600312_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ จุดเร่ิมต้นและจุดจบ ธรรมกาย-สันติอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
600312_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ จุดเริ่มต้นและจุดจบ ธรรมกาย-สันติอโศก
สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้วันอาทิตย์ที่ 12 มีนาคม 2560 ที่ราชธานีอโศก จะจัดงานปลุกเสก พระแท้ๆของพุทธ ในวันที่ 5 - 11 เมษายน และจะจัดงานตลาดอาริยะ ในวันที่ 13-15 เมษายน 2560 นี้ เรามาเลิกแย่ง มาเป็นคนแบ่งปันให้คนอื่น ตามลักษณะของชาวพุทธ ที่ผ่านมา พ่อครูเน้นเรื่องบุญ คือสิ่งที่เราสะสมเอาไม่ได้ บุญคือสิ่งที่ทำให้กิเลสเรา สลายไปหมดไป บุญทำให้เกิดนิโรธ วิมุติ นิพพาน บุญไม่น่าจะมีไว้ สันติอโศกกับธรรมกาย เป็นธรรมะสอง ระหว่างแชมป์โลกุตระ กับแชมป์โลกียะ ในยุคนี้สมัยนี้ พ่อครูว่า… จะได้สาธยายให้ลึกซึ้งๆ ยุคนี้ต้องใช้ปัญญา ไม่ได้เอาปืนเอามีดมาทำร้ายกัน แต่ต้องสู้ด้วยความจริง เอาความถูกต้องมาสู้กัน ไม่มีอย่างอื่นเลย ความบริสุทธิ์ที่สุด เท่านั้น จะชนะทุกสิ่งทุกอย่างทั้งโลก ในที่สุด ก็ติดตามพิสูจน์กันไป คนทุกคน จะว่าของตัวเองดี คนเขาก็หาว่า แก้ตัวทั้งนั้น เราก็ว่าของเราดีอย่างไหน ไม่มีส่วนไม่ดีอย่างไหน ส่วนใครจะจริงจะเท็จ ก็ต้องใช้เวลา พิสูจน์กันไป เจาะลึก เอาหลักฐานยืนยัน ให้จริงๆ แล้วสุดท้าย จะปรากฏความจริง มายืนยันเอง ขออ่านของคุณบุญรุ่ง บอกว่า ดิฉันขอขอบพระคุณ ที่พ่อเสียสละเวลา อ่าน ตั้งแต่ดิฉันอยู่เมืองเลย มีคนเขาเล่าว่า ถ้าเราได้บริจาคร่างกาย นั้นจะได้บุญมาก ดิฉันก็ได้ทำกับเขาแล้ว พอมาอยู่ที่นี่แล้ว ดิฉันอยากจะทำแบบ ชาวอโศกเราให้ง่าย จะได้ไหม ไม่ต้องบอกเขาเลย ตายแล้วก็เผาค่ะ ส่วนลูกๆของดิฉัน ก็บอกไปแล้วว่า เวลาแม่ป่วย อย่าไปรับแม่กลับมา เด็ดขาด อย่าไปเอาแม่ ให้อาหารทางสายยาง ถ้าจะตาย ก็ตายกับชาวอโศก สั่งไว้ไม่รู้เขาจะเชื่อหรือเปล่า กลัวว่าจะเอาไปเสกงันกัน (ภาษาอีสาน งันคือเอาไปฉลองเลี้ยงคนตาย เอาคนตายไปหาก
อ่านต่อ
ินนั่นเอง) จึงอยากจะฝากเรื่องนี้ ให้พ่อพิจารณาจริงๆ ตอนนี้ที่มาก็ตื่นเต้น คิดไม่ออกว่าจะทำอะไร ส่วนจิตใจดิฉัน เคยตั้งสัจจะไว้ว่า แม้จะโง่ จะเกิดจะตายอีกกี่ภพชาติ ก็จะขออยู่กับพ่อ จะติดตามพึ่งใบบุญ ของพ่อตลอดไป ขอให้รับรู้ไว้ด้วยค่ะ พ่อครูว่า...ก็รับรู้รับทราบ มาอ่านบทความนี้ ลัทธิใหม่"ธรรมกาย" ?? เทียบไม่ได้ แต่เห็นภาพชัด!!"ธัมมชโย"- "สันติอโศก" จุดเริ่มต้นคล้ายกัน แต่จุดจบไม่เหมือนกัน??!! อาตมาว่า เริ่มต้นก็ไม่เหมือนกันแล้ว ทางโน้นจะไปรวย ทางนี้จะมาจน เบื้องกลาง ก็ไม่เหมือน แล้วจะจบ เหมือนกันอย่างไร เอาแค่ ตอนนี้ธัมมชโย ก็หล่อกว่าอาตมา ตามที่เห็นภาพ แต่เอาเถอะน่า อย่าเพิ่งรีบตาย เขาอายุอ่อนกว่าอาตมาสิบปี ครน. คือพยายามให้เพิ่ม ประสิทธิภาพมากขึ้น ให้มากที่สุด แต่ให้เสียหายน้อยที่สุด least common multiple ส่วน หรม. คือเอาแก่นให้มากที่สุด เศษที่จะเสียหาย ให้น้อยที่สุด เรียกว่า Greatest common factor
ลัทธิใหม่"ธรรมกาย" ?? เทียบไม่ได้ แต่เห็นภาพชัด!!"ธัมมชโย"-"สันติอโศก"จุดเริ่มต้นคล้ายกันแต่จุดจบไม่เหมือนกัน??!! Publish 2017-03-11 17:45:45 ความหมายของลัทธิใหม่ ความจริงเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ตามรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญทุกฉบับ จะเขียนไว้ว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ ในการนับถือศาสนา และย่อมมีเสรีภาพในการปฏิบัติ หรือประกอบพิธีกรรม ตามหลักศาสนาของตน แต่ต้องไม่เป็นปฏิปักษ์ ต่อหน้าที่ของปวงชนชาวไทย ไม่เป็นอันตราย ต่อความปลอดภัยของรัฐ และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน รัฐธรรมนูญจะกำหนดไว้แนวนี้ แสดงว่าเป็นสิทธิของประชาชนในการที่จะนับถือศาสนา หรืออะไรหรือลัทธิอะไรก็ได้ ถ้าไม่เป็นอันตราย ต่อความปลอดภัยของรัฐ และต่อความสงบของชาติ และไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ ของปวงชนชาวไทย
ในอดีต สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ในฐานะประธานมหาเถรสมาคม ได้มีคำสั่งให้สมณะโพธิรักษ์ สละสมณเพศ เนื่องจากพบว่า กระทำผิดพระธรรมวินัย อย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับพระธัมมชโย โดยสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้ทรงมีพระลิขิตบัญชาให้ พระธัมมชโยต้องอาบัติปาราชิก ต้องพ้นจากความเป็นสมณะโดยอัตโนมัติ โดยทั้งสองรูป มีพระลิขิตแบบเดียวกัน แต่จุดจบไม่เหมือนกัน??!! พ่อครูว่า อาตมาจำได้ว่า เป็นพระลิขิตของสมเด็จญาณสังวร แต่ของเราฉบับเดียว และอาตมาก็รู้ว่า ที่ท่านเซ็นมา ให้อาตมาสึกใน7 วัน ก็เซ็นตามหลักฐานของมหาระแบบ ที่ชงเรื่องมา แต่พอเซ็นแล้ว ท่านมารู้ทีหลัง อาตมาได้ข้อมูลว่า ท่านไปต่อว่า มหาระแบบ ว่าให้เซ็นได้อย่างไร อันนี้ข้อมูลสุดท้ายเลย โดยที่เหมือน สมเด็จพระสังฆราช ถูกมัดมือชก จากมหาระแบบ โมเมเรื่องอาตมาเลย มหาระแบบ ก็พี่ชายจตุพร พรหมพันธ์ ก็มีนัยยะที่ต่างกัน แม้จะเป็นสมเด็จญาณสังวร องค์เดียวกัน แต่สำหรับธัมมชโย ท่านมีพระวินิจฉัย ด้วยตัวท่านเองเลย ว่าเป็นปาราชิก
กรณีของสันติอโศก เมื่อสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ซึ่งเป็นสมเด็จพระสังฆราชในขณะนั้น วินิจฉัยว่า พระโพธิรักษ์ ผิดพระธรรมวินัย จึงให้จะขาดจากความเป็นสงฆ์ พระโพธิรักษ์ท่านก็สู้ พระโพธิรักษ์ ไม่ได้สู้แต่เพียงรูปเดียว บรรดาพระที่สังกัดสันติอโศก หรือศรัทธาต่อพ่อท่านโพธิรักษ์ก็สู้หมด สู้เพื่อพิสูจน์ความเชื่อของตัวเอง ท้ายที่สุด ศาลตัดสินให้ผิด แต่ท่านโพธิรักษ์ไม่หนี เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ยอมรับต่อกฎเกณฑ์ ตามกติกาต่างๆ ตามหลักของกฎแห่งกรรม ท้ายที่สุด จบสิ้นกันในคดีอาญา ซึ่งไม่ใช่เป็นความผิดที่ร้ายแรง ทางด้านการฉ้อโกง หรือการไปเอาทรัพย์สิน เป็นเรื่องแห่งการทำกิเลส แต่นี่สู้กันเรื่องความเชื่อ เพราะสันติอโศก เป็นพระมีคิ้ว ปฏิบัติตามแนวที่ตัวเองคิดว่า เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า วันนี้สันติอโศก จึงไม่ขึ้นกับคณะสงฆ์ไทย เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ การจะบวชการปฏิบัติ เป็นไปตามหลักการกำหนด ของชาวสันติอโศก ที่เรียกว่า กฎระเบียบของชาวอโศก โดยสังคมทั่วไป ให้การยอมรับและกราบไหว้ แม้ว่าท่านจะไม่ได้ห่มเหลืองนุ่งเหลือง เป็นพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา
ส่วนกรณีธรรมกาย พระธัมมชโยไม่เหมือนกัน อีกฝั่งหนึ่ง พยายามที่จะลดละเลิก สอนให้คนพอเพียง แต่อีกฝั่งหนึ่ง สอนเรื่องการทำบุญและร่ำรวย สะสมทรัพย์ ทำบุญด้วยเงินเยอะ จะได้ขึ้นสวรรค์ชั้นสูงๆ มีเครื่องประดับต่างๆ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก ในคอนโดสวรรค์ ฉะนั้นคือความแตกต่าง ในทิศทางการเดินของสององค์กร วันนี้พระธัมมชโย ได้แสดงท่าทีที่ชัดเจน มาตั้งแต่ต้นแล้วว่า จะไม่ยอมเข้าสู่ กระบวนการยุติธรรมตามกฏหมาย หรืออาจไม่คิดจะอยู่ในประเทศไทย หากอยู่ในประเทศไทย อย่างไรก็ถูกจับ และทันทีที่โดนจับกุมคุมขัง ก็ต้องสึกโดยอัตโนมัติ
ฉะนั้นทางเดียว จะต้องทำความเข้าใจว่า พระธัมมชโยเอง ทำไมคนถึงศรัทธา ก็เพราะบอกว่าทำบุญและรวย ว่าเป็นจริง พระธัมมชโยมีฤทธิ์ไหม คนไทยชอบ ชอบพระศักดิ์สิทธิ์ ใครศักดิ์สิทธิ์ก็ต้องเข้าไปกราบไหว้ ซึ่งไม่ใช่คำสอนของพระพุทธศาสนา เพราะฤทธิ์เป็นของข้างเคียง การได้ญาณเป็นของข้างเคียง อย่างที่แท้จริง จะต้องนำพาไปสู่ ญาณแห่งการปลดปล่อยจิตใจของตัวเอง ให้ละวางจากกิเลส แต่ญาณที่เกิดขึ้นแบบนี้ ในทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า การฝึกมโนยิทธิ พระธัมมชโยมีสิ่งเหล่านี้ไหม??ลูกศิษย์สัมผัสและรู้ได้ว่ามี พอรู้ว่ามี ก็แห่แหน กันมาทำบุญ แต่ในความเป็นจริง คนที่มีฤทธิ์หรือมีมโนยิทธิ ซึ่งพระพุทธเจ้า อุบัติขึ้นในโลกนี้ ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าโปรดสัตว์ผู้คนทั้งหลาย มากมายเหลือคณานับ แต่ก็ไม่ได้บรรลุธรรมหมด นั่นขนาดอยู่กับพระพุทธเจ้า องค์เป็นๆ ยังไม่ได้ แล้วแค่สาวก จะมาช่วยได้อย่างไร พระพุทธเจ้าก็สอนว่า ต้องช่วยตัวเอง เพราะฉะนั้น ในกรณีนี้ ได้หมายความว่า พระธัมมชโย ซึ่งมีความศักดิ์สิทธิ์ หรือมีฤทธิ์มีมโนยิทธิ เป็นผู้ที่บริสุทธิ์ผุดผ่องไม่ได้ ในวันนี้ดูเหมือนว่า จะมีวัดพระธรรมกาย มีธรรมกายเจดีย์ มีมูลนิธิธรรมกาย 2,000 ไร่เป็นส่วนกลาง แต่ความจริง ธรรมกาย มีสาขาอยู่ที่ต่างประเทศ 131 วัดหรือศูนย์สาขา ศูนย์ปฏิบัติธรรมทั่วโลก อยู่ในเอเชีย 81 แห่ง อยู่ในออสเตรเลีย 9 แห่ง แอฟริกา 2 แห่ง ยุโรป 23 แห่ง ทวีปอเมริกา 16 แห่ง ในสหรัฐอเมริกาเอง มีอยู่ถึง 14 แห่ง ยิ่งใหญ่อลังการ ความยิ่งใหญ่นั้น มาจากเม็ดเงิน จากความศรัทธาในการทำทานประจำ เรียนว่าพระธัมมชโย จะถอยไปตั้งหลักอยู่ต่างประเทศ และบริหารสาขาทั้งหลาย เอาวัดทั้งหลาย ออกจากคณะสงฆ์ไทย ไม่ขึ้นต่อ ไม่มีกฎหมายคณะสงฆ์ ที่จะเข้าควบคุมได้ ตั้งหลักที่ใหม่ของตัวเอง ผู้คนศรัทธามากมายที่ยังอยู่ ก็จะให้การสนับสนุน และตัวเองก็จะดำรงคงฐานะผู้นำ หรือศาสดาของคนกลุ่มนี้ต่อไป พ่อครูว่า...ความเห็นนี้ก็ดูฟังขึ้น ประเด็นของสันติอโศกกับธรรมกาย ที่ยังไม่กระจ่าง คือ มีผู้เข้าใจว่าสันติอโศก กับธรรมกาย นั้นผิดเหมือนกัน ปาราชิกเหมือนกัน เขาว่าอย่างนั้นเลย ก็ขอบอกเลยว่า สันติอโศกไม่มีปาราชิก ในข้อใดๆเลย แต่ธรรมกาย อาจจะผิดปาราชิกทั้ง 4 ข้อ
1. สมสู่เรื่องของเพศ ไม่ว่าเพศใดๆ สมสู่เพศเดียวกัน ก็เป็นปาราชิก 2. ทุจริตทรัพย์สินเงินทอง ข้าวของวัตถุ หรือที่ดิน สันติอโศกไม่มี ส่วนธรรมกายนั้น มีเป็นเรื่องเป็นราว ที่เห็นชัดเจน 3. ฆ่าคน สันติอโศกไม่มี สัตว์เล็กสัตว์น้อย ยังไม่ฆ่าเลย แต่เรายังไม่รู้ ก็ยกประโยชน์ ให้จำเลยไปก่อน สำหรับธรรมกาย 4. อุตตริมนุสสธรรม คดีธรรมกาย อวดแน่นอน อวดสิ่งที่ไม่มีในตน จับได้ โกหกจนจับได้ ที่ว่าตนเองรู้ว่า คนตายไปแล้ว อยู่ในสวรรค์เฟส 2 3 มีคนแกล้งเอาเรื่อง ไปให้ธัมมชโยตรวจสอบ ธัมมชโยก็ตอบ ออกอากาศเลย ว่าคนตาย อยู่สวรรค์ ชั้นนั้นชั้นนี้ แต่ที่แท้ ผู้นี้แกล้งเขียนเรื่องหลอก ทั้งที่คนนี้ยังไม่ตาย แต่เขียนไปหลอก ให้ธัมมชโย ใช้อุตตริมนุสสธรรม ก็ชัดเจนว่า ธัมมชโยนี้หลอก คนยังไม่ตาย ก็ไปทำนายได้ว่า ไปอยู่สวรรค์ชั้นไหน ข้อที่หนึ่งนั้น ไม่น่าไว้ใจสักอย่าง ห้อมล้อมไปด้วยผู้หญิง หรือผู้ชาย เขาจะเป็นไบเซ็กชวลหรือไม่ ก็ไม่รู้ได้ ตอนนี้ก็ได้แต่หนีสุดฤทธิ์ ยังไม่กล้าพอสู้คดีเลย ถ้าไม่ทุจริตแล้ว จะหนีทำไม ใช่ไหม คนที่สุจริตจริง จะไม่หนี ความบริสุทธิ์ของตน ของใครมีจริงๆแล้วจะสู้ด้วยความบริสุทธิ์ หมดเนื้อหมดตัว อย่างอาตมานั้น สู้ด้วยความบริสุทธิ์ อย่างอาตมานั้น เถรสมาคม ใช้กฎหมู่ ทำให้อาตมาแพ้คดี แต่สัจจะทั้งหลายอาตมาไม่ได้ผิดเลย ไปอ่านหนังสือ ประนีประนอมกัน ด้วยนานาสังวาส อาตมาไม่ได้แพ้ ในเรื่องสัจจะ หนังสือ ประนีประนอมกันด้วยนานาสังวาส HYPERLINK "http://www.asoke.info/pdf_book/040_asoke.pdf" http://www.asoke.info/pdf_book/040_asoke.pdf คำแถลงจากสมณะโพธิรักษ์ (๒) HYPERLINK "http://www.asoke.info/09Communication/DharmaPublicize/Kid/k178/017.html" http://www.asoke.info/09Communic…/DharmaPublicize/…/017.html
อาตมากับอโศก ไม่ได้ผิดเลย เป็นแต่เพียง ผู้ยอมแพ้ แต่เรายืนยันว่า เราไม่ได้ผิดเลย ยอมแพ้แก่ผู้จะเอาชนะ ชนะกันเสียให้เข็ด สรุปว่า อโศกไม่มีข้อใด ผิดเลย ที่จะเป็นปาราชิก ไม่ว่าข้อ1สมสู่ ก็ไม่มี แต่ธัมมชโยนั้น อาตมาว่า ถ้าไม่สมสู่ ก็อาจจะเป็นกระเทย ข้อที่ผิดชัดๆคือ อวดอุตริมนุสธรรม ที่ไม่มีในตน แต่อโศกนี้อวดจัง อวดสิ่งที่มีในตน แต่ถ้าอวดไม่สมกาละ ก็ผิดปาจิตตีย์ ไม่ลงตัว ไม่ถูกสัดส่วนเล็กๆน้อยๆ อโศกไม่ผิดในเรื่องนี้ เรื่องขี้โกงเงินทองเขานี่ อโศกไม่มี เรื่องฆ่าคน ยิ่งไม่มีใหญ่ ทางธัมมชโยนี้ ขี้โกงทุจริตเงินทอง อีกหน่อยก็คงจะชัดเจน ตอนนี้จำเลยยังหนีสุดฤทธิ์ ปาราชิกชัดๆ 2 ใน 4 ปาราชิกหรือยัง ก็ใช้ปัญญา ตรวจสอบการให้ดี สำหรับอโศกนั้น ขอยืนยันว่า ไม่มีปาราชิกข้อใดๆเลย มีแต่ความแพ้ แต่ไม่มีความผิด ก็ลองตรวจสอบกันได้ ถ้าใครยังสงสัย ก็อ่านในหนังสือ ประนีประนอมกันด้วยนานาสังวาส ฉบับนี้ก็ได้ ถ้าใครยังสงสัยอโศกอยู่ ก็ให้สติ เพื่อจัดสำรวมสังวรกันบ้าง ที่มาละลาบละล้วงอโศกบ้าง เพราะว่าบาปมีจริง กรรมเป็นอันทำ อย่าประมาทเลย ระมัดระวังไว้หน่อย สำหรับเถรสมาคม ในกาละปัจจุบันนี้ อาตมาขอยกไว้ อย่าให้อาตมาพูดมาก อาตมาถูกละเมิดจาก กรรมการมหาเถรสมาคม ผู้ที่ได้กระทำกรรมไว้ ก็เสียชีวิตไปมากแล้ว อาตมาเข็ดจริงๆ ไม่ว่าวิบากดีวิบากชั่ว วิบากดีนั้นนัวนัง แต่วิบากชั่ว ก็แน่นอน มาแน่ อาตมาเข็ดจริงๆ ก็จะไม่ขอถือโทษ โดยเฉพาะเรื่องโกรธใครๆ ไม่เอาเลย โกรธมันเป็นทุกข์ แม้แง่รักก็ปล่อย อาตมาตั้งใจบำเพ็ญ เป็นพระพุทธเจ้า ที่ไม่มีวิบาก ถึงขั้นมีคู่เลย จะไม่แต่งงานเลยในชีวิต แม้พระสมณโคดม ก็ยังจะต้องแต่งงานมีคู่ชีวิต แต่อาตมาตั้งใจว่า จะไม่แต่งงานเลย เพราะอาตมาเข็ด ในวิบาก รักหรือชัง ขอสิ้นวิบากจริงๆ ส่วนใครจะยังไม่เข็ดวิบาก ก็เชิญ อาตมาถึงอย่างไร ก็ขอกล่าวว่า อาตมายังเคารพ เถรสมาคมอยู่ อาตมาเข้าใจกาลัญญุตา อัตตถัญญุตา เข้าใจการจัดสัดส่วน รายการประมาณสัดส่วน มัตตัญญุตา อาตมาชัดเจนของอาตมา แม้มหาปเทส 4 อาตมาไม่คิดจะไปแข่งอะไร กับเถรสมาคม ไม่คิด ให้เถรสมาคม ท่านทำหน้าที่ไปเถอะ ยินดีช่วยเต็มที่ ช่วยไป อาตมายินดีเป็นผู้ช่วยผู้รับใช้ อาตมามีหน้าที่ อธิบายสัจธรรม นำหลักฐานที่เป็นสัจธรรม ออกมายืนยัน นอกนั้นก็สร้างถิ่นฐานที่อยู่ ให้เกิดประโยชน์ ยุคนี้ขอยืนยันว่า ความเป็นเถรสมาคม ยังเป็นคุณค่าจำเป็นต่อวงการศาสนาพุทธ แต่ไม่ใช่หน้าที่ของอาตมา ท่านก็ทำหน้าที่ของท่านไปอาตมาก็เคารพนับถือจริงๆ อาตมาจะเป็นผู้ช่วยเหลือรับใช้ นี่เป็นเรื่องที่จริงใจ ของอาตมา ก็คงจะกล่าวได้ประมาณนี้
คำว่า บุญ คำว่า กาย คำว่า สมาธิ
สมาธิหลับตาไม่ใช่สมาธิของพุทธ สมาธิ คำนี้แปลว่า จิตตกผลึกลงตั้งมั่น อัปปนา (ควบแน่น) พยัปปนา (แน่วแน่) เจตโสอภินิโรปนา(ปักมั่น) ไม่มีหวั่นไหวคลอนแคลน หรือเคลื่อน เป๊ะเลย เป็นน้ำหนักสาม ต้น กลาง ปลาย เป็น status ของพลังงาน ส่วนพลังงานเคลื่อนไหว ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ เป็นพลังงานสร้างสรรค์ พยายามเพิ่ม ลด เป็นครน.หรม. ซึ่งมีความเข้าใจ ชัดเจนแล้ว ต้องรู้นัยยะ แล้วจัดสรร ให้พอเหมาะจริงๆ อาตมาว่า ได้ทำไปตามความสามารถ สมาธินั่งหลับตา ทำกรรม 3 ไม่ได้ มันไม่ครบ กรรม 3 กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม หลับตาแล้วทำกรรมภายนอก ไม่ครบแล้ว กาย มีทั้งภายนอกและภายใน แม้คุณจะเข้าใจว่า กายคือภายนอกเท่านั้น แต่คุณมีไหม เมื่อคนปฏิบัติแบบหลับตา มันก็ไม่มีแล้ว ใช่ไหม หลับตาสมาธิ ทำกรรม 3 ไม่บริบูรณ์ หลับตาแล้วปากก็หุบ วจีกรรมก็ไม่มี วจีกรรมกับวจีสังขาร ก็ไม่เหมือนกัน วจีสังขาร ก็ยังไม่ออกทางวาจา เมื่อสัมผัสอาการแล้ว ท่านเรียกว่า ปฏิฆสัมผัสโส ถ้ายังไม่ตั้งชื่ออธิวจนะ แต่ภาวะนี้เกิดแล้ว เป็นอาการของนามธรรมในจิต แต่คุณยังไม่เคยมีใครตั้งชื่อเลย ก็เรียกชื่อไม่ได้ จึงเรียกว่า อธิวจนสัมผัสโสไม่มี ก็เป็นแค่ปฏิฆสัมผัสโส จะเอาพยัญชนะชื่อไปเรียก แต่เราไม่รู้ว่า เขาจะตั้งแล้ว หรือยังไม่มีใครตั้ง ก็เรียกชื่อไม่ได้ ถ้าเขาตั้งแล้ว เรารู้ก็เรียกชื่อได้ แต่ถ้าไม่มีใครตั้ง เราก็ตั้งขึ้นมาใหม่ ก็เรียกว่า อธิวจนะ ปฏิฆสัมผัสโส คือสภาวะแท้ๆของมัน วจีสังขาร จะเป็น ปฏิฆสัมผัสโส หรืออธิวจนสัมผัสโสก็ได้ ยังไม่ออกมาเป็นอาการทางกาย แต่เป็นวจีสังขาร อาการภายนอก ออกมาเป็นกาย เมื่อไม่ออกมาข้างนอก ก็ไม่ใช่กาย สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายไม่ได้ ไม่มีพหิทา รูปานิ ปัสสติ ก็เป็นแค่อัชฌัตตัง เท่านั้น ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ ก็ทำงานร่วมกัน อัปปนา (ควบแน่น) พยัปปนา (แน่วแน่) เจตโสอภินิโรปนา (ปักมั่น) ก็เป็นวจีสังขารภายใน เป็น ปฏิฆสัมผัสโส หรือ อธิวจนสัมผัสโสก็ได้ ว จ คือสภาพที่แจ้งชัด ทะลุแล้ว แล้วมาเป็นวจี มันเป็นแค่สังขาร ปรุงแต่งภายใน เป็นวจี ออกมาเป็นวจีกรรม นี่คือพยัญชนะ ที่จะใช้แทนสภาวะ อาตมารู้นัยยะของพยัญชนะเหล่านี้ สรุป สมาธิหลับตา ไม่ใช่สมาธิของพุทธ ไปอ่านพระไตรปิฎก เล่ม 9 ก็จะชัดเจน แต่หลับตาสมาธิ เป็นอุปการะ 1. ได้พักผ่อนแบบสงบจิต มีอุปการะมาก 2. ศึกษาเพิ่มทักษะ ในเจโตสมถะ และใช้ตรวจอ่าน ภาวะจิตต่างๆ ในภวังค์ 3. เอื้อให้ปฏิบัติเตวิชโช (ทบทวน) ได้อย่างดี . 4. สร้างพลังทางจิต ที่จะนำไปทำฤทธิ์ต่างๆ (แต่ฤทธิ์ในพุทธศาสนา หมายถึง ฤทธิ์ที่ระงับ ดับกิเลส เพื่อไปสู่นิโรธ-วิมุติ -วิโมกข์-นิพพาน) อันที่สี่นี้ พุทธไม่ต้องใช้ นี่คือประโยชน์ของ เจโตสมถะ เราไม่ได้ปฏิเสธ อาตมาก็ใช้ ก็ฝึกมาหนัก เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยได้ใช้ ก็เรื้อไปพอสมควร แต่ถ้าตั้งหลักฝึก พอชำนาญมีประโยชน์ มีผลแบบหนึ่ง แต่อาตมา มาทำสิ่งที่เป็น อนุสาสนีย์ปาฏิหาริย์ มันเป็นงานหนักมากกว่ากัน ทำอย่างนั้นสู้เขาไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร ทำอย่างมรรคมีองค์ 8 จิตตกผลึก ตั้งมั่น นี่คือสัมมาสมาธิ อ่านให้ดีๆ ในมหาจัตตารีสกสูตร
อาการของจิต การ เกิดเรียกว่า อุปจยะ ผู้ที่จะอ่านอาการ อุปจยะได้ และไม่เกิดจริงๆ ตัดสันตติ คุณตัดไม่ให้ต่อเลย มันก็ไม่เกิดเลย แต่ถ้าเกิดแล้วคุณไม่ตัด มาต่อ มันก็อุปจยะ เกิดต่อ จะอุปจยะน้อย มันก็มีน้ำหนักน้อย ชรตา แต่ถ้ามีอุปจยะ 1 2 3 ทำให้สันตติต่อ ขณะทำเพิ่ม ก็มีน้ำหนัก มีมวลเพิ่มขึ้นได้เรื่อยๆ แต่ถ้าจะเพิ่มถึงจุดไหน ถ้าหยุดเมื่อไหร่มันก็เสื่อม หรือไม่หยุด แต่สร้างสิ่งปฏิปักษ์ต่อตน ก็ทำลายไป ตามลำดับ ก็เสื่อม คือไม่เที่ยง เสื่อมได้เจริญได้ อยู่ที่ว่าเราทำ หรือเป็นวิบากจากคนอื่น เราทำด้วยวิบากด้วย เราไม่ต้องการสิ่งที่จะมาทำลาย สิ่งดีของเรา แต่ถ้าวิบากมา ก็มาล้มล้างสิ่งดีเราได้ เราก็ต้องต่อต้านต่อสู้ อย่ามาทำลายสิ่งดีของเรา ก็เป็นธรรมาธรรมะสงคราม สมณะฟ้าไทว่า...อุปจยะ สำหรับปุถุชนคือโลกียะ แต่อุปจยะสำหรับโพธิสัตว์คือเอาไว้ทำงาน ช่วยเหลือคน พ่อครูว่า… ใช่ ท่านทำขึ้น เพื่อใช้อาศัยทำงาน ไม่ได้ติดยึด จะเลิกจะวางก็ได้ อย่างพระพุทธเจ้า สมณะฟ้าไทว่า… ก่อนจะวางขันธ์ปรินิพพาน ก็ให้เวลาทำใจกัน 3 เดือน แต่พ่อครูยังไม่วางขันธ์ พ่อครูว่า...ยังไม่วางขันธ์ เพราะว่ายังไม่แน่ใจว่า ศาสนาที่สร้างไปนี้ จะเจริญต่อไปได้ ถ้าผู้ใดรู้จักตัวที่จะต่อหรือไม่ต่อ ก็จะไม่สงสัยใน ชรตา ลักษณะสี่ ของวิการรูป 5 วิการรูป = ลหุตา มุทุตา กัมมัญญา ลหุคือเบา อ่อน ใกล้เคียงกันมาก เป็นภาวะย้อนแย้งมาก ที่ทำให้ได้เร็วไว้ มีประสิทธิภาพ กัมมัญญตา คือองค์รวมของ ลหุตา มุทุตา ทั้งบวกและลบ สังเคราะห์สังขาร เกิดกัมมัญญตา เป็นการงานอันได้สัดส่วน สมณะฟ้าไทว่า.. พวกผม มาทำงานกับพ่อครู ก็ต้องอาศัยพ่อครู ในการประมาณ พ่อครูว่า...ใช่ อุปาทายรูป 24 ง. หทยรูป1 = 12)หทัยรูป ที่ตั้งการเกิดอาการของรูป จ. ชีวิตรูป1 = 13)ชีวิตินทรีย์ รู้ความมีชีวิตอยู่ของกิเลส ฉ. อาหารรูป1 = 14)กวฬิงการาหาร จนถึงวิญญาณาหาร ช. ปริเฉทรูป1 = 15)อากาสธาตุ= รูปที่กำหนดจะให้ว่าง ซ. วิญญัติรูป2 = 16)กายวิญญัติ 17)วจีวิญญัติ ไหวให้รู้ ฌ. วิการรูป = 18)ลหุตา 19)มุทุตา 20)กัมมัญญา ญ. ลักขณรูป4 = 21)อุปจยะ ความเกิดอยู่เจริญขึ้นไป 22)สันตติ ความเชื่อมต่อสืบเนื่อง 23)ชรตา เคลื่อนไปสู่ความเสื่อม 24)อนิจจตา เคลื่อนไปเสื่อม>เจริญ
ก็ต้องรู้อาการของมันทุกสภาพ เดาไม่ได้ ต้องทำจริง เรียนรู้สภาวะนั้นจริง ตามความสามารถ ความเหมาะควร เป็นสัปปุริสธรรม 7 หรือ มหาปเทส4 มหาปเทส 4คือ 1. สิ่งใดที่เราไม่ได้ห้ามไว้ว่า สิ่งนี้ไม่ควร หากสิ่งนั้น เข้ากับสิ่งที่ไม่ควร ขัดกับสิ่งที่ควร สิ่งนั้นไม่ควรแก่เธอทั้งหลาย 2. สิ่งที่เราไม่ได้ห้ามไว้ว่า สิ่งนี้ไม่ควร หากสิ่งนั้น เข้ากับสิ่งที่ควร ขัดกับสิ่งที่ไม่ควร สิ่งนั้นควรแก่เธอทั้งหลาย 3. สิ่งใดที่เราไม่ได้อนุญาตไว้ว่า สิ่งนี้ควร หากสิ่งนั้น เข้ากับสิ่งที่ไม่ควร ขัดกับสิ่งที่ควร สิ่งนั้นไม่ควรแก่เธอทั้งหลาย 4. สิ่งใดที่เราไม่ได้อนุญาตไว้ว่า สิ่งนี้ควร หากสิ่งนั้น เข้ากับสิ่งที่ควร ขัดกับสิ่งที่ไม่ควร สิ่งนั้นควรแก่เธอทั้งหลาย. (พระไตรฯ ล.5 ข.92)
สอง ในยุคนี้ สิ่งที่พระพุทธเจ้า ไม่ได้บัญญัติไว้ มีมาก เราต้องอย่าประมาทต้องรู้จักประมาณให้ดี เพราะลาภ ยศ สักการะ เป็นอันตรายอันแสบเผ็ด
ต้องมีประโยชน์สูง ประหยัดสุด ประโยชน์สูงประหยัดสุด เป็นคำสรุปรวมของ ครน. หรม.
ตกลง คำว่าสมาธิผ่าน
เต็มบุญคือจิตสูญว่างเปล่า ทีนี้มาคำว่าบุญ อาตมาได้นิยาม define เหมือนกับคำว่า solve กับ solvent ถ้าเป็นคำนาม เรียกว่า solution ภาษาสื่อสภาวะเช่นนี้ นิยาม(define) ความหมายคำว่า“บุญ”ที่เสร็จสัมบูรณ์สุดจริง จะไม่เหลือแม้แต่“ชรตา-อนิจจตา” เพราะไม่มี“อุปจยะ”ใดอีกแล้ว จะยุติเด็ดขาด จบที่“สันตติ” ถ้าแม้นผู้ใด เข้าใจไม่ครบอย่างนี้ ผู้นั้นชื่อว่า ยังมีส่วน“มิจฉาทิฏฐิ”อยู่ คือยังเหลือ ส่วนที่ยังเข้าใจผิด เชื่อผิด จากความหมายของคำว่า“บุญ” ที่สัมบูรณ์สุด จึงไม่ชัดเจนครบ ใน“ทิฏฐิ”ว่า “บุญ”คือ ต้องเป็น“การชำระกิเลส” ออกไปจากจิตใจ เมื่อทำบุญแล้วเสร็จ ก็ไม่มีอะไร“เกิดต่อ”เลย เป็นอันขาด “บุญ”จะหายไป สิ้นไปทันที ไม่มีอะไร“ก่อการเกิด”(อุปจยะ)ต่อเลย
กล่าวคือ ผู้ใดทำ“กรรม”ใด “กรรม”นั้นทำให้จิตเกิด“บุญ” ผู้นั้น“มีผลบุญ” “ผลบุญ”คือ กิเลส“ถูกชำระ” จะเรียกว่า “เกิดผลบุญหรือมีผลบุญ” ก็ได้ แต่ไม่ใช่“ได้”อะไรที่เป็น“ลาภ,ยศ, สรรเสริญ, โลกียสุข” ไม่มีทั้ง “รูป” ทั้ง“นาม”ใดๆ เกิดต่อเลย จิตว่างเปล่า “ผลบุญ”นั้นคือ กิเลส“เสื่อม” ถึงที่สุดก็..“กิเลสสิ้นสูญ”ไปจากจิต เท่านี้เท่านั้นคือ“บุญ” แล้วก็“จบกิจ-จบเรื่อง”ของ“บุญ” หากปฏิบัติมี“ผลบุญ” สำเร็จเสร็จลงแล้ว จากนั้นไม่มีอะไรเกิดต่อ ไม่มี“ภาวะ” ใดเหลือต่อ จากการปฏิบัติที่สำเร็จ “การทำบุญ”มีผล ไม่ว่า“วัตถุธรรม” หรือ “นามธรรม”ใดๆจะ“อุปจยะ” (เริ่มมีความเกิด) ต่อจากเมื่อทำ“บุญ”เสร็จสิ้นหน้าที่บริบูรณ์แล้ว..ไม่มี โดยเฉพาะ ไม่มี“ภพ-ชาติ”ใดๆในจิต นั่นคือ ไม่มี“การได้อะไร” จาก“การทำบุญ” หากสัมมาทิฏฐิ ที่มีผลสำเร็จเต็มบุญ แต่จะ“เสียกิเลสไปจากจิตตน”เท่านั้นถ่ายเดียว ในจิตจะเป็น“สูญ” คือ ว่างเปล่า ดังนั้น ผู้ยังเข้าใจผิด ไปจากที่ว่านี้ ก็คือผู้ยัง“มิจฉาทิฏฐิ” ตามส่วนผิด ที่เหลือนั้นๆอยู่ เพราะผู้นั้นปฏิบัติธรรมของพุทธแล้ว ประโยชน์ที่เกิดไม่เป็น“พุทธ”ก็ดี เพราะปฏิบัติไม่ถูกต้อง ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าก็ได้ คือประพฤติ“กรรม” ไม่เป็น“บุญ” ตาม “สัมมาทิฏฐิ”ของพระพุทธเจ้า ทำ“บุญ” ผิด “บุญ”จึงต้องเข้าใจให้ถ่องแท้ และต้อง “กระทำใจตน” ให้ตรงตามสัมมาทิฏฐิ ให้ได้
ภพชาติเกิดที่ใด นอกจาก“บุญ”แล้ว ต้องรู้จักรู้แจ้งรู้จริง ในความเป็น“ชาติ” และความเป็น“ภพ” อีก “ชาติ”และ“ภพ”ในที่นี้คือ “การเกิดของจิตใจ” มิใช่“การเกิดของสัตว์ที่ประกอบไปด้วย ดินน้ำไฟลม ที่ก่อตัวในมดลูก”(ชลาพุชะ) ไม่ใช่“การเกิดของสัตว์ที่เกิดเป็นไข่ก่อน แล้วค่อยเกิดเป็นตัวอีกที” (อัณฑชะ) มิใช่“การเกิดของสัตว์เล็กที่ตัวเองแตกตัว เกิดได้เลยแบบจุลินทรีย์”(สังเสทชะ) แต่คือ การเกิดของ “สัตว์โอปปาติกะ” คือ สัตว์ทางวิญญาณ “ชาติ“หรือ“การเกิด”ที่ว่านี้ จึงหมายถึง“การเกิดของวิญญาณหรือจิต” โดยเฉพาะ ไม่ใช่สัตว์ที่มีตัวตน“ร่างกาย” คลอดออกจากท้องแม่ ที่หมายถึง “ชลาพุชโยนิ” หรือสัตว์ที่“เกิด 2 ครั้ง” (ทวิชาติ) เป็น “ไข่”ก่อน แล้วค่อยมาฟักตัวตน เป็นรูปร่างอีกที ที่หมายถึง“อัณฑชโยนิ” แม้แต่การเกิดของ สัตว์เล็กจุลินทรีย์ แบ่งตัวแตกตัวเกิด ที่หมายถึง “สังเสทชโยนิ” แต่เป็น“การเกิดของนามธรรม” คือจิต คือ“วิญญาณ” ที่หมายถึง “โอปปาติกโยนิ” ซึ่งเกิดในตัวเอง โดยมีเหตุมีปัจจัย มีที่ไปที่มา เหตุ-ปัจจัยนั้น สามารถสืบสาว ที่ไปที่มาได้ ต้องชัดเจนใน“การเกิด 4”ชนิดนี้ อย่างสัมมาทิฏฐิ ว่า การเกิดใด คือ อย่างไรกันแท้ เพราะความไม่รู้จัก“การเกิด” คือชาติ และไม่รู้ในความเป็น“ภพ” ของจิต นั่นเพราะ ไม่มีความรู้ใน“กรรมนิยาม” ไม่มีความรู้ใน “กรรม”ทั้งหลาย ที่สั่งสมทั้งเป็น “อดีต” ทั้งเป็น“อนาคต” โดยเฉพาะ “มโนกรรมปัจจุบัน” พระพุทธเจ้า จึงทรงเน้นให้คนเรียนรู้ ความเป็นมโน-จิต ในกรรมปัจจุบัน” ให้ได้ การจะรู้จักรู้แจ้งรู้จริง ในความเป็น“จิต” เป็น“มโน” เป็น“วิญญาณ” จึงเป็นจุดแท้ ของการศึกษาพุทธศาสนา เพื่อบรรลุนิพพาน
จิตมโนวิญญาณศึกษาที่ใด “จิต,มโน,วิญญาณ” ศึกษาได้ที่ไหนล่ะ? พระพุทธเจ้าตรัสว่า เรียนรู้ได้ที่“กาย” เพราะ“กาย”นั้นแหละ มีความเป็น“จิต-มโน-วิญญาณ” อยู่ประชุมพร้อมที่จะให้เรียน และให้ปฏิบัติจัดการกัน ตรง“จิต,มโน,วิญญาณ”นี้เอง เป็นสำคัญ เป็น“แดนเกิด” (สัมภวะ) ให้มี “การทำกันที่ใจที่จิต”นี้ เรียกว่า “มนส
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive