600501_พุทธศาสนาตามภูมิ ปฐมอโศก พ่อครูผู้เป็นสยังอภิญญา.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์351 KB
วันที่แก้ไข25 เมษายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

600501_พุทธศาสนาตามภูมิ ปฐมอโศก พ่อครูผู้เป็นสยังอภิญญา

สมณะเดินดินว่า… วันนี้วันจันทร์ที่ 1 พฤษภาคม 2560 เราอยู่ที่ปฐมอโศก เมื่อวานพ่อครูได้แสดงธรรมถึงลักษณะของสังคมสุดยอด พวกเราชาวปฐมอโศกลองนึกดูว่า ที่ปฐมอโศกเป็นลักษณะสังคมสุดยอดหรือไม่ ลักษณะสังคมสุดยอดคือ สังคมที่ช่วยเขามากกว่าช่วยเรา กิจกรรมต่างๆเป็นกิจกรรมที่ช่วยคนอื่น เรื่องที่จะช่วยตนเองช่วยเราเองไม่มากเท่าไหร่ วันนี้เท่าที่ประชุมกันก็เป็นเรื่องช่วยผู้อื่น มีคนมาขอสถานที่เราเคยจัดงาน การจะเปิดกว้างก็ต้องคัดกรองให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมของเรา พูดถึงเรื่องการไปช่วยทำโรงบุญที่สนามหลวง ปรากฏว่าคนมากันเนืองแน่น เป็นโชคของปฐมอโศก แล้วจะมีการจัดตลาดอาริยะที่เนินพอกิน หรือการรับนักเรียนมาเข้าเรียน ก็ต้องคำนึงถึงความสมดุล การงานของเรากับการดูแลเด็ก พ่อครูบอกว่า ชุมชนที่มีความลงตัวของการศึกษา ท่านจะให้สลักป้าย หมู่บ้านชุมชนราชธานีอโศก สังคมบวร หรือ ชุมชนปฐมอโศก สังคมบวร หมายความว่าชุมชนนั้นมีองค์ประกอบของบ้าน วัด โรงเรียน ที่มีความลงตัว เป็นสถานที่พัฒนาจิตวิญญาณ เด็กมาอยู่กับเราก็มีการพัฒนาจิตวิญญาณขึ้น ลักษณะเหล่านี้เป็นความสมบูรณ์ของชุมชนบุญนิยม ที่พ่อครูมุ่งหมายว่า สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นประโยชน์ต่อสังคมได้อย่างไร ในองค์ประกอบสาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7 ซึ่ง เมื่อเร็วๆนี้ อาตมาได้ดูเขาเขียนจดหมายมา ลายมือเรียบร้อยมาก แต่ภาษาไม่รู้ว่าเอาคำหยาบคายที่ไหนมา มีเนื้อหาว่า เราไปว่าธรรมกายทำไมเขาไม่เห็นจะตอบโต้อะไร บอกว่าเป็นอรหันต์จริง คนภูฏานมาทำไมต้องให้คนแปลให้อีก เป็นอรหันต์ต้องรู้ภาษาทั้งหมด แค่นี้ต้องใช้คนแปลด้วย ทำให้เห็นได้ว่าการจะเห็นว่าใครเป็นอรหันต์ ไม่เป็นพระอรหันต์นั้นมีสเปคต่างกันมากมาย ซึ่งของพวกเราคงไม่ได้หมาย

อ่านต่อ

ความอย่างนั้น พ่อครูอธิบายว่า ถ้าเรามีเงิน 1 ล้าน มีคนบอกว่าเรามีเงินไม่ถึง 1 ล้าน เราก็ไม่ตกใจไม่เดือดเนื้อร้อนใจ เพราะเรามีเงิน 1 ล้านอยู่ในกระเป๋าเรา ตรงนี้ก็คงไม่ใช่เรื่องที่เราต้องไปเดือดเนื้อร้อนใจ แต่สิ่งที่สำคัญกว่า คนจะเชื่อว่าพ่อครูเป็นอะไรหรือไม่คงไม่ใช่สาระ แต่ความรู้ที่พ่อครูนำมาให้พวกเราปฏิบัติ ตรงตามพระไตรปิฎกหรือไม่ มีศีล สมาธิปัญญา ที่ตรงตามพระไตรปิฎกที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้หรือไม่ และเกิดผลเป็นชุมชนที่เกิดเป็นสาราณียธรรม ตามพุทธพจน์ได้อย่างไร? ความเข้าใจของเขาที่บอกว่าอรหันต์จะต้องฟังได้ทุกภาษารู้เรื่องหมด แต่อรหันต์ในสิ่งที่พวกเราเข้าใจก็ต่างกัน พ่อครูให้พวกเราเอาทฤษฎีพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติ เกิดผลเป็นสังคมอันอุดม เป็นประโยชน์แก่มวลมนุษยชาติ อันนี้ดูเหมือนว่าวันเวลาก็ไม่พอ กับพ่อครูในการมาย้ำให้พวกเราได้ชัดเจน วันนี้พ่อครูคงมีอะไรมาตอกย้ำกันต่อ ขอกราบอาราธนาพ่อครู พค.ว่า...SMS 30 เมษายน 2560 5641 กราบมนัสการพ่อครูที่เคารพมีความสุขจากการชมบุญนิยมเหลือแต่คอยเป็นพระอย่างเดียว พ่อครูว่า..คอยไม่ได้เป็นหรอก ถ้าเรารื่นเริงในธรรม แล้วเราก็ปฏิบัติไปตามที่เรารู้และเข้าใจ ก็จะได้ความเป็นพระ ความเป็นพระไม่ได้หมายความว่า คุณจะต้องมาเข้าพิธีบวช มีอุปัชฌาย์ แล้วหาเครื่องอัฐบริขารมาขอบวช ก็เลยได้เป็นพระ ความเป็นพระไม่ได้เป็นอย่างนั้น ความเป็นพระจริงๆนั้น คือการปฏิบัติตัวเองให้เกิดความเป็นพระ ถ้ามาจากคำ วร แปลว่าความประเสริฐ ความประเสริฐคือชีวิตของมนุษย์ มันเจริญขึ้น เรียกว่าอาริยะ หรือเรียกอารยะ หรืออริยะ ซึ่งที่เขาใช้กันคำว่าอารยะหรืออริยะนั้นเป็นความหมายที่ผิดเพี้ยนไปแล้ว อาตมาโดยใช้คำว่า อาริยะ แปลว่าผู้ที่ประเสริฐ หรือผู้รู้จักกิเลสในจิตตัวเอง แล้วทำให้กิเลสในจิตตัวเอง ลดลงได้ เป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ไปตามลำดับ นั่นคือความเป็นพระในศาสนาพุทธ อย่างถูกต้องอย่างแท้จริง เราก็ปฏิบัติไปให้เกิดผล

3867 วันที่พระโพธิสัตว์มุ่งมั่นตามจิตปณิธานวันที่โลกุตระเจริญเต็มวัด!ศีลเต็มบ้าน!ธ.เต็มเมือง!อภิญญาบริสุทธิ์เต็มศาสนามีจริงหลังยุคศิวิไรซ์!คือผู้รอดพิบัติภัยโลก! 3867กุศลคุ้มครองผู้ประพฤติดี!ศีลคุ้มครองผู้ปฏิบัติชอบ!ธรรมคุ้มครองผู้ไม่ประมาทในกรรม 3867พ่อครูตั้งชื่อพุทธสถ.ใหม่ยืดยาวด้วยบวรฯรถกทธ.เสื้อกทธ.เครื่องมือสื่อสารกทธ.ฯลฯต้องต่อท้ายว่ากองทัพธรรมสังคมบวรฯด้วยไหม?ไปไหนมาไหนสังคมจะได้รู้ว่ากองทัพสุขสงบสันติอหิงสา!ดังนามบวรฯ พ่อครูว่า..อาตมาเจตนาย้ำให้เห็นถึงสังคมบวร มี บ้านวัดโรงเรียนที่เป็นสังคม สามเส้า มีความสมบูรณ์มีความพร้อมมีความเจริญ แต่มีเงื่อนไขด้วยว่า บ้านก็ต้องเป็นบ้านจริงๆ ที่ตั้งใจให้เป็นสังคมเจริญ พัฒนา การจะพัฒนาได้ต้องมีการเรียน มีวัด มีการปฏิบัติธรรมะ มีการศึกษา ทั้งทางโลกทางธรรม เจริญไปพร้อมกัน สังคมก็เป็นสังคมเจริญอย่างแท้จริง เปรียบเทียบกับสังคมชาวอโศก เราก็สอนก็ฝึกอย่างนี้ เปรียบเทียบกับสังคมอื่น อาตมาว่าเจริญพัฒนากว่า จนถึงวันนี้ เนียนลึกซึ้ง จนพวกเรารู้สึกว่า บ้านเราก็อยู่ไม่ได้ไปไหน วัด ปฏิบัติธรรมก็เหมือนเป็นปกติ การเรียนเราจบมัธยม หรือประถม ในชุมชนของเราก็มี มีการศึกษาศีล สมาธิ ปัญญา เราได้ปฏิบัติกันหรือเปล่า ก็จะเข้าใจชีวิตพวกเรา มีอธิศีล แล้วมีอธิจิตไหม ถ้าเราได้คุณธรรมพอสมควรแล้วก็สบาย ติดแป้น ไม่ตั้งใจพัฒนาฝึกฝนเพิ่มเติมอีกก็จะไม่เจริญ

3867หลวงปู่รูป1เคยบอก10ปีก่อนๆเกิดสงครามโลกที่3 คนจะไปสร้างบ้านเรือนอยู่บนอวกาศ!สามารถทำกลางคืนเป็นกลางวันได้!ด้วยอาวุธแสงที่ร้ายแรงกว่านิวเคลียร์! 3867อนุภาคที่เป็นต้นกำเนิดอาวุธแสงคือแรงชนิดที่6 พระพุทธเจ้าเคยตรัสแรงมี7ชนิด!แต่อานุภาคแรงที่6ทะลุทะลวงทุกสิ่งในโลกได้!พ่อครูคงรู้จักแรงฤาเส้นแสงนี้ที่นักวิทย์โนเบลมะกันค้นพบ? พ่อครูว่า..คุณคนนี้พูดมาทำให้อาตมานึกถึงสภาวะ อนุภาคที่เป็นต้นกำเนิดอาวุธแสงคืออะไรชนิดที่ 6 ซึ่งก็ต้องมีแรงชนิดที่ 1 2 3 และ 4 5 6 เป็นสองเส้า แล้วก็จะมีอีกแรงหนึ่ง จะเกิดอนุภาค แรงที่ 6 ทะลุทะลวงทุกสิ่งในโลกได้ ทำให้อาตมานึกถึงสภาวะจริงที่อาตมามีภูมิรู้ ในโลกหนึ่งที่หมุนก็มีแรง โลกที่สองก็มีแรงแห่งแสงที่ต้องพัฒนาขึ้น โลกที่สามก็ต้องพัฒนาขึ้นกว่า สามเส้านี้ ถ้าจะออกจากสามอันนี้ได้ก็ต้องมีแรงมากกว่าอีก เป็นแรงที่ 4 เป็นแรงที่มีอนุภาค ดิ้นรนทะลุทะลวง เกินกว่าอยู่ในกรอบ ฉันเดียวกันตัว 6 ก็สังเคราะห์เป็น 6 อนุภาค แล้วจะมีอีกอันเป็น 7 ออกไปอีก แสงที่เป็นรูปธรรมทางฟิสิกส์แล้วจะมาเข้าใจได้

3867ข้างล่างโลกจ่อสงครามนิวเคลียร์ใกล้คอหอย!ข้างบนโลกเล็งอาวุธแสงไม่ไกลหัว!แต่ตรงกลางโลก(ชมพูทวีป)ตั้งจิตวิชชามั่นใจบริสุทธิ์คงในศีลทุกขณะ!

SMS จากเฟซบุ๊ค

ธิตินันท์ แจ่มศรี · สาธุค่ะ เสียงชัดเจนมากคะ

Mawin Camil · ขอให้หลวงปู่มีสุขภาพที่ดีครับ ขอให้หลวงปู่เผยแพร่ธรรมะต่อไปครับ

สุนงค์ อิทธิไพบูลย์ : สาธุ สาธุ สาธุ ขอบคุณน้องแหม่มสวิส เป็นผู้กระตุ้น ให้ได้มา ชมบ้านเฮือนสวน ที่เปิดเป็นครั้งแรก ที่บ้านราชเมืองเรือ จ.อุบล

สุกิจ พิมน้ำเย็น · ขอบคุณครับ ทุกครั้งที่เข้ามาในเฟสฯเมื่อได้รับการแจ้งเตือน ก็ จะเข้าไปดู ช่องบุญนิยมทีวี แล้วปิดเฟสฯ เพื่อไม่ต้องการติดต่อจากเพื่อนๆในเฟสฯ ขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณ

Jira Lagsanasomboon (จิระ ลักษณะสมบูรณ์) สัมผัสได้ซึ่ง ความสงบ ร่มรื่น ของอารยธรรมที่งดงาม ซึ้งถึงความกรุณาของเหล่าพระอริยะทั้งหลาย ขอบารมีท่านทั้งหลายที่ได้รู้ถึงธรรมอันใด ขอข้าพเจ้าได้รู้ตามนั้นด้วย สาธุ

พ่อครูผู้เป็นสยังอภิญญา พ่อครูว่า..อาตมาก็ขอย้อนย้ำ พูดถึงชีวิตตัวเองเกิดมาอายุ 83 กำลังจะเต็ม ในวันที่ 5 มิ.ย. ก็เต็ม 83 ขึ้น 84 ปี อาตมาอยู่ทางโลก 36 ปีทำมาหากินแย่งลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข กับทางโลก แล้วก็ออกมาทางธรรม อาตมาออกจากทางโลกตอนอายุ 36 ปี อาตมาเป็นพี่คนโต พ่อแม่เสียแล้ว ก็บอกกับน้องๆทุกคน และไม่บอกธรรมดา ก็แบ่งสมบัติที่มีทั้งหมด แบ่งเสร็จก็เลิก แล้วอาตมาก็เดินหน้าเข้าวัด โดยไปปลูกกุฏิไว้ก่อนแล้ว น้องก็ร้องห่มร้องไห้ตามประสาเขา ที่อาตมาปฏิบัติประพฤติอย่างนั้น มันไม่ได้เป็นความลังเลสงสัย ไม่ได้ทำเล่น ทำจริงจังทุกอย่าง ไม่ได้เบลอไม่ชัด แต่ชัดเจนทุกอย่าง ก่อนจะออกไป ยังไม่ได้บวชนะ เป็นฆราวาส แต่โกนหัวแล้ว นุ่งกางเกงขาสั้นไม่ใส่รองเท้า ใส่เสื้อยืดคอกลม แขนสั้น ตอนนั้นก็ทำงานโทรทัศน์ เป็นดาราเป็นพิธีกรที่ออกโทรทัศน์มากที่สุด เพราะทำรายการเกี่ยวข้องกับสารคดี วิชาการ เกี่ยวข้องกับเด็กๆ ซึ่งเป็นรายการที่หาสปอนเซอร์ไม่ได้ มันเป็นรายการของสถานีที่ต้องรับผิดชอบ คนไม่ชอบทำเพราะไม่ได้เงิน ได้แต่ค่าเบี้ยเลี้ยงเท่านั้น เงินไม่มากเขาก็ไม่ทำกัน เหมามาให้อาตมาทำ โทรทัศน์ตอนนั้นมีอยู่ 2 ที่อาตมาทำเป็นโทรทัศน์ช่อง 4 เป็นโทรทัศน์ช่องแรกของประเทศไทย โทรทัศน์ขาวดำ ตอนมาบวชก็เลิกทางนั้นเรียบร้อย ก่อนจะออกมา ไม่ทำงานทางโลก อาตมาก็ชัดเจนจริงๆว่า ไม่เอาเรื่องโลกีย์ หาเงินหาทอง ชัดเจนในสัจธรรม ออกมาแล้ว แม้ไม่ได้บวช ก็ไปบรรยายธรรมะ โดยเฉพาะตอนนั้นที่วัดมหาธาตุ เขาเรียกว่ามีสำนักตักศิลา มีตลาดขายของเต็ม สนุก คนไปกันเต็มทุกวัน ยิ่งวันเสาร์วันอาทิตย์นี้คนแน่น ถกกันพูดกันแต่เรื่องธรรมะ อาตมาว่า บรรยากาศเช่นนั้นน่าจะกลับคืนมาในประเทศไทย มันหายไปหมดตอนนี้ ถกกันแต่เรื่องธรรมะ พูดกันเป็นกลุ่มเป็นคณะ อาตมาก็พลอยเป็นหัวโจกกับเขา เสร็จแล้วไม่นานนัก อาตมาก็เลยต้องบวช ที่ต้องบวชมีเหตุปัจจัย อาตมาตอนนั้นเรื่องกางเกงขาสั้นไม่ใส่รองเท้า โกนหัว อาตมาก็ขึ้นไปบรรยายกับคนอื่น ที่เขาใส่เสื้อสูทไปบรรยาย คนไม่ค่อยจะพบเห็นเช่นนี้ นอกจากเขาจะพอรู้จักหน้าตาอาตมา เพราะอาตมาเป็นดาราออกโทรทัศน์ แล้วก็ยังพิลึก ไม่แต่งตัว ตอนออกโทรทัศน์ก็ผูกเนคไทใส่เสื้อนอก แล้วแถมไปพูดภาษาที่ไม่เหมือนกับเขาพูดกัน ก็เป็นภาษาแบบอาตมา เขาก็บอกว่าคงบ้าจริงๆ แต่งตัวเหมือนบ้า พูดไปเขาไม่รู้เรื่องก็เหมือนบ้า อาตมาก็คิดว่าไม่ค่อยดี คนเราไปยึดถือที่รูปภายนอก ถ้าเราจะขืนทำอย่างนี้ก็ช้า เขายึดถือและไม่ยอมรับ ก็คิดว่า จะกลับไปแต่งเสื้อนอกก็ไม่ดี เราเลิกมาแล้วก็คิดว่าบวชดีกว่า อาตมาจะบวชนี้ อาตมาเคยบอกเจ้าอาวาสที่วัดอโศการามไว้ว่าจะไม่บวช ตอนจะไปอยู่ จะอยู่ไปไม่นานก็ขอบวช ก็เลยบอกว่าอธิบายธรรมะแล้วคนไม่ค่อยเข้าใจ เขามองเปลือกนอกก็ไม่นับถือแล้ว ถ้ามีรูปนอกคนก็คงจะนับถือ ท่านก็บวชให้ อาตมาตอนเป็นพระก็เดินสงบนิ่ง มือกุม มองชั่วแอก คนต้องหันหน้ามองตามเป็นทิว แล้วเดินช้าด้วยนะ คนก็ต้องแปลกตา แต่เดี๋ยวนี้ไม่เหลือซากเดินเหมือนลิงแล้ว อาตมาก็คิดว่า บวชแล้วเพื่อได้ คนก็จับประเด็นว่า บวชเพื่อเอาเครื่องแบบไม่ได้บวชเอาจริงหรอก เขาตีความเป็นเรื่องเสีย เขาก็ว่าบวชเมื่อได้รูปแบบแล้วไปปฏิบัติผิดเพี้ยน เพื่อทำลายศาสนา เขาตีความเสียๆ ก็ไม่ได้ติดใจอะไร ก็รู้ว่าเขาเข้าใจไม่ได้ จนกระทั่งอาตมาทำงานมา ในทางธรรมะถึงวันนี้ ตั้งแต่บวชมา ไม่มีจิตใจสักแวบเดียว ที่คิดว่าอาตมาตัดสินใจผิด มีแต่ชัดเจนมั่นใจว่า เรานี่มันต้องเป็นอย่างนี้ ถ้าไม่ใช่อย่างนี้ก็ไม่ใช่เรา หลายอย่างที่อาตมาพูดออกไปกับโลก มันก็ต้องพูดเพื่อเป็นการศึกษา เช่น อาตมามาทำงานสืบทอดศาสนา อาตมาเป็นพระโพธิสัตว์ มารื้อขนสัตว์ บอกไปจนกระทั่งว่าเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 เอาอะไรมาพูด พูดไปทำไม คนก็ไม่ค่อยรู้เรื่องด้วย ก็คงงงงง โดยเฉพาะศาสนาพุทธเถรวาทในเมืองไทย มาพูดซะ เป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 แล้วไล่เรียงให้ฟังแต่ละระดับเสียด้วย ว่าอย่างไร อธิบายว่าเป็นอย่างไรต่างๆนานา อาตมาก็ว่า ถ้าคนที่ไม่มีอคติ ก็น่าจะฟังอาตมาแล้วก็รู้สึกทึ่ง จะเอาความรู้อย่างนี้จากไหนมาพูด ซึ่งมันไม่มี แล้วอาตมาก็บรรยายมามากมายต่างๆนานา ไม่เหมือนบรรดา ผู้รู้อาจารย์ในศาสนาไม่ได้พูด เขาก็น่าจะทึ่ง ว่า คนนี้เอาอะไรพูดแล้วมันเข้าเรื่องไหม ยกตัวอย่าง บรรยายคำว่า กายมีเนื้อแท้อย่างไร พยายามอธิบายโดยยืนยันบัญญัติคำสอน พระอนุศาสนี พระวจนะของพระพุทธเจ้า บุญคืออะไร ปัญญาคืออะไร เช่น บรรยาย ปัญญาว่า คือความรู้ที่เฉลียวฉลาด แต่ไม่ใช่ความเฉลียวฉลาดอย่างโลกียะ อย่างคนโลกๆ ถ้าคนโลกๆโลกีย์ ฉลาดเป็นอัจฉริยะสุดยอดอย่างไรก็อยู่ในกรอบโลกีย์ โลกีย์คืออะไร คือความเฉลียวฉลาดนั้น ไม่พ้นความเป็นอัตตา เป็นความเฉลียวฉลาดที่ต้องบำรุงอัตตาของตัวเอง บำเรอ ด้วยสิ่งที่น่าได้น่ามีน่าเป็น ได้โลกธรรม โลกียธรรม ได้ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข สุขที่ได้ กามคุณ 5 มาบำเรอสมใจ นี่คือสุภะของเขาคือโลกีย์ คนที่ฉลาดอยู่ในกรอบความรู้โลกีย์ ถ้าอยู่ในวัฏฏะ 1 2 3 จะไม่ออกจากกระแสนี้เลย ไม่เกิดกระแสที่ 4 หรือกระแสที่ 7 ถ้าเผื่อว่าอาตมาไม่มีความรู้จะอธิบาย ซึ่งเป็นความรู้ที่ออกนอก โลกีย์ เป็นความรู้ชนิดอื่น ที่เรียกโดยบัญญัติว่า อัญญะ อัญญะ อ.อ่าง ญ.หญิงสองตัวนี้ ซึ่ง ด้วยความหมายคำแปลของอัญญะ แปลว่า อื่น อันอื่นที่ไม่ใช่อันเดิม ก็เป็นความรู้ขั้น อัญญะ (พหูพจน์คืออัญญา) มันมีความรู้ชนิดใหม่ที่ไม่ใช่ความรู้โลกียะ อัญญา เป็นความเฉลียวฉลาดที่ไม่ใช่แบบโลกเก่า ที่ไม่ใช่วนในโลกเก่า ที่เขาเห็นเป็นสิ่งน่าได้ น่ามี น่าเป็น สุภะ อย่างโกณฑัญญะ พอฟังธรรมะพระพุทธเจ้า 2 กัณฑ์จบ โกณฑัญญะเกิดธาตุรู้ อัญญธาตุตัวนี้ พระพุทธเจ้าท่านหยั่งรู้จิตวิญญาณได้ชัดเจนก็กล่าวว่า อัญญาสิ วะตะโภ โกณฑัญโญ คือ โกณฑัญญะเกิดความรู้ใหม่แล้วที่ไม่อยู่ในกรอบโลกีย์ เป็นความรู้ใหม่ที่ทวนกระแส ปฏิโสตัง กับโลกียะ เรามาหลงในลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข มันเป็นอันเดิม แต่เรามาเกิดจิตที่ทวนกระแสสิ่งเหล่านี้ได้ คนเราจะเกิดอย่างนั้นได้ ถ้าจิตมันเกิดอย่างไม่ใช่ตักกะ จิตนั้นเกิดอัญญธาตุจริงๆ ไม่ใช่แค่รู้พิจารณาตามเหตุผล แต่จิตตัวนี้คืออัญญธาตุ ผู้จะเกิดจิตเข้ากระแส โสตาปันนะ ออกจากโลกียะ เข้าสู่กระแสโลกุตระ จิตตัวแรกที่เกิดนี่แหละคืออัญญธาตุ อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ อาตมาได้ประกาศตนว่าเป็นผู้นั้นอย่างไม่ได้มีเจตนาอยากอวดเป็นสาเฐยจิต แต่ที่อาตมาประกาศมีเจตนาอย่างไร แต่ได้ย้ำยืนยันไม่เข้าใจให้รู้ให้คิด ว่า อาตมาเป็นของจริงของ อัตถิ โลเก โลกนี้มี ถ้า นัตถิโลเก คือไม่มี ไม่มีสมณะพราหมณ์ ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ที่ท่านรู้โลกนี้โลกหน้า เป็นความรู้สยังอภิญญาของท่าน แล้วเอามาประกาศให้คนอื่นรู้ตามได้ ถ้าใครก็ตามอยู่ในยุคนี้โลกนี้ ไม่รู้ไม่เห็นไม่เข้าใจว่า สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ อาตมาจึงต้องย้ำว่ามี ก็อาตมานี่แหละสยังอภิญญา แต่คุณฟังแล้วไม่ get เขาก็ว่าเป็นพระนอกรีต คุณก็นัตถิโลเก คือไม่รู้หรอก ถ้ามีสมณะพราหมณ์ที่บรรยายโลกนี้อย่างอาตมาอธิบาย ท่านก็เป็น อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา ที่อธิบายโลกนี้โลกหน้าด้วยสยังอภิญญาของท่านเอง ท่านเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ องค์นี้แหละ คุณก็จะเคารพนับถือ แต่ถ้าคุณฟังแล้วก็บอกว่าไม่ใช่ คุณก็เข้าใจสมณะอื่นที่อธิบายไม่ตรงกับที่อาตมาพูด แต่ถ้ามันต่างกัน มันก็ถึงต้องไปว่า ความจริง คนผู้ถูกเรียก อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา ถ้ามันมีความต่างกัน มันจะต้องเป็นคนใดคนหนึ่งที่ถูกต้อง อาตมารู้ เข้าใจภูมิธรรมของตัวเอง อาตมาถึงไม่สงสัยว่า (พูดโดยวิชาการ) ที่ต้องยืนยันต้องพูดอย่างนั้น ผู้ที่ฟัง อาตมาส่วนใหญ่ ก็จะเห็นว่าพูดแล้วไม่ตรงกับ ผู้ปฏิบัติตามที่เขานับถือ อาตมาก็ชัดเจนว่าเราเป็นสยังอภิญญาชัดเจน เพราะเป็นหน้าที่ที่ต้องพูดความจริง ซึ่ง คนอื่นที่เขาไปดูก็ไม่ตรงกับอาตมา มันต่างกัน ถ้าอาตมาผิด อีกคนที่ต่างกับอาตมาก็ต้องถูก ถ้าอาตมาถูก อีกคนที่ต่างกับอาตมาก็ผิด ท่านบรรยายไปด้วยกัน เป็นคณะใหญ่ มวลใหญ่ ทั้งคณะกระแสหลักทั้งคณะมหาเถรสมาคม ก็ถืออย่างนั้น ที่พูดนี้ไม่ได้ก่อความแตกแยกนะ แต่กำลังอธิบายสัจธรรมว่า ที่ควรเป็นคืออย่างไรไม่ได้ตั้งใจมาทำความแตกแยก อาตมาก็ทำมาจนถึงทุกวันนี้ ก็ยังไม่เคยท้อไม่เคยสงสัย ว่าตนพูดผิด มั่นใจ ว่าตนเองพูดความจริงที่ถูกต้องออกไป และก็มั่นใจยืนยันว่า อายุขนาดนี้แล้วเราก็ยังไม่ควรตาย อธิบายไปก็น่าจะเกิดผลมากกว่านี้ ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน ม้าวิ่งทน แต่อาตมาไม่ต้องทน เขาเล่นงานจะให้ติดคุกเลย อาตมาก็ไม่ได้หนีอย่างคนชื่อบอสที่เป็นข่าวหรืออย่างธัมมชโย อาตมาสู้ด้วยความจริงไม่ได้หนี จนกระทั่งทุกวันนี้ท่านปล่อยแล้ว เรียกโดยภาษาว่าหลุดพ้น ข้ามพ้นสิ่งที่เป็นปัญหา เป็นประเด็นที่เขาจะจับหรือจับไม่ได้ก็แล้วแต่ มันพ้นจุดนั้นไปแล้วอาตมาก็เลยอธิบายเต็มที่ เอาพระไตรปิฎกมายืนยันอธิบายขยายความ ลึกซึ้ง พิเศษ ยิ่งดี

อาตมาบรรยายไปก็มี Guru sudandham เขียนมา กราบพ่อครูด้วยความเคารพครับ วันนี้ผมกะว่าจะขอเขียนอธิบายแบบบ้านๆ ให้นักธรรมะระดับบ้านๆ ได้เข้าใจง่ายๆ โดยผมขอใช้วิธีแกะรอย หรือถอดองค์ประกอบศิลป์จากเรื่อง "ธรรมะสองเหล่านี้ รวมเป็นหนึ่งกับเวทนา โดยส่วนสอง" ว่า พระพุทธเจ้าทรงจัดวาง compositions "ธรรมะสองเหล่า" เอาไว้อย่างไร แล้วคำว่า "โดยส่วนสอง" นั้น จะมีอะไรเป็นส่วนที่1 และส่วนที่ 2 ดังนี้ครับ ความต้องการทราบให้กระจ่างชัดของผมเองในเรื่องนี้ ผมเพียรใช้ธัมมวิจัยกับเหตุการณ์ต่างๆ หลายครั้งคราว จนมาถึงปีนี้ก็พอจับหลักได้แล้วครับ ว่า นัยยะอันพิสดารในข้อ 60 นี้ ล้วนเป็นแสงเงินแสงทองแห่ง การเตรียมพร้อมที่จะรู้จักว่า "การบัญญัติอัตตาต่างๆ นั้น อาศัยอะไรมาบัญญัติขึ้น" (ซึ่งแสงเงินแสงทองจากข้อ 60 นี้ จะไปเจิดจ้าชัดขึ้นในข้อ 61 ที่พระองค์ทรงบอกต่อไปอีกว่า บรรดาเจ้าลัทธิสุดยอดๆ ในยุคนั้น เขาไม่รู้รายละเอียดในตัวเองหรอกที่จะเอาอะไรบัญญัติขึ้น แต่เขาก็บัญญัติเอาจากสิ่งที่ตัวเองเป็น ตัวเองมีนั่นแหละบัญญัติ แต่ พระพุทธเจ้าทรงรู้จักพวกเขาทั้งหมด) แต่ผมจะไม่ขอพูดถึงข้อ 61 นะครับ จะขอนำกลับไปสู่ข้อ 60 ว่า มีใจความหลักๆ สรุปชัดๆ ว่าอย่างไร ผมขอสรุปหัวข้อก่อนนะครับว่า การจะบัญญัติอะไรๆ ขึ้นมา ก็จะต้องอาศัยความจริงสองอย่าง เช่น มีรูปกับมีนาม แล้วนามกับรูปจะต้องทำการสังขารกัน (ผ่านผัสสะ) ทำให้เกิดเวทนา (ถ้าต่างคนต่างอยู่ก็คนละเรื่อง ไม่มีเวทนาให้ศึกษา) คราวนี้เมื่อผัสสะแล้วรวมลงเป็นเวทนา มาเจอคำว่า โดยส่วนสอง จะยังไง ? ผมขอแสดงความเห็นส่วนตัวนะครับว่า โดยส่วนสอง จะเป็นดังนี้คือ 1 ผัสสะแล้ว รู้อาการ รู้ลิงคะ รู้นิมิต และรู้สอดคล้องตรงกันกับอุทเทส ของผู้รู้เก่าก่อน จึงสามารถสัมผัสรู้ไปถึงชื่อ (อธิวัจนสัมผัสโส) แห่งรูปกายได้ จนสามารถบัญญัตินามกายได้เพราะไม่ขาดซึ่งผัสสะ ไม่ขาดซึ่งการรู้อาการ รู้ความต่างของเพศ รู้เครื่องหมายนิมิตที่ผัสสะเห็นๆ / ถ้าอาการ ลิงคะ นิมิต อุทเทสไม่มี (เพราะไม่ผัสสะเลย) จะไปหาชื่อเรียกแม้แค่รูปกายก็ไม่ได้ ส่วนจะไปรู้นามกายนั้นอย่าไปหวัง 2 ผัสสะแล้ว (ปฏิฆสัมผัสโส) ได้รู้อาการแล้ว ได้รู้นิมิตที่ถูกกระทบขึ้นแล้ว แต่ก็มีความสามารถที่จะรู้ได้แค่การกระทบ (ปฏิฆสัมผัสโส) เท่านั้น ไม่อาจที่จะเรียกชื่อได้ ไม่รู้จะตั้งชื่อสภาวะนั้นให้เป็นรูปได้ยังไงดี ก็เลยเป็นแค่ ปฏิฆสัมผัสโส กระทบรู้อยู่แต่ภายใน. จนกว่าจะพยายามคิดหาชื่อ กำหนดรูปให้คนอื่นรู้ตาม คล้ายดั่งน้องหลาสมัยเด็กกำลังหัดพูด ไม่เคยรู้จักคำว่า แกล้งกิน พ่อถามว่ากินทำไม มันกินไม่ได้ น้องหลาคิดคำอยู่พักหนึ่งก็ตอบว่า "หนูกินปลอมๆ" ขอความกรุณาพ่อท่านช่วยพิจารณาด้วยครับ ว่าความเข้าใจมาดังนี้ถูกต้องไหมครับ ? ถ้าความเห็นผมมีส่วนถูกต้องเกิน 70% ผมขอให้พ่อท่านตอบคำถามผมอีก 1 ข้อ ดังนี้ครับว่า

โพธิสัตว์ระดับใดจึงรู้ภูมิของตนเอง _พระโพธิสัตว์ระดับ๔ ที่รู้แจ้งจบกิจในตนในชาตินี้ จึงจะรู้ตัวเองได้ว่า ตนเองจบ"อรหัตตผล" แต่ยังไม่มีภูมิรู้จักความเป็นโพธิสัตว์ได้อย่างแจ้งชัด พระโพธิสัตว์ระดับ๕ ระดับ6 ก็เช่นกัน ท่านก็ยังไม่สามารถที่จะรู้ตัวเองได้หรอกว่า จะต้องมีความรู้ในการตัดรอบแค่ไหนจึงจะถือว่า สิ้นรอบ ครบถ้วน ได้ความแจ่มแจ้งในการเกิด จนเกิดอย่างนี้อย่างเที่ยงแท้ไปเป็นพระโพธิสัตว์ระดับที่ ๕ หรือที่6 ดังนั้น พระโพธิสัตว์ระดับ๕ หรือ6 จะไม่สามารถกล่าวปฏิญาณตนเองได้เลยว่าตนเองเป็นระดับ๕ ระดับ6 ใช่ไหมครับ ?

พ่อครูว่า...ถ้า 1 คุณยังไม่ครบ ก็จะรู้ต่อไปได้อย่างไร เรายังไม่มีครบก็บอกว่าเราคืออะไรไม่ได้ คนที่จะบอกได้ต้องเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 เป็นต้นไป ถึงจะบอกระดับต่ำลงมาได้ แม้แต่เป็นระดับ 6 ก็ไปบอกว่าระดับ 7 คืออะไรไม่ได้ครบ มีคนบอกว่าผมคงเป็นโพธิสัตว์ระดับ 4 แล้ว ก็จะกำหนดระดับ 1 2 3 ได้ คนจะรู้ว่า โพธิสัตว์ระดับ 1 คือพระโสดาบัน คนมีเนื้อหาของพระโสดาบันอย่างไร แม้จะไม่ใช่ภาษาของพระพุทธเจ้า อธิบายภาษาคนได้ ถ้ามีบัญญัติภาษาของพระพุทธเจ้าก็อธิบายยิ่งจะตรงกัน สมณะเดินดินว่า...แม้จะเป็นโพธิสัตว์ระดับ 2 หรือ 3 ก็บำเพ็ญโพธิสัตว์ได้ พ่อครูว่า...ก็ยังไม่เก่ง ต้องเลยระดับ 7 ก็พอรู้ได้ สมณะเดินดินว่า...อย่างญาติธรรมเราบอกว่าเป็นโพธิสัตว์ระดับ 1 2 ก็จะไปช่วยคนได้ไหม พ่อครูว่า..ผู้ที่มีอรหัตตผล เป็นความจริงสภาวะตัวเอง ก็มีโพธิ ต้องมีทั้งเจโตและปัญญา ถ้ามันไม่ครบรอบของอย่างน้อย 3 จะไม่รู้หรอก การรู้ที่ 3 คือรู้รูป รู้นาม และผู้รู้คือประธาน ตัวเราเองรู้ เป็น ISH เป็นภาวะรู้รูปนาม สองอย่างนี้ เมื่อร่วมรวมกันเกิดภาวะชีวิตินทรีย์ เป็นการเคลื่อน โดยเฉพาะระดับจิตนิยาม ไม่ใช่ระดับพีชะที่ไม่รู้ตัว และที่จะมาพูดได้ก็ไม่ใช่ธรรมดา แล้วที่ถามว่า โพธิสัตว์ระดับที่ 1 2 3 จะรู้ตัวก็ไม่ง่าย ถ้า 4 5 6 ก็ไม่ใช่รู้ได้ง่าย ต้องเกินระดับ 7 8 9 ถึงจะพูดได้ชัดเจน ต้องมีความรู้นำหน้า อย่างผมบอกว่า ผมระดับ 7 ผมก็น่าจะมีความรู้ในระดับ 8 และ โอเวอร์แลป ไปถึงระดับ 9 บ้างแล้ว ผมไม่คิดมาอวดตัวตน มีคนว่า พ่อท่านระดับ 8 แล้ว แต่ผมไม่ได้หลงตัวอะไร ให้เข้าใจให้ได้ว่าอาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 อธิบายคำว่าอย่างนี้ก็เป็นกุศลมากแล้ว ที่เอาของสู่แดนธรรมมาอ่าน ถ้าคนสามัญปกติ คงเข้าใจตามยาก ที่พูดนี้เขาก็เป็นคณะแม้จะไม่ใช่นักบวช ก็เป็นองค์รวมที่จะมาช่วยกันสืบสานธรรมะ ต้องมีทั้งท่านเดินดิน หรือคนอื่นๆ เป็นองค์ประกอบไปด้วยกัน ร่วมกันเป็นสัจจะ ยากจะเอาหลักฐานมายืนยัน แต่เป็นอจินไตยที่ต้องพาดพิงอ้างอิงยืนยันเท่านั้นเอง

ความรู้ในตนจะปรากฏในลักษณะใด _ถามแทรกว่า ความรู้ที่ว่า ปรากฏขึ้นคืออย่างไร เป็นภาพเสียงเหมือนเราได้ยินหรืออย่างไรครับ พ่อครูว่า...ความรู้จะเรียกว่าเป็นภาพเสียงด้วยไหม ถ้าว่าแล้ว ถ้ารู้พร้อมเป็นภาพ เสียงด้วย ถ้ารู้ไม่พร้อมก็มีองค์รวมรู้ได้ ว่าอันนี้เป็นภาพ เสียง กลิ่น รส ได้ มันจะครบในทุกทวาร มนุษย์มี 6 ทวาร มีจะมีมุมเหลี่ยมของธาตุรู้ครบ ก็เป็นธรรมดา เวลาเรียน เวลาศึกษา พระพุทธเจ้าบอกว่าต้องมีสัมผัสเป็นปัจจัย ถึงจะครบองค์ความรู้ ตาต้องเห็นรูป หูต้องได้ยินเสียง...ทำงานร่วมกันครบทุกทวาร ถึงจะเรียกว่ารู้ครบ หากไปหลับตา หูไม่ได้ยินเสียง กายไม่ได้สัมผัส ลิ้นไม่กระทบรส มันเป็นความเข้าใจผิดเป็นคนละพวกกับความรู้ของพระพุทธเจ้า ที่จะเรียนรู้ความเป็นจิตเจตสิก รูปนิพพาน เป็นนามธรรมที่สมบูรณ์แบบ มันผิดหมดเลย การนั่งหลับตาสมาธิไม่ใช่ทางของศาสนาพุทธ มันเป็นเรื่องนอกรีต เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าชี้ให้เห็นตั้งแต่ พรหมชาลสูตรท่านก็ชี้แล้วว่านั้นคือเจโตสมาธิ ทำแล้วจะได้ผลทิฏฐิ 62 พระพุทธเจ้าทุกพระองค์จะรู้ ปัญญาความฉลาด หากไปนั่งหลับตาทำสมาธิ จะได้มิจฉาทิฏฐิ ทั้ง 62 อย่างนี้ ถ้าอ่าน พรหมชาลสูตรแตก ก็จะรู้ว่าคำสอนในนั้น คือการนั่งสมาธิหลับตา เป็นคำสอนที่เขาสอนกันก่อนพระพุทธเจ้าอุบัติ เป็นสิ่งผิด การนั่งหลับตาจะมีแต่อดีตกับอนาคต อดีต 18 กับอนาคต 44 ใน 44 นี้รวม ปัจจุบัน 5 อย่างในนั้น ไม่มีความรู้ความเห็นความเข้าใจอย่างอื่น นอกจากอดีตกับอนาคต อยู่ในภพคุณคนเดียว จะมายืนยันกับผู้อื่นไม่ได้ ความจริงนั้นจะต้องมีทั้งองค์ประกอบนอกและในยืนยันกับผู้อื่นด้วย ตั้งแต่ 1 คนเป็นต้นไปจนถึงล้านคน คนนี้มีตาสัมผัสอันนี้ๆ ก็ยืนยันกันได้กี่คนกี่คน จึงจะเรียกว่าเป็นความจริง ความจริงถ้าจะบอกว่าไปนั่งหลับตาอยู่ในภพของตัวเอง มันยืนยันเป็นความจริงไม่ได้ ความเห็นที่เป็นนั่งหลับตาทำสมาธิจึงเป็นความเห็นที่ มันไม่ใช่พุทธเลย นอกพุทธจริงๆ แต่นั่งหลับตาทำสมาธิมีประโยชน์กับการปฏิบัติธรรม ก็มีตรงที่ทำเตวิชโช ตร

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน