600520_พ่อครูเทศน์ก่อนฉัน ชมร. เชียงใหม่ เรื่อง ความจริงและบวร.docx
เนื้อหาในไฟล์
600520_พ่อครูเทศน์ก่อนฉัน ชมร. เชียงใหม่ เรื่อง ความจริงและบวร
วันเสาร์ที่ 20 พฤษภาคม 2550 วันนี้เป็นวันกำหนดกลับจากการพักฟื้นฟูสุขภาพที่จังหวัดเชียงใหม่ พ่อครูได้มาบิณฑบาตพร้อมกับสมณะและสิกขมาตุ ที่ ชมร.เชียงใหม่ ในเวลา 08.00 น. และเมื่อถึงเวลา 08.40 น.พ่อครู จึงได้มาเทศนาก่อนฉันที่ ชมร.เชียงใหม่ พ่อครูว่า…วันนี้ก็ฤกษ์งามยามดีอาตมาก็ได้มาพบปะกัน ถึงเหนือสุดเหนือเข้าไป เชียงใหม่เมืองใหญ่ นั่งรถนั่งเรือไปโน้นมานี่ เชียงใหม่นี่ตรงไหนตรงไหนก็ดูเหมือนไกลมันกว้างเหลือเกิน กว่าจะไปตรงนั้นถึงตรงนี้ นั่งรถจนเมื่อย กว่าจะถึงแต่ละแห่ง ดีไม่ดียิ่งขึ้นไปบนภูเขา ภูฟ้าผาธรรม ภูผาฟ้าน้ำ เหนื่อย ก็ขึ้นเขาไป วันนี้ก็จะลงห้วย แล้วก็เดินทางไปลงแม่น้ำมูล นี่ก็ขึ้นเขาอยู่เขาหลายวัน เกือบเดือน อยู่ 18 วัน วันนี้ก็จะต้องล่องกลับไปลงห้วย ทางโน้นที่จริงที่เราก็ติดแม่น้ำมูล ราชธานีอโศก แม่น้ำมูลเราก็เอามาใช้เป็นแม่น้ำน้อย น้ำบุ่งใช้ไปก็ไหลรินอะไรไปตามประสา
ไม่เป็นโทษภัยกับใครคืออย่างใด อาตมาเกิดมาอายุปูนนี้ ได้ออกมาทำงาน ตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ท่านทรงงาน คือเป็นงานที่มาบอกผู้คน ให้เข้าใจให้มารู้ว่าแก่นสารสาระชีวิตที่มีคุณค่าสูงสุดนั้น มันคืออย่างไร แก่นสารสาระชีวิตของมนุษย์ที่มีคุณค่าสูงสุดก็คือ ไม่ได้ไปเบียดเบียน ไม่ได้ไปเป็นโทษภัยกับใครเลย ไม่ได้เป็นโทษเป็นภัยกับใครเลย มีความหมายกว้างเยอะมาก เราไม่ฆ่าแกงไปทำร้ายทำลายนี่ก็ชัดอยู่แล้ว เสร็จแล้วเราไปแย่งเอาสมบัติพัสถานมา กอบโกยไว้มากๆ ร่ำรวยเยอะแยะ เราก็คือตัวภัย ตัวงาบ กักตุนกอบโกยเอาไว้ คนอื่นเขาก็ไม่มี ไปกอบโกยธนบัตรไว้ ธนบัตรในแต่ละชาติๆก็มีจำนวนหนึ่ง แต่เรามาหอบไปหมด มันก็ทำให้คนอื่นขาดแคลน จับจ่ายใช้สอยน้อยลง เราก็
อ่านต่อ
มากอบกองเอาไว้ แบงค์เป็นตัวแทนราคา อย่างอื่นก็มีทองคำที่เขาใช้เป็นตัวแทนราคา อยู่ในธรรมชาติไม่มากเขาก็ตั้งราคา แพงแพง เกินเหตุด้วย เอาไปใช้อะไรไม่ได้แต่มันมีน้อย ใครถือว่ามีไว้ได้ก็เท่ โก้ วิเศษ เอามากักตุนไว้ รักษาเอาไว้ทำอะไรก็ไม่ได้ เอาไปใส่แกงให้เค็มก็ไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นทองคำหรือเพชร มันทำให้เกิดรสเค็มก็ไม่ได้ ไม่ได้เรื่องอะไร แต่ก็ถือว่ามันหายาก เป็นวัสดุที่สังเคราะห์ตัวมาได้ยาก ก็เท่านั้นเอง เอามาอวดโชว์ ก็รู้ยิ่งใหญ่เป็นของราคาแพงอะไร ผู้ที่ศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าแล้วจะเข้าใจ อบายมุข หรืออบายภูมิ ภูมิต่ำ นรก ชั่ว คนที่หลงใหลกอบโกย สะสมเงินทองมามากไว้เกินกว่าเหตุ นี่คือพวกตกนรกจกเปรต สะสมเงินทองไว้เกินกว่าเหตุ สะสมสิ่งที่เขาเห็นว่าเป็นค่า อย่าว่าแต่ทองคำหรือเพชรพลอยเลย แม้แต่อะไรก็ตามที่สมมุติกันว่ามีราคาแพง แล้วก็หลงมายึดถือไว้ เช่น พระเครื่อง จริงเท็จ มันไม่มีใครพิสูจน์ยืนยันได้หรอก ที่ว่าดีนักหนา ราคาเป็นร้อยล้านพันล้าน เอามาหวงแหนยึดไว้ราคาแพง ก็ถือว่าโง่ซ้อนโง่ ธนบัตรก็ยังเห็นกันได้ แต่นี่เป็นพระเครื่อง แล้วก็มาตีราคากันไปโรงสมมุติว่าเป็นราคาแพงเช่นรูปเขียน ไม่มีอะไรเลย ก็เพียงแค่สีธรรมดา บอกว่าราคาแพง เอาไปใส่น้ำแกงให้เค็มไม่ได้ กินข้าวไปก็เป็นพิษภัยอีก มันโง่ซ้อนโง่ อาตมาเรียนศิลปะมาโดยตรง นี่เป็นการว่าพวกศิลปะโดยตรง หลอกที่หนักหน้าสาหัสตอนนี้คือ หลอกซับซ้อนสลับไปมา จนงง ยิ่งกว่าเขาวงกต ไม่รู้ว่าจะออกอย่างไร ที่กำลังเป็นคดีหนักคือ ฟอกเงิน คือเอาเงินมาถ่ายเทไปตรงนั้นตรงนี้ จนตามไม่ได้ว่าใครเป็นคนต้นเรื่องต้นได้ คนต้นเรื่องคือคนต้นได้ ไม่รู้ว่าไปตรงไหนยิ่งกว่าเขาวงกต สุดท้ายคนที่ได้ ก็ตามไม่รู้ กลางทางยังไม่รู้เลย คือโกงกันดื้อๆ ฟอกกันไปเลี้ยวลดกันไป นี่คือความคิดที่สลับซับซ้อน ของมนุษยชาติที่เลวที่สุด เอาความรู้ไม่ทันของคนมาหากิน เป็นความสลับซับซ้อนที่รู้ได้ยาก
รากพยัญชนะบาลี สองวรรคแรก มีกับไม่มี อาตมาก็พยายามอธิบาย ความมี กับความไม่มี ความมีกับความไม่มีต่างกันไหม ต่างกันนะ ที่นี้ สิ่งที่เขาจะใช้กันในโลก หนึ่ง เขาเรียกกันว่า หนึ่งสภาวะจริง สองบัญญัติคือสิ่งที่แทน สิ่งที่จริงแท้กว่า สภาวะ สิ่งที่แทนเรียกว่า บัญญัติ ตอนนี้อาตมากำลังเขียนหนังสือเกี่ยวกับ ก ข ค ฆ ง ที่เป็นตัวอักษรแทนสภาวะธรรม กำลังเขียนว่า ก แทนสภาวะอะไร ข แทนสภาวะอะไร ค แทนสภาวะอะไร ง แทนสภาวะอะไร เอาแค่ ก ข ค นี้ ก็ต้องอธิบายกันหลายปี หมายความว่าคนรู้ก็รู้จบไปแล้วคนไม่รู้ก็ต้องอธิบายกันไป ก ข ค เรียกว่า สามเส้า ก ไก่คือสิ่งที่มี เกิดขึ้น ข คือสิ่งที่ไม่มี แต่แท้จริงยังไม่จบมีอีกเยอะ แต่ถ้ามีแค่ ก กับ ข คือมีกับไม่มี ถ้าไม่มีอะไร จาก ข คือจบ ก็มีธรรมะสอง ไม่มีอื่นอีกเลย ในโลกก็มีแต่เกิดกับดับมีกับไม่มี แต่ที่นี่คนยังไม่ยอมตายมันก็ยังมี จะมีธุลีละอองเศษเหลืออีกเท่าไหร่ เศษเหลือที่ไม่จบคือ ค ควาย ก็ต้องเกิดต่อไปเป็นอีกตัวหนึ่งเป็นสามเส้า ก ข ค จะเกิดหมุนเวียนซับซ้อนอย่างนี้ไปตลอดกาลนาน รวมตัวกัน สามตัวนี้ ก็เป็นมวลก้อนหนึ่ง มวลก้อนนี้ก็คือ ฆ ระฆัง เรียกว่า ก้อน แท่ง มวล กลุ่ม ถ้ามันอยู่กันอย่างเหนียวแน่นเท่าไหร่ก็เป็น ฆ ระฆังที่เหนียวแน่นเท่านั้น ถ้าไม่แข็งแรงก็สลาย แต่ในอวิชชานี้ อะไรยึดติด เป็นจิตนิยาม ถ้ายึดเป็นตัวตนแล้ว ไม่มีทางที่จะล้างได้ ถ้าไม่ได้เรียนรู้ ธรรมะพระพุทธเจ้า ล้างไม่ได้ก็จะวนอยู่ตรงนั้น มันหยุดตรงนี้เรียกว่าโลกียะ แล้วในโลกียะก็มีดี ซึ่งไม่เที่ยง ไปตามสมมติโลก ไม่แน่นอนอนิจจังเอาแน่เอานอนไม่ได้ ที่นี่สมมุติต้องสีดำดี ที่นี่สมมุติสีขาวดี สีขาวนี่เลิศราคาแพง สีดำราคาต่ำ อีกที่หนึ่งบอกสีดำราคาสูง สีขาวราคาต่ำ สีขาวเลอะง่าย สีดำไม่เลอะเลย เอาอะไรใส่กับดำมันก็กินหมด มันก็ยกตัวอย่างกันไป ก็ยึดถือกันไป ในพยัญชนะ ก ข ค ฆ ง ง คือตัวเงอะงะ งงงง งก แล้วหลงว่า งาม แล้วหลง ว่าเป็น เงินทอง แท้จริงคือ โง่ แล้วก็ง่าว ง่าวจั๊ดนักเลย ก็อยู่แถวนี้ไม่มีทางรู้เลย แถวที่สอง จ ฉ ช ฌ ย ตัวแรกคือธาตุรู้เลย ตัว ง มีโง โง้ง งก เงิน งกเงิน งงงวย ไม่ไปไหนวันอยู่ตรงนี้จึงเรียกว่าอวิชชา คือ ก ข ค ฆ ง แต่ตัวแรกที่รู้เรียกว่า จ คือรู้อย่าง จาง จ่าง แจ้ง จริงจังขึ้นมา จ ฉ ฉ คือ หก ฉ ฉิ่งคือหก คือตาหูจมูกลิ้นกายใจ ในสัตว์โลกมนุษย์สูงสุดมี ตาหูจมูกลิ้นกายใจ ฉ จะรู้ประกอบด้วยทุกทวาร ดูอะไรก็แล้วแต่ไม่มีลูกเกิน 6 นี้ จะสามารถดูได้ครบถ้วนในมหาจักรวาล หก นี้ เมื่อผู้ที่มีความรู้มากขึ้น จ ฉ 6 ช คือรวมตัวรู้ ฉลาด เกิดจาก ฉ ฉิ่ง ถ้าอธิบาย ฉฬายตนะ จะเอาเศษวรรคมาอธิบายก็เอาไว้ก่อน เอาแค่ วรรค แรก วรรค สอง กันก่อน ความซ้อน ซับซ้อน ระหว่าง ก ข ค ฆ ข กับ ค สองตัวนี้เคลื่อนไปเคลื่อนมาสลับไปสลับมา ฟังให้ดี หนึ่ง เป็นสิ่งแทนเรียกว่าสมมุติ สองเป็นภาคความจริง ข. ไข่ หรือ ค.ควาย คือสิ่งแทน ไม่ใช่ธาตุความจริง เรียกว่า บัญญัติ ภาษา พยัญชนะ ข.หากไม่ยอมจบไม่ยอมหมด ตกลง ข กับ ค นี่นะ ค มันต้องมีให้ได้ถ้ามีมากก็สะสมเป็น ฆ เป็นก้อนแท่ง มวลหมู่ขึ้นมา ส ไป ง คือคนโง่จะไม่รู้ ก ข ค ฆ ตัว ง คือไม่รู้ฐานรากสี่อย่างนี้ โง่ไปอีกนานเลย จะพอรู้ว่า เป็นสิ่งที่น่าได้น่ามีน่ารู้มาบ้าง สิ่งที่งามท่านเรียกว่า สุภะ เป็นสิ่งที่งาม น่าได้น่ามีน่าเป็น ภ สำเภา คือตัวเจริญเต็มที่ สุ คือหมายถึง ดี ส สิ สุ เป็นสามเส้า อ อิ อุ ตัว อุถือว่าเต็ม มี อา อี อู ก็เป็นตัวเสริม จะมีความหมายอีกมากเยอะเลย อธิบายไปแล้วมีอะไรแทรกอีกเยอะ สรุปแล้วรายละเอียดพยัญชนะ จะสลับกันไปสลับกันมาทำให้งง สภาวะ นี่อาตมาก็ตั้งหลัก ตอนนี้ตัวเองก็กำลังไม่ชัดเจน อธิบายกันไปอีก สมณะเราหลายท่านก็มึนเมา กลับมาพูดอีกที จะว่ารู้ก็ใช่ไม่รู้ก็ไม่ใช่ มันก็รู้แต่บอกว่ารู้หรือยังก็ไม่รู้ ไม่รู้ว่ารู้หรือไม่รู้ คือมันยากมากเลย
ความจริงอยู่ที่ใดในธรรมะสอง ตอนนี้อาตมาพยายามตั้งหลักให้อธิบายให้พวกคุณฟังได้ง่ายๆแต่ก็ยังวนเวียนอยู่ ในความมีกับความไม่มีจะสลับ ระหว่าง ความจริงกับพยัญชนะ อักษรคือสิ่งที่คนคิดมาแทนสภาวะ สิ่งแทน มันไม่ใช่ของจริง ของจริงมันไม่ใช่สิ่งแทน สลับกันไปมา ใช้ในโลก พอเวลาเราพูด เราพูดไม่เป็นความจริงไหม พูดนี่เป็นสิ่งแทนนะ ไม่ใช่ความมีนะ ความมีไม่ใช่คำพูด พอพูดออกมามันเป็นสิ่งแทนแล้ว มันไม่ใช่ความจริงไม่ใช่ของจริง ของจริง ไม่ใช่คำพูด แต่มันต้องใช้คำพูดสื่อให้โลกของจริง เมื่อใดคุณพูดสื่อความจริง คนที่รับความจริงได้ความจริง คนที่พูดนี้คือคนไม่จริง คนที่มีความจริงเอาความจริงมาพูด พอเอาความจริงมาพูด มาพูดออกไปนี้คือความไม่จริง ความจริงมันก็อยู่กับเรานี่แหละ แต่ที่พูดออกไปนี้บอกให้คุณ แล้วคุณมีความจริงอันนี้ ถ้าคุณมีความจริงอันนี้พอเราพูดออกไปคุณก็ รู้ อ๋อ ถ้าคุณมีความจริง คุณพูดไม่เป็น ฟังแล้วก็จะรู้ เช่น เมื่อกี้นี้พูดกับคนต่างชาติ คนต่างชาติพยายามพูดภาษาไทย อาตมาก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง เขาก็เลยพยายามใช้ภาษาเพื่อจะบอกความจริงที่เขามี เสร็จแล้วภาษาที่เขาพูด อาตมาก็ไม่รู้ก็เลยได้แต่ความไม่จริง ทีนี้อาตมาพูดความจริง คุณฟังความจริงออกก็ได้ความจริงไป ภาษาคุณไม่ต้องพูดก็ได้ของจริงไปแล้ว ทีนี้ คุณจะเอาของจริงไปให้ใคร เป็นคนนี่มันมีภาษาให้สื่อได้ ก็บอกให้ไปทำเอง ถ้าเขามีอยู่แล้ว บอกว่าเคยมีแต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว เอาโกรธไป อ๋อ เคยมี บางคนบอกว่าอย่าว่าแต่เคยเลยเดี๋ยวนี้ก็มีอยู่ แต่รู้ได้ เอา หรือจะไม่เอา แต่มันยังมีอยู่เอาออกไม่ได้หมด ไม่อยากมีหรอก ความจริงกับภาษาพูดนี้จะสลับไปมา อาตมาพูด ก็ไม่จริง จริงไปอยู่ที่คนอื่นพอจะรับได้ ถ้าคุณมีจริงแล้ว บอกมา ก็เอาของไม่จริงยื่นมาให้ แต่อาตมามีของจริงก็จบ แต่ถ้าคุณพูดออกมา อาตมารับปั๊บ อาตมาไม่มีก็ยังไม่ตรงก็ไม่มี ที่พูดวนนี้คือธรรมะ 2 ถ้าอะไรเกิด 2 แล้วมันจะสลับไปมา ถ้ายิ่งเป็นสองคนสองสิ่ง มันจะสลับไปมา สองคนนี้จะพูดคุยสื่อสิ่งหนึ่ง ต่างคนจะสลับกันทันที่เลยตลอดมา คนหนึ่งพูด คนหนึ่งรับไป ความจริงก็ไม่อยู่ที่คนพูด พูดนี้ไม่จริง ที่จริง ถ้าคนนี้รับได้ไม่ต้องพูดเขาก็จริง แต่ถ้าเขาไม่มี เขาพูดออกมา ถ้ามันตรงกับความจริงเท่าไหร่ มันก็ยังไม่จริง เพราะเขาแค่พูด แค่บัญญัติสื่อสิ่งแทน นี่แหละคือความเมา ความสลับไปสลับมาที่ทำให้ จะอธิบายสัจจะสูงสุด รู้ประเด็นนี้แล้วจะพยายามสื่อ ถ้ามันหยาบ ไม่ใช่นามธรรมที่เดียวมันก็สื่อสารกันง่าย เข้าใจได้ ถ้าไม่ใช่สิ่งหยาบ เป็นสิ่งที่ละเอียดก็ยากขึ้นยากขึ้นจนกระทั่งยากมาก การศึกษาความจริงกับสิ่งแทน กับคนที่เกิด คนที่ไม่พากเพียรคือกูไม่ยุ่งกับใครไม่สื่อกับใคร สื่อสารไปคนก็ไม่เข้าใจ อันนี้เป็นลัทธิอยู่คนเดียว จะต้องอยู่กับสิ่งแวดล้อมที่เขาต้องอาศัยกินใช้ ก็เหมือนสัตว์เดรัจฉานบางตัว ปลูกกินทำกินไปแต่ไปอยู่อย่างไร ก็ต้องหมดอายุ ก็ต้องตาย คนคนนั้นก็เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปเฉยๆไม่มีความเจริญอะไร มีแต่ถ้าเผื่อว่าคิดอย่างนี้ถือว่าอย่างนี้เป็นสิ่งดี แม้เขาจะมีวิบากต้องเกิดมา ก็ติดยึดต้องเป็นคนอย่างนี้ อยู่คนเดียวกินคนเดียวตายคนเดียว ต่อให้ไม่ไปทำลายสัตว์อื่นให้เป็นวิบากเลย ยุ่งแต่อุตุนิยาม พีชนิยาม สองอันนี้ไม่มีการจองเวรไม่มีวิบาก พวกธาตุดินน้ำลมไฟ มหาภูตรูป กับชีวะแค่พีชะ ไม่มีการจองเวรจองกรรมไม่มีรักไม่มีชัง ไม่มีวิบากอะไรกับใคร คนยังสงสัยไม่รู้รอบถ้วนก็งง บอกว่ากินพืช พืชมันก็มีชีวิตก็จะเป็นบาปเขาไม่รู้ก็เถียงไป เขาไม่รู้ว่าเป็นสัตว์ เป็นจิตนิยามเป็นต้นไปถึงมีวิบาก ถ้าไม่รู้ละเอียดอย่างนี้ก็จะไม่จบ ถ้ารู้ละเอียดลอออย่างนี้ก็จะไปกินทำไมกับเนื้อสัตว์ เพราะกินแล้วมันจองเวรจองกรรม เปิดที่มันไม่ได้คิดว่ามันจะจองเวรจองกรรม แต่มันมีธาตุอัตตาตัวตน พืชเป็นตัวตนแล้วแต่เป็นตัวตนที่ไม่สร้างวิบากแต่ถ้าเริ่มเป็นสัตว์ มันเป็นพลังงานตัวใหม่ที่มี วิบาก เริ่มตั้งแต่เซลล์สามเซลล์ ครบพีชะก็ตัวตนสาม จิตนิยามก็ตัวตนสาม จากสามเส้า 3 6 9 แล้วเป็น 10 อธิบายเป็นเรื่องของปรมัตถ์เป็นเรื่องของนามธรรม อรูปละเอียดมาก แต่ก็มีพลังงานลักษณะอย่างทางฟิสิกส์ เกิดการดูดการผลัก สลายทำลายไป เกิดก็ได้ จนมาเป็นชีวะก็มีตัวเจ้าของเป็นประธานมี 2 ธาตุ ธาตุบวก ลบ อิตถีภาวะกับปุริสภาวะ ตัวประธานคือ i มี she กับ he หญิง ชาย กับตัวประธานสังเคราะห์กัน จะล้างกันสังเคราะห์กันไปอีกนานเท่านาน
สามเส้าของ บวร บ้าน วัด โรงเรียน มาพูดถึงสิ่งที่หยาบกว่านั้น อธิบายสามเส้าของตัวหยาบคือ บ้าน วัดโรงเรียน ตอนนี้อาตมาพยายามบูรณาการวิวัฒนาการความเป็นบ้าน วัดโรงเรียน ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ให้เป็นความสำเร็จ บ้านหมู่บ้านสังคม จนกระทั่งถึงหมู่บ้านใหญ่ขึ้น เป็นตำบลเป็นอำเภอเป็นจังหวัดก็ตาม อาตมาไม่ได้มักใหญ่ใฝ่สูงจะให้เป็นสาธารณโภคี ทั้งจังหวัด อาตมาไม่หวังหรอกในชาตินี้ อย่างที่ราชธานีอโศก มีอยู่ 11-12 หมู่บ้าน อาตมาก็ไม่เคยคิดว่าจะได้ทั้ง 12 หมู่บ้านหรอก ถ้ามันได้สัก 8 หมู่บ้านก็ไชโยแล้ว นี่หมู่บ้านที่ 2 ก็ไม่ได้แล้ว แต่ไม่แน่ อัตราก้าวหน้าอาจเป็นไปได้ บ้านวัดโรงเรียน เป็นเสาเส้า อยู่กันอย่างมีคุณภาพระดับสาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7 ระดับสาธารณโภคี อยู่กันอย่างมีเมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม มีเกื้อกูลช่วยเหลือ แบ่งกันแจกกัน ไม่วิวาท เป็นเอกีภาวะ อยู่กันอย่างเป็นปึกแผ่นอย่างที่เราเป็นไปได้ เสร็จแล้ว เราก็จะเชื่อมโยงให้อันอื่นมาเป็นเช่นเราเป็น ให้การศึกษา เกื้อกูลช่วยเหลือ ผูกสัมพันธ์เชื่อมต่อให้ความรู้ ให้ความจริง เช่น เราทำอยู่ทุกวันนี้ เอาความจริงมาอธิบาย เช่นที่อาตมาตั้งหลักที่ราชธานี เป็นตัวต้น ตัวหัวหน้า เราจะมีการเชื่อมโยงกับสังคมด้วย สังคมก็มีการค้าขายเราก็มี สังคมมีเผื่อแผ่แจกจ่ายกันเราก็มี สังคมมีการสัมพันธ์ติดต่อกันไปมาเราก็มี สังคมเขามีการจ้างกันมีวานกัน เราก็มี มีการค้าการขายเราก็มี สรุปคือเรื่องแจกของกันไปมา แลกกันไปมา เผื่อกันไปมา หลักเกณฑ์ของเราก็คือ จะแจกให้จะต้องต่ำกว่าราคาตลาด นี่ถือว่าเป็นคนแย่สุดแล้ว ของที่เรามีจากให้คนอื่นแล้วและกลับมาในราคาต่ำกว่าราคาตลาด ในกลุ่มชาวอโศกทำแบบนี้ถือว่าชั่วที่สุด ดีที่สุดคือแจกฟรี แต่เอากลับคืนมาแม้ไม่เกินราคาตลาด ต่ำกว่าราคาตลาดก็ถือว่าชั่วที่สุดแล้วในสี่ขั้นนี้ หนึ่ง ต่ำกว่าราคาตลาด สองเท่าทุน สามต่ำกว่าทุน สี่ แจกฟรี ถ้าใครเกินกว่าราคาตลาดนี้ ไม่ต้องพูด แค่ต่ำกว่าราคาตลาดก็ยังชั่วที่สุดแล้ว เพราะฉะนั้นจะต้องต่ำกว่าทุน ไม่ใช่แค่ต่ำกว่าราคาตลาด ราคาตลาดมันขึ้นอยู่กับอะไรต่างๆ แบบทุนนิยม มันเอาตัวมากสุดไปตั้ง คนอย่างเราไม่ยุ่งกับเขาหรอก สรุปแล้ว การแลกเปลี่ยนของเรากับสังคมมนุษยชาติก็มี แต่นโยบายของเรา เป็นการแลกเปลี่ยนโดยการไม่เอาเปรียบ แลกเปลี่ยนด้วยการเสียเปรียบ หรือสละเสีย เราเสียให้เขานี่แหละคือเราได้ จบพระราชดำรัสของในหลวง ตรัสไว้ท่านก็จบเท่านี้ สอง การศึกษาเล่าเรียน ที่จะใช้ความรู้สามัญในโลก เป็นพื้นฐานเราก็มีไม่ได้ต่ำกว่ามาตรฐานของแต่ละสังคมประเทศ การศึกษาตามกระทรวงเขากำหนดเราก็มี โรงเรียนสอนตามนิตินัยเราก็มี เป็นความรู้สามัญโลกีย์ในโลก ส่วนความรู้อาริยธรรม ไม่ถือตัวตน ลดตัวตน เห็นแก่ตัวตนให้น้อยที่สุดจนไม่มีตัวตนไม่เห็นแก่ตัวได้เลยก็จบ
ความรู้อันนี้เราก็ต้องเป็นหลัก โรงเรียนของเราจึงเป็นโรงเรียนศึกษาโลกุตระ ไม่ใช่โรงเรียนแบบโลกียะ ซึ่งก็เข้าใจกันได้ยาก แต่มันก็เป็นเรื่องเลี่ยงไม่ได้ไม่มีทางเลือก เป็นเรื่องที่จะต้องทำถ้าไม่ทำก็ไม่มีใครทำ มันต้องเป็นเรา การศึกษาที่เป็นการศึกษาลึกซึ้งสูงสุดคือการศึกษาที่ไม่แยกจากความเป็นคน ไม่แยกจากสังคมกลุ่มหมู่ ไม่แยกจากทั้งตัวตนบุคคล กรรมกิริยา กาย วาจา ใจ ทั้งสิ่งหมุนเวียนวัตถุแรงงานความคิดก็ไม่ได้แยก เรียนรู้กันหมด การศึกษาที่เรียนรู้อย่างไม่แบ่งแยก ก็ต้องทำร่วมกันตั้งแต่ตัวบุคคล ลึกที่สุด วิญญาณจะไม่แยกกัน อาตมาระลึกได้ แล้วก็กำลังจะเอามาย้ำยืนยันให้พวกเราเข้าใจ คือวิญญาณลึกละเอียดเนียนแบบไม่ต้องรู้ตัวไม่ต้องเจตนาไม่ต้องยัดเยียด แต่เป็นพลังงานละเอียดที่ซึมเข้าหากัน อาตมาใช้ภาษาว่า osmosis คนจะมีเจตนาหรือไม่ก็ตาม จะอยากให้ซึมเข้าหาหรือไม่ แต่น้ำก็ไหลเข้าหาน้ำ น้ำมันไหลเข้าหน้าน้ำมัน ธาตุที่ดูดกันก็จะรวมกัน ธาตุที่ผลักกันก็จะทำลายกัน osmosis มันดูดกันเอง จะมีธาตุรู้หรือไม่ก็เป็นของมันเอง มันไหลเข้าหากันเอง คุณไปห้ามมันก็ไม่อยู่ ไม่มีสิทธิ์จะไปหามันเลย เอามือเท้า ไปห้ามของละเอียดได้หรือ มันยิ่งกว่าหายตัวเลย ทะลุทะลวงกำแพงได้หมด กั้นมันไม่อยู่หรอก ในลักษณะ osmosis อาตมาถึงว่าจะทำการศึกษาที่ไม่แยกอะไรเลย ตลาดจะอยู่ที่เดียวกันกับมหาวิทยาลัย อาตมาสร้างเฮือนสวน โรงเรือนพื้นที่ 11 ไร่ ชั้นบนเป็นการศึกษา ชั้นล่างเป็นตลาด รับรองว่ากระทรวงการศึกษาไม่อนุญาตหรอก แต่ปัญหาก็จะทำ อย่างไรก็สอนฟรีไม่เก็บเงิน ใครจะมาเรียนเข้าเรียนฟรี ต้องการให้เป็นที่สอนสัจจะ ไปขนาดนั้นยังไม่ค่อยมีคนมาเรียนเลย เรามีคนหนึ่งครึ่งคนเราก็ทำ ครึ่งคนคือมันไม่เรียนเต็มใจมาแค่ครึ่งใจ แค่คนแสวงหามี อาตมาไม่ได้ขาดลูกค้าหรอก นร.ก็จะมี ครูก็จะมี อย่างน้อยอาตมาไม่ตายก็เป็นครู แต่คนที่ชัดเจนจะมาช่วย ก็จะตั้งหน้าตั้งตาสืบสานความรู้ของพระพุทธเจ้า เป็นพุทธศาสตร์ เรามั่นใจว่าไม่ใช่ของปลอมของเก๊แต่เป็นของจริงนี่คือศาสตร์ของพระพุทธเจ้า ที่จะต้องสืบสานต่อไป ตั้งแต่หยาบถึงละเอียด ละเอียดถึงหยาบ คนที่มีปัญญาจะรู้ว่ามันอยู่กันอย่างไม่มีตัวตนไม่ขี้เหนียว แจกจ่ายช่วยเหลือ อยู่กันอย่างอิสระช่วยเหลือกันไม่ไปทำร้ายใคร ก็เห็นว่าดีก็มาช่วยกัน อาตมาว่า นี่เป็นสภาวะจริงที่คนมีปัญญามีความรู้ที่รู้ได้ชัดอันนี้ คนไหนๆแสวงหาเขาต้องมาเอา แม้มันจะมีมากหรือมีน้อยแค่ไหน ถ้ามันมี แต่อาตมาว่ามันไม่หมดไม่อยู่ในฐานะไม่มี เพราะอย่างน้อยนักบวชก็ต้องอยู่แล้วอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 5 คน พระพุทธเจ้าเริ่มจาก 5 คน ทำไปจนกว่าจะตาย ความจริงนั้นมีสิ่งเดียวไม่มีสอง สัจจะไม่มี 2 มีสิ่งเดียว สิ่งที่เกิดเป็น2 ก็รู้ว่าสองคือความต่าง แต่อันหนึ่งต้องเป็นรองอันหนึ่งต้องเป็นหลัก อาตมามุ่งมั่น ที่ยังไม่ตายง่ายๆ จะพยายามสร้างสิ่งนี้ให้สำเร็จเป็นวงจร ให้สำเร็จอย่างดีก่อน ถ้าแม้ว่าอาตมาทำไม่สำเร็จจริงๆอาตมาเชื่อว่า ผู้ที่ยังอยู่จะสืบสานต่อไปให้ดี แต่ไม่อยากให้ตกหนักที่ท่านเท่านั้น จะอย่างไรก็พยายามพากเพียร ให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนมากขึ้น เพราะฉะนั้นหมู่บ้านก็ดี ธรรมะ หรือ วัด ก็ดี จะต้อง ให้เกิดอยู่ตลอดเวลา โดยการสื่อสารให้รู้ให้เกิด คน เป็นหมู่คน แล้วก็คือธรรม เป็นโลกุตรธรรม ไม่มีตัวตน แต่มีคุณภาพ พุทธพจน์ 7 สาราณียะ ปิยกรณะ ครุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ อาตมาว่า 7 คำนี้สมบูรณ์แบบนี้ ถ้ามีจิตเจ็ดตัวนี้สมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์ อัตภาพของใครมีคุณลักษณะ 7 นี้ สังคหะช่วยเหลือกัน อวิวาทะ จะเห็นได้ว่าชาวอโศกไม่มีการทะเลาะกันอย่างมากมายเลย มีปากหอกเท่านั้น แล้วก็เลือดไม่ออกหรอก มีแต่เจ็บใจ แล้วอยู่ไหนเอามาให้ดูสิว่าเจ็บใจอยู่ตรงไหน สามัคคียะ เรียบร้อยเป็นปึกแผ่นเป็นเอกีภาวะ ภาษาทั้ง 7 นี้ชาวอโศกมีได้แล้ว เราจะทำให้ดียิ่งขึ้น ให้เป็นรูปธรรมที่คนตาบอดเห็นได้ เหมือนอย่างหนูคนตาบอก ร้องเพลงบอกว่า มองเห็นพระเจ้าอยู่หัว แต่เขาเป็นคนตาบอด ประเทศไทยเป็นประเทศแรกที่คนตาบอดแต่มองเห็นหมด เป็นการมองเห็นทางจิตวิญญาณเป็นความลึกซึ้ง ซาบซึ้งประทับใจจริงๆ ไม่มีอะไรหลอกมันจริงสุดยอด เป็นความประทับใจยืนหยัดยืนยันสุดยอดยึดถือ เป็นสิ่งที่ซับซ้อนเป็นการศึกษา ที่สื่อให้ฟังว่า อาตมาพูดออกไปนี่ความจริงหรือไม่...มีสองเสียง จริง และไม่จริง อาตมาพูดไม่จริง แต่ความจริงจะอยู่ที่ใครก็คนนั้น ต้องแยกให้ชัดๆอย่างนี้ สองคำนี้จะสลับไปมา ที่อาตมาต้องอธิบาย ชาติแล้วชาติเล่า เขียนพยัญชนะ แก้ไปแก้มา ขอสรุปจบว่า เราจะทำสิ่งๆนี้ให้เป็นรูปธรรมที่ให้คนเห็นได้มากเท่าที่จะมาก ทุกคนระวังว่า รู้ตัวก็สายเสียแล้ว ต้องให้ รู้ตัวก็สูงเสียแล้ว อย่าให้รู้ตัวก็สายเสียแล้วต้องให้รู้ตัวก็สูงเสียแล้ว...เอวัง
https://youtu.be/EFRVXnuKaSs