สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน กายของโอปปาติกะคืออะไร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข21 ธันวาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน กายของโอปปาติกะคืออะไร จากเฟสบุ๊ค _สรารัตน์ วงศ์สุภานันท์ ...กราบนมัสการด้วยความเคารพคะ โอปาติกะเป็นส่วนดีหรือไม่ดีคะในกายตน และคืออะไรด้วยคะ ฟังพ่อท่านคิดไม่ทันคะ พ่อครูว่า…มันไม่ใช่เข้าใจได้ง่ายๆต้องตั้งใจฟังติดตามไปบ่อยๆฟังให้เสมอๆ คำว่า โอปปาติกะ แปลว่าจิตวิญญาณดวงหนึ่ง คือความเป็นจิตวิญญาณ ที่มันเกิดอยู่ โอปปาติกะ มีความเกิด เรียกเต็มๆว่าโอปปาติกโยนิ เมื่อเกิดโอปปาติกโยนิ เมื่อเกิดแล้วก็เป็น สัตตาโอปปาติกา ผู้ที่สามารถเข้าใจธรรมะพระพุทธเจ้าอย่างสัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิข้อที่ 9 คือ ผู้ที่มีปัญญารู้ว่า สัตว์ ที่เป็นโอปปาติกะ ความเป็นสัตว์ทางจิตวิญญาณ ไม่ใช่สัตว์ทางกาย ไม่ใช่สัตว์ทางรูปร่าง แต่โอปปาติกะ มีความเป็นกาย คือมีทั้งรูปและนาม คำว่า กาย ไม่ได้หมายถึงแต่รูปหรือนาม ถ้ามีแต่นามก็ยังเข้าเค้ากว่า การไปเห็นว่ากายมีแต่ดินน้ำไฟลม มหาภูตรูป นั้นสุญโญ โอปปาติกสัตว์ต้องมีกาย มีทั้งรูปและนาม ถ้าไม่มีนามไม่เป็นกายเลย ถ้ามีนามบ้าง รูปนอกไม่มีก็เป็นโอปปาติกสัตว์ก็ยังเป็นกายได้อยู่ คำว่ากาย พระพุทธเจ้าท่านให้พิจารณาแยกกายแยกจิตในมูลกรรมฐาน 5 ผม ขนเล็บ ฟัน หนัง ท่านให้พิจารณารู้ในความเป็นกาย ขนก็ดี ผมก็ดี เล็บก็ดี ฟันก็ดี หนังก็ดี เมื่อใดในฐานะไม่เป็นกายแล้วในตัวเราหรือไม่อยู่ในตัวเรา ผมยาวๆ ส่วนไหนที่ไม่ใช่กาย ส่วนไหนที่เรียกว่า กาย ผมที่ติดในตัวเรา เรียกว่า กายทั้งนั้น ถ้าตัดออกแน่นอนส่วนนั้นไม่ใช่กายแน่นอน แม้ยังไม่ตัดอยู่ที่ร่างเราไม่ขาดจากตัวเรา ส่วนที่ยังไม่ตัดส่วนไหนที่ไม่ใช่กาย ส่วนที่แม้อยู่กับร่างเราแต่ไม่เป็นกายคือ ส่วนที่ไม่มีความรู้สึกร่วม เช่นผมที่ยาวออกมา ฟันที่ยาวออกมา กรอได้ไม่เสียวอะไร ไม่ใช่กาย ถ้าเป็นกา

อ่านต่อ

ยต้องมีความรู้สึก มีนาม ผู้ที่ยังพิจารณา ผมขนเล็บฟันหนัง ว่า ส่วนใดเป็นกาย ส่วนใดเป็นจิต แยกไม่ออก แค่นี้ไม่ต้องไปเรียนธรรมะพระพุทธเจ้า ถ้าเข้าใจชัดเจนมีความเข้าใจชัดในตัวเองเลยว่า กาย คือส่วนที่เป็นดินน้ำไฟลม ไม่มีนามธรรมอยู่ร่วมก็ผิดเลย ไปไม่รอด จะเป็นการพิจารณากายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิตอะไร ซึ่งเป็นบทแรกในการปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้าเป็นโลกุตระ ต้องศึกษากายให้ถูก เมื่อเริ่มต้นศึกษาผิดแล้วก็คงจะเข้าใจผิดไปทั้งหมด และคุณไม่เคยเห็นความเข้าใจในความเป็นกาย ก็จะปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าไม่ได้ แม้จะนั่งสมาธิได้เก่ง ดับจิตนิโรธเก่งก็เป็นโมฆะบุรุษทั้งชาติ ต้องเข้าใจความเป็นสภาวะของการเกิดเวทนา จิตคืออะไร ธรรมคืออะไร และพิจารณาเรียนรู้กิเลส กิเลสอยู่ในกาย กิเลสอยู่ในเวทนา กิเลสอยู่ในจิต กิเลสอยู่ในธรรม แล้วอ่านกิเลสใน กายเวทนาจิตธรรม แล้วตัดให้ได้ เห็นความจางคลายได้ วิราคานุปัสสี ทำให้ดับได้ นิโรธานุปัสสี ทำได้ซ้ำวนเวียนปฏินิสสัคคานุปัสสี จนเราเจตนาให้วนเวียนมา แต่จิตใจเราอยู่เหนือมันแล้ว มีจิตใจมีปัญญาเหนือกว่าแล้ว มีอุตระ มีสติมีอำนาจ เป็นอธิปไตยอยู่ในกิเลสพวกนี้ได้ ก็อยู่กับกิเลสสัมผัสอยู่กับกิเลสแต่เราอยู่เหนือกิเลส นั่นคือผู้ที่บรรลุธรรม ไม่ต้องหนีกิเลส กิเลสมันจะเข้าเรา ให้มันมาเที่ยวในจิตใจเราได้ด้วยกิเลส แต่มันทำอะไรเราไม่ได้ มันตกเป็นทาสเราเลย เราอยู่เหนือมัน เอามันมาเป็นข้ารับใช้ได้ กิเลสมันก็เป็นพลังงานหนึ่ง เอามันมาเป็นข้ารับใช้ได้ โอปปาติกะ ส่วนดีและไม่ดี ในกายตน แสดงว่า ไม่เข้าใจคำว่าโอปปาติกะคืออะไร ก็เลยถามมา โอปปาติกะคืออาการของจิตที่เป็นสภาวะหนึ่ง แล้วจิตใจนี้มันเป็น ชีวิตินทรีย์ ไม่ใช่จิต มันตายไม่มีความรู้สึกแล้ว ก็เป็นภาวะดินน้ำไฟลม มันไม่ใช่ เพราะฉะนั้นก็ต้องรู้ อธิบายเพิ่มเติมตรงที่คนที่ไม่รู้โอปปาติกะไม่รู้จักจิตวิญญาณ จิตมันไม่ใช่กายเราแล้ว ก็ยังยึด เช่นคนที่ตายแล้วไม่เน่า คือคนที่ยึดติดกับตัวเองว่าเป็นตัวกูของกู ยิ่งไปหลงเขาเรียกว่าเป็นผู้มีบารมีทางธรรมะสูง ตายแล้วไม่เน่า นั่นแหละคือคนที่ล้มเหลวในทางธรรมะพระพุทธเจ้า ยึดติดร่างเป็นตัวของเรา ตายแล้วก็ยังให้จิตวิญญาณดึงดูดไปเป็นของเราเอง มันก็เลยต้องมีพลังงานไปเลี้ยงไว้ก็เลยยังไม่เน่าเสีย คนธรรมดาเมื่อตายแล้ว จิตใจก็ต้องทิ้งร่างไป ร่างกายก็เน่าไป แต่นี่ตายแล้วไม่เน่าเสียก็เพราะว่าอุปาทานมันเยอะ ยึดร่างว่าเป็นตัวกูของกู จนตายแล้วก็ไม่ยอมวาง เป็นมนุษย์พืช ที่จิตวิญญาณไม่ฟื้นแล้ว ก็เป็นพีชนิยาม จิตวิญญาณไม่มีแล้วแต่เลี้ยงเอาไว้ ทั้งที่ควรจะปล่อยเขาได้แล้วไม่บาป ถ้าหากแน่ใจเขาเป็นมนุษย์พืชแล้ว จิตใจเขา drop ขั้นไม่สามารถฟื้นมาได้แล้ว หากคุณถอดสายอาหาร สายออกซิเจนไปก็ไม่บาป เพราะมันเป็นพืช พีชนิยาม พีชนิยามไม่มีจิตใจพยาบาทม่มีบ่อปูนไม่มีเวทนา ไม่มีวิญญาณ เป็นพลังงานสัญญากับสังขารเท่านั้นไม่ใช่จิตวิญญาณ คําสอนพระพุทธเจ้า อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม เขาไม่รู้เรื่องกันแล้วทุกวันนี้ในศาสนาพุทธ เรื่องของปรมัตถ์นั้นไม่บาป แต่เป็นเรื่องของสังคมศาสตร์บอกว่าใจร้าย เขายังไม่ตาย ทั้งที่เขาตายแล้ว แต่ตายในระดับพีชนิยาม เขาก็ไปเกิด แล้วต่างคนต่างหลงเสพอะไรที่ไม่ใช่แล้ว ไม่ใช่เรื่องงมงายดึงกันไว้ ความหลงทุกวันนี้ งมงายทางการแพทย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ ทำให้ซวยๆคนตายแล้วก็ไม่ตาย ขังเขาไว้ให้ทรมานตนเองต้องดูแลเป็นภาระ คนจะตายไปก็ไม่ให้ตาย เพราะไม่เข้าใจเรื่องสัตว์โอปปาติกะ เป็นมิจฉาทิฐิข้อที่ 10 เดี๋ยวนี้ไม่ได้เรียนสัมมาทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐิ ไม่มีสุริยเปยยาลข้อที่ 5 ทิฏฐิ เพราะฉะนั้น ทิฏฐิ 10 ไม่เข้าใจ จะไปปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ก็เป็นโมฆะ โดยเฉพาะทิฏฐิ 10 ไม่รู้ ทาน เป็นอย่างไร จึงจะปฏิบัติธรรมได้ ปฏิบัติศีลอย่างไรจะให้จิตใจเกิดเป็น อัตถิหุตัง แต่ทุกวันนี้ปฏิบัติธรรมกันอย่างงมงาย ไม่มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ มีแต่ไปนั่งหลับตาเหมือนฤาษีเดียรถีย์เหมือนยุคพระพุทธเจ้ายังไม่เกิดในยุคนั้นเลย แถมเอาธรรมะพระพุทธเจ้า ตีไข่ใส่สี ธรรมะพระพุทธเจ้า เละไปหมด พูดไปเหมือนถล่มทลาย แต่พูดความจริงให้ฟัง ก็พยายามตื่นมาเรียนรู้ตรวจสอบ คุณไม่เชื่อไม่ฟังอาตมาไม่เป็นไรให้ทบทวน ตั้งแต่พระสูตรแรก พรหมชาลสูตร พุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจนว่า ในประดาศาสนาที่เกิดอยู่ในยุคของท่าน มันเป็นชาละ คือข่าย ตีกันยุ่งเละเทะ รวมทิฏฐิ 62 ไม่มีในศาสนาพุทธเลยทั้ง 62 เป็นมิจฉาทิฏฐิ เกิดจากอะไร? มิจฉาทิฏฐิทั้ง 62 เกิดจากการทำเจโตสมาธิ ไม่ใช่ปฏิบัติสมาธิแบบสัมมาสมาธิ ทำให้เกิดเป็นเจโตสมาธิเท่านั้น การปฏิบัติที่ไม่เป็นสัมมาสมาธินั้น ทั้งหมดจึงมีทิฏฐิ 62 ที่เป็นทิฏฐิ 62 เพราะว่าจิตของเขานั้นอยู่ อฌานตัง อปัสสตัง คือจิตใจอยู่กับความไม่รู้ความไม่เห็น เป็นเพียงความแส่หาดิ้นรนของตัณหาเท่านั้น ทุกวันนี้ ศาสนาพุทธมีแต่ความแส่หาดิ้นรนของตัณหา ไม่มีสัมมาทิฏฐิ _มีผู้ถามว่า ฆราวาส ไม่ต้องการพ้นทุกข์ ต้องการแค่คลายเท่านั้น แล้วพระกระแสหลักสอนแบบนี้ พ่อครูว่า...ถูกต้อง เพราะว่ากระแสหลักไม่รู้ว่าจะเอาสัจจธรรมสิ่งใดของพระพุทธเจ้าไปให้ฆราวาส พระก็อาศัยฆราวาสเลี้ยงชีพ ก็เลยต้องเอาใจฆราวาส คลายทุกข์กับดับทุกข์ ไม่ใช่นิโรธ คลายทุกข์นี้ จริง มันมีสัมมาทิฏฐิหรือมิจฉาทิฏฐิ คลายทุกข์ก็มีสัมมาทิฏฐิ บรรเทาลงเรื่อยๆ แต่มิจฉาทิฏฐิคือเอามาบำบัดกิเลส กิเลสเมื่อทุกข์บำบัดบำเรอกิเลสก็คลายทุกข์ลงแต่กิเลสก็อ้วนขึ้น เลยกลายเป็นปุถุชนที่กิเลสหนามากขึ้น แต่รู้สึกว่าดูเหมือนเราบรรเทาทุกข์ คุณไม่ได้บรรเทาทุกข์ แต่คุณกำลังหลงสุขกับทุกข์ คุณนึกว่าได้รับการบำบัดกิเลสนั้นเป็นสุข กิเลสก็เลยยิ่งมากขึ้นทุกระดับต่ำขึ้นที่พระพุทธเจ้าใช้ศัพท์ว่า ไม่ควรทำให้ทุกข์ทับถมทุกข์ที่มีอยู่แล้ว มันก็ยิ่งจะมีแต่หนา เพราะว่าทุกข์กับสุขนั้นตัวเดียวกัน คุณเอาสุขบำเรอสุข ศาสนาพุทธไม่มีสุข มีแต่สุขตอแหล ความสุขไม่มีในศาสนาพุทธ สวรรค์ไม่มีในศาสนาพุทธ สุข กับทุกข์ อันเดียว นรกกับสวรรค์อันเดียวกัน คุณจะทำทานก็ดี ถือศีลก็ดี ต้องสะกิดใจไม่ให้มีสาเปกโข ไม่ต้องการแม้แต่สวรรค์ไม่ต้องการแม้แต่นรกนั่นคือเข้าทางธรรมพระพุทธเจ้า ฝึกอย่างนี้ไปตลอด จิตใจของคุณถึงจะลดหน่ายจางคลายเบาบาง คลายกิเลสได้ ดับกิเลสได้ แต่ถ้าไปบำเรอกิเลสก็มีแต่ทุกข์หนาขึ้นกิเลสหนาขึ้น คุณสุข ซึ่งมันเป็นทุกข์นั้นเอง สุขมันเป็นตัวหลอกเป็นการโกหกแต่คนนึกว่ามันมีจริง สุขมันไม่มีจริง มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป ถ้าเข้าใจตรงนี้ มันมีแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไป ความสุขนั้นเป็นเท็จ สุขขัลลิกะ มันไม่มี การปฏิบัติธรรม ไม่ใช่ลัดนะ ตรง ปฏิบัติจิตไม่ให้มีแม้แต่ สาเปกโข ไม่ให้มีสวรรค์ไม่มีนรกตลอดเสมอนั่นแหละจะเป็นทางตรง ถ้ายังอยากได้สวรรค์อยากได้สุขอยู่ บางคนบอกว่าต้องให้เป็นไปตามลำดับ มีการบรรเทาคุณได้หรือ ทำไปตามลำดับ บรรเทาให้เขาได้สุขบ้าง อย่างไรอย่างไร แม้คุณจะปฏิบัติมีสติสัมปชัญญะ ใช้ปัญญาใช้ความรู้ เพื่อที่จะทำใจในใจ เรียกว่า มนสิกโรติ หรือว่าโยนิโสมนสิการ เป็นการทำใจในใจของตน ทำก็คือ ควบคุมมัน อย่าให้มันเกิดอาการอารมณ์ อ่านอาการของจิตให้ได้ จัดการหรือทำให้มันไม่มีอาการอารมณ์ไม่มีสวรรค์ไม่มีนรกให้ได้ ใครสามารถทำจิตให้มีสวรรค์ไม่มีนรกได้ แวบหนึ่งแม้ชั่วไก่ปรบปีก งูกระดิกหางก็ใช่เลย ไม่ใช่ไปติดสุข ต้องให้โยนิโสมนสิการให้ถูก _โยมถามว่าอยู่กรุงเทพรถติด ก็เลยกดโทรศัพท์เล่นบรรเทาทุกข์ พ่อครูว่าหลบเลี่ยงบรรเทาทุกข์ สรุปตอนนี้นิดหนึ่ง โอปปาติกะเป็นตัวสำคัญที่คุณจะต้องผ่านในจิตให้ได้ โอปปาติกะ ถ้ามันมีตัวนี้เมื่อไหร่ก็ชัดเจนว่ามันเกิดมันมีความเป็นสัตว์ เป็นอาการอยู่ในจิต แต่โอปปาติกะ เมื่อคุณสามารถอยู่เหนือความเป็นสัตว์ คุณมีจิตใจ โอปปาติกะ เป็นอุเบกขา เป็นความเป็นสัตว์ที่เรียกว่า พรหม เป็นสัตว์โอปปาติกะ ที่จิตใจบริสุทธิ์เป็นวิสุทธิเทพ จิตใจสะอาดบริสุทธิ์อย่างถาวร อยู่เหนือกิเลส เป็นพรหมสัตว์ เป็นสัตว์ที่สะอาดบริสุทธิ์ คืออรหันต์ คือประพฤติพรหมจรรย์จบแล้ว นี่ก็เรียกว่าโอปปาติกสัตว์ที่สูงแล้ว แต่ก็ใช้เป็นการเกิดอยู่ โอปปา คืออุบัติ นั่นเอง

_พระดี ..ขอเรียนถามว่า การที่พระสงฆ์รู้ดีว่า ฉันมังสวิรัติดีกว่า แต่ตนเองไม่ปฏิบัติ (เช่นเดียวกับการไม่รับเงิน,การเคร่งครัดวินัย,หรือรักษาศีล) เพราะมีสมณะและชาวอโศกปฏิบัติอยู่ก่อน ..ลักษณะเช่นนี้เรียกว่า อะไร ครับ พ่อครูว่า...แสดงว่าอัตตามานะยิ่งใหญ่มาก ถือดีถือตัว มีอุปกิเลส 16 ครบเลย โอ้ ถ้าหากคุณคิดเช่นนี้ เรียกว่าเปรต 16 ขุม ตั้งแต่อภิชาวิสมโลภะ พยาปาทะ โกรธ อุปนาหะ มักขะ อิสสา มัจฉริยะ มายา สาเฐย ถัมภะ สารัมภะ มานะ อติมานะ มทะ ปมาทะ เป็นสัตว์นรกทั้ง 16 ขุมเลย พูดไปแล้วเหมือนย่ำยี ถล่มทลาย เขาไม่เข้าใจอย่างอาตมา แล้วก็ปฏิบัติผิดไปหมด ที่พูดนี่พูดด้วยเมตตาด้วยความปรารถนาดีให้ฟัง ให้ถูก ว่านี่เป็นเรื่องที่ผิด แทนที่จะรู้สึกอย่างนั้น ก็หาว่าด่าเอาทุกวันๆ ก็ไม่ทำให้ดีสิ จะได้ชม อาตมาก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ชมไม่ได้ ก็เพราะว่าไม่มีอะไรจะให้ชม พอชมก็จะชมพวกอโศกเอง เมื่อชมสิ่งดีสิ่งถูกก็ถูกตัวเอง บอกว่ายกตนข่มท่าน ขี้บนน้ำก็ผิด ขี้บนอากาศก็ผิด ขี้บนอากาศมันก็ตกมาอีก _โยมว่า มีพระบางรูปจะฉันมังสะวิรัติก็หาว่าปฏิบัติแบบชาวอโศกอีก พ่อครูว่า... สิ่งดีงามอย่าไปกลัวเลย หาว่าเหมือนกับโพธิรักษ์เหมือนพวกอโศก นั่นคือเป็นเวรภัยของเถรสมาคม 601220_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ อ่านเวทนา108 ให้พ้นสังโยชน์

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน