600728_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สังคมประเสริฐสุดที่มักถูกมองข้าม.docx
เนื้อหาในไฟล์
600728_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สังคมประเสริฐสุดที่มักถูกมองข้าม
สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้วันศุกร์ที่ 28 กรกฎาคม 2560 ที่ราชธานีอโศก ช่วงนี้เป็นช่วงที่เราจะได้ชมน้ำกันถ้วนหน้า เพราะว่าที่จังหวัดสกลนครตอนนี้น้ำท่วม เขื่อนแตก น้ำทะลักเข้าไปในเมือง สนามบินก็ท่วม ที่ราชธานีอโศก เป็นแหล่งรับน้ำ อย่างน้อยก็น้ำจะขึ้นอีกประมาณ 1 เมตรครึ่ง ใครมีของอยู่ใต้ถุนบ้านก็เก็บได้เลย พ่อครูว่า...เราจะได้ฉลองน้ำกันไหมนี่ เอาเรือใหญ่เข้ามาในนี้ สมณะฟ้าไทว่า…เรือใหญ่ที่จะย้ายก็เอาพลาสติกหุ้ม แล้วลอยเรือย้ายไปได้เลย ประหยัดเงินได้เป็นแสนบาท ชาวบ้านทั้งหลายก็เก็บของกันได้เลย พ่อครูได้อธิบายโลกและอัตตา คนที่เหนือโลกและอัตตาคือคนมีธรรมาธิปไตย พ่อครูอธิบายอรูปอัตตาว่า เมื่อเราล้างโอฬาริกอัตตา และมโนมยอัตตาก็จะสามารถล้างอรูปอัตตาคืออัตตาที่เหลือได้นั่นเอง
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ไตรสิกขาที่ผิดเพี้ยนไปของชาวพุทธ พ่อครูว่า...เรื่องธรรมะนี้อาตมานี่ยังมีเรื่องที่ต้องอธิบายอีกเยอะ อธิบายไปก็รู้สึกไม่ถึงใจตัวเอง บอกไปแนะนำไป ยืนยันกับสังคมไป ทำงานมาเกือบห้าสิบปีแล้ว พูดไป ยกตัวอย่างยืนยัน อ้างอิงปรากฏการณ์จริง เช่น ขณะนี้ ยกหัวเผือกที่เคยกินมา เขาต้มมาหัวเท่านี้ อย่างเก่งก็เท่าหัวแม่โป้งเท้า หรือเท่ากำปั้น แต่นี่หัวใหญ่มาก เทียบกับหน้าอาตมาได้ ความกว้างเกือบหกนิ้ว ที่อาตมาเอามายืนยันพูดถึงประกอบ เพื่อจะให้เห็นว่าคนเรา กิเลสตัณหามันล้ำหน้าเกินไป มันอยากได้ลาภ อยากได้เงิน อยากได้ยศ สรรเสริญเยินยอเป็นโลกธรรม อย่างสิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัย อาหาร ที่อยู่อาศัย เสื้อผ้า ยารักษาโรค คือปัจจัยให้ชีวิตอาศัย หากเรามีแล้วก็จะเบา นอกนั้นก็หาเสริม นอกนั้น ถ้ามีจิตกระสันอยากได้เงินมาก ได้ยศมาก ได้สรรเสริญมาก
อ่านต่อ
อย่างที่คนบอกว่าสุข ล้วนแล้วเป็นสิ่งที่คนหลอกเรา ต้มเรา มันเป็นของเก๊ แล้วทำให้คนอยากได้อยากมีอยากเป็นอยู่ ศาสนาพระพุทธเจ้าให้ละเลิกสิ่งเหล่านี้ อาตมาเกิดมาในชาตินี้ก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยอยากได้ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เสพสัมผัสเสียดสี เกิดมาเป็นลิงลมอมข้าวพอง ผู้มีจิตที่บรรลุมาแต่ปางบรรพ์ก็เมื่อตื่นจากอาการลิงลมอมข้าวพอง(คือการละเล่นอย่างหนึ่งของไทย โดยผูกตาผู้เล่น แล้วก็เขย่าตัวให้เมาเวียนหัว แล้วก็ปล่อยให้วิ่งไล่คน คนไหนถูกจับได้ก็เป็นลิงลมอมข้าวพองต่อ) ตอนนี้ไม่มีการเล่นแบบนี้แล้ว มันถูกโลกครอบงำ พอรู้ตัวหายเมาแล้วก็กลับมาเป็นตัวเอง แต่ถ้ามันเมาโลกีย์จริง ไม่ใช่ลิงลมอมข้าวพอง มันจะหลงไปตลอดไม่เลิก ดีไม่ดีจัดหนักเข้าไปอีก หากไม่ศึกษาไม่ลดละ ไม่ปฏิบัติก็หนักหน้าเรื่อยไป ทุกวันนี้มันน่าเวทนาสงสาร ทั้งที่เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ นับถือศาสนากัน แต่ไม่รู้จักแก่นสาร อาตมาไม่โทษคน แต่โทษวงการศาสนากระแสหลัก ที่พาผิดเพี้ยนกันไปได้อย่างไม่เหลือเชื้อ กลายเป็นเดรัจฉานวิชชาไป ไม่ใช่อาตมาใส่ความ จะมีผู้ที่ชัดเจนไม่ไปกับโลกน้อยคน ในวงการศาสนา อย่างพวกเรานี่ต้านไว้ดึงไว้ก็ยาก แต่ต้องทำ เพราะไม่มีอะไรดีกว่านี้ เสร็จแล้วเขามีพวกมาก ผู้ที่ไม่ต้าน ไม่เห็นแย้งอย่างที่เราพาทำ เราว่าเขาเอา ว่าไปหลงทำไม พวกที่เข้าพวกก็อยู่ด้วยกันส่งเสริมกัน จับมือกัน กอดคอกัน ก็เลยกลายเป็นต้านกับพวกเราที่พูดถึงสัจธรรม เขาก็เลยยิ่งพยายามรวมหัวกัน เป็นโดยอัตโนมัติ ต้านอโศก ยิ่งเถรสมาคมมาประกาศให้เลิกนับถืออโศก เขาก็ยิ่งจะเชื่อตามเพราะว่าทางในประเทศไทยเชื่อถือเถรสมาคมเป็นส่วนใหญ่ มันได้เสื่อมไปแล้ว ไม่ว่าเดรัจฉานวิชชา โลกธรรม ลาภยศ พิธีการพิธีกรรมต่างๆ เต็มไปด้วยเดรัจฉานวิชากันทั้งนั้น ไม่เหลือเลย อาตมาต้องพูดความจริงยืนยันจากพระไตรปิฎก เขาแย้งไม่ได้ เพราะหลักฐานชัดจริง เป็นต้นว่า ทุกวันนี้ศาสนาพุทธในเมืองไทย พระไม่เอาศีลแล้ว จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีลไม่มีแล้ว แล้วบอกว่า ศีลมี 227 เราบอกว่าศีลมี จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล เขาก็งงว่า โพธิรักษ์เอามาจากไหน ดีที่มีในพระไตรปิฎก ศีลเขาไม่มีแล้ว สมาธิก็ไม่มี สมาธิแบบที่มีมาก่อนพระพุทธเจ้าอุบัติอีก เป็นสมาธิทั่วไป เป็น general สมาธิ แต่สมาธิของพระพุทธเจ้าเป็นสัมมาสมาธิ ในศาสนาพุทธทุกวันนี้ พูดตรงๆว่า ไม่มีแล้ว ทั้งที่ในพระไตรปิฎก มหาจัตตารีสกสูตรชัดเจน ว่าปฏิบัติสัมมาสมาธิต้องปฏิบัติจากมรรคทั้ง 7 องค์ แล้วจะรวมเป็นสัมมาสมาธิ ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาปฏิบัติ แต่ให้ คิด พูด ทำ ทำอาชีพการงาน เป็นสัมมา ให้ทำที่แดนที่จิตเกิด แล้วมีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ จับตัวอกุศลจิต ตัณหาได้ มีวิธีฝึกให้เกิดมุทุภูตธาตุ จิตแววไวมีอำนาจ ทำให้กิเลสจางคลายได้ นี่คือ การปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าเกิดสมาธิเพราะลืมตาปฏิบัติ ไม่ต้องไปหนีไปหาที่พัก ไม่ต้องไปนั่งหลับตา ไม่ต้องไปเสียเวลา ไม่ต้องเลย ปฏิบัติอยู่พร้อมไป โดยเอาศีลเป็นกรอบ เบื้องต้นศีล 5 ข้อปฏิบัติให้เกิดสมาธิของศีลห้า มี 1. เกี่ยวกับสัตว์ 2. เกี่ยวกับของ 3. เกี่ยวกับราคะ 4. เกี่ยวกับคำพูด 5.เกี่ยวกับสิ่งเสพติด เอากรอบแค่นี้ก่อน อย่างอื่นอย่าเพิ่งทำ เราก็สู้กับกิเลสในกรอบนี้ เราลดกิเลสได้จนดับกิเลสได้ค่อยขยับเพิ่มเป็นศีล 8 10 26 ศีลมัชฌิมศีล ส่วนมหาศีลเป็นศีลของศาสนาพุทธ แต่ศาสนาพุทธทุกวันนี้ไม่เข้าใจแล้ว เพราะที่ห้ามคือสิ่งที่จะไม่มีในศาสนาพุทธ แต่ทุกวันนี้เขามีกันเต็มไปหมด วัดไหนก็มี แต่ถ้าวัดไหนไม่มีการรดน้ำมนต์จุดธูปเทียนบูชา ขอพร ทำนายทายทัก วัดไหนไม่มีเขาหาว่าไม่ใช่วัด อย่างวัดของเรานี่ไม่มี เขาก็หาว่าไม่ใช่วัด มันจะทำอย่างไร? สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน ทำไมต้องอวดอุตริมนุสธรรม อาตมาพูดไม่ได้ท้อแท้ แต่เป็นการเห็นบทบาทที่เกิดในชีวิต อาตมาเปิดเผยระดับของตัวเองมาก เป็นการอวดอุตริมนุสธรรมก็เยอะ อาตมาเกิดมาชาตินี้เพื่อกอบกู้ศาสนา ได้ก็ได้เท่าที่มันได้ อาตมารู้อยู่ว่า คนที่ฟังทางบ้านที่ไม่ยอมเอาตัวเองมาทางนี้ ไม่ใช่เขาไม่รู้ มีที่รู้อยู่ไม่น้อย แต่ใจมันไม่มีฉันทะ ไม่มีอิทธิบาท พอจะมีปฏิภาณรู้ว่าโพธิรักษ์สอนถูก สอนจริง สอนศาสนาพุทธจริง แต่จิตของเขาก็แค่มีปฏิภาณ ความเฉลียวฉลาดเพราะรู้ว่ามันดี แต่ไม่มีฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ความฉลาดทางนั้นยังไม่มีพลังพอที่จะดึงให้ตัวเขาเอง เอาเวลาแรงงานทุนรอนเอามาทุ่มเทให้กับอันนี้ เขายังเอาเวลาทุนรอนแรงงานไปโถมให้กับ ลาภยศ สรรเสริญ โลกียสุข 99% จะมาเอาอันนี้สัก 5% ก็ยาก สมณะฟ้าไทว่า...ของพ่อครูเพียวๆรับยาก พ่อครูว่า... เพียวๆนี้ไม่ดีหรือ ขนาดเอาคนมีปัญญามาเอาแบบเพียวๆ นี่ได้เร็วไหม ก็ไม่ได้เร็ว แล้วให้เอาพวกขี้โคลนเขลอะ เลยมา ให้ปฏิบัติจะได้หรือ อีกอย่างไม่มีอลังการทางโลก ไม่มีครูอาจารย์ที่ไหนในชาตินี้ แถมอธิบายค้านแย้งกับเถรสมาคมอีก ก็เลย สมณะฟ้าไทว่า...เมื่อไม่มีใครเหมือนเขาก็จะสงสัยว่าใช่หรือเปล่า ทำไมพูดอยู่คนเดียว พ่อครูว่า.. พูดนี้อาตมาเปิดตำราเอาตามพระไตรปิฎก แล้วมันตรงไหม? วันนี้หอบมาสามเล่มเอง ยกตัวอย่าง เล่ม 10 ตั้งแต่มหานิทานสูตร ข้อ 60 ดูกรอานนท์ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง ด้วยประการดังนี้แล ฯ อาตมาอ่านปั๊บ ก็เข้าใจเลยว่านี่คือหัวใจศาสนาพุทธ คนเข้าใจแล้วปฏิบัติได้จะเป็นอรหันต์ได้เพียงแค่เหตุปัจจัยเช่นนี้ สมณะฟ้าไทว่า...ถ้าผมอ่านนี้ไปไม่เป็นเลย พ่อครูว่า...เข้าใจว่าเป็นเช่นนี้ แต่ถ้าคุณได้กุญแจอันนี้จบเลย ปฏิบัติธรรมหากเข้าใจธรรมะ 2 ซึ่งอาตมาแตกคำว่า กาย คำว่าภายนอกกับภายใน ไปแตกคำว่าโลกียะกับโลกุตระ เป็นธรรมะ 2 เจาะเข้าหากรรมฐานในเล่ม 9 พระพุทธเจ้าตรัสว่ากรรมฐานของศาสนาพุทธคือเวทนา หากไม่มีเวทนาไม่มีฐานให้ปฏิบัติ ท่านก็แปลพยัญชนะไม่ได้ ยากเกินกว่าจะเข้าใจ แต่คนไม่เข้าใจเอง 9 ข.87 [87] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า นิพพานในปัจจุบัน ย่อมบัญญัติว่า นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ด้วยเหตุ 5 ประการ เขาเหล่านั้นเว้นผัสสะแล้วจะรู้สึกได้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ แต่เขาอ่านไม่เข้าใจกัน ฐานะก็คือฐาน คือที่ตั้งในการปฏิบัติเป็นกรรมฐาน จะทำอะไรก็ถ้าไม่มีเวทนาเสียแล้ว ไม่มีที่จะให้ปฏิบัติหรอก แต่มันเพี้ยนไปแม้แต่คำว่ากรรมฐานก็เป็นสมถะ เอาดินน้ำไฟลม เอากรรมฐาน 40 ให้จิตจดจ่อกับดิน น้ำไฟ ลม หรือเอาอะไรก็แล้วแต่เป็นกรรมฐาน ให้จิตใจหยุดนิ่งอยู่กับสิ่งนั้น เป็นสมถวิธีทั้งนั้น หากเข้าใจ เอาเวทนาเป็นกรรมฐาน แล้วรู้จักเวทนาในเวทนา ตั้งแต่เวทนา 2 3 5 6 8 36 108 พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎก แต่เขาฟังแล้วไปไม่เป็น บอกเวทนา 108 ก็ไปไม่เป็น จะพูดอธิบายอย่างไร ทำกันไม่เป็นแล้ว ก็น่าสงสาร ถ้าเผื่อว่า จัดการกับเวทนา ให้มันครบ 108 ให้เป็นผล จนบรรลุอุเบกขาเป็น ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา
สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน เพชรแท้หรือเพชรเทียมของชาวพุทธ คนที่มีภูมิปัญญาอย่างพวกคุณ ถือว่ามีบารมี ฟังแล้วเห็นจริงชัดเจนว่า อันนี้ยิ่งกว่าโลกธรรม ที่อาตมาพูดนี้เป็นเรื่องโลกุตรธรรม มันยิ่งกว่าโลกียธรรม ก็ต้องมาเอาอันนี้มาใส่ใจอันนี้ มันจะเป็นจริงกับคนใดก็แล้วแต่ เมื่อเห็นว่าอันนี้มันดีกว่า เช่น สมมุติว่าคุณไปเจออะไรเข้า 2 ชิ้น ไปเจอเพชรเข้าสองก้อน ก้อนหนึ่งเป็นเพชร ดีไม่ดีอีกก้อนหนึ่งไม่ใช่เพชรจริง ไม่ถามหรอกว่าจะเอาก้อนไหน อาตมาว่าอาตมาเอาเพชรจริงมาพูด แล้วคนมาเอาไหม เขาก็ไปเอาเพชรเก๊ ดีไม่ดีรวมหัวกันตีว่าที่อาตมาพูดนี้เพชรเก๊ นั่นพวกเขาเพชรจริง หรือเขาไปเอาเพชรเก๊ก่อน ไปเอาทำไมเพชรเก๊ เขาบอกว่า คนมีปัญญาเท่านั้นที่จะรู้ว่าของอาตมาเป็นเพชรแท้หรือเพชรเทียม พูดไปแล้วเหมือนเราหลงตัวเอง ยกย่องตัวเอง แต่พูดให้เอาความจริงให้ชัด ไม่ได้หลงตัวเลอะเทอะ อาตมาพูดไปเหมือนว่าดูถูกไปในตัว ก็จริง ดูถูกเพื่อให้ฉุกใจสะดุดคิด เกิดมาทำไมเราฉลาดหรือโง่ ไม่รู้ว่าเพชรแท้หรือเพชรเทียม บางคนสัมผัสแล้วรู้ว่าเพชรจริง แต่ทำไมไม่มาเอา ช้าอยู่ไปทำไม คุณจะอยู่ไปอีกกี่ปีถึงตาย จะมีเวลาเหลืออีกกี่ปี แล้วชีวิตนี้ เพชรแท้หรือเพชรเทียมที่ว่าก็ควรจะเข้าใจว่า ชีวิตคนเกิดมาอีกกี่ชาติก็ควรจะได้เพชรแท้ อย่าไปเสียเวลาเอาเพชรเทียม เพชรเก๊ เกิดมาอีกกี่ชาติก็ตาม รู้ว่าเป็นสิ่งไม่แท้ ก็ไปเอา เราก็บอกว่าเราไม่มีบารมี ผู้มีบารมีก็ไปเอาเพชรจริง ก็แสดงว่าโง่ ก้อนเพชรจริงๆเป็นวัตถุนี้ไม่พูดอย่างนี้หรอก กลับจะวิ่งเข้าใส่ ฆ่ากันเลย แย่งกันหัวแตกหัวแตน สรุปแล้ว ว่าเขาเป็นคนไม่มีภูมิปัญญาพอ ถ้ามีภูมิพอเฉลียวฉลาดพอ เกิดมามีชีวิตแล้วจะเห็นว่าสิ่งที่น่าได้ น่ามี น่าเป็น คืออันนี้ เป็นสุภะ น่าได้น่ามีน่าเป็นนะ ชีวิตคนควรได้โลกุตรธรรม อันนี้มันน่าได้ น่ามี น่าเป็น แล้วเราจะไปเสียเวลาอะไรกันนักหนา มาจมวนเวียน ชาติหน้าจะมีวิบาก ให้มาพบพระโพธิสัตว์ มาเจอหมู่กลุ่มอีกหรือเปล่า ? มันไม่ง่ายนะ ในยุคใดจะมีพระโพธิสัตว์มาเกิด แน่นอนว่าพระพุทธเจ้าจะมาเกิดนั้นยากแน่นอน แม้แต่พระโพธิสัตว์ อย่างพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ท่านทรงไม่เหมือนโพธิรักษ์ ท่านทรงงานมีหน้าที่แสดงภูมิโลกุตรธรรมให้เป็นปรากฏการณ์รูปธรรม ไม่ใช่นามธรรม จึงได้เห็นวัตถุธรรมที่ท่านทรงเพื่อประชาชน เพื่อความเป็นอยู่สุขเพื่อความสงบ อย่างเป็นรูปธรรม จนชาวไทย มวลชนคนไทย เป็นพุทธศาสนิกชน 95% เห็น ท่านทรงมา 70 ปี พอทรงสิ้นพระชนม์ ก็พูดกันว่าจะทำตามพระองค์ ทำอย่างพ่อ เดินตามพ่อ จะทำตามพ่อสอน แล้วพูดจริงหรือเปล่า? จำนน เห็นจริง ยังดี ยังมีปฏิภาณรู้ว่าเป็นสิ่งที่ประเสริฐดีงาม ในหลวงเป็นพระโพธิสัตว์ หน้าที่ของพระองค์แบบนั้น แต่อาตมาเป็นพระโพธิสัตว์ ไม่ได้มีหน้าที่อย่างในหลวง เป็นหน้าที่เจาะหาปรมัตถธรรม สัจธรรม ก็เลยเข้าใจยาก อย่างไรรูปธรรมก็ยังเห็นได้ง่ายกว่านามธรรม อาตมาไม่ได้ริษยาหรอก แต่อนุโมทนาสาธุ มาถึงวันนี้แล้วเมืองไทยเรามีธรรมะพระพุทธเจ้าครบรูปครบนาม พอจะเข้าใจชัดเจนกันบ้างไหม
รูปธรรม คุณจะทำอย่างที่ท่านทรงก็ทำสิ แต่รายละเอียดอย่างที่อาตมาพาทำนี้ไม่เป็นสอง เป็นหนึ่งเดียวกันอย่างที่พระองค์ทำ เป็นไปเพื่อ พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) ไม่ได้เป็นไปเพื่อบำเรออัตตา รูปธรรมที่ในหลวงทรงงาน 70 ปี คนก็เข้าใจแล้ว แต่อาตมาทำงานไม่มีรูปธรรม อย่างในหลวง แต่อาตมาทำเรื่องนามธรรม ก็ยังพูดไม่หมดเลย
เอาตัวอย่างแค่ เล่ม 16 วิภังคสูตร ...เรื่องปฏิจจสมุปบาท เป็นอวิชชาข้อที่ 8 ไม่รู้..ทุกข์ (ทุกฺเข อญฺญาณํ) ไม่รู้..ทุกขสมุทัย (ทุกฺขสมุทเย อญฺญาณํ) ไม่รู้..ทุกขนิโรธ (ทุกฺขนิโรเธ อญฺญาณํ) ไม่รู้..ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา (มรรคมีองค์ 8) ไม่รู้ในส่วนอดีต (ที่ไม่เที่ยง) ปุพพันเต อัญญาณัง ไม่รู้ในส่วนอนาคต (ที่ไม่เที่ยง) อปรันเต อัญญาณัง ไม่รู้ทั้งส่วนอดีต-ส่วนอนาคต (ไม่รู้สิ่งที่เที่ยงแท้เท่ากันหมดแล้ว) (ปุพพันตาปรันเต อัญญาณัง) . ไม่รู้ในธรรมทั้งหลาย ที่อาศัยกันเกิดขึ้นเป็นห่วงโซ่แห่ง การเกิดทุกข์ หรือดับทุกข์ ตามหลักปฏิจจสมุปบาท (พตปฎ. ล.34 ข.691 ว่าด้วย อกุศลเหตุของโมหะ)
เอาปฏิจจสมุปบาทมาพูด. . .[5] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิจจสมุปบาท เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป เพราะนามรูป เป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัยจึงมีผัสสะ เพราะผัสสะ เป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติเพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ โสกปริเทวทุกข์โทมนัสและอุปายาส ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ พระพุทธเจ้าตรัสแล้ว ภิกษุก็อุทานว่าไม่เคยได้ยินได้เห็นมาก่อนพระเจ้าข้า แต่ยุคนี้พระพุทธเจ้าพูดมานานแล้ว ก็เคยได้ยินกันหมด แต่ไม่ซาบซึ้งกันเลย ท่านขยายความต่อว่า ชรา มรณะ เป็นอย่างไร ความแก่ ความตาย. . .[5] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิจจสมุปบาท เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัยจึงมีผัสสะ เพราะผัสสะ เป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติเพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ โสกปริเทวทุกข์โทมนัสและอุปายาส ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ
สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน สมบัติที่ควรได้ในพุทธศาสนา [7] ก็ชาติเป็นไฉน ความเกิด(ชาติ) ความบังเกิด(สัญชาติ) ความหยั่งลง(โอกกันติ) เกิด(นิพพัตติ) เกิดจำเพาะ(อภินิพพัตติ) ความปรากฏแห่งขันธ์ ความได้อายตนะครบในหมู่สัตว์นั้นๆ ของ เหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่าชาติ ฯ พ่อครูว่า...ก็ต้องไปเปิดบาลีดูอีกที เพราะที่เขาแปลมาก็งงๆ แต่พออ่านบาลีมันเป็นลำดับ (ชาติ)(สัญชาติ)(โอกกันติ)(นิพพัตติ)(อภินิพพัตติ) ชาติ สัญชาติ ก็คือการเกิดอย่างโลกีย์ พอมาเป็นโอกกันติ ก็มีการเกิดสองแบบคือสั่งสมอวิชชากับอีกแบบสั่งสมวิชชา เริ่มจากมีอัญญา ที่ออกจากโลกีย์ อย่างมากก็วนเวียน สุข ทุกข์ สวย ขี้เหร่ ฯ ไม่มีทางลงมาหาหนึ่งได้ จะวนเวียนเป็นภาวะสองไปตลอด ต้องทำธรรมะสองให้เป็นหนึ่ง แค่นี้อ่านสองข้อนี้ก็จะรู้ว่าเราได้เพชรขนาดไหน ทำธรรมะหนึ่งให้เป็นสองได้กับการเกิดสองอย่างนี้แหละ มันสว่างวาบ ชัดเจนเลย ภพ มีกามภพ รูปภพ อรูปภพ เป็นลำดับ ให้หลุดจากภพกามก่อน เหลือรูปภพ อรูปภพก็ล้างอีก ก็เป็นอรหันต์ ง่ายๆ ท่านก็ตรัสต่อ [8] ก็ภพเป็นไฉน ภพ 3 เหล่านี้คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ นี้เรียกว่าภพ ฯ [9] ก็อุปาทานเป็นไฉน อุปาทาน 4 เหล่านี้คือ กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลพัตตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน นี้เรียกว่า อุปาทาน ฯ คนมันต้องรู้อันนี้แหละ นอกนั้นจะรู้ไปอะไรนักหนา นอกนั้นเป็นสมบัติผลัดกันชม หากชาตินี้คุณได้ ชาติหน้าก็มาแย่งอีก หมุนเวียนไป ชาตินี้ข้าได้เอ็งก็ไม่ได้ ชาติหน้าก็แย่งอีก ได้มากได้น้อย ไม่รู้จบ หากเราจะวนเวียนอยู่อย่างนี้ซวยมาก แล้วเมื่อไหร่มันจะจบ ไม่ใช่ว่าคุณจะรู้ว่าชาตินี้เรารวยแล้ว ชาติหน้าจะจนนั้นไม่จนหรอก เพราะว่าชาตินี้เพราะเอาเงินไปทำบุญเรารวย ทำบุญบ่อยมากเยอะ ทำบุญแล้วเป็นไง ก็สร้างกิเลสเพิ่มขึ้นอีก คุณไม่รู้หรอก สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนมันไม่เหมือนกับที่คุณเรียนรู้มา ไปทำทานก็เรียกว่าไปทำบุญ แทนที่จิตใจจะเป็นบุญ กับจิตเป็นอกุศล แทนที่จะทำทานเพื่อลดความโลภ จะไปสร้างความโลภใส่จิตหนักมากกว่าเก่า ไม่พอ ถูกอาจารย์หลอกอาจารย์ส่งเสริมให้รวย โป้งรวยๆ มหารวย ไม่มีอะไรยับยั้งในความรวย ภาษาของเขา รวยไม่มีที่สิ้นสุด เลยโง่ดึกดําบรรพ์ โง่นักหนา โง่ไม่มีที่สิ้นสุดเลย สอนให้โง่อย่างไม่มีที่ สิ้นสุด อัปมาณา แล้วเขาไม่รู้ว่าเขาโง่อีกต่างหาก ก็เลยโง่อย่างไม่มีที่สิ้นสุด แล้วยังหลงตัวเองว่าฉลาดอีก เราจะไปช่วยกันได้อย่างไร แล้วบอกว่าต้องดูช่องโง่โง่ในช่องเดียวด้วย ปิดประตูด้วย หมายความว่าพวกฉลาดแกมโกง หลอกทุกอย่างให้โง่ดักดานอยู่ตรงนั้น ไม่รู้จริงๆให้ดูช่องเดียวเปิดทั้งวันทั้งคืน คือ หลงงมงายกันหนักหนาสาหัสจริงๆ คือคนที่ถูกครอบงำทางจิต อย่างโงหัวไม่ขึ้น นี่เป็นตัวอย่างที่เกิดในยุคนี้ มีอาจารย์ที่โง่สุดโง่ แล้วมาหลอกให้คนโง่ได้ตามมากที่สุด ประจานสังคมไทยคนไทยว่า มีอาจารย์โง่ขนาดนี้ แล้วมีคนไทยไปโง่ตามขนาดนี้ ขายหน้าจนไม่เหลือขี้ ขี้ก็ไม่มีให้หายแล้ว ขี้หน้าก็ไม่มีให้ขายแล้ว มันเป็นปรากฏการณ์แห่งกึ่งยุคศาสนาพระพุทธเจ้าสมณโคดม เป็นตัวอย่างโลกยุคนี้ให้ธัมมชโยมาเกิดก็ต้องให้โพธิรักษ์มาเกิด ไม่เช่นนั้น ไม่มีใครจะมาประจานหนักหนาสาหัสได้เท่ากับโพธิรักษ์ ด่าอย่างมีหลักฐานอ้างอิง เปิดตำราอ่านนะ
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สมาธิพุทธต้องมีวิจัยรูป 24 ก็ขอเข้าไปลึกๆเรื่องของธรรมะ คำว่าสมาธิ คำว่าสมาธิ มันแปลว่าจิตตั้งมั่น จิตอะไรตั้งมั่น จิตที่ทำให้กิเลสมันหาย ลดละจางคลาย สั่งสมตั้งมั่น จนกิเลสตัวที่เรารู้แล้วเราทำให้มันหายไปได้ไม่ทำให้กิเลสเกิดในจิต สั่งสมความมั่นคงตั้งมั่นเคลื่อนได้เรื่อยๆ เรียกว่าจิตสมาธิ วิธีทำให้เกิดความตั้งมั่นเช่นนี้มีสองนัยใหญ่ๆ นัยยะหนึ่ง คุณก็หลงว่าจิตคุณสงบ แล้วก็มีวิธีทำให้สงบแบบสะกดจิต ไม่ให้จิตใจนึกคิดหรือทำงาน ให้จิตนิ่งๆๆ คุณสั่งสมเช่นนั้นก็ได้ เป็นสมาธิตั้งมั่นเรียกว่าสมถะ จิตสงบ สมถะนี่คือจิตสมถะทั่วไป ซึ่งพระพุทธเจ้าไม่เอา แต่มันใช้เป็นอุปการะธรรมดาธรรมชาติสะกดไว้ข่มไว้ ทำอยู่แล้วด้วยสัญชาตญาณ เช่นคุณมีราคะก็ไม่ปล่อยเรี่ยราด โทสะก็ข่มไว้ไม่ให้เรี่ยราด หรือถ้าใครแสดงออกราคะโทสะเต็มที่อาตมาว่าสังคมนั้นจะมั่วกันขนาดไหน (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) ก็เป็นสัญชาตญาณคนทำได้โดยธรรมชาติอยู่แล้ว ไม่ต้องไปฝึกหรอก แต่เมื่อฝึกก็ทำได้ ทำเก่ง สมณะฟ้าไทว่า...พอสะกดจิตมากๆแล้วบอกให้อ่านจิตก็ยากมากเลย พ่อครูว่า...การสะกดจิตจึงไม่ใช่ของศาสนาพุทธ เขารู้กันทั่วไปเป็นเรื่องง่ายๆพื้นๆตื้นๆ ทำกันอยู่ทั่วไป ไม่ใช่เรื่องพิเศษ แต่ของพระพุทธเจ้าเป็นเรื่องวิปัสสนา วิจัยวิจารณ์ มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ การสะกดจิตนั้นทำได้ทั้งแบบลืมตาและหลับตา พยายามสัมผัสแล้วหยุดคิดอย่านึกนะ แทนที่จะสัมผัสแล้วเกิดอะไรขึ้น เกิดขึ้นแล้วสังขารขึ้นมา แล้วสังขารมันมีอะไรบงการอยู่เรียกว่าวิญญาณ ในวิญญาณแยกเป็น 2 เรียกว่านามรูป แล้วนามรูปตัวนี้วิจัยรูปออกไปเป็นอุปาทายรูป 24 ก็ไม่เรียนกัน แยกไม่เป็น โดยเฉพาะเมื่อ ผัสสะ ปั๊บจะเกิดภาวะ 2 คืออิตถีภาวะกับปุริสภาวะ อิตถีภาวะคือจิตปรุงแต่งกับกิเลสเป็นสอง ก็ทำให้กิเลสอิตถีภาวะนี้ลดลง เป็นอินทรีย์แรงพลังของกิเลส มันมีชีวิตของกิเลสเรียกว่า ชีวิตินทรีย์ทำให้มันลดลงๆๆ มันมีอะไรเป็นอาหาร ตั้งแต่กวฬิงการาหาร ผัสสาหาร วิญญาณาหาร มโนสัญเจตนาหาร รู้แยกแยะกิเลสเป็นเหตุแห่งทุกข์ แล้วฆ่ามันลงไปเป็นธรรมะ 1 จนมันไม่มีตัวตนเหลือเพียงปุริสภาวะ เป็นธรรมะ 1 เป็นยอดวิธีการ ทำธรรมะ 2 ให้เป็น 1 โดยมีองค์ประกอบรู้เหตุปัจจัยรู้ที่เกิดหทยรูป รู้อาหารที่ทำให้เกิด ทุกองคาพยพ สัมผัสลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข จนแม้อาหารที่สัมผัสลิ้น สัมผัสแล้วเกิดเจตนาเป็นกาม เป็นภวตัณหา วิภวตัณหา ก็ล้างกิเลสกาม ตั้งแต่มีปสาทรูปโคจรรูป สัมผัสแล้วก็เกิดภาวรูป ก็ต้องมีปัญญารู้รูปนามจนอ่านตัวกิเลสได้ 1 เป็นสิ่งที่ถูกรู้ คือรูป อันที่รู้คือนาม เป็นsubject รู้ว่านี่คือสักกายะที่เราต้องลดอาการมันไม่ให้มันเกิดมาในจิตเราให้ได้ ทำไปตามปริเฉท เป็นปริเฉทรูป จนทำสำเร็จ เกิดอาการของฐานลหุตา มุทุตา กัมมัญตา อาการเคลื่อนไหวขณะนี้ เป็นพลังงานที่ควบคุมได้ เบาลหุตา มุทุตา เป็นสภาพสอง คือจิต หนึ่งปัญญา สองเจโต อยู่ในมุทุ ในเชิงปัญญาก็รู้ได้ไว ในเจโตก็ดัดได้เร็วไว ง่าย คุณสามารถทำจิตมุทุภูตธาตุให้แววไว ท่านแปลเป็นไทยว่า อ่อน แต่ที่จริงมันไหวไวมาก ทั้งลักษณะเจโต ไหวไว ทั้งปฏิภาณปัญญา ก็ไหวไว คือลักษณะของ มุทุ แต่ภาษาไทยไม่รู้จะไปอย่างไรก็แปลว่าอ่อน อาตมาก็เลยว่ามันอ่อนใจไม่ค่อยรู้เรื่อง ก็เห็นใจว่าท่านไม่รู้จะแปลว่าอย่างไร คือวิการรูป มี ลหุ มุทุ กัมมัญญา สี่ก็เอาไปผสมกับกายกรรมวจีกรรมก็เป็นกายวิญญัติ วจีวิญญัติ รวมเป็นวิการรูป 5 อาตมาเห็นพยัญชนะก็เข้าใจสภาวะธรรมว่าเป็นอย่างไร เอามาอธิบายเป็นภาษาไทยให้ฟัง อาตมาว่าอาตมามีสภาวะนี้ชัดเจนก็เอามาขยายความให้ฟัง ไม่ได้แปลแค่ตามพยัญชนะ เท่านั้น ด้วยความจริงใจไม่ต้องการไปดูแคลน แต่เห็นใจท่านที่แปลกันจริงๆ ที่พยายามรักษาพยัญชนะไม่ให้เสื่อมสูญ ก็ต้องขอบคุณท่านจริงๆ ตรงไหนที่คุณอ่านจิตออกได้ก็คือหทยรูป ไม่ได้อยู่ที่ไหนที่เป็นที่อยู่อย่างที่เขาแปลว่าอยู่ที่ห้องหัวใจห้องสี่ แบบนั้นไม่ใช่ แล้วมันมีชีวิต มีอินทรีย์ แล้วอินทรีย์ชีวะที่เราต้องรู้คือ ชีวิตของกิเลสที่ไม่ตาย เราต้องทำให้มันตาย มันเกิดจากอาหารคือมโนสัญเจตนาหาร กำจัดกิเลสกาม ภว ตัณหา เอากามตัณหาก่อนเป็นอาหารหนักของมันก่อน เมื่ออาหารคุณทำให้ว่างได้ก็จะสำเร็จไปตามลำดับ สำเร็จได้ ก็จะมีวิการรูป 5 แล้วมีลักขณรูป 4 คือ อุปจยะ สันตติ ชรตา อนิจจตา คนที่จบจริงๆจะอยู่กับ ลักขณรูป 4 คือ อุปจยะ สันตติ สองอันนี้ อุปจยะคือเกิด สันตติ คือจะต่อหรือไม่ต่อ ไม่ต่อก็ตาย ถ้าต่อยังมีชรตา และอนิจจตา แต่ถ้าคุณสามารถทำให้เกิดและประคองอยู่ได้ ให้มันเกิดอย่างดีและเป็นกุศล ให้มันเกิดอย่างมีประสิทธิภาพ เป็น Coefficient เป็นสัมประสิทธิ์เลย คุณก็ทำไปสิ มันก็ไม่ชรตา คนมีลักขณรูป 4 จะให้เกิดหรือไม่เกิดก็ได้ คืออมตบุคคล ในฐานะที่ยังไม่ตาย ยังไม่ไปนิพพาน เป็นปริโยสานก็ควบคุมที่สันตติ จะให้ต่อก็ได้ คุณคบกับคนนี้ทำงานกับคนนี้ พอเราจบแล้วไม่ทำงานกับคนนี้ต่อก็ตัดสิ ไม่สันตติ ก็ไม่คิดไม่พูดไม่ทำงานต่อ ที่อธิบายนี้เป็นสภาวะที่อาตมาเป็นอาตมามี จะพูดว่าอวดอุตริมนุสธรรมก็ใช่ มันเป็นอย่างนี้ ทำไมอาตมาต้องอวดอุตริมนุสธรรม เพราะว่า โลกยุคนี้ไม่มีคนเชื่อแล้วว่ามีคนบรรลุธรรม อาตมาก็ต้องอวด พูดอย่างสุภาพว่า อาตมานี่คือผู้บรรลุธรรม เพราะเขาไม่เชื่อเขาว่าไม่มีหรอกมันยากจะตายชัก ก็ยากแล้วพระพุทธเจ้าเอามาประกาศทำไม แถมปิดปากอีกว่า คนที่บอกว่าบรรลุคือคนไม่บรรลุ ผู้ที่ท่านพูดเช่นนี้ ก็เป็นนักศึกษาอย่างเยี่ยม อาตมาเคารพท่านว่าเป็น learned man เป็นคนที่เคารพการศึกษา ใส่ใจค้นคว้าเก็บมามากมาย เก็บรวบรวมเยอะ แทนที่จะพยายามเข้าใจเนื้อแก่นสาร แต่เอามามากก็เลยยาก ที่จะประมวลลงมาหาแก่น มันมากเกินไป ไม่รู้กรอบที่ควรทำให้เสร็จ พระพุทธเจ้าถึงกำหนดศีล 5 8 10 เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย กำหนดที่ธรรมสองแล้วทำให้เหลือหนึ่งให้ได้ อาตมาก็ไม่รู้จะทำอย่างไร บอกแล้วบอกอีก พูดแล้วพูดอีกว่าทำไมต้องบอกว่าตนเองบรรลุ มันน่าหมั่นไส้ คนเขาถือสานะ ว่าบรรลุแล้วไม่ให้บอก ที่จริงพระพุทธเจ้าท่านให้บอกได้ ให้ชัดเจนว่า 1 ต้องมีจริง 2 ไม่มีจิตสาเฐยะคือจิตอยากอวด 3 ต้องมีเมตตา 4 ต้องมีความปรารถนาดีให้คนอื่นได้รับประโยชน์ตรงนี้ อาตมาผิดตรงไหน ถ้าอาตมาไม่ทำก็ทำผิดนะ แล้วนานมากถึงจะบอก อาตมาพูดตั้งแต่เท้าความได้ ตั้งแต่บรรลุธรรมแล้วก็ออกมา แล้วบอกที่วัดมหาธาตุว่าจะพูดธรรมะโดยให้ต
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive