ นิพพัตติ อภินิพพัตติ การเกิด ชาติ คือเกิดโดยรวม สัญชาติคือเกิดมาโดยของเก่า ถ้ารู้จิต แยกการเกิดของจิตได้ ว่านี่จิตเกิดเป็นอกุศลจิต ต้องรู้ความหยั่งลงของจิต จนมีสัมมาทิฏฐิ แยกจิตที่เป็นกิเลสออก ทำให้ลดลงได้ แต่ถ้าอวิชชาจิตก็มีแต่กิเลสหยั่งลงตลอดเวลาเช้ายันค่ำ การสั่งสมตกผลึกในจิตเรา ถ้าไม่ได้เรียนโอกกันติ คือชาติปัจจุบันนี้ คำว่า ชาติ คือพยัญชนะโดยรวม เมื่อเรียนรู้จับกิเลสได้ ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ ทำให้กิเลสหมดไป จิตสะอาดขึ้นคือกรรมกิริยาของนิพพัตติ คือการเกิดชาติที่ทำให้เกิดเสขปฏิบัติ เสขบุคคล เกิดการได้สิ่งที่เสียไป คือส่วนแห่งบุญ บุญคือได้เสียกิเลสไป กิเลสวิบัติไม่ใช่ได้สมบัติ ได้สมบูรณ์ก็เป็น อภินิพพัตติ คือปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขารก็คืออภินิพพัตติ สั่งสมเป็นอเนญชาภิสั

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน