601211_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ต้องโลกุตระจึงแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์30 KB
วันที่แก้ไข18 ธันวาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

601211_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ต้องโลกุตระจึงแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้

สมณะเดินดินว่า…วันนี้วันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม 2560 ที่บวร ราชธานีอโศก ตอนนี้ เขาว่าข่าวทั่วไปมีแต่ข่าวที่ไม่ดี จะมีข่าวที่ดีอยู่บ้างก็คือข่าวของตูน Bodyslam มีมุมมองของว.วชิรเมธีบอกว่า จดหมายจากท่าน ว.วชิรเมธี... #ก้าวคนละก้าว #ก้าวนี้เพื่อหมอพยาบาลและเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลทุกคน” สำหรับเนื้อหาของจดหมายที่ท่าน ว.วชิรเมธี เขียนถึง ตูน ระบุว่า อาตมา รู้จัก ตูน และ ก้อย มาหลายปีฐานะนักร้อง "ตูนไม่ได้วิ่งจากเบตงถึงแม่สายเท่านั้น แต่ตูนได้วิ่งเข้าไปในหัวใจคนไทยทั้ง 70 ล้านดวงด้วยอย่างสง่างาม" การวิ่งของตูนนั้นยิ่งใหญ่มาก ตูนต้องวางชีวิตลงเป็นเดิมพันเพื่อการนี้ สิ่งที่ทำก็เป็นปรากฎการณ์ระดับโลกไม่ลืม แต่ตูน ก้อย และทีมงานก็น่ารักเหลือเกิน เพราะแม้จะทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่เพียงใด แต่ตูน ก้อย และทุกคนกลับอ่อนน้อมถ่อมตนอย่างยิ่ง ตูนทำตัวต่ำติดเส้นดินเส้นหญ้า ตูนทำเหมือนกับว่า ตูนไม่สำคัญอะไรเลย "ความอ่อนน้อมถ่อมตน" และ "การทำดีโดยไม่มีตัวตน" อย่างนี้นี่เองคือสิ่งที่ทำให้ "ก้าวคนละก้าว" ไม่ใช่โครงการของใครคนใดคนหนึ่งอีกต่อไป หากแต่โครงการนี้ได้กลายเป็นโครงการของคนไทยทุกคนไปแล้ว เป็นสิ่งที่น่าคิดว่า ตูนทำด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ได้คิดว่าตัวเองสำคัญ มีคนพยายามบอกว่าเขาคือฮีโร่ แต่เขาบอกว่าตัวเองไม่ใช่ฮีโร่ ฮีโร่ที่แท้จริงคือหมอและพยาบาลที่จะต้องวิ่งอีกยาวนาน แม้จะมีคนวิพากษ์วิจารณ์ว่าเขาทำแบบคนโง่ๆแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ ก็มีคนไปสัมภาษณ์เขา ถามว่าได้ฟังสิ่งที่เขาวิพากษ์วิจารณ์หรือเปล่า เขาก็บอกว่าได้เห็น ก็ถามต่อว่าท้อใจหรือไม่ เขาก็บอกว่าไม่ท้อใจ คิดถึงเป้าหมายมากกว่า คิดถึงว่าคนที่โรงพยาบาลน่าจะได้รับประโยชน์จากโ

อ่านต่อ

ครงการนี้ ส่วนสิ่งที่เขาจะต้องจัดการ ก็คืออารมณ์ของเขาเอง นี่คือเขารู้สึกว่าเขาต้องจัดการกับอารมณ์ของเขามากกว่า อาตมารู้สึกว่า เมื่อเขาคิดอะไรที่จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมกับเพื่อนร่วมโลก ก็ทำให้เขาเกิดปัญญามีความฉลาดขึ้นมา ที่จะทำให้กรรมดีขึ้น ในเราคิดอะไร เล่มต่อไป พ่อครูเขียนว่า ถ้ากรรมใด สามารถทำให้บริสุทธิ์สะอาดมากขึ้นเท่าใดก็เป็นสิ่งที่มีค่ามากขึ้นเท่านั้น ก็ดูว่า แม้เขาไม่ได้เรียนรู้ธรรมะปฏิบัติธรรม แต่เขาก็สามารถทำกรรมของเขาได้อย่างน่าชื่นชม ใครๆก็มองเห็นว่า เขาจะทำโดยไม่ได้คิดว่ากรรมนี้จะเป็นของเขา เขาไม่ได้แสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ ก็ทำให้คนร่วมคิดว่าเป็นโครงการของคนไทยทั้งประเทศที่จะให้การสนับสนุนเขา ก็มองว่าสิ่งที่เขาทำ มันเป็นการทำอย่างไม่มีตัวตน การลดตัวลดตนลงได้ อาตมาคิดว่าโครงการอะไรก็สำเร็จได้ เราก็คงต้องมาศึกษาเรื่องของกรรมกันต่อ ว่า เรื่องของกรรมมีรายละเอียดว่าเราจะทำอย่างไรที่จะทำให้กรรมของเราที่ทำไปเป็นประโยชน์แก่มนุษย์ได้อย่างสูงสุด

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน ต้องใจเพชร จึงกล้าจน พ่อครูว่า...อาตมาคงจะต้องพูดถึงเรื่องความจนหรือว่าการมาเป็นคนจน อีกนานพอสมควรเลยทีเดียว ในโลกขนาดนี้ยุคนี้ทุนนิยมจัดจ้านมาก ครอบงำความคิดของคน ให้คนหลงความรวย จนโง่ หลงความรวย จนเข้าใจยากมาก ว่าความรวยความจนมัน จริงๆแล้วมันไม่ใช่คุณสมบัติ หรือโทษสมบัติกับใครเลย ความจนหรือความรวย ไม่ใช่โทษสมบัติหรือคุณสมบัติของไทยและ ถ้าจะต้องนิยามกันว่าคนจนคืออะไร คนรวยคืออะไร มันต้องนิยามกันให้ชัดเจน คำว่าคนจนมันก็คือ คนที่ไม่สะสมวัตถุสมบัติ ไม่สะสมเอาไว้เป็นของตัวของตน ไม่เป็นของตัวของตัว ถ้ามันจะต้องมีบ้าง มันเป็นส่วนรวมอุดมสมบูรณ์ ก็ควรอุดมสมบูรณ์แล้วสะพัด เป็นต้นทุนที่จะใช้ทำงาน ยิ่งงานใหญ่กว้างก็ยิ่งต้องใช้ทุนมาก ใช้แล้วก็ทำงานให้มันเกิดผลผลิต ให้มันเกิดผลได้ขึ้นมามากขึ้นๆ แล้วนำผลได้ที่มากนั้น ออกไปสะพัดต่อผู้คน ส่วนตนเองนั้น แต่ละบุคคล มันไม่ต้องมากเพิ่มเลย มีปัจจัย 4 แล้วมีบริขาร ยุคนี้มันไม่ใช่แค่บริขาร 8 ที่พระพุทธเจ้าท่านกำหนดให้ภิกษุเท่านั้น บริขารคือเครื่องใช้เป็นปัจจัยชีวิตจำเป็น ในยุคของพระพุทธเจ้ากำหนดให้ภิกษุมี 8 ชนิดเท่านั้น ซึ่งเกี่ยวกับชีวิตที่ตั้งอยู่เท่านั้นเอง แต่ทุกวันนี้เท่าที่ตั้งอยู่มันไม่พอ มันต้องช่วยสร้างสรร กับมนุษยชาติ ยิ่งมีความรู้ความสามารถในการที่จะทำงานอาชีพ ทำกัมมันตะ เพื่อให้เกิดผลผลิต เพื่อให้เกิดสินค้า ให้เกิดสิ่งที่จะต้องเอาไปกินไปใช้ ของมนุษยชาติที่จำเป็น มันก็จะต้องมีพอสมควร แล้วก็สะพัด เกิดผลแล้วสะพัด เกื้อกูลกัน เพราะฉะนั้นตัวบุคคลแต่ละบุคคลนั้น จึงเป็นคนที่ไม่มีทรัพย์สินส่วนตัวมาก ไม่มีรายได้ผลตอบแทนมาให้แก่ตนเองมาก ที่อาตมาพูดยืนยัน เอาตัวเองเข้าอ้างอิง เปรียบเทียบ เอาคณะหมู่อโศกไปยืนยันเปรียบเทียบ ซึ่งมันต่างจากตูน Bodyslam คนที่เข้าใจอยู่ว่าแนวคิดที่จะไปตั้งตัวเองว่าเหนือกว่าคนอื่นนั้นมันต่ำ ต้องอ้างตัวเองต่ำกว่าคนอื่น แล้วตัวเองจะสูงกว่าคนอื่น นั่นอย่างนี้ก็เข้าใจกัน แต่ว่าอาตมาพูดความจริง ยิ่งเป็นความจริงที่จริงๆ เป็นความจริงที่ซับซ้อนลึกซึ้ง อาตมาเองขอแวะบอกตรงนี้ อาตมาเองไม่กลัวนะว่า ความจริงที่อาตมาเสนอ แสดง ประกาศอยู่นี่ อย่างที่อาตมาเป็นและหมู่อโศกเป็นและพาทำให้เป็น ความจริงพวกนี้อาตมาไม่กลัวว่าคนจะไม่เข้าใจในอนาคต อาตมามั่นใจว่าคนจะเข้าใจในอนาคต เพราะว่าคนยุคนี้แสวงหาความจริงที่ลึกซึ้ง ซับซ้อนหลายชั้น ซึ่งคนเข้าใจยาก ของอาตมาที่ทำ เป็นความจริงลึกซึ้งซับซ้อนหลายชั้น อย่างตูน Bodyslam นั้นไม่มากชั้นเท่าไหร่ มันพอเข้าใจได้ มันเป็นเรื่องของโลกีย์ธรรมดา แล้วมันก็เป็นเรื่องของการเข้ากับยุคสมัย ที่เป็นผู้ที่เสียสละเป็นผู้ให้นี้ใครก็ชอบใครก็ยินดี มันเป็นโลกียะ แต่ถ้าจะเป็นโลกุตระแล้วการให้นั้น คนให้ต้องให้แล้วกิเลสตนเองลดลงๆ จนไม่มีกิเลส การให้ทุกที ต้องกิเลสลดลง จนไม่มีกิเลส แต่คนที่ให้ แล้วกดข่มจิตตัวเองได้ อ่านจิตไม่เป็น โดยเฉพาะไม่รู้จักตัวกิเลสสักกายะ ยังไม่เข้าข่ายโลกุตระ ตั้งแต่สังโยชน์ตัวแรก ต้องรู้สักกายะต้องรู้รูปนามของตัวเองเป็นธรรมะ 2 อาตมาพูดไปนี้เป็นภาษาธรรมะ ชั้นโลกุตระ เป็นบัญญัติที่ต้องใช้ ถ้าไม่ใช้ก็ต้องอธิบายขยายความมันจะยาววุ่นวายมาก ก็จำเป็นจะต้องพูดให้ลัดให้สั้น ตัดๆอย่างนี้ซึ่งก็จำเป็น คนก็เข้าใจยังไม่ค่อยได้แต่ก็จำเป็นจะต้องพูดอย่างนี้ไปเรื่อยๆ อาตมาก็ชัดเจนตัวเองว่าโลกกำลังต้องการความฉลาดแบบโลกุตระ ความฉลาดและปัญญาไม่ใช่ความฉลาดแบบเฉโก แล้วเขาก็เดินทางเข้ามาเรื่อยๆ อาตมาดีใจที่ตูน Bodyslam แสดงออกมันเป็นระดับความดีงามที่ชัดที่ดี สมัยนี้มันเห็นแก่ตัวจัดจ้านแล้ว ไม่ค่อยเฉลี่ยออกมาเลย องค์ประกอบที่ตูนแสดง มันเป็นเกี่ยวกับเรื่องความตาย เกี่ยวกับเรื่องสุขภาพของคน ตูนเอง เสียสละกำลังกายของตัวเองอดทนมากใช้สุขภาพตัวเองให้แข็งแรง ลำบากลำบนมากมาย ทรมานทรกรรมเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนมาก แสดงออกและมีสิ่งตอบแทน ก็ไม่เอาเข้าตัวเองอีกก็เป็นสิ่งที่เห็นชัดเจนเป็นการตอบแทนที่ชัด ซึ่งเป็นโลกียะธรรมดา ว่าคนไม่เอาไม่เห็นแก่ตัวพูดง่ายๆนี้ มันเป็นรูปธรรมที่ชัด แม้ใจจะมีกิเลสอยากได้ลึกซึ้งซับซ้อนหรือไม่ ก็ไม่มีใครกล้าจะละลาบละล้วงไปล้วงเข้าไป เพราะเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนมาก เหมาะสมกับยุคสมัย จึงเป็นที่ยอมรับของคนในประเทศไทย แม้แต่ต่างประเทศเขาก็ปฏิเสธข่าวคราวนี้ไม่ได้ ปฏิเสธสัจจะความจริงที่ตูนทำอยู่ตรงนี้ไม่ได้ แต่คนที่ให้ แล้วกดข่มจิตตัวเองได้ อ่านจิตไม่เป็น โดยเฉพาะไม่รู้จักตัวกิเลสสักกายะ ยังไม่เข้าข่ายโลกุตระ ตั้งแต่สังโยชน์ตัวแรก ต้องรู้สักกายะ ต้องรู้รูปนามของตัวเองเป็นธรรมะ ๒ การให้ที่เข้าถึงโลกุตระนั้น คนให้ต้องให้แล้วกิเลสตนเองลดลง ๆ จนไม่มีกิเลส การให้ทุกที ทุกครั้ง ต้องกิเลสลดลง จนไม่มีกิเลส ในความซับซ้อนตรงนี้ อาตมาก็ทำไปอย่างที่เห็น อาตมาก็เข้าใจ ทำไมไม่ลดลงไปทำไมจะต้องแข็งต้องยึดไว้ให้จัดจ้านจะต้องมาเป็นคนจน อะไรที่จะต้องดูเคร่งดูเหมือนเป็นความลำบาก อาตมาก็จำเป็นจะต้องยืนหยัดยืนยันอันนี้ เพราะแม้แต่ในประเทศไทย ผู้บริหารประเทศผู้ที่ดำเนินเรื่องราวที่จะใช้ปฏิภาณความรู้ ในเรื่องที่จะต้องบริหารเศรษฐกิจเป็นต้น ก็ยังบริหารเศรษฐกิจ ยังไม่มั่นใจ ยังเข้าใจไม่ได้ว่า จริงๆแล้ว ต้องดำเนินตามศาสตร์พระราชา ต้องมาจน ต้องทำแบบคนจน ไม่ใช่คนจนที่ไม่ดี แต่เป็นจิตที่ต้องมีปัญญาความเฉลียวฉลาดโลกุตระ ว่า เป็นความฉลาดที่ไม่เหมือนโลกีย์ มันฉลาดกันอย่างมีความรู้ ความแน่ใจ ความมั่นใจ ความเห็นจริง และความเป็นจริง จิตใจมันเป็นจริง มันจะต้องมาจนจริงๆ แล้วก็รู้ยอมรับว่ากิเลสเรายังไม่หมดยังสั่งสม อยากรวยอยากมี ไม่กล้าจน มันยังมีอยู่ ถ้าไม่กล้ามาจนจริงๆ ถึงใจ ใจเพชรจริงๆ ไม่ใจเพชรจริงๆไม่มากล้าจน ถ้ามีใจเพชร แล้วมีใจแข็งใจจริงใจยินดีมีปัญญาชัดเจนฉลาดก็พยายามที่จะทำให้ตัวเองจนได้จริงๆ ไม่ปล่อยให้กิเลสแฝงในตัวเองซับซ้อนหลอกคนอื่นต่อ ทุกวันนี้มีเยอะ ทำตัวเป็นคนรู้คนเข้าใจ แต่ความเป็นจริงยังไม่ถึงขั้นนั้น ถ้าคนรู้และเข้าใจจริง จะมารวมกันกับชาวอโศก ที่พาฝึก คนจะไม่กลัวชาวอโศก คนที่มาอยู่กับชาวอโศกนี้ อยู่กันอย่างสบายใจแม้แต่จะปฏิบัติธรรมหน้านองน้ำตา คือปฏิบัติธรรมได้ยาก ตัวเองนั้นฝืนมาก ทวนกระแสโลกียะเข้าสู่กระแสโลกุตระไม่ค่อยได้ อดทนเอา แต่มันมีปฏิภาณปัญญาเข้าใจว่าอันนี้มันดีจริงๆ ตายก็ตายวะ มันเอาจริงๆ นั่นเรียกว่าศรัทธาแรง แต่ตัวปัญญาที่จะเป็นพลังงานที่ไปลดกิเลสมันยังไม่พอ พลังงานที่จะเป็นพลังงานทางปัญญาที่จะมีประสิทธิภาพ มีอุณหธาตุที่มีฤทธิ์มีประสิทธิภาพ ลด ไฟ ราคะ โทสะ มันไม่พอ อาตมาก็จำเป็นต้องพูดภาษานี้ ไม่เก่งที่จะอธิบายให้ละเอียดให้เข้าใจง่ายๆกว่านี้ ใช้ศัพท์ภาษาไทยง่ายกว่านี้ อาตมายังคงต้องใช้ภาษาบาลีใช้ศัพท์วิชาการ ไม่รู้จะทำอย่างไรให้มันเก่งกว่านี้ แต่อย่างไรๆเสียอาตมาก็ไม่เบลอ ไม่เผลอไม่เล่น ชัดเจนจริงๆมั่นใจจริงๆว่า ที่อาตมาเข้าใจนั้นและมุ่งหมายนั้น มันไม่ผิด พูดอย่างนี้ก็เหมือนกับดันทุรังอวดดี มันดูซับซ้อน คนไม่ชอบหน้าก็จะบอกว่ายึดมั่นถือมั่นตัวเอง ความเห็นตัวเอง ความเห็นคนอื่นไม่ถูกต้องเอาของตัวเอง ยืนยันว่า อาตมาไม่เปลี่ยนแปลงความเห็นเลย จะบอกว่านี่คือความยึดมั่นถือมั่น แต่มันคือความยืนหยัดยืนยันไม่ใช่ยึดมั่นถือมั่น ความยืนหยัดยืนยันนั้นไม่ใช่ความยึดมั่นถือมั่น ไม่ใช่ความดันทุรัง นี่ไม่ได้พูดแก้ตัวแต่พูดด้วยความเข้าใจ มีปัญญาอันชัดเจน ไม่ได้มีสาเฐยจิต หรืออยากอวดโอ่อะไร พูดอย่างกระจ่างชัดเจน

ดร.สมคิด มีบทความว่า...ทิศทางเศรษฐกิจในเมือง สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ แนวทางประชารัฐ การมอบหมายและมอบอำนาจให้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีกำกับการบริหารราชการแทนนายกรัฐมนตรีใน 1. กระทรวงการคลัง 1 กระทรวงการต่างประเทศ 1 กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา 1 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 1 กระทรวงคมนาคม 1 กระทรวงพาณิชย์ 1 กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 1 กระทรวงอุตสาหกรรม 1 สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 1 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนและ 1 สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและงานนิทรรศการ องค์กรมหาชน รวม 8 กระทรวง 3 สำนักงานสำคัญอันอยู่ในกรอบและขอบข่ายอันเรียกว่ากระทรวงและหน่วยงานทางเศรษฐกิจ ถือว่าสำคัญอย่างยิ่งทั้งในทางการเมืองและในทางเศรษฐกิจ ไม่เพียงแต่สะท้อนทิศทางใหม่ของรัฐบาล 58 ที่สำคัญเป็นอย่างมากยังสะท้อนถึงการยอมรับความเป็นจริงในเชิงการบริหารจัดการอันทรงความหมายยิ่ง โดยเฉพาะจากคสช.และจากทหาร บทบาทความหมายแนวทางเศรษฐกิจ แม้ว่าการปรับครมจะมีจุดเริ่มมาจากกระทรวงแรงงานนั้นถือว่าเป็นกระทรวงในทางสังคม แต่การปรับครมก็สะท้อนให้เห็นจุดเด่นเป็นอย่างมากที่เน้นไปยังกระทรวงในทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกระทรวงในทางเศรษฐกิจนั้นถือว่าเป็นปัญหา นั่นก็คือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นั่นก็คือกระทรวงพาณิชย์ และนั่นก็คือกระทรวงพลังงานที่มีส่วนฉุดดึงและทำให้การขับเคลื่อนในทางเศรษฐกิจของประเทศต้องสะดุดหยุดลง สะท้อนให้เห็นว่าคสช.และรัฐบาลยอมรับความเป็นจริง นั่นก็คือความเป็นจริงที่แม้รัฐบาลจากประยุทธ์ 1 มายังประยุทธ์ 4 จะสามารถก่อให้เกิดความสงบอย่างชนิดที่เรียกว่าราบคาบได้ในขอบเขตทั่วประเทศ แต่จุดอ่อนอย่างสำคัญที่ไม่สามารถอวดอ้างได้ด้วยความภาคภูมิยังเป็นเรื่องในทางเศรษฐกิจ แม้จะทุ่มเม็ดเงินไปจำนวนหลายแสนล้านบาทใช้มาตรการภาษีครั้งแล้วครั้งเล่าทั้งลดแลกแจกแถม แต่ก็ยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นขึ้นมาได้ เสียงสะท้อนอันเป็นความเรียกร้องร่วมก็คือ อยากให้ปรับครม.เน้นทางด้านเศรษฐกิจ การที่ครม.ประยุทธ์ 5 พุ่งความสนใจไปในทางเศรษฐกิจและมอบความหมายรับผิดชอบให้อยู่บนบ่าของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์จึงเท่ากับยอมรับความเป็นจริง 1 ยอมรับในทิศทางของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ 1 ยอมรับในความผิดพลาดของตนเอง บริหารจัดการแบ่งแยกปกครอง บทเรียนไม่ว่าจะจากครม.ประยุทธ์ 1 มายังครม.ประยุทธ์ 4 แม้จะมีการเปลี่ยนตัวรองนายกรัฐมนตรีจาก หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล มาเป็นนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ แต่ก็ต้องยอมรับว่าข้อสังเกตจาก หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุลก็ยังดำรงอยู่ นั่นก็คือ หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล เป็นรองนายกรัฐมนตรีและเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจก็จริง แต่ไม่ได้รับการมอบหมายให้กำกับดูแลบางกระทรวงอย่างเช่นกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงคมนาคม นั่นก็คือนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรีและเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจก็จริง แต่ไม่ได้รับการมอบหมายให้กำกับดูแลบางกระทรวงอย่างเช่นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม ตรงกันข้าม มีรองนายกรัฐมนตรีอื่นไปกำกับดูแล หรือไม่ก็เป็นหน่วยงานในสังกัดหน่วยขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี ตรงนี้แหละที่ หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล สรุปว่า เป็นแบ่งแยกแล้วปกครอง ซึ่งไม่เพียงแต่เกิดการลักลั่นในการบริหารจัดการระหว่างรองนายกรัฐมนตรีกับรัฐมนตรีขาใหญ่ในบางกระทรวงเท่านั้น หากแต่ยังทำให้ทิศทางการบริหารจัดการนโยบายเศรษฐกิจไม่ดำเนินไปอย่างเป็นเอกภาพและมีพลังอย่างแท้จริง ผลก็คือหัวหน้าทีมเศรษฐกิจไม่ได้อยู่ในฐานะกำกับงานทางด้านเศรษฐกิจอย่างเป็นจริง ครม.ประยุทธ์ 5 สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ การแบ่งงานให้รองนายกรัฐมนตรีโดยนายกรัฐมนตรีต่อครม.ประยุทธ์ 5 จึงเท่ากับเป็นการเริ่มมิติใหม่ที่งานทางด้านเศรษฐกิจอยู่ในความรับผิดชอบของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์อย่างแท้จริง รูปธรรมก็คือรัฐมนตรีสายทหารถอยออก ไม่เพียงแต่ถอยออกจากกระทรวงเศรษฐกิจไปอยู่กับกระทรวงทางด้านสังคม หากแต่ที่เคยมอบหมายงานในลักษณะแบ่งแยกแล้วปกครองก็เปลี่ยนสะท้อนให้เห็นความไว้วางใจในแนวทางของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์เป็นอย่างสูง เพราะแม้กระทั่งนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นหัวหน้ารัฐบาลก็เปิดทางให้แนวทางเศรษฐกิจของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ได้เบ่งบานอย่างเต็มที่ นั่นก็คือต้องการให้แนวทางประชารัฐไปเอาชนะแนวทางประชานิยม นี่ก็คือการนำเอาจุดแข็งของพรรคไทยรักไทยมาปรับประสานให้เป็นประโยชน์ในทางความเป็นจริงด้วยการบริหารผ่านนโยบาย แปรนามธรรมแห่งความคิดให้เป็นรูปธรรมทางการปฏิบัติ

พ่อครูว่า...ก็เป็นการมองความซับซ้อนของกิริยาอาการลีลาของบทบาททางสังคม ของประเทศ อาตมาก็มองต่อไปว่า แนวคิดของ คุณสมคิด อาตมายังไม่อยากจะไป วิจารณ์ลงลึกมากนัก ตัว ดร.สมคิดเองก็เผยว่า ในหลวงรับสั่งให้รัฐบาลและครมดูแลคนจน ... เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 8 ธ.ค. นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เดินทางมอบนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หลังคณะรัฐมนตรี ประยุทธ์ 5 เข้ารับตำแหน่งใหม่ โดยในการประชุมครั้งนี้มีนายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรฯ นายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรฯ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส) ซึ่งหลังการรับฟังปัญหาและให้แนวทางแก้ปัญหาแก่เกษตรกร เพื่อปรับการทำงานแก้ปัญหาใหม่ ยึดศาสตร์พระราชาเป็นตัวตั้ง และตอบโจทย์การยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม

นายสมคิด กล่าวหลังการมอบนโยบายว่า ในหลวงรัชกาลที่ 10 รับสั่งให้รัฐบาล คณะรัฐมนตรี (ครม.) ดูแลประชาชนโดยเฉพาะคนจนผู้มีรายได้น้อย 30 ล้านคน ในฐานะรองนายกฯ ที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีในการดูแลภาคเกษตรฯ จึงดึงหลายหน่วยงานมาร่วมกับกระทรวงเกษตรฯ แก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรอย่างครบวงจร ดังนั้นการมาครั้งนี้ไม่ได้มาล้วงลูกไม่ได้มาแทรกแซงการทำงาน แต่จะมาร่วมกับภาคเกษตรบูรณาการการทำงาน ทั้งภาคผลิต และฝ่ายการตลาดโดยกระทรวงพาณิชย์ มาร่วมผลักดันให้กลุ่มเกษตรกรมีส่วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้มากขึ้น

กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพาณิชย์ ธ.ก.ส. และมหาดไทย จะบูรณาการทำงานร่วมกันทั้งด้านการผลิต การตลาดของสินค้าเกษตรให้เกิดประสิทธิภาพ โดยนายกฯ สั่งการให้ ปี 2561 ทุกภาคส่วนต้องกระจายรายได้ลงสู่รากหญ้าโดยเร่งผลักดันมาตรการเร่งด่วนเพื่อสร้างรายได้เพิ่มให้กับเกษตรกรระหว่างรอการเก็บเกี่ยว เพื่ออัดเงินลงสู่รากหญ้าให้เร็วที่สุด

“ธนาคารโลกออกรายงานว่า ปัญหาความยากจนของไทยเริ่มดีขึ้น และเริ่มเติบโตอย่างยั่งยืน (พ่อครูว่า...เพราะมีกลุ่มชาวอโศกมีรูปธรรมชัดเจน ปัญหาคนยากจนนี้หมดไปแน่นอน เริ่มเติบโตอย่างยั่งยืนด้วย ในโลกนี้แม้แต่ธนาคารโลกไม่กล้าจะพูดหรอกว่าคนจะต้องมาเป็นคนจน แต่ถ้าจิตไม่ลดกิเลสได้จริง ก็ทำได้แค่ชั่วคราว ถ้าไม่ถึงแก่นถึงราก root ของตัวปัญหาคือกิเลสแล้วไม่ทำลายกิเลสจริง ถ้าทำลายกิเลสจริง ปัญญาจะเกิด ถ้าทำลายกิเลสตัวโง่ได้ อวิชชาลด วิชชาก็เกิด มันคู่กันเหมือนเหรียญสองด้าน อวิชชาลด วิชชาก็เกิด โดยไม่ต้องไปทำอะไรมัน ลดเหตุแห่งทุกข์ได้ สุขก็หมดไปตาม ไม่ต้องทำอะไรความสุขหรอก ต้นเหตุคือความทุกข์) จึงทำให้ช่องว่างทางเศรษฐกิจของไทยกับอาเซียนเช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย ขณะนี้สัดส่วนมูลค่าการเกษตรของไทยมีสัดส่วนประมาณ 8-9% ของจีดีพีของประเทศ หากเทียบจำนวนเกษตรกรถือว่าน้อยมาก จึงต้องเร่งอุดช่องว่างนี้ ผลักดันให้กลุ่มเกษตรกรมีส่วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้มากขึ้น โดยการบูรณาการทำงานร่วมกันทั้งด้านการผลิต การตลาดของสินค้าเกษตรให้เกิดประสิทธิภาพ ซึ่งจะส่งผลให้สัดส่วนภาคเกษตรมีรายได้สูงขึ้นส่งผลให้สัดส่วนภาคเกษตรในจีดีพีของประเทศเพิ่มขึ้นได้”

นายสมคิด กล่าวว่า รัฐบาลต้องการดึงกระทรวงด้านเศรษฐกิจมาบูรณาการร่วมกัน ทั้งกระทรวงพาณิชย์ กรมการค้าภายใน ช่วยเหลือด้านการตลาด การผลิต ร่วมกับ ธ.ก.ส. โดยกระทรวงเกษตรฯกับ ธ.ก.ส.ต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด และดึงกระทรวงการท่องเที่ยวฯ มาส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจในชนบท เพราะเกษตรกรเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพของไทย เห็นได้จากจีนได้นำเทคโนโลยีมาพัฒนาด้านเกษตรฯ จึงผลิตสินค้าเกษตรออกสู่ตลาดจำนวนมาก และทำให้แข่งขันตลาดได้ราคาถูก ขณะที่ไทยยังเผชิญกับต้นทุนสูง จึงต้องบริหารจัดการหลายด้าน

“ที่ว่างจากการเก็บเกี่ยว รอผลผลิตรอบใหม่ เกษตรกรจะต้องมีรายได้ ซึ่งกระทรวงเกษตรจะเข้าไปดูรายละเอียดเกี่ยวกับรายชื่อเกษตรกรที่ไปขึ้นทะเบียนคนจน เพื่อแก้ปัญหาเป็นรายครัวเรือน ขณะที่กระทรวงพาณิชย์จะต้องเข้ามาช่วยเรื่องการตลาด ไม่ใช่ปลูกมาแล้วไม่รู้จะขายใคร ต้องดึงภาคเอกชน โดยเฉพาะภาคส่งออกเข้าร่วมสู้กับปัญหาผลผลิตราคาตกต่ำด้วย ที่ผ่านมาปัญหาภาคเกษตรที่สำคัญคือการบริหารจัดการข้อมูล ซึ่งไม่มีเจ้าภาพที่ชัดเจน จึงได้ให้นโยบายไปว่าพืชเศรษฐกิจหลัก เช่น ข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง และผลไม้จะต้องมีเจ้าภาพที่ระบุตัวบุคคลได้”

โดยเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องดำเนินการ คือ ปัญหายาง หลักการคือ ปัญหายางพาราเป็นปัญหาที่สะสมกันมา 15 ปีที่แล้ว ปลูกยางเฉพาะที่ภาคใต้ เสร็จแล้วก็ขยายไปปลูกภาคเหนือและอีสาน เพราะราคายางสูง ไม่มีสินค้าทดแทน ซึ่งเกษตรกรก็มีรายได้เพิ่มเติม แต่ 15 ปีที่ผ่านมา ราคาน้ำมันลด ผลผลิตล้นตลาด แต่ไม่เคยมีการคิดเพิ่มมูลค่าให้กับยาง ดังนั้นต้องแก้ไขปัญหา คือ ในระยะสั้น ถ้าจะประคองให้ราคานั้นอยู่ในภาวะที่เหมาะสม สมเหตุสมผลได้อย่างไร เรารู้ว่าต้นทุนการผลิตยางอยู่ที่เท่าไหร่ การที่ราคายางพารานั้นต่ำกว่าต้นทุนไม่ควรอยู่แล้ว ตอนนี้กระทรวงเกษตรฯ ก็กำลังหารือกับผู้ประกอบการ ส่วนในระยะยาว ในการทำราคายางให้เหมาะสม เพิ่มมูลค่ามากขึ้น

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน ลดกิเลสได้นั้นยอดกว่าการเพิ่มเงินให้คน พ่อครูว่า...ก็ขอสรุปเข้าเป้าว่าจะทำอย่างไร ก็ต้องทำอย่างโลกุตระ ทำอย่างไรอย่างไรคุณก็แข่งกับเขาตลอดเวลาแล้วก็สมบัติผลัดกันชม โลกียะไม่มีอะไรอย่างอื่นหรอก ก็เป็นสมบัติผลัดกันชม ใครมีมากก็ได้สบาย แต่ถ้าเผื่อมาลดกิเลส หมดความเห็นแก่ตัวหมดความโลภหมดความเห็นแก่ได้ แล้วจิตก็จะสบาย ไม่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย ไม่จำเป็นต้องมีเงินทองทรัพย์สินอะไรมาก ลดอันนี้ให้จริง การลดกิเลสของคนได้จริงนี่นะ มันดียิ่งกว่า การเพิ่มเงินให้แก่คน ล้านๆๆๆเท่า การลดกิเลสคนได้จริง มันยอดเยี่ยมกว่าการไปเพิ่มเงินให้คนล้านๆๆๆเท่า แล้วมันจะขี้โลภเพิ่มขึ้นๆ ไม่มีทางเบาไม่มีทางง่าย มีแต่ทางหนักหน้า อาตมาว่าเชื่อพระพุทธเจ้า เชื่อในหลวงรัชกาลที่ 9 เถิด ศึกษาให้ดีๆ ทำอย่างไรจะเรียกว่าทำแบบคนจน หรือมาขาดทุนคือเราได้กำไร ซึ่งจะต้องไม่ได้กลับมาเกินทุน ช่วยกสิกรก็ต้องได้กลับมาเกินทุน อย่างนี้ไม่จบ เกษตรกรจะต้องมีเงินได้ต่ำกว่าทุนให้มีชีวิตรอด แหม ถ้ามาก็เห็นใจเขานะ เพราะจะทำให้เกษตรกรเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร ก็จะต้องทำอย่างทฤษฎีพระพุทธเจ้าเท่านั้น ที่เราเป็นอย่างนี้ได้เพราะทฤษฎีพระพุทธเจ้า ของในหลวงก็ทฤษฎีของพระพุทธเจ้าเพราะท่านเป็นพระโพธิสัตว์ มันไม่มีอย่างอื่นเลยไม่มีทางเลือกอื่นเลย ศาสตร์พระราชา พระราชดำรัสเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง เคยอ่านไปแล้วแต่ขออ่านซ้ำ พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วันที่ 18 กรกฎาคม 2517

“.....การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือ ความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและใช้อุปกรณ์ที่ประหยัดแต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป หากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญ ยกเศรษฐกิจขึ้นให้รวดเร็วแต่ประการเดียว โดยไม่ให้แผนปฏิบัติการสัมพันธ์กับสภาวะของประเทศและของประชาชนโดยสอดคล้องด้วย ก็จะเกิดความไม่สมดุลในเรื่องต่างๆ ขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นความยุ่งยากล้มเหลวได้ในที่สุด ดังเห็นได้ที่อารยประเทศหลายประเทศกำลังประสบปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงอยู่ในเวลานี้.....” (ปัจจุบันนี้ประชากรไม่พอกินพอใช้เพราะวิถีชีวิตเปลี่ยนไปเป็นซื้อกินซื้อใช้ ไม่ทำกินทำใช้ เลยมีผลให้หนี้สินท่วม ทั่วหน้ากัน) พ่อครูว่า...พอกินพอใช้คือสันตุฏฐีธรรม เท่านี้เราพอ เกินกว่านี้เราสะพัดออก เท่านี้ก็คือเศรษฐกิจที่หมดความเห็นแก่ตัวแล้วด้วยพยัญชนะภาษา ตัวเองมีแค่นี้พอ ไม่เห็นแก่ตัว อาจจะมีความเห็นแก่ตัวอยู่จำนวนหนึ่ง แต่เกินกว่านี้ไม่เอาแล้ว นี่คือขีดสันโดษ แล้วทำให้ตัวเองกินน้อยใช้น้อยลงก็พอกินพอใช้ แม้น้อยลง สุขภาพไม่เสีย แต่มีการสร้างสรรการพัฒนา ได้เงินมาก็เอามาพัฒนาต่อได้ มีการหมุนเวียน มีสมรรถนะมีปัญญาที่จะทำให้เจริญสูงขึ้นได้ พูดไปแล้วก็มามองวนมาถึงชาวอโศก มีอัตราก้าวหน้าขึ้นไป ใช้ทุนน้อยลง ใช้ค่าโสหุ้ยน้อยลง ประสิทธิภาพเกษตรดีมากขึ้นกล้วยลูกใหญ่ขึ้น ส้มโอลูกใหญ่ขึ้น ฟักแฟงลูกใหญ่ขึ้น มันเป็นผลจากประสิทธิภาพและความรู้ของเรา เราอุดมสมบูรณ์ พวกนี้จะเป็นไปตามที่เราทำอย่างถูกต้อง มันเกิดเองไม่ได้หรอกพวกนี้ เราช่วยมันให้ได้สัดส่วน ว่าเจริญ ของก็ดีขึ้น เอาไปขาย ก็ถูกลง ของดี ราคาถูก ซื่อสัตย์ มีน้ำใจ ขายสด งดเชื่อ เบื่อทวงปวดท้อง เอาไปท่องเลยสูตรนี้ เจริญถ่ายเดียว คำว่าเศรษฐกิจเจริญคือความเป็นมนุษย์ วรรณะ 9 วรรณะ 9 เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ 9 ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) “.....การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือ ความพอมี พอกิน พอใช้ ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน