600526_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ หมู่บ้านมรรคมีองค์ 8.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์346 KB
วันที่แก้ไข25 เมษายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

600526_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ หมู่บ้านมรรคมีองค์ 8

สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้วันศุกร์ที่ 26 พฤษภาคม 2560 ที่บ้านราชฯ ตอนนี้ที่ราชธานีอโศกก็ไม่พ้นถูกฝน เป็นฤดูฝน ที่เฮือนสวน.ฝนก็ตก มีปลาดุกด้วย ว่ายไปว่ายมา ดีนะพวกเรากินมังสวิรัติ มันก็เลยปลอดภัย ตอนนี้มีผลไม้จากวังจันทน์พฤกษามาขายด้วย ขายดีด้วย ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4 แล้ว เปิดวันพฤหัสบดีเพิ่มอีกวันหนึ่ง มีคนมาดูงานด้วย

หมู่บ้านมรรคมีองค์ 8 พ่อครู ว่า...ขอพูดถึงตลาดที่เฮือนสวน. เป็นโรงเรือนที่ใหญ่ ก็อยากจะพูดให้ชัดเจน บอกเจตนา ที่อาตมาทำขึ้นมานี่ อาตมาตั้งรกรากที่ราชธานีอโศก ตำบลบุ่งไหม หลายสิบปีแล้ว คิดว่าเราจะต้องพยายามขยาย พัฒนาการกับสังคมไปเพิ่มขึ้น เพราะอาตมาเป็นนักปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า ไม่ได้ปฏิบัติแต่เพียงนั่งสมาธิ ต้องจมอยู่กับวัด อาตมาทำงานกับชาวพุทธ กับประชาชน ทำร่วมกันหมด แล้วก็ให้เกิดครบ สัมมาอาชีวะ สัมมากัมมันตะ สัมมาวาจา สัมมาสังกัปปะ ตามทฤษฎีเอกของพระพุทธเจ้าคือมรรคมีองค์ 8 อาตมาไม่สุดโต่งไป ปฏิบัติธรรมก็เอาแต่นั่งสมาธิเดินจงกรม แล้วไม่รู้จัก สัมมาอาชีพ กุหนา ลปนาเป็นอย่างไร ที่จริง สัมมาชีพเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกที่เราจะต้องสังวรระวัง เพราะว่าเป็นงานอาชีพที่ต้องทำทั้งหมด กุหนา มิจฉาชีพขั้นที่ 1 เลย กุหนา แปลว่า อาชีพทุจริต การทุจริตทั้งมวล เราต้องบอกเตือนกัน โดยเฉพาะศาสนาพุทธ ถ้าจะว่าเป็นบทแรกเลย มิจฉาอาชีวะต้องเลิกก่อนเลย การจะมาศึกษาธรรมะ กุหนา ลปนา เป็นอาชีพที่ชั่ว กุหนาชั่วสุด ลปนารองลงมา ชั่วทั้งคู่ ก็ต้องเลิกมาเป็นเนมิตกตา อาชีพฆ่าสัตว์เป็นอาชีพที่ชั่ว ขออภัยเขาฆ่าสัตว์กันเยอะ ชาวพุทธมีการเลี้ยงสัตว์ฆ่าสัตว์กันอีกเยอะ บางศาสนาบอกว่าเลี้ยงได้ ฆ่าสัตว์ได้ แต่การฆ่าสัตว์เป็นบาปทั้งสิ้น ได้อก

อ่านต่อ

ุศลกรรมทั้งสิ้น ศีลข้อ 2 ไปเอาของๆคนอื่นในฐานะแห่งการขโมยเป็นบาปทั้งสิ้น ที่จริงพรหมจรรย์นั้น ศีลข้อที่ 3 มีสู่แดนธรรมหมายเหตุเอาไว้ว่า ปฏิบัติพรหมจรรย์ ปฏิบัติศีลข้อ 3 อธิบายแค่ผิดผัวเขาเมียใคร แต่พรหมจรรย์นั้นละเอียดกว่านั้นในโลกุตระ ไม่ใช่หมายแค่ผิดผัวเขาเมียใคร แต่อพรหมจริยะ คือต้องประพฤติปฏิบัติเป็นพรหม อย่างสู่แดนธรรมหมายเหตุมาว่า คนไม่ใช่แค่ปฏิบัติเป็นเทวดา แต่ต้องปฏิบัติเป็นพรหม การทำทานต้องไม่ตั้งจิตเป็นเทวดาสักชั้นเลย ไม่ต้องปฏิบัติให้จิตใจเป็นพรหม คือพรหมจรรย์ จิตไม่มีเทวดา ศาสนาพุทธ เรียกอเทวนิยม คือศาสนาที่ไม่มีเทวดา เพราะปราบเทวดาหมดแต่บรรลุเป็นพรหม พรหมคือผู้มีจิตบริสุทธิ์สะอาด แต่ทุกวันนี้ไปนั่งหลับตาเอาเป็นเทวดาเป็นภพชาติไปหมด คือการปฏิบัติที่ไม่สัมมาทิฏฐิ การปฏิบัติสมาธิของศาสนาพุทธไม่ใช่แค่นั่งหลับตา นั่งหลับตาไม่ใช่การทำสมาธิของพระพุทธเจ้า แต่เป็นของศาสนาทั่วไปสากล พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาเขาก็มีกันเต็มป่าเต็มบ้านเต็มเมือง เป็นการออกนอกรีดหมด ของพระพุทธเจ้านั้นให้ลืมตามีทักษะเป็นปัจจัย มีเวทนาเป็นกรรมฐาน ถ้าไม่มีการเดินตามมีทักษะเป็นปัจจัยแล้วไม่มีกรรมฐาน ไม่มีทางปฏิบัติได้ เรามีเฮือนตลาด เขาก็ทำการค้าขาย เป็นอาชีพ เราก็สอนให้ปฏิบัติเผยแพร่ธรรมะที่ตรงจุด ที่พวกเราพาทำนี้ครบครันของพระพุทธเจ้าไม่ใช่เข้าใจสุดโต่ง สมณะฟ้าไทว่า..พ่อครูมาพูดในสิ่งที่คนทำได้จริงมีผลจริง คนเปลี่ยนแปลงชีวิตได้จริง คนที่หลับตาเขาไม่ได้อ่านพระไตรปิฎก เขาทำตามตำราของเขา พ่อครูว่า...พระไตรปิฎกชุดนี้เกิดจากพระมหากัสสปะเป็นประธาน ซึ่งพระมหากัสสปะเป็นพระที่หลงป่าติดตามมานานมาก จึงเอียงน้ำหนักไปทางป่ามีจริตชอบอันนี้จึงเอียงไปทางป่ามาก สมณะฟ้าไทว่า...เป็นวาสนาบารมีทำให้เอียงได้มาก พ่อครูว่า...ต้องเป็นกลางให้มาก ก็ขอว่าพระมหากัสสปะหน่อย ในฐานะที่ท่านเอียงไปทางป่ามาก

ที่นี่ บ้านราชฯ คนก็ไม่ค่อยมากันเลย ไม่เหมือนวัดอื่นๆ ที่ประกาศมีงานอบรมอะไรๆ เข้าคอร์สศีล 5 ศีล 8 เข้าคอร์ส บวชชีพราหมณ์ อะไรนี่ คนเราปฏิบัติจารีตประเพณีจนกลบเกลื่อนในส่วนเนื้อหาไม่ค่อยรู้เรื่อง ก็ขอประชาสัมพันธ์ เชิญร่วมกิจกรรมค่ายสัมมาอาริยมรรค เพื่อชีวิตที่ดีกว่าเก่า ค่าย ลดอัตตาบูชาบรมครู ครั้งที่ 19 ณ หมู่บ้านชุมชนราชธานีอโศก ศุกร์ที่ 26 - อาทิตย์ที่ 28 พฤษภาคม 2560 รับสมัครผู้สนใจเข้าค่ายโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายใดๆ (จะมาเต็มค่ายหรือไม่ก็ได้) สมัครได้ที่ อุทยานบุญนิยม อ.เมือง จ.อุบลราชธานี หรือ โทรฯ คุณชญาดา 087-4437865 ดาวโหลดใบสมัครส่งใบสมัคร onlineได้ที่เฟซบุ๊ก กองทัพธรรมFP

สมณะฟ้าไทว่า...ที่อื่นพอบอกว่าจะจัดค่ายบอกว่าจะได้บุญแต่ที่นี่ได้อะไร?

บุญที่ถูกต้องคือการลดกิเลส พ่อครู ว่า...ก็ได้บุญที่ถูกต้องคือการลดกิเลส เป็นอาการของเครื่องตัดกิเลส เหมือนกิโยติน ความรู้ว่าบุญเป็นอย่างนี้ เป็นเอกังสะ เป็นโลกุตระ ความรู้ที่พูดนี้มันได้เลือนหายไปนานแล้วอาตมากล้ายืนยันว่า คนเกือบทั้งโลก ในพุทธศาสนาไม่เชื่อว่าบุญมีความหมายอย่างนี้จริง คนที่ตั้งใจศึกษาฝึกฝนก็พอจะเข้าใจ อาตมายังดีที่มีหลักฐานพยัญชนะ เช่น คำว่า ปุญญะ คือ สันตานังปุนาติ วิโสเทติ คำนี้เกือบหายไปหมดแล้ว มีแต่ในพจนานุกรม ไทย บาลี อังกฤษ ฉบับ ภูมิพโลภิกขุ ท่านธัมมปาละ บันทึกเอาไว้ ความหมายของบุญคือ สันตานังปุนาติ วิโสเทติ คือการชำระจิตสันดานให้หมดจด และ คำว่า ปุญญภาค คือ เขาเข้าใจผิดว่า ปฏิบัติธรรมแล้วจะได้ส่วนแห่งบุญ เขาเข้าใจว่า ได้สิ่งเป็นสมบัติ หรือเป็นนามธรรม เป็นสวรรค์ภพชาติ แต่ที่จริง ส่วนแห่งบุญคือการชำระกิเลสได้เป็นส่วนๆ คือของเสขบุคคล แต่เข้าใจกันไม่ได้ และ สาม ในโอวาทปาติโมกข์ ท่านตรัสว่า สัพพปาปสอกรณัง(ไม่ทำบาปทั้งปวง)คนนี้มีกรรมกิริยาอยู่ก็มีแต่กุศล กรรมกิริยาของอรหันต์เป็นต้น มีแต่ กุสลสูปสัมปทา(ทำกุศลให้ถึงพร้อม) ท่านไม่ใช้คำว่า บุญ สจิตตปริโยทปนัง(ชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้วจากกิเลส) และมีอีกคำคือ ปุญญปาปปริกขีโน คือผู้สิ้นบุญสิ้นบาป บุญมีหน้าที่เดียว ทำแล้วจบ ยิ่งทำกิเลสหมดได้คือหมดบุญ สัพพปาปัสสอกรณัง คนเข้าใจไม่ได้ก็แปล อภิสังขารผิด แปล ปุญญาภิสังขารแปลว่า คือสังขารที่เป็นบุญ คือเหมือนกับได้บุญ ส่วนอปุญญาภิสังขารเขาแปลว่า สังขารแบบไม่ใช่บุญ ไม่เป็นบุญ ก็ไปแปลว่า ไม่มีบุญ ไปแปลว่า ไม่ใช่บุญก็ขยายความเพื่อให้คนเข้าใจว่า ปรุงเป็นบาป ก็คือวนอีกแล้ว ศาสนาพุทธไม่วน ตัดกิเลสเสร็จก็เป็นผลแล้ว อปุญญาภิสังขาร ก็ไปแปลว่าปรุงเป็นบาป ก็เลยไม่รู้จัก อภิสังขารที่เป็นการปรุงแต่งของอาริยะ พระอรหันต์บางองค์ พระโมฆราช เป็นต้น และพระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ ว่าท่านเป็นผู้สิ้นบุญสิ้นบาป เป็นต้น ความรู้ ในศาสนาพุทธมันเพี้ยนไปอย่างนี้ คำว่าบุญจึงทำลายศาสนาได้อย่างแหลกเหลวที่สุด พระที่ทำให้ศาสนาเละที่สุดคือ ธัมมชโย ที่หลอกคนให้ติดยึดในบุญ เป็นสวรรค์วิมานที่น่าได้อย่างมาก ย้อนกลับคำสอนพระพุทธเจ้าหมดเลย ตอนนี้เป็นสมีไปแล้ว และมีสำนักอื่นๆที่เอาบุญไปค้าขาย เป็นสินค้าทำลายศาสนาพุทธ แหลกเหลวไม่เหลือซาก เพราะคำว่าบุญนี้ นี่คือความละเอียดละออ ของศาสนาพุทธ ซึ่งเป็นเรื่องที่คัมภีรา ทุททสา ทุรนุโพธา จริงๆ อาตมาเอาบุญมาแจกแจงอย่างไร ก็ไม่เหมือนกับชาวบ้านชาวเมือง อาจารย์ในระดับปราชญ์ของศาสนา ก็ไม่เหมือน เขาจึงหมายหัวอาตมาเลยว่า มาทำลายศาสนาพุทธ มันไม่เหมือนทิฏฐิปัญญาที่เขารู้ ที่จริง ไม่ใช่ปัญญา ปัญญาเป็นภาษาของศาสนาพุทธ หมายถึงโลกุตรธรรม เป็นธาตุที่เกิดจากอัญญธาตุ เป็นต้นเค้า ที่พูดนี้พาดพิงตำนานว่า พระพุทธเจ้าเทศนาธัมมจักกัปปวัตตนสูตร อนัตตลักขณสูตร สองสูตรนี้ เทศน์แล้ว โกณฑัญญะ ซึ่งเป็นหนึ่งในปัญจวัคคีย์เกิดอัญญธาตุในจิต พระพุทธเจ้าท่านหยั่งรู้จิตก็ อุทานว่า อัญญา สิ วตโพ โกณฑัญโญ อัญญะแปลว่าอื่นจากโลกียะ ศาสนาพุทธเท่านั้นมีอัญญธาตุ ศาสนาอื่นไม่มีธาตุรู้ตัวนี้ในจิต ธาตุรู้ตัวนี้เกิดได้ต้องมีสัมมาทิฏฐิ ต้องมีบารมีเป็นโลกุตระ อัญญธาตุเป็นตัวแรก ของธาตุ เป็น primary cell เป็น DNA ตระกูลพุทธ DNA โลกุตระ อัญญธาตุนี้เป็นตัวแรกของตระกูลพุทธ รายละเอียดเหล่านี้ต่างจากอาจารย์ทั้งหลายในยุคนี้ ที่มันเลือนไปแล้วไม่รู้เรื่องแล้ว แม้แต่มูลกรรมฐาน 5 ที่อาตมาหยิบมาขยายความตั้งแต่ กาย หรือให้พิจารณา ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ให้รู้ว่าผม นี่ ขณะใดมันไม่เป็นกาย ในผมของเรา หรือมันยังเป็นกายอยู่ นี่คือกรรมฐานที่ต้องพิจารณา กรรมฐานของพระพุทธเจ้าให้พิจารณากายจิต แล้วต้องอ่านโดยการสัมผัส แล้วจะต้องรู้ อุตุนิยาม พีชนิยาม ในความเป็นกายเป็นจิต แต่ความรู้เรื่องนิยามเหล่านี้นี้ผิดเพี้ยนไปแล้ว ทุกวันนี้เขาไม่รู้สภาวะของอุตุนิยาม พีชนิยาม กันแล้ว

ก่อนอื่นขออ่าน คอลัมน์ สมาธิชาวบ้าน ของอ.บูรพา ผดุงไทย..การสะสมอวิชชาความหลง …

จิตที่สะสมอวิชชาจะผ่านพ้นได้ต้องได้รับการอบรมจิต จึงจะถอดอวิชชาที่ห่อหุ้มอยู่ให้หลุดไป และได้พบกับความรู้แจ้ง จนสามารถค้นพบสัจธรรมความจริงอันนำไปสู่การพ้นทุกข์ได้ เพื่อไม่ให้กลับไปเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป การปฏิบัติเบื้องต้นนี้ไม่ยาก เมื่อพบความจริงแล้ว จิตก็จะเดินไปในทิศทางนี้ ความรู้แจ้งก็จะเกิดขึ้น (พ่อครูว่า จะเกิดปัญญาต้องรู้มโนปวิจาร 18 เกิดการกระทบสัมผัสแล้วเกิดเวทนา อ่านเวทนาออก ว่าจิตจะเดินทางไปทางนี้ นาลมริยาคือทางเดินไปโลกียะคืออวิชชา ส่วนทางอรมริยาคือทางเดินสู่ความเป็นอาริยะ ผู้รู้พฤติกรรมจิตตน มโนปวิจาร ว่าอาการอย่างนี้คือโลกุตระ คนนี้จะเดินทางสู่โลกุตระ คือคนนี้มีเวทนาเป็นกรรมฐาน อ่านเวทนาออก รู้อาการ ถ้าทำอย่างนี้ ตา หู จมูก ลิ้น กายใจ สัมผัสแล้วเกิดอิตถีภาวะ แล้วทำเวทนาสองให้เป็นหนึ่ง ลดกิเลสให้จางคลายลงได้ก็เข้าทาง จะรู้จิตเคหสิตเวทนาเป็นอย่างไร อาการของเนกขัมสิตเวทนาคืออาการอย่างไร มันมีลิงค ต่างกัน ผู้รู้กำหนดหมายอาการจิตออก นี่คือสัจจะที่ต้องอ่านเห็นเวทนาเกิดหลัดๆ ไม่ใช่ไปนั่งหลับตา ไม่รู้จักเวทนาสะกดจิตไม่ให้คิด คือความล้มเหลวของการปฏิบัติธรรม ไปเอาของฤาษีแบบเดิมๆ มาใช้ ผิดๆ อาตมาก็เห็นใจ ผู้บรรยายมิจฉาทิฏฐิ ลูกศิษย์ก็ปล่อยเข้าใจตามนั้น อาตมาว่า ท่านฟังอยู่ อาจารย์บูรพาจะพูดเรื่องโพธิสัตว์ด้วย แสดงว่าท่านฟังอาตมาอยู่ ท่านพาดผ่านมาถึงอาตมาอยู่มั๊ง ) จิตมันทรงอารมณ์ได้นิ่งก็เกิดความรู้แจ้งขึ้นมาเอง บางครั้งเรามีสมาธิติดต่อกันนานๆ ปรากฏการณ์นี้มันก็เกิดขึ้นได้ แต่บางครั้งเราปฏิบัติสมาธิไปนานนาน ในชีวิตประจำวัน จิตมันสงบนิ่งไปได้ระดับหนึ่ง ก็เกิดความรู้แจ้งในเรื่องต่างๆกลายเป็นปัญญาขึ้นมา ทำให้เกิดการรู้ธรรมเห็นธรรม เกิดความรู้ เมื่อรู้แล้วก็พ้นทุกข์ (พ่อครูว่า ที่อาจารย์บูรพาอธิบายเป็นสมถะหมด เพราะจิตที่รู้แจ้งได้ต้องทำถูกทางสัมมาทิฏฐิ ทำจิตสงบจากกิเลสแล้วจิตจะคล่องแคล่วว่องไวปฏิภาณรู้เร็ว มุทุภูตธาตุ มีความรู้เร็วไว มีการเปลี่ยนแปลงจิตที่ทำได้เร็วได้ง่ายด้วย เปลี่ยนจากจิตมีกิเลสทำให้เป็นจิตไม่มีกิเลสได้ง่ายด้วย จิตจะรู้ได้มีปัญญาได้ต้องมีเหตุปัจจัย ที่อาจารย์บูรพาอธิบายนี้ ไม่ได้อธิบายอย่างมีเหตุปัจจัยต่อเนื่องกันเลย ปัญญาต้องเกิดจากองค์ 6 ต้องมีมรรคองค์ 8 มีธัมมวิจัยไม่ใช่นิ่งๆ แต่เกิดการรู้กิเลสลดกิเลสได้ จะเกิดปัญญา ปัญญาเกิดจากมรรคองค์ 8 ไม่ใช่นิ่งๆแล้วจะเกิดปัญญา ไม่ใช่ อย่างนั้นคือสัญญา เป็นเจโตสมาธิ ไม่เป็นสัมมาสมาธิ เขาโมเมเลยว่า จะพ้นทุกข์ มันแบบนิ่งสมถะ ถึงเคหสิตอุเบกขา นั่งนิ่งเฉยไม่สุขทุกข์ไม่บวกไม่ลบ ได้ แต่ไม่เป็นเนกขัมสิตอุเบกขาเลย ที่พ้น เพราะจิตมันไปรู้แจ้งในความจริง แต่ถ้าสิ่งที่เกิดจากการนั่งหลับตานิ่งๆ คือเกิดจากสัญญา ไม่ใช่ปัญญา ปัญญาต้องเกิดจากภายนอกภายใน ปัญญาเกิดจากองค์ 6 ถ้าไม่ใช่จากองค์ 6 ก็เป็นเฉกา ทั้งนั้น ปัญญาไม่เกิดในปุถุชน ปุถุชนทำให้ปัญญาเกิดไม่ได้เลย ปัญญาเป็นของศาสนาพุทธเท่านั้นต้องมีอัญญธาตุต้องรู้ วิธีปฏิบัติที่ถูกต้องเท่านั้นจึงจะเกิดปัญญา)

ที่พ้นเพราะจิตมันไปรู้แจ้งในความจริงที่เป็นสัจธรรมแล้ว อะไรที่เคยมีอวิชชา ลากใจดวงนี้ไป ทุกข์มันก็หมดสิ้นลง การปฏิบัตินั้นไม่ใช่ต้องการปฏิบัติแล้วทำให้เป็นผู้วิเศษ แต่ให้รู้ทันสิ่งที่สนองกิเลสโลก และการปฏิบัตินั้นไม่ได้วัดผลกันที่ว่า ใครจะไปเห็นนรกสวรรค์ หรือ เห็นเลขหวยอะไร การเห็นเทพเห็นผี มันไม่ได้รับประกันว่าปฏิบัติแล้วถูกทาง ถึงแม้มันจะช่วยให้เกิด สนองกิเลสบนโลกได้ แต่มันไม่ได้รับประกันการรู้ธรรมเห็นธรรมอะไร ไม่ใช่ว่าการเห็นมันไม่ดี แต่ความเห็นนั้นมันไม่ได้รับการประกันความรู้ทางธรรม คนที่รู้ธรรมไม่ได้มีมาตรฐานว่าจะต้องเห็น ทิพย์จักษุญาณ บางคนมันมีบุญมีวาสนามามันก็สามารถเห็นได้ บางคนไม่มีบุญวาสนามาทางโชคทางอะไร แบบนี้ก็สามารถรู้ธรรมเห็นธรรมและสำเร็จพระนิพพานได้ การไปรู้เห็นมากๆเป็นเครื่องไปสกัดพระนิพพานด้วยซ้ำ เพราะว่าพอรู้เห็นมากๆแล้วมันก็จะใช้ฤทธิ์ของทิพย์จักษุญาณไปมัวแต่แสวงหาประโยชน์โลกจนลืมทำลายกิเลส ยิ่งมีก็ผูกพันธ์จิตดวงนี้ไว้กับโลกมากขึ้นแน่นขึ้นแน่นขึ้นจนในที่สุดมันก็คลายปมของโลกไม่ได้

ญาณทิพย์ ต่างๆ จากที่มีประโยชน์ก็กลายมาเป็นโทษ เพราะผูกไว้กับโลกมาก พอผูกไว้มันก็ผูกไปถึงความฝันเรื่องใหม่ ที่มันผูกล้ำหน้าไปแล้ว พอตายไปก็ไว้มาเกิดใหม่ มันจองภพชาติไว้แล้ว จากการกระทำของเราเอง เราเห็นแล้ว รู้แล้วก็ต้องปฏิบัติให้รู้แจ้งไปเรื่อยๆ ให้เห็นแก่นของใจ ให้เห็นว่า พลังดวงนี้ มันเป็นพลังธาตุรู้ มันก็อยู่ในใจเรา นี่แหละ มันรอเราเพียงแต่ค้นพบมัน มันก็จะเห็นความจริง ที่ไม่มีอะไรไปย้อนแย้งมันได้ มันแจ้งในทุกแง่ทุกมุม พอเห็นมันแล้ว เราถึงได้รู้ว่านี่แหละคือพลังของจิตวิญญาณ มันมีกลุ่มก้อนของพลัง มีอะไรอยู่แบบนี้ มันมีอวิชชาที่ปั้นมันเป็นกลุ่มเป็นก้อน ให้มันยินดียินร้ายไปตามสิ่งที่มันใส่เข้ามา เมื่อเห็นจริงดังนี้แล้วก็นั่งพิจารณาดูกายตัวเองให้มันเกิดปัญญายังไงก็ได้ให้มันเกิด เห็นกายเป็นธาตุ 4 ดินน้ำลมไฟประชุมรวมกัน ตามบุญกรรมต่างๆที่จิตมันสั่งสมมา ทั้งกรรมดีกรรมชั่วเกิดประกอบเป็นกายหยาบกายละเอียดมีความประณีตแตกต่างกันตามแต่กรรมที่ทำไว้และสะสมไว้ในจิตวิญญาณ บางคนทำไว้ก็เห็นแจ้งหมด ถึงจะเกิดใหม่ก็รู้แจ้ง ถ้าเดินตามทางพระนิพพานจนถึงได้ก็ไม่เกิดเพราะเกิดปัญญาเห็นแจ้งแล้วก็ไม่เกิดอีก แปลว่าโลกของความฝันก็ยังเป็นไป แต่มันไม่มีเราไปอยู่แล้ว ธาตุรู้ที่เคยเป็นเรา ไม่เคยมีเราเป็นเจ้าของธาตุรู้ ที่เวียนว่ายตายเกิดมาหลายภพหลายชาติก็จบสิ้นลง โลกมิติแห่งความฝันมันก็ยังคงหมุนไป จิตวิญญาณทั้งหลายก็ต่างไม่มาปรากฏอีก ความฝันเรื่องเดียวแป๊บเดียวก็หมดแล้ว ฉะนั้นเวลาเหลือน้อยจงตั้งใจไว้ว่ากิเลสอย่างนี้พอแล้ว บางคนตั้งใจจะรอให้สะสางสมบัติให้เสร็จก่อนถึงจะเริ่มปฏิบัติ ขอมาเกิดอีกสักชาติ ตายไปก็มาเกิดใหม่ จะมีโอกาสได้รู้ธรรม เห็นธรรมอีกหรือเปล่าก็ไม่รู้ อวิชชาตัวใดตัวหนึ่งยังเหลืออยู่ก็ต้องกลับมาเกิดแน่นอน จิตดวงนี้ไปหลงยึดมั่นถือมั่นคิดเป็นจริงเป็นจัง ยึดที่ไหนปรุงที่ไหนก็มาเกิดเป็นตัวเป็นตนขึ้น ตามความเชื่อความคิดความฝันนั้น จะเป็นอยู่แบบนี้จนกว่าจะปฏิบัติตนจิตมั่นคงดีแล้วสั่งทำอะไรก็รู้เรื่อง ปฏิบัติเองก็รู้แบบนี้ แต่ว่าบางครั้งมันจะค่อยๆรู้ไป จากหยาบไปสู่ละเอียด ลึกซึ้งไม่เหมือนเดิมมันก็รู้แบบนี้ไม่มีทางรู้อย่างอื่น ยกเว้นส่งมันเริ่มผิดทางแล้วมันจะเป็นรู้อย่างอื่น จูงมันให้หลงทางไป เรื่องผิดนั้นคงไม่ผิด แต่มันไม่ใช่ตรงทางไปถึงพระนิพพาน มันอ้อมไกลอย่างสายโพธิสัตว์ อยากจะเป็นนักก็กลับมาเกิดอยู่นั่นแหละ มันก็อ้อมไกลไปเรื่อย พอเกิดมีปัญญาแล้วก็ไม่ต้องไปรอขนคนช่วยใครทั้งสิ้น ไม่ต้องไปรออะไรทั้งสิ้นจะมีจริงไม่มีจริงไม่รู้ถึงพระนิพพานได้แล้วต้องเอาไว้ก่อน คือความจริงของการปฏิบัติยิ่ง ปฏิบัติไปยิ่งเห็นใจตัวเองชัดขึ้นโลกนี้อาศัยโลกอยู่ อธิษฐานจิตให้โลกสนองเราได้บ้างตามสมควรไปอย่าไปเป็นทาสโลก อยู่บนโลกก็อยู่ได้ไม่เดือดร้อนไม่นานเพราะจากโลกนี้ไปแล้วแต่ถ้าหลงโลกเมื่อไหร่ก็ไปยึดโลกไว้ เหมือนฝังรากลึกลงไปในโลกถอดถอนไม่ออก อย่าปฏิบัติไปก็เพื่อยึดมั่นถือมั่น อยากกลับมาเกิดอีกเลยต้องสะสมบุญไว้จะได้กลับมาใช้งั้นมันก็จะสะสมภพชาติไปเรื่อย เวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จบ เพราะเสบียงบุญบาปที่สะสมไว้นั่นแหละ เพราะดวงจิตวิญญาณที่ยังคงหลงสะสมเสบียงอยู่ มันจึงต้องกลับมาเกิดใหม่เรื่อยไป ต้องปัญญาที่เป็นปัญญาธรรมะจริงๆ จึงจะปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นนั้นลงได้ ปล่อยได้มันก็พ้นได้

สมณะฟ้าไทว่า... พ่อครูติดไว้ เรื่องอธิบายกรรมฐาน 5 กับนิยาม 5 ตรงไหนเป็นกายไม่เป็นกาย พ่อครูว่า...กายนี้ยังมีเวทนา รับสัมผัสรู้สึก เล็บส่วนใด รับสัมผัสไม่รู้สึกก็ไม่ใช่กาย ส่วนที่มีประสาทรับรู้สึกได้อันนั้นเป็นกาย เล็บที่กระทบแล้วเจ็บก็คือกาย อันไหนไม่รู้สึกก็ไม่ใช่กาย อันไหนไม่ใช่กาย แต่เป็นชีวะ กายต้องมีเวทนา หากไม่มีเวทนา แต่มีชีวิตินทรีย์เป็นพีชะ เราเรียน อุตุ พีชะ จิต มาแล้ว ผมพยายามอธิบายให้ทำจิตเป็นพีชะ พีชะ เป็นชีวะ แต่ไม่มีเวทนา แต่จริงๆแล้วจิตคนเป็นเวทนาเราต้องละเอียดกลับไปมาว่า อันไหนไม่มีเวทนาไม่ใช่กายเรา แต่คนก็ไปยึดเอาเป็นกาย อย่างผู้หญิง รัก เล็บ เล็บยาวๆมา ใครมาแตะต้องไม่ได้เลย ทั้งที่มันไม่รู้สึก ผมที่ยาว ไม่ใช่กาย แต่ตัดไม่ได้ จะเป็นจะตาย มีตัวกูของกู คนๆนี้ไม่รู้จักกาย กาย ไม่ใช่ พิจารณาดินน้ำไฟลม แต่ให้แยก กาย เวทนา จิต ธรรม

_จาก สู่แดนธรรม (26 พ.ค. 60) อพรหฺมจริยา ที่เกี่ยวกับการพิจารณา "กายในกาย"

อพรหมจริยาจะปฏิบัติอย่างไรจึงจะตรงต่อหัวใจของศีลข้อนี้ หัวใจของศีลอันหมายถึง ใจ ที่ควรเป็นประธานหลัก ไม่ใช่แค่กายภายนอก ที่คนทั่วไปมักจะบอกว่า อหรหมจริยาคือเว้นการเสพเมถุน

ผมเห็นว่า สิ่งใด สมณะฟ้าไทว่า...เวลาตัดผม เห็นเด็กผู้หญิงร้องไห้ด้วย ทั้งที่ไม่ใช่กาย ที่ใจประพฤติแล้วไม่ใช่จรรยาของพรหม ไม่ใช่จริยาความประพฤติของพรหม สิ่งนั้นเราจะสังวรไม่ประพฤติออกมาทางนามกาย (นามกายได้แก่ เวทนา สัญญา สังขาร อันเป็นการประชุมกันเป็นกายเล็ก ที่อาศัยอยู่ในกายใหญ่)

ก็อะไรเล่าที่ไม่ใช่จรรยา หรือไม่ใช่อากัปกิริยาของพรหม ก็ได้แก่ ความประพฤติที่ต่ำกว่าพรหมไงครับ เช่น ความประพฤติของเทวดา หรือเทพ (เทว ที่หมายถึงยังมีความเป็นสองอยู่ คือ มีกามตัณหา และภวตัณหาเป็นเพื่อนสอง) เทวดาจึงมีจริยาที่ไม่ใช่พรหม (อพรหมจรรย์)

ดังนั้น ศีลข้อ อพรหมจริยานี้ ถ้าพิจารณาให้ถึง กายในกายแล้ว ควรให้คำนิยามง่ายๆ ว่า เราจะละเว้น หรือเว้นออกจากกิริยาอาการของเทวดา เราจะไม่เป็นเทวดา เราจะเป็นพรหมจรรย์ ย่อมหมายถึงว่า จรรยาหรือจริยาความประพฤติของพรหม ที่ข้ามพ้นไปจากอารมณ์เสพความเป็นสอง พ้นเสพอารมณ์ที่สอง (เทวะ หรือ เทฺว) ไม่เสพสวรรค์ ไม่หมกมุ่นอยู่ในสวรรค์อันเกิดแต่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

การประพฤติที่สำรวมตา ไม่เกิดเป็นเทวดาหลงสุขจากทางตา ทางหู ลิ้น จมูก กาย ใจ นี่แหละจึงเป็น พรหมจริยา หรือเป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ซึ่งไม่ใช่ไปหมายเอาแค่การเสพคู่ร่วมเพศเท่านั้น เพราะถ้าหมายเอาแค่นี้ คนที่ไม่มีผัวไม่มีเมีย ก็คงได้ศีลอพรหมจริยามาฟรีๆ อย่างง่ายดาย ไม่ใช่ครับ ไม่ใช่ และไม่ใช่แค่นั้นแน่นอนครับ

พ่อครูว่า...แย้งมาถูกต้องดี มาดู sms SMS วันที่ 25พฤษภาคม 2560 (โดยสมณะและสิกขมาตุ) _3867กราบขอบคุณสณ.สม.กับ ข่าวดีกับตลาดอาริยะครั้งใหม่จากแรงกายเด็กสัมมาแรงใจเยาวชนอาริยะแรงปรารถนาดีเพื่อมนุษยชาติจากญตธ.อโศก! _3867ขอบคุณบุญนิยมกับตลาดอาริยะตลาดแห่งสุขสงบสันติภาพจากพลังโลกุตระขอจงเข้มแข็งท่ามกลางอุทกวาตพิบัติภัย ภัยรุนแรงจากพลังโลกียะลามทั่วโลก! สู้ด้วยบุญญาวุธโดยสงบสันติอหิงสธรรมต่อไปจรธ. _3867วันนี้ฟังธ.บ่ต่อเนื่องฝนตกฟ้าร้องต้องปิดTVพักฯ!ปีนี้คนโดนฟ้าผ่าหลายคน!ต้องระวังวิบากภัยที่มามิทันตั้งตัว!ด้วยความห่วงใยทุกท่าน! _จากคุณเอื้อมพร (อยู่ที่เดนมาร์ก) กราบเรียนพ่อท่านด้วยว่า ลูกคนนี้ก็พยายามพัฒนาตนเอง แต่ช่วยผู้อื่นนั้นไม่ทราบว่าทำได้แค่ไหน เอาแค่พัฒนาตนให้พ้นกิเลส ก็ยังตกตกหล่นๆอยู่เลยค่ะ ตอนนี้วันอาทิตย์ก็ไปเป็นจิตอาสาช่วยสอนภาษาไทยให้กับเด็กไทยลูกครึ่งที่นี่ รวมทั้งผู้ใหญ่ที่อยากเรียนภาษาไทยค่ะ

_คำถามจาก ว.นบ. ดิฉันฟังธรรม ในอดีตฟังแล้ว ทำตามกิเลส ต่อมาทุกวันนี้ ฟังธรรมเข้าหูเข้าพ่อท่านสอน ไม่ต้องอยาก เจตนาตั้งจิตวิญญาณ เบิกบานแจ่มใส พอได้ พอเพียง คำถาม...ตาเห็นรูป นาม เห็นสมณะ 4 ปัจจุบัน ตาเห็นสมณะ สิกขมาตุแสดงธรรม รูปเห็นนามเห็น สมณะ 4 ค่ะ พระโสดาบัน_สกิทาคามี_อนาคามี_อรหันต์ จิตเข้าสมาธิใช่ไหมคะ พากเพียร ขยันต่อไป พ่อครูว่า… รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ ตั้งแต่ภายนอก พหิทารูปานิปัสสติ เห็นรูป จนตามรู้รูปภายใน อัชฌัตตัง อรูปสัญญี แล้วก็พหิทารูปานิปัสสติ ผู้มีรูป จึงเห็นรูป คนตาบอดรูปทางตาเขาไม่เห็นไม่รู้ คนตาบอด รูปีของคนตาบอดไม่มี หนึ่ง มีรูปี มีรูป สอง รูปานิ (รูปทั้งหลาย) ผู้ตาบอดเห็นรูปที่เป็น เสียง รส กลิ่น สัมผัส ปัสสติคือเห็น

_การทำงานใดๆโดยไม่มีเจโตปริยญาณ16 คุณก็เป็นแค่กรรมกรศาสนา และจะไม่ได้รับค่าแรงจากพระพุทธองค์เลย ขอ เมตตาอธิบายในคำว่ากรรมกรศาสนา ด้วย.... จากบุญกรุ่นเกล้า พ่อครูว่า...ดีถูกต้อง...เจโตปริยญาณ 16 มี คือ การกำหนดรู้ใจสัตว์อื่น (รู้สัตว์ชั้นต่ำสูงในจิตตน-ปรสัตตานัง) . รู้บุคคลชั้นต่ำ-สูงอื่นๆในจิตอาริยของตน(ปรปุคคลานัง) เป็นปรมัตถ์. 1.สราคจิต (จิตมีราคะ) 2.วีตราคจิต (จิตไม่มีราคะ) 3.สโทสจิต (จิตมีโทสะ) 4. วีตโทสจิต (จิตไม่มีโทสะ) 5. สโมหจิต (จิตมีโมหะ) 6. วีตโมหจิต (จิตไม่มีโมหะ) 7. สังขิตฺตํจิตตํ. (จิตเกร็ง-จับตัวแน่น หด คุมเคร่งอยู่) . 8. วิกขิตฺตํจิตตํ . (จิตกระจาย-ดิ้นไป ฟุ้ง จับไม่ติด) 9. มหัคคตจิต (จิตเจริญยิ่งใหญ่ขึ้น) 10. อมหัคคตจิต (จิตไม่เจริญขึ้น) 11. สอุตตรจิต (จิตมีดีแต่ยังมีดียิ่งกว่านี้-ยังไม่จบ) 12. อนุตตรจิต (จิตไม่มีจิตอื่นสูงยิ่งกว่า) . 13. สมาหิตจิต (จิตตั้งมั่นเป็นประโยชน์ดีแล้ว) 14. อสมาหิตจิต (จิตยังไม่ตั้งมั่นไม่เป็นประโยชน์) 15. วิมุตตจิต (จิตหลุดพ้น) . . . 16. อวิมุตตจิต (จิตยังไม่หลุดพ้นสิ้นเกลี้ยง) . (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 135)

พ่อครูว่า...คุณสัมผัสเมื่อใดก็อ่าน จิตเรามีราคะโทสะโมหะในจิต แล้วคุณก็ทำกิเลสออก ไม่ให้มี (วีตะ) ตอนแรกคุณเริ่มทำ ถ้าสัมมาทิฏฐิ ทำได้จิตคุณจะมีผลสองชนิดของคนสองจริต จริตถีนมิทธะกับอุทธัจจะ เกิดเป็นสังขิตตังจิตตัง(นิวเคลียร์ฟิวชั่น) จิตวิกขิตตังจิตตัง(นิวเคลียร์ฟิชชั่น) จับจิตได้คือหทยรูปแล้วอ่านธรรมะสองเวทนาสอง แล้วทำให้เป็นเอกัคคตาจิต ตอนแรกที่ทำ ดีขึ้นได้พอสมควร ตอนแรกมันอมหัคคตจิต จับเป็นก้อน ไม่เจริญต้องทำให้ถึงอกัคคตาจิต ทำด้วยปัญญาความรู้ วิธีปฏิบัติทำได้ก็เป็น สอุตตรังจิตตัง จิตเกิดผลดีขึ้นเรื่อยๆ ก็มีอุตตรังจิตตัง ทำให้จิตสำเร็จขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่จบ เป็นอนุตตรังจิตตัง ถ้าทำได้เป็นสอุตตรจิต สุดท้ายพร้อมด้วยสมาธิและปัญญา เป็นวิมุติ คือเจโตปริยญาณ 16

กรรมกรศาสนาคืออย่างไร กรรมกรศาสนา คือคนทำงานให้ศาสนา แต่ไม่ได้บรรลุธรรม แต่จะกลายปทปรมะ เป็นบัวใต้น้ำ เป็นกรรมกรศาสนา ปทปรมบุคคลคือผู้ศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นผู้ฟังพุทธพจน์ก็มาก กล่าวก็มากทรงจำไว้ก็มาก บอกสอนผู้อื่นก็มาก แต่ไม่มีการบรรลุมรรคผลในชาตินี้เลย คนไหนก็ตามเป็นปราชญ์ทางศาสนาพุทธ แต่เป็นปทปรมะคือรู้มากแต่ไม่บรรลุธรรม ผู้ที่ไม่มีเจโตปริยญาณ 16 ก็ไม่ผ่านขั้นตอนการบรรลุ จนเป็นเสขบุคคลบ้างหรือไม่ก็ไม่รู้ เมื่อคุณไม่เป็นอุคติตัญญู บัวพ้นน้ำเหมือนพระพาหิยทารุจริยะหรือพระยสะ บุคคล 4 1. อุคฆติตัญญู (ผู้บรรลุมรรคผลได้เพียงท่านยกหัวข้อขึ้นแสดงเท่านั้น) 2. วิปัญจิตัญญู (ผู้บรรลุมรรคผลได้โดยการจำแนกเนื้อความให้พิสดาร) 3. เนยยะ (ผู้บรรลุมรรคผลเป็นชั้นๆ ไป โดยอุทเทส (หัวข้อ) โดยไต่ถาม โดยทำไว้ในใจโดยแยบคาย โดยการสมาคม โดยคบหา โดยสนิมสนมกับกัลยาณมิตร) 4. ปทปรมะ (ผู้ฟังพุทธพจน์ก็มาก กล่าวก็มาก จำทรงไว้ก็มาก บอกสอนผู้อื่นก็มาก แต่ไม่มีการบรรลุมรรคผลในชาตินี้เลย) พอเข้าใจโลกียธรรม แต่เป็น อเวไนยที่ไม่เข้าใจโลกุตระ หรือเข้าถึงธรรมระดับโลกุตระได้ยาก (พตปฎ. ล.36/108) คนที่รู้มากแต่ไม่บรรลุเปรียบเหมือนจับกังแบกลังทอง

มีลูกไม่ดีทำใจอย่างไร _อยาก ถาม พ่อครู ว่า ใจไม่สงบ รู้สึก หวาดกลัว ลูก เพิ่ง กลับมาบ้าน มืดค่ำ พูดจา เสียดสี ตะคอก ตะคั้น ไม่อยาก มีชีวิต อยู่ เ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน