600521_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ สังคมประเสริฐสุดต้อง บวร.docx
เนื้อหาในไฟล์
600521_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ สังคมประเสริฐสุดต้อง บวร
สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้วันอาทิตย์ที่ 21 พฤษภาคม 2560 รายการนี้ว่างเว้นไป 2-3 สัปดาห์ เนื่องจากพ่อครูได้ไปพักฟื้นสรีระให้แข็งแรง จะได้อายุยืนยาวต่อไปอีก ทำงานเพื่อพระศาสนาต่อไป เราก็ต้องพยายามอยู่เรียนรู้ ไปกับพ่อครูต่อไป ให้พ่อครูได้เปิดเผยสัจธรรมให้แจ่มแจ้งต่อไป ตอนนี้ที่ราชธานีอโศกใกล้เปิดตลาดนัดบุญนิยมมาเป็นสัปดาห์ที่ 3 ที่นี่เป็นบวร มี บ้าน วัด โรงเรียน มีร้านหนึ่งเป็นร้านขายผ้า หนีเงินหมื่น มาเอาเงินพัน เจ้าของร้านบอกว่าไม่เคยมีความสุขเช่นนี้มาก่อน เขาได้เงินหมื่นเขาว่าเขาทุกข์ แต่มาได้เงินพันนี้ มีความสุขกว่า เขาอยากมาอยู่ที่นี่ อยากเอาลูกมาเรียนที่นี่ เขาไม่ได้มาฟังเทศนา แต่เขาได้ซึมซับสิ่งอันนี้จากพวกเรา พ่อครูว่า...อันนั้นแหละคืออัญญธาตุเกิดขึ้นที่จิตเขา อัญญาสิ วัตโพ สมณะฟ้าไทว่า..เขามีลูกอยู่คนหนึ่ง จะทำอย่างไรจะมาอยู่นะ แค่นี้ก็คุ้มค่าแล้ว คนจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างนี้ ถือว่าคุ้มค่าแล้ว พ่อครูเทศน์ไป ตอนนี้เกิดเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เขาได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเขาเอง ตลาดของเราเปิดวันศุกร์ เสาร์อาทิตย์ ตอนนี้เราเห็นว่าน่าจะเลื่อนมาเปิดวันพฤหัส ศุกร์ เสาร์ เขาจะได้ซึมซับพฤติกรรมของชาวอโศก อีกที่หนึ่งที่พ่อครูได้พาทำ บวร ราชธานีอโศก คือที่โรงปุ๋ย มีบ้านวัดโรงเรียนทำงานไปด้วยกัน ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ นักบวช เด็กก็ทำงานเต็มที่ เห็นผู้ใหญ่เสียสละเด็กก็ขอทำงานต่อบอกให้เลิกก็ไม่เลิก พ่อครูว่า...อาตมาหายไปหลายวันไปอยู่บนภูเขา หลายคนก็บอกว่าอาตมาไปพักฟื้นสุขภาพ แต่อาตมาว่าพลังงานอาตมาก็มีอยู่ ใช้ไปก็ยังมีเหลือเฟือ
สังคมประเสริฐสุดต้อง“บวร”
(1) “บวร”อักษรย่อนี้ สร้างคน มากประโยชน์หลากผล ยิ
อ่านต่อ
่งแท้ หากชัดค่าคุณจน แจ้งแจ่ม จริงเฮย “บ้าน,วัด,โรงเรียน”แล้ สุดซึ้งสมประสงค์ (2) พุทธองค์ทรงรู้จบ ถ้วนรอบ ถ้ามนุษย์จักประกอบ “หมู่”ไซร้(หมู่=สังคม) “สัปปุริสธรรม”ชอบ ด้วย“เหตุ” “สัมผัส”สัมพันธ์ใกล้ ชิดให้เสมอสมาน (3) ต่างสานสลับตอบโต้ ไปมา ซึมซับเซาะเพาะพา หลุดพ้น “ออสโมซีส”นี้หา ใดเปรียบ ได้แล ยิ่งกว่ารู้จักต้น จากตื้นกลางปลาย (4) สหายสาม“บวร”นี่นี้ สำคัญ มันเก่งเกินสามัญ โลกรู้ มีปฏิกิริยากัน ซึมลึก ยิ่งรา บ้าน,วัด,โรงเรียน ผู้ ผลิตได้เข้าถึง (5) ซึ่ง“ออสโมซีส”นั้น ซ้อนซับ ทั้งนอกในทุกระดับ ละเอียดล้ำ มันสัมผัสตอบรับ กันตลอด ทั้งใหม่ทั้งเก่าย้ำ ตอกซ้ำสัญญา (6) คลังมหานิธินี้ ในคน กอปรเก็บอย่างแยบยล ครบถ้วน “บ้าน”มีประโยชน์โพดผล ผนึกหมด “วัด”คัดแต่ธรรมล้วน เลิศด้วย“อนุตระ” (7) ชนะ“โรงเรียน”ทุกพื้น ภูมิเพ็ญ พุทธจิต“อิสระ”เป็น หนึ่งฟ้า “เมตตา”ยอดประเด็น พุทธยก เยี่ยมเลย ยิ่ง“เพื่อประชา”ท้า ทั่วหล้า“อธิปไตย” “สไมย์ จำปาแพง” 6 พ.ค. 2560 [นัยปก “เราคิดอะไร” ฉบับ 323 ประจำเดือนมิถุนายน 2560]
สังคมประเสริฐสุดต้อง บวร สังคมทุกวันนี้มีโรงเรียนแต่ไม่มีวัด หรือมีวัดแต่ก็เผยแพร่แต่วิชชาเดรัจฉาน เขาก็เลยบอกว่าไม่มีวัดเสียเลยดีกว่า เพราะว่ามีแต่บ้านกับวัดก็พอเป็นไป บ้าน วัด โรงเรียน จะเป็นสัจจะที่ทำให้คนพัฒนาการ เจริญขึ้น แต่ถ้าวัดเป็นเดรัจฉานวิชชาก็จะเสื่อม จะทำอย่างไรให้เกิดสามเส้านี้ ให้เกิดมีบ้านมีสังคม มีโรงเรียนมีแหล่งการศึกษาเผยแพร่แก่กันและกัน สื่อสารต่างๆก็เป็นการศึกษา เป็นการศึกษาโดยสภาวะธรรมสามัญปกติสามัญด้วย ยิ่งมีเจตนาปัญญา เพื่อให้เกิดการเรียนรู้มีศิลปวิทยา ให้คนเกิดปฏิภาณรับรู้ ก็ยิ่งดี ผู้ใดเข้าใจบ้าน วัด โรงเรียน 3 อย่างนี้ สุดซึ้งสมประสงค์ รับรองว่าการบริหารบ้านเมืองอะไรต่างๆจะสมบูรณ์ เขาจัดการศึกษา โดยไม่เข้าใจว่ามีธรรมะในนั้นไหม ในบ้านมีธรรมะไหม ขาดตัวธรรมะ โดยปริยาย เขาก็บอกว่าก็ต้องมี พระเมืองไทยนับถือศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำ มีวัดมากมาย มีพระหลายแสนรูป ก็ต้องไปจ่ออะไรละเอียดว่าเรานั้นได้ให้การศึกษาศาสนาอย่างไรแก่ประชาชน ถ้าเจาะเข้าไปลึกแล้วจะเป็นโลกียธรรม แถมเป็นอบายมุขอีกด้วย ที่เป็นวัดวาให้การศึกษาทางธรรม และโรงเรียน งบประมาณกระทรวงศึกษาธิการมากกว่ากระทรวงกลาโหม แต่ที่ให้แก่ประชาชนเป็นเดรัจฉานวิชชา ในหลวงท่านว่าให้ปิดตำราเสีย แต่ท่านจะพูดว่าให้มาดูตำราศาสนาพุทธไม่ได้ ประวัติท่านดูแลหลายศาสนา มันก็บอกว่าให้ใช้แบบอลุ่มอล่วย ก็ชี้ตามจริงใจตามภูมิว่า คุณต้องมาเหลือบดูตัวกลางคือศาสนา บ้านก็คือสังคมมีการปกครองให้เจริญไป แต่ต้องให้ธรรมะด้วย โรงเรียนถ้ามีธรรมะก็ยิ่งดีใหญ่ คำว่าธรรมะจึงเป็นคำกลางที่จะต้องเน้นนัยยะสำคัญของตัวกลาง จะอยู่ที่บ้าน อยู่ที่วัดหรือโรงเรียน คำว่าธรรมะจึงเป็นยาดำที่เป็นธรรมฤทธิ์ ให้เกิดผล โทษสองอย่างคือ มโนปโทสิกะ กับขิฑฑาปโทสิกะ พวกหลงใหลไปกับโลกรื่นเริง เป็นกามสุข คือขิฑฑาปโทสิกะ อีกพวกหนึ่งไปวุ่นที่จิตแล้วไม่เรียนรู้จิตให้ครบ คืออะไร คือไม่เรียนรู้ให้มีธรรมะสอง คำว่าธรรมะสองคือสิ่งยิ่งใหญ่ที่สุด ภาษาฟิสิกส์ ธรรมะสองคือ นิวเคลียร์ฟิวชั่นกับนิวเคลียร์ฟิชชั่น พพจ.ก็ว่า สิ่งที่กระจายทิ้งจับไม่ติดเป็นนิวเคลียร์ฟิชชั่นก็ไม่เป็นไร เราก็เรียนรู้นิวเคลียร์ฟิวชั่น ในปฏิจจสมุปบาท มีรูปนาม นามเข้าไปรู้รูป ในเจโตปริยญาณ 16 มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ไปรู้ว่า อาการ สราคะ สโทสะ สโมหะ ให้ลดลง เป็นวีตราคะ วีตโทสะ วีตโมหะ ปฏิบัติได้ผลจะแยกออกเป็น 2 สกุล คือตระกูล Fission กับตระกูล Fusion เรียกว่า สังขิตตังจิตตังคือ นิวเคลียร์ฟิวชัน วิกขิตตังจิตตังคือ นิวเคลียร์ฟิชชั่น การศึกษาต้องมีสิ่งเปรียบเทียบและจะเข้าใจได้ดี ถ้าละเอียดๆ ตัวเปรียบเทียบจะน้อยลงไปจนกระทั่งไม่มีอะไรเปรียบเทียบ อย่างอาการนิพพาน ที่เป็นนัตถิอุปมา อาตมาสอนมาย่าง 47 ปีเต็มแล้ว หลายอย่างที่อาตมายังดึงเอามาให้พวกเรารู้ไม่ได้ มันยังไม่ถึงกาละเวลา หรือสองดึงยังไม่ขึ้น ก็ยังไม่หมด ควรจะออกมาให้อีก เลยไม่กล้าตาย ยังตายไม่ลง
มาเข้าสู่ที่อาตมาตั้งหลักว่า สามเส้า ธรรมะของพระพุทธเจ้าให้เรียนรู้ธรรมะ 2 ต้องมีผู้เรียนคือประธาน ช่วยตัวเองเป็นตัวการ แล้วไปรู้ธรรมะ 2 เสมอ เช่นเดียวกันกับฟิสิกส์ที่จะต้องเรียนรู้นิวเคลียร์ฟิวชั่นกับนิวเคลียร์ฟิชชั่น ถ้ารู้สองอย่างนี้แล้วทำให้พลังงาน หลักที่เป็น static เป็นพลังงานหลักแล้วมีพลังงานแรงเคลื่อน ที่เป็นตัวประกอบอยู่ แรงเคลื่อนสามารถทำให้เกิดตัวแปรเป็นคูณ คือ co efficiency คือสัมประสิทธิ์ ที่จะทำให้ตัว dynamic และ static แล้วมี co efficiency เป็นตัวที่ 3 เป็นอัตราการก้าวหน้าระดับคูณไปได้เรื่อยๆเจริญ ไม่จบ เป็นสามเส้าระหว่าง dynamic และ static แล้วมี co efficiency หลักการของพระพุทธเจ้าไม่ให้อยู่นิ่งแบบไม่รู้อะไรแบบ นั่งสมาธิดับจิตไปไม่รับรู้อะไร แต่ ต้องมีจิตที่เป็น กายปาคุญญตา แปลว่า จิตเจตสิก องค์รวมธรรมะสองรูปกับนามที่ทำงานแล้วเกิดผลเป็นนามธรรมที่ เวทนา สัญญา สังขารแคล่วคล่อง รวมแล้วคือวิญญาณ แคล่วคล่อง 1.การนั่งหลับตาสะกดจิตเป็นมิจฉาทิฐิที่ทวนกระแสศาสนาพระพุทธเจ้า 2.คุณดันทุรังทำไปให้ตายอย่างไรก็ไม่เกิดการเจริญมีแต่เสื่อมกับเสื่อม ขออภัยพูดหนัก เพราะได้พูดมาตั้ง 46-47 ปีแล้ว ยังไม่กระเตื้องเลย ศาสนาพระพุทธเจ้า ให้ปฏิบัติสัมมาสมาธิด้วยปฏิบัติสัมมาอาชีพ แล้วล้างมิจฉาอาชีพให้หมด ตั้งแต่ กุหนา ลปนา ทำได้แล้วก็ตั้งตนอย่างพ้นมิจฉาชีพ เนมิตกตา ลปนา จนเป็นลาเภ น ลาภัง นิชิคิงสนา ให้พ้นมิจฉากัมมันตะ สาม คือละเว้นการเบียดเบียน ชีวิตสัตว์ ไม่ไปละเมิดเอาของที่ไม่ใช่ของตน ไม่ไปละเมิดในกาม ปฏิบัติพ้นมิจฉากัมมันตะ 3 ทุกเวลาต้องคิดสังเคราะห์ สังขาร ให้พ้นจากมิจฉาวาจา มิจฉาสังกัปปะ ต้องทำสัมมาสังกัปปะ 7 ให้รู้เข้าไปถึงเจตสิกต่างๆ เกิด อัปปนาเจตสิก พยัปปนาเจตสิก เจตโสอภินิโรปนาเจตสิก ให้เกิด วจีสังขาร โดยมีตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ ท่านไม่ได้ให้ไปนั่งหลับตาตรงไหนเลย มีแต่ทำสัมมาในมรรคองค์ 8
(2) พุทธองค์ทรงรู้จบ ถ้วนรอบ ถ้ามนุษย์จักประกอบ “หมู่”ไซร้(หมู่=สังคม) “สัปปุริสธรรม”ชอบ ด้วย“เหตุ” “สัมผัส”สัมพันธ์ใกล้ ชิดให้เสมอสมาน
โสดา เสมอ โสดา สกิทาเสมอสกิทา อนาคาเสมออนาคา อรหันต์เสมออรหันต์ คือผู้ที่เสมอสมานกันก็จะรู้กัน ผู้สูงไม่ได้ข่มผู้ด้อย ผู้ด้อยก็ไม่ได้ทำเป็นรุกรานผู้สูง ไม่เคารพนับถือผู้สูง มันไม่ถูก
(3) ต่างสานสลับตอบโต้ ไปมา ซึมซับเซาะเพาะพา หลุดพ้น “ออสโมซีส”นี้หา ใดเปรียบ ได้แล ยิ่งกว่ารู้จักต้น จากตื้นกลางปลาย จะซึมซับหากันอย่างไม่รู้ตัวได้ มีพลังงานที่เป็น กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมอย่างลึกซึ้ง จะเกิด osmosis ของบวร อย่างรู้ต้น กลาง ปลายได้ ต้องใช้สัญญากำหนดหมาย สัญญาเป็นตัวทำงานแรกเลย คนที่ใช้สัญญาเป็นจะเลือกได้ จะเอาสิ่งที่เป็นกุศล ไม่เอาสิ่งที่เป็นอกุศล มีอำนาจมีความรู้พอ ที่จะเลือกเก็บเป็นสัญญา ใช้สัญญาได้ ถ้าปฏิบัติธรรมได้แข็งแรงจะทำให้จิตมีอำนาจ ไม่เอาอกุศลได้ สติเป็นอธิปไตย ปัญญาเป็นอุตระ(เหนือ) ทำให้เกิดจิตที่เป็นอมตะ (โอคทา) ทำได้แล้วจะปรินิพพานเป็นปริโยสานเมื่อไหร่ก็ได้
คลังมหานิธินี้ ในคน กอปรเก็บอย่างแยบยล ครบถ้วน “บ้าน”มีประโยชน์โพดผล ผนึกหมด “วัด”คัดแต่ธรรมล้วน เลิศด้วย“อนุตระ”
อาตมาเองไม่ได้คุยตัวนะ ที่จะพูดต่อไปนี้ อาตมาทำงานศาสนาพุทธมาตั้งแต่เริ่มถึงทุกวันนี้ มันเกิดสภาพจริงขึ้น คือเกิดหมู่บ้าน ชุมชน หมู่กลุ่มสังคมที่อยู่รวมกัน เป็นชุมชนชาวอโศก ถ้าอาตมาทำให้เกิดกว้างขึ้น จากหมู่บ้านเป็นตำบล หมู่บ้านแบบชาวอโศก ในตำบลหนึ่ง เช่นตำบลนี้มี 10 หมู่บ้าน ถ้าเป็นหมู่บ้านบุญนิยม 5 หมู่บ้าน อาตมาก็ตายได้เลย มันเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ แต่นี่ตำบลบุ่งไหม มี 12 หมู่บ้าน จะมีหมู่บ้านบุญนิยม 2 หรือ 3 หมู่บ้านยังไม่ได้เลย ดีไม่ดี มีหมู่บ้านคู่ปรปักษ์อีก หนักหนาสาหัสจริงๆ แต่อยู่ได้โดยไม่แบนเพราะเขาบีบมาก็ดีแล้ว ชนะ“โรงเรียน”ทุกพื้น ภูมิเพ็ญ พุทธจิต“อิสระ”เป็น หนึ่งฟ้า “เมตตา”ยอดประเด็น พุทธยก เยี่ยมเลย ยิ่ง“เพื่อประชา”ท้า ทั่วหล้า“อธิปไตย”
ตอนนี้เราพยายามทำมาตั้งแต่ต้น จนถึง ณ ลมหายใจเฮือกนี้ พ่อครูพยายามรวมให้เกิดสังคม บ้าน วัด โรงเรียน สามเส้าแล้ว โรงเรียนก็เป็นโรงเรียนสัมมาสิกขา เป็นการศึกษาที่เป็น สัมมา ตามพระพุทธเจ้า สัมมาทิฏฐิ สัมมาปฏิบัติ สัมมาปฏิเวธสัมมาวิมุติ สัมมา แปลว่าถูกต้อง มิจฉา แปลว่าผิด ให้มาศึกษากันให้จริงให้ชัด สังคมไทยทุกวันนี้ดีขึ้น มาถึงขั้นปรองดอง ปรองดองนี้ ต่างจากปูดอง ถ้าปูดองนี้ดองไม่ดีก็เน่า ถึงจะดองให้ดีอย่างไรก็มีกลิ่น แบคทีเรียทั้งนั้น เพราะฉะนั้นอย่าไปทำปูดอง ให้มาทำปรองดอง การที่จะสร้างความปรองดอง ไม่ได้สั่งด้วยวิธีการบังคับ จับไก่มาขังอยู่เข่งเดียวกัน รับรองว่า เลือดตกทั้งเข่ง มันจิกกันตายแน่นอน ต้องให้ไก่แต่ละตัว มันเกิดจิตวิญญาณ อยากอยู่รวมกันเป็นฝูง เกิดประโยชน์ร่วมกัน เห็นดีเห็นงามกับการอยู่ร่วมกัน เป็นเรื่องยาก แต่ไม่พ้นฝีมือมนุษย์ ตั้งแต่ทำงานศาสนาพุทธมา ชุมชนชาวอโศกคือชุมชนที่ปรองดอง จะขาดหกตกหล่น error บ้างนิดหน่อย การอยู่ร่วมกันแล้วไม่เกิดความขัดแย้ง เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในโลก ต้องมีการขัดแย้งแต่เป็นการขัดแย้งอันพอเหมาะ ไม่ใช่เรื่องการทะเลาะวิวาท ชาวอโศกก็ขัดแย้งกันพอเหมาะ ชุมชนชาวอโศก เกิดมาได้ 30-40 ปีแล้ว ก็ไม่ได้เกิดการขึ้นโรงขึ้นศาลที่เกิดจากทะเลาะกันขนาดนั้น ยังไม่มีแม้แต่คู่เดียว นี่คือผลสำเร็จ แล้วไม่ได้อยู่อย่างเอาของมาแจกเอาใจกันแต่อยู่อย่างขัดเกลากัน แล้วก็ยังไม่ทะเลาะกันอีกด้วย ที่พูดไปนี้เข้าหลักเกณฑ์พระพุทธเจ้า ตามหลักพุทธพจน์ 7 1. สาราณียะ (รู้จักระลึกถึงกัน คำนึงถึงคนที่ควรเอื้อ) 2. ปิยกรณะ (รักกันสัมพันธ์ดี-ปรารถนาดีต่อกัน) . 3. ครุกรณะ (เคารพกัน รู้จักฐานะ รู้จักคุณวุฒิ) 4. สังคหะ (สงเคราะห์เกื้อกูลช่วยเหลือกัน) . . . 5. อวิวาทะ (ไม่วิวาทแตกแยกกัน) . 6. สามัคคียะ (พร้อมเพรียงกัน มีพลังรวมยิ่งใหญ่) . 7. เอกีภาวะ (เป็นปึกแผ่น มีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน) (โกสัมพีสูตร พตปฎ. ล.22 ข.282-283)
คนข้างนอกเขาบอกว่าพวกมันเอาแต่พวกเดียวกัน แต่ที่จริงแล้ว คนข้างนอกมองที่ความเป็นปึกแผ่น พวกนี้เห็นดีด้วยกัน น้ำรวมกับน้ำมัน เพราะมีสามัคคียะ ความพร้อมเพรียงมีความขัดแย้งอันพอเหมาะ เพราะอยู่อย่างสังคหะ แจกจ่ายเกื้อกูลอย่างสาธารณโภคี มีวัฒนธรรมการเคารพกัน มีปิยกรณะ มีสารณียะ อยู่กันอย่างมี 1. เข้าไปตั้งกายกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง . 2. เข้าไปตั้งวจีกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง 3. เข้าไปตั้งมโนกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง 4. แบ่งปันลาภผลให้กับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย (ลาภา ธัมมิกา - มีลาภตามธรรมแห่งสาธารณโภคี) . . 5. มีศีลเสมอสมานกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย (สีลสามัญญตา) 6. มีความเห็นเสมอสมานกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย . (ทิฏฐิสามัญญตา) . . (ล.22 ข. 282-283) มีความเห็นมีจุดหมายสำคัญ Interest Point ตรงกันเลย มีทิฏฐิสามัญญตา พูดไปแล้วก็สบายใจ เกิดมาชาตินี้ได้ทํางานสุดยอดประเสริฐ น่าจะมีคนริษยาอาตมามากๆ คนอะไรเกิดมาได้ทำสิ่งที่ดีๆ (สมณะฟ้าไทว่า...น่าเอาอย่างมากกว่า) คนฉลาดก็น่าเอาอย่าง แต่คนโง่ก็จะบอกว่าน่าริษยา ที่จริงควรพูดว่าน่าเอาอย่าง
ปัญญา ปุญญะ กายะ สิ่งเหล่านี้เป็นความสำคัญมาก กลายมาเป็นภาษาไทย กาย เป็นภาษาไทย ปุญญะ มาเป็นบุญ แม้แต่ปัญญาก็มาเป็นภาษาไทยแล้ว ปัญญา เป็นความเฉลียวฉลาดขั้นโลกุตรธรรม ไม่ใช่ความเฉลียวฉลาดของปุถุชน ไทยเราเอาคำว่าปัญญามาใช้ผิดนานมาก นานจนทำให้ศาสนาพุทธเสื่อมไปหมดแล้ว ปัญญาคือโลกุตรธรรม แต่ถ้าเป็นโลกียะคือเฉกา แต่คนเรามันมีปฏิภาณลึกว่าไม่เอาอย่างเฉกา เขารู้ว่าฉลาดแบบปัญญา ลึกซึ้งแต่เฉกา จึงเอาคำว่าปัญญาไปใช้กันเยอะแยะ ในความหมายของโลกียะต่างๆ ที่ยังไม่เกิดอัญญธาตุ ผู้ใดเริ่มมีตัวรู้ อัญญะ ในวรรคแรก ก ข ค ฆ ง ก คือตัวเต็ม ข นี่เริ่มไม่มี ค นี่มันมีต่อไปจนเป็น ฆ จะจับตัวเป็น fusion ง คือยังโง่ ไม่รู้ว่าสิ่งที่เกิดคืออะไร ก็จะเริ่มรู้จัก จ ฉ ช ฌ ญ คือเป็นวรรคที่ 2 เกิดวิชชา มีธาตุที่ 6 จ ฉ ส่วน ช คือปรีชาคือรู้รอบ ฌ คือมีตัวที่ทำลายความไม่รู้ ช่วยให้รู้ได้รอบถ้วนขึ้น ฌ เป็นการเผาด้วยความรู้ จะมีสิ่งที่ทำให้ไม่รู้ก็ชำระมันออก จึงจะเป็น ญ เป็นความรู้ยอด อัญญะ มี ญ หญิงสองตัว คือ เป็นตัว หรร
อาตมาตอนนี้กำลังพยายามเขียน อักขระนิทัสน์ คำไทยเราเอาบาลีมาเป็นภาษาไทย เอาสันสกฤตมาด้วย พัฒนาเป็นภาษาไทย
ฏ ฐ ฑ ฒ ณ ยังไม่เต็ม ส่วน ต ถ ท ธ น เป็นตัวเต็มแล้ว ป ผ พ ภ ม เป็นตัวเต็ม ส่วนเศษวรรค ย ร ล ว ส ห ฬ อํ ย ร ล คือกิริยา ว ส ห คือตัวนาม
ที่อาตมาสื่อนี้ มาจากความจำ สัญญาเก่าทั้งนั้น ไม่มีอาจารย์ไหนสามารถแจกแจงเช่นนี้ แต่ผู้รู้เก่าเขายึดถือความรู้เก่า ซึ่งน่าสงสารที่เป็นความรู้ที่ผิด แต่ก็ใช้กันมา มันดีกว่าไม่มี แต่พอเรามาพูดสิ่งที่ไม่เหมือนกับที่เขายึดถือ เขาก็ตีทิ้ง ไม่มีปรโตโฆษะเลย อาตมาเข้าใจ ไม่มีปัญหา เขาน่าจะคิดเช่นนี้ อาตมาเองไม่จำเป็นต้องเอาอย่างเขา แต่อาตมาพาทำอย่างอาตมาคิด แล้วจนมีคนกลุ่มหนึ่งมาเป็นอย่างนี้ได้ อาตมาเปิดพระไตรปิฎกยืนยันตั้งแต่ พรหมชาลสูตร ให้รู้ มิฉาทิฏฐิ 62 อย่างให้รู้แล้วไม่ไปยึดมั่นถือมั่นในทิฏฐิ 62 นี้ อดีต อนาคต มีทิฏฐิเท่านี้ เราจะอาศัยอะไร พระพุทธเจ้าสรุปว่าให้อาศัยทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ 5 อย่าไปหลงกับ อดีต อนาคต ให้มาอยู่กับทิฏฐิ 5 กามคุณ 5 ฌาน อีก 1 2 3 4 ถ้าเป็นมิจฉาฌานก็หลับตารู้ แต่สัมมาฌานคือ ลืมตารู้ ลืมตารู้ แต่เหนือกามคุณ 5 หลับตารู้จะจมไปกับจิตมืดไปกับจิต แต่ลืมตารู้จะมีฌาน 1 2 3 4 แล้วได้โดยไม่ยากไม่ลำบากในฌานทั้ง 4 ในทิฏฐิ 62 มีกามคุณ 5 กับฌาน1 2 3 4 ที่รวมไปในอนาคต 44 ทิฏฐิ 62 - สัสสตทิฏฐิ มี 4 ลัทธิ - พวกสัญญีวาท (16 ลัทธิ) - เอกัจจสัสสตทิฏฐิ มี 4 ลัทธิ - พวกอสัญญีวาท (8 ลัทธิ) - อันตานันติกทิฏฐิ มี 4 ลัทธิ - พวกเนวสัญญีนาสัญญีวาท (8 ลัทธิ) - อมราวิกเขปิกทิฏฐิ มี 4 ลัทธิ - พวกอุจเฉทวาท (7 ลัทธิ) - อธิจจสมุปปันนิกะ มี 2 ลัทธิ - พวกทิฏฐธรรมนิพานวาท (5 ลัทธิ)
ต้องมาอยู่กับปัจจุบันที่ลืมตาจะรู้กามคุณ 5 กับฌานอีก 4 ทำฌานลืมตา นี่คือพรหมชาลสูตรสอนไว้ แต่เขาเข้าใจกันไม่ได้ ท่านสรุปด้วยซ้ำว่า ผู้ไม่รู้ไม่เห็น อฌานโต อปัสสโต เป็นความดิ้นรนของผู้มีตัณหาทั้งนั้น ไม่ว่าจะ สัสสตทิฏฐิ มี 4 เอกัจจสัสสตทิฏฐิ มี 4 ก็เป็นความดิ้นรนแส่หาของผู้มีตัณหาทั้งสิ้น เพราะว่าไม่มีผัสสะเป็นปัจจัย ไปหลับตาปฏิบัติ เมื่อไม่มีผัสสะเป็นปัจจัย ขาเหล่านั้นเว้นผัสสะแล้วจะรู้สึกได้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ก็ไปนั่ง หงิก ดับ กาย วาจา ใจ ไม่มีอะไรให้เรียนรู้ ปฏิบัติอย่างลืมตาแล้วจะบรรลุธรรมไปตามลำดับ ผู้ไม่ชัดเจนไม่ทำตามลำดับ จึงเป็นผู้ตกอยู่ใน ชาละ คือแห เหมือนลิงแก้แห พันตัวเป็นไหมยุ่งอย่างนั้นดิ้นไม่ออก ในชาละ ชี้ทางให้บอกให้พาออกมาจากด้ายที่พันตัวยิ่งกว่าดักแด้ ที่คุณทำเองทั้งนั้น คุณหลุดพ้นออกมาไม่ได้ ไม่เรียนรู้ที่ติดตั้งแต่ อบายมุข หยาบๆ ลาภ ยศ สรรเสริญ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส อัตตาหยาบๆยังไม่รู้เลย พวกด็อกเตอร์พุทธศาสตร์ทั้งหลาย ไปงมงายกับการนั่งหลับตาทำสมาธิว่าเป็นของพระพุทธเจ้า แล้วเรียน มหาจัตตารีสกสูตรอย่างไร แล้วเรียน ตรี โท เอก สายธรรมะอะไร ทำไมไม่มีความรู้ในมหาจัตตารีสกสูตร ต้องให้โพธิรักษ์มาชี้บอก ถ้าตั้งใจศึกษามหาจัตตารีสกสูตร ให้ดีๆ รับรองเปลี่ยนศาสนาพุทธในเมืองไทยได้ทันที ท่านตรัสขึ้นต้นเลยว่า สัมมาสมาธิ ไม่ได้หมายถึงเจโตสมาธิ ที่ในพรหมชาลสูตรท่านบอกว่า การปฏิบัติแบบเจโตสมาธินั้น ได้ทิฏฐิ 62 ได้ความรู้ไม่เป็นปัจจุบัน แม้ปัจจุบัน 5 ก็ไม่จริง เป็นการสร้าง ปัจจุบันในภพ ไม่ได้มีการกระทบสัมผัสทางทวาร 6 ครบ ต้องปฏิบัติตาม สามัญผลสูตร จะเกิด ผลไปตามลำดับ ถ้าได้ปฏิบัติไตรสิกขาได้ถูกต้อง จะตรวจสอบศาสนาพุทธต้องใช้มหาศีลไปจับ ถ้าไม่มีที่พระพุทธเจ้าห้ามไว้ในมหาศีล อันนั้นแหละคือพุทธ แต่ถ้าละเมิดก็คือไม่ใช่พุทธ แต่เดี๋ยวนี้มหาศีล เขาละเมิดกันเต็มวัดเต็มวา ในพระไตรฯ ล. 9 ทั้ง 13 สูตร อ่านให้แตก จะปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าได้อย่างสมบูรณ์ แค่เล่มเดียวนี้แหละ รวมศีล สมาธิ ปัญญา หรือวิชชาจรณสัมปัณโณ จรณะ 15 วิชชา 8 อยู่ในนี้ได้ครบ เรียนรู้ให้ดี และปฏิบัติให้ครบแล้วจบ แล้วมาบอกสอนกันต่อ อย่าไปคิดว่าบรรลุแล้วอย่าบอกใคร ถ้าไม่บอกแล้วจะรู้ได้ไงว่าใครบรรลุ ก็เลยมีแต่อรหันต์เดา กันเต็มบ้านเต็มเมือง คนเดาก็ไม่ใช่อรหันต์ด้วย ตกลงมีแต่ศาสนาเดา คนพูดจริงไม่ฟัง อาตมานี้คือ อาสภเถระ แปลว่า เถระผู้ปากกล้า อาตมาบวชมา 47 พรรษาแล้วไม่ใช่ไม่แก่วัดนะ เป็นเถระแน่นอนเกิน 10 พรรษาไปแล้วแต่ไหนๆ พูดด้วยจริงใจกล้าหาญ ไม่มังกุไม่เก้อเขิน ไม่ได้มีสาเฐยจิต ไม่มีอกุศลจิตแม้เล็กน้อยแฝงเลย พูดอย่างไม่มีตัวตน ทำอย่างไรจะเอาโอสถทิพย์มาแจกจ่ายได้ ทำไปจนกว่าจะตาย ศาลตัดสินจะให้เข้าคุกก็จะไปสอนในคุกต่อได้ ขนาดคนผิดเขายังสอนได้เลย แล้วอาตมาคิดว่าตนไม่ผิด ทำไมจะไม่สอนได้ล่ะ บวร เป็น สามเส้า อาตมาขยายความธรรมะ และบอกสิ่งที่ผิดที่จะทำลายศาสนา เช่นคำว่า สมาธิ ศีล ก็ผิด ในวงการศาสนาพุทธ ไม่ถือศีลกันแล้ว เหลือแต่วินัย 227 ไปถามว่าพระถือศีลเท่าไหร่ ก็จะบอกว่า 227 แต่ไม่ได้ถือ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล อาตมาพูดไปแล้วมีหลักฐานอ้างอิง แม้แต่ตอนนี้ดึงบัญญัติ พยัญชนะ ก ข ค ฆ ง จนเป็น จ ฉ ช ฌ ญ อาตมาเขียนหนังสือมาตั้งแต่เด็ก นิยาย การประพันธ์ หนังสือเล่มแรกของชีวิตเป็นหนังสือธรรมะ แต่เขียนอย่างอื่น นวนิยาย สารคดี ไม่ได้เป็นหนังสือเล่มเลย คนคืออะไร ทำไมสำคัญนัก เป็นหนังสือเล่มแรก และก็ได้ลงในหนังสือนิตยสาร สตรีสาร ตั้งแต่บทต้น จนบทสุดท้ายก็มีเล่มเดียว ท่านพุทธทาส เป็นคนแรกที่นำเอาภาษาโลกุตระมาพูด แล้วไม่ได้ตีแผ่เนื้อหาและไม่ได้พาทำ แต่อาตมาเอาโลกุตระมาตีแผ่และพาทำจนเกิดสังคมสาธารณโภคี