สื่อธรรมะพ่อครู(บวร) ตอน บวรที่เป็นลำดับอันน่าอัศจรรย์.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(บวร) ตอน บวรที่เป็นลำดับอันน่าอัศจรรย์ บวร คือ บ้าน วัด โรงเรียน บ้านก็คือสังคม วิธีการอยู่ร่วมกัน มีอะไรก็เกี่ยวเนื่องกัน ในโลกก็มีหมู่บ้าน ก็แบ่งกันไปเป็นตำบล เพื่อจะได้ช่วยดูแลจัดสรรกันได้อย่างเรียบร้อย อย่างเรานี่อยู่หมู่ที่ 10 ต.บุ่งไหม ในหมู่10 มี 12 หมู่บ้าน ก็อยู่รวมกันเป็นตำบลบุ่งไหมก็ดูแลกัน ชาวอโศกเป็นหนึ่งในหมู่บ้านในต.บุ่งไหม อยู่อย่างสงบ เอื้อเฟื้อเจือจานเป็นหมู่บ้าน เป็นตำบล งานการเมืองคืองานเอื้อเฟื้อเจือจานช่วยเหลือกัน อยู่กันอย่างพี่น้อง สงบ คนไหนมีสมรรถนะสูงเก่งมากก็ช่วยคนไม่เก่ง คนรู้มากก็ช่วยแบ่งแจกความรู้ให้คนรู้น้อย คนมีทรัพย์ศฤงคารมากก็แบ่งให้คนทรัพย์ศฤงคารน้อย อยู่กันเหมือนพี่เหมือนน้องแบ่งกัน ชาวบ้านราชฯเป็นนักการเมืองตัวสำคัญ ช่วยหมู่บ้านนั้นหมู่บ้านนี้ อย่างหมู่บ้านคำกลางเขาก็ไม่ให้ช่วยเลยเพราะว่าเขาเป็นคริสต์ ส่วนหมู่บ้านอื่นเป็นพุทธอย่างกุดระงุม ใกล้ชิดกันมากก็ช่วยมาก แต่ห่างไปหน่อยอย่างท่ากกเสียวก็ช่วยน้อยกว่า อย่างกุดระงุมบอกไฟฟ้าเสียก็ให้ช่วยหน่อย น้ำท่าเราก็คิดจะทำประปาให้อยู่ แต่เราไม่มีเงิน ชักหน้าไม่ถึงหลังอยู่ ขยายงาน แต่เฮือน อาคาร บวร นี่ก็หัวล้านไปเยอะแล้ว หมู่ชาวอโศกมีเงินแบ่งเป็นหลายกอง กองสงฆ์กองพาณิชย์กองศึก เป็นต้น เป็นสาธารณโภคี เป็นเรื่องสุดยอดแล้วต้องกราบเคารพพระพุทธเจ้า ที่ให้หลักเกณฑ์ธรรมวินัยนี้ไว้ คือทรัพย์สินศฤงคารทุกอย่างเป็นของส่วนกลาง แล้วจะใช้ร่วมกันกินร่วมกัน จิตวิญญาณในหมู่บ้าน คนในหมู่บ้านต้องสูงจริงๆ คุณจะร่วมกันเป็นสาธารณโภคีอย่างสงบอบอุ่น เราทำมาได้ 30 40 ปีก็ไม่มีปัญหา ไม่เช่นนั้นก็จะเกิดการแย่งชิงกัน เพราะใครก็มีสิทธิ์ แม้กงสีของญาติโกโยติกาของจีนก็แย่งกันฆ่ากันเลย แต่นี่เราจริงๆบางทีก
อ่านต่อ
็คนนี้เชื้อลาวคนนี้เชื้อจีนมากหน่อย เขมรมากหน่อย ก็อยู่เป็นพี่เป็นน้องกัน มาจากคนละ DNA แต่เป็นญาติพี่น้องกันจริงๆ ทางจิตวิญญาณ เพราะจิตวิญญาณเป็นประธานของสิ่งทั้งปวง อยู่กันอย่างช่วยเหลือเกื้อกูลเลี้ยงดูกัน อาตมาภาคภูมิใจว่าเด็กๆมีตั้งแต่ตัวเล็กๆ เลี้ยงกันไปจนกระทั่งโต โตก็รวมมายากแล้ว อีกหน่อย อาตมาว่า ที่วิ่งออกไปอีกหน่อย อายุ 60-70 ก็ค่อยเห็นหน้า บอกไว้ก่อนเลย ตราหน้าไว้ ตอนนี้ก็ทำไป เป็นธรรมชาติของกิเลส แต่ค่อยๆเจริญ เขาก็ค่อยๆรู้ เพราะอะไร เขามีลูกเต้า มันไว้ใจไม่ได้ ข้างนอก ลูกหลานของเขาสุดวิสัยกันแล้วก็เอามาอยู่ข้างใน มาอยู่ที่นี่สนามแม่เหล็กก็จะช่วยลูกหลานได้ ไม่เดือดร้อนเลยในนี้ แต่ถ้าอยู่ภายนอก ก็ยากเลย สังคมมันอยู่ยากเขาจะรู้เอง ฝากไว้ก่อนโอฬาร
มาขยายความต่อ บ้านก็มีบ้านเรือนต่างๆเป็นสาธารณโภคี จะไปนอนบ้านนั้นบ้านนี้ก็ได้ เรื่องกินไม่ต้องกลัวหรอกเรามีกองกลางให้กิน บ้านนั้นบ้านนี้แอบทำก็น้อย ก็อย่างนี้ กินอยู่หลับนอน กินใช้อยู่กับกองกลางทั้งนั้น โดยเฉพาะกองขยะวิทยาด้วยหัวใจของเรา ถือว่าเป็น Supermarket สถาบันขยะวิทยาด้วยหัวใจ อยากได้อะไรไปเลือกดูให้ดี เอามาใช้สอยได้ สบายอย่างนี้เป็นต้น ช่วยกันจัดสรรช่วยกันดูแลไป อาตมายังนึกไปข้างหน้าในอนาคต ลัทธิจะเรียกว่าลัทธิที่จริง ศาสนาสาธารณโภคี มันจะเจริญต่อไปในอนาคต ชาวอโศกเป็นได้ก่อน เรื่องลึกซึ้งทางจิตวิญญาณ ทำปฏิกิริยามีทั้งปัญญาที่เข้าใจและมันก็จริงใจ กิเลสมันน้อย หรือแม้แต่น้อยก็ตาม บางคนมีกิเลสไม่น้อย แต่จำนนต่อสภาพซ้อน องค์รวมประกันสังคมที่เขาไม่กล้าแสดงออกหยาบคาย หรือทำแรงๆตามที่ตนเองมีกิเลส จะเรียกว่าครอบงำก็ได้ หยาบหน่อย แต่จริงๆคืออำนาจของคุณธรรม อำนาจของความดีงาม ทำให้เขาแอ๊คไม่ได้ทำไม่ออก อยากทำก็ทำไม่ได้ มันเหมือนสนามแม่เหล็กคุมไว้หมด เพราะฉะนั้น โมเลกุลภายนอกตกมาภายในนี้ก็ถูกปรับไปเลย ไม่มีแรงต่อต้านหรอก แรงที่นี่ปรับไปหมด เหล็กอ่อนตกมาก็หันทิศเลย เข้าทิศเหนือใต้ออกตก ตามสนามแม่เหล็กนี้เลย คนเข้ามาในนี้ จะถูกอำนาจของสนามแม่เหล็ก ถ้าเรายินดี เป็นอิสระเสรีภาพ คุณเอาตัวของคุณเข้ามาในนี้ เป็นอิสระเสรีภาพ จะไม่เข้ามาก็ไม่ว่าอะไร จะอยู่ที่ไหนคุณก็อยู่ของคุณไป แต่ถ้าคุณมาอยู่ในหมู่ชาวอโศก เขาก็มีกฎเกณฑ์วัฒนธรรม คุณสมัครใจเอง เข้ามาปุ๊บ แม้คุณจะมีกิเลสก็ถูกอำนาจสนามแม่เหล็กของคุณธรรมชาวอโศก ทำให้คุณทำอะไรไม่ค่อยออก นอกจากกิเลสหยาบแรงเกินไป ก็ไม่ค่อยเกิดนะ เพราะว่าคนจะเข้ามาในนี้ละเอียดสูงพอ หยาบๆนี้เขาไม่เอา หยาบๆนี้ ในอโศกเขาจะไม่ยินดีมา หยาบเข้ากันไม่ได้ ไม่ต้องเอาอะไรมาก ยกตัวอย่างง่ายๆ ที่นี่ไม่ให้ใช้ตังค์ไม่ให้มีเงิน จะอยู่อย่างไร อยู่ในนี้กินข้าวมื้อเดียวไม่เอา อยู่นี่ไม่ให้เล่นฮาร์ดร็อค เขาก็ไม่เอา ไม่อยู่หรอก จะมาแต่งตัวมากๆก็ไม่เอา ใครทาลิปสติกก็ว่า….ใครกล้าบ้าง ขนาดเล่นละครเวทียังไม่มีเลย จะมาแต่งได้อย่างไร คือวัฒนธรรมมันสูง ขั้นโลกีย์มาไม่ได้ สมณะเดินดินว่า...ที่นี่มีปลาตัวอ้วนๆใหญ่ๆ ถ้าไม่เกรงใจก็คงจะเสร็จหมดแล้ว พ่อครูว่า...มันเป็นคุณธรรมที่แท้จริงต้องคัดเลือก ทีนี่บอกแล้ว ว่าที่นี่เป็นดินแดนอิสระเสรีภาพใครจะเข้ามาก็สมัครใจมาเอง เพราะฉะนั้น ในสนามแม่เหล็กที่เข้มข้น เขาก็มีตัวตนของเขาเขาจะไม่กล้าเข้ามาในนี้เองหรอก เขาก็ว่ามาในนี้มันไม่ไหวหรอก มันเชื่อมไม่ติด เข้ากันไม่ได้ เขาก็จะรู้ตัวเองของเขาว่าเขาเข้ามาไม่ได้ เขาจะรู้ว่าเขาหยาบขนาดนี้ ไม่ไหวหรอก ยาก ละเอียด มันไม่ไหว เขาไม่เข้า เราไม่ได้รังเกียจเขาแต่เขารู้ตัวเขาเองว่าเขาเข้ามาในนี้ไม่ได้ ไม่ต้องอะไรหรอก ก็พวกศิษย์เก่านี่ ไม่มีใครบังคับเขาไม่ให้เข้ามา กิเลสเขาเองบังคับไม่ให้เขาเข้ามา เราอยากจะให้เขาเข้ามาด้วยซ้ำไป แต่เขาเข้ามาก็จะรู้ว่าเขาจะทำหยาบอย่างที่เขาเป็นไม่ได้แล้ว เขาก็รู้เขาเอง ตัดสินของเขาเองว่าไม่ได้มาอยู่ที่นี่ พูดให้อีกว่า ที่นี่เป็นสนามของหมาหัวดี มันจะปีหมาอยู่แล้ว แต่เขาหมาหัวเน่าจะเข้ามาไม่ได้ กลิ่นหึ่งเลย เขาไม่กล้าเอากลิ่นของเขาเข้ามาหรอก ที่นี่หมาหัวดีทั้งนั้น ไม่ต้องทำอะไร มาเดินก็กลิ่นทั่วแล้วจะอยู่ได้อย่างไร ยกรูปธรรมหยาบๆ ที่นี่ดินแดนอิสรเสรีภาพ เป็นไปโดยธรรม มันจึงไม่มีการกดดันบังคับ บริหารโดยไม่บริหาร บริหารกันอย่างสบายๆ ไม่ต้องกดขี่บังคับสอดส่องกันระมัดระวังแจ มันเมื่อย ต่างคนต่างเป็นคนมีคุณภาพ สรุปแล้วเหมือนยกย่องตนเองเพิ่ม ต้องขออภัยที่เอาความจริงมาประกาศมายืนยัน มันเป็นความจริงของความจริง ไม่ใช่อยากอวดโอ่ ไม่มีสาเฐยจิตใดๆ เป็นเรื่องของความบริสุทธิ์ใจ สังคมอย่างที่เราทำนี้ เราอยู่ในหลักเกณฑ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ใช้ทฤษฎีของท่านคำสอนของท่านทั้งหมด มาปฏิบัติประพฤติ สอนอบรมแล้วเราก็ทำได้ มันจึงเป็นองค์รวมของประชาชนสังคมบ้าน พร้อมกันนั้น ในสามเส้า บ้าน วัด โรงเรียน แต่ละคนที่เป็นหน่วยของสังคมบ้านวัดโรงเรียน แต่ละคนก็มีธรรมะ หรือมีวัตรอยู่ แต่ละคนมีธรรมะขั้นโลกุตรธรรมกันด้วย แต่ละคนๆ ก็เป็นวัดในตัว อยู่รวมกัน เข้ามาแล้วก็มีความตั้งใจเจตนา สอน ถ่ายทอดความรู้กันเรียกว่าโรงเรียน สอนกันโดยปริยายหรือโดยตั้งใจสอน อย่างอาตมาตั้งใจสอน แล้วคนก็เข้าใจ อาตมาเป็นหัวเรือใหญ่ของการสอนธรรมะ แน่นอน พวกเราก็สอนกันต่อไปเป็นลำดับ เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ บางทีก็ลัดขั้นตอนบ้างสลับซับซ้อนหมุนรอบเชิงซ้อนได้ จึงมีสามเส้า บ้านวัดโรงเรียน หรือมีสังคมมีธรรมะมีการศึกษา การศึกษาในทางการศึกษาวิชาการทางโลก ขอยืนยันว่า การศึกษาวิชาการทางโลกเราไม่เก่งเหมือนเขา เขามีเยอะกว้าง ของเราเก่งแบบของเรา เด็กเอาค่าเฉลี่ยเด็กข้างนอก รับรองว่า เกี่ยวข้าวสู้เด็กอโศกไม่ได้ รับรองเลย ไม่ต้องเอาอะไรมาก เด็กข้างนอกขัดส้วมสู้เด็กอโศกไม่ได้ แต่เขาก็บอกว่าของชั้นต่ำ ทำไร่ทำนาขัดส้วมแบกหาม ขุดดินฟันหญ้าอะไรพวกนี้ มันเป็นเรื่องชั้นต่ำ แต่ว่า ไปดูชีวิตในโลกนี้ก็อาศัยชีวิตชั้นต่ำจากดินกับหญ้า คุณอยู่ฟ้า แต่กินอากาศเวหาหรือ? กินน้ำค้างหรือ? ไม่ได้หรอก อยู่ไม่รอดหรอก ชีวิตคุณ จะมีชีวิตอยู่ต้องพึ่งพา พวกเราต้องพึ่งพาดินน้ำไฟลมนี่และพืชพันธุ์ธัญญหาร ขี้คนนี่แหละ ปุ๋ยดีที่สุดคือขี้คน พยายามอยู่ ปุ๋ยพวกเรา แต่ยังไม่ได้ใส่นะ จะมาหาว่าปุ๋ยบ้านราชใส่ขี้คน แต่ขี้ดีสุด คือขี้ของคนมังสวิรัติและไร้สารพิษอีกต่างหาก มันจะเป็นปุ๋ยชั้นหนึ่งขนาดไหน แต่พูดไปแล้วปุ๋ยเรายังไม่ผสมขี้คนนะ เขาจะรังเกียจได้ ติดยึด แต่ที่จริงมันสะอาดกว่าขี้ไก่เป็นไหนๆ ขี้ไก่เหม็นมาก จีนเขาใช้ขี้คนมาแต่ไหน จีนนี้ฉลาด เป็นที่หนึ่งในโลกนี้ พูดได้เลยว่า มีเจโตกับปัญญา คือฉลาดกับทึ่มก็มี จีนกับอินเดียสองฟาก จีนใช้ขี้คน ผลิตพืชพันธุ์ธัญญาหารมาเป็นร้อยเป็นพันปี แต่อินเดียนี้ขี้ไปทั่ว เดินเหยียบกันเลย ในทุ่งนา ไม่ใช่ทุ่งนาก็ปล่อย พลังงานในโลกนี้ เริ่มต้นเริ่มแรกเซลล์เดียว สมัยก่อนจากที่ตั้งหลักแหล่งเหมือนพืช จะต้องติดกับหลักแหล่ง เป็นต้นตอ แต่สัตว์ลอยตัวไม่ติดกับพื้นแล้ว แต่เซลล์ๆแรกนี้ เริ่มต้น แล้วจะมีพลังงานออกมาอีก เป็นแนวระนาบก่อน จะไม่เกิดวงวน แม้จะไม่มีมุม จนกว่าจะมีมุมออกไปแล้ว เซลล์เหล่านั้นเชื่อมเป็นสามเหลี่ยมเป็นสามเส้า พอสามเส้าจะเกิดวงวน เป็นวงรีก่อนแล้วเป็นกลมขึ้นๆ เชื่อมกันระหว่างวงนอกกับ protoplasm เป็นวงนอก จะหมุนรอบ เกิดการเคลื่อนตัวทางระนาบ มาๆไปๆ ขึ้นลงๆ พอมาเชื่อมกันก็เกิดพลังงาน เกิดแกน มันจึงจะอิสระ ถ้าไม่เกิดแกนกลางแล้วหมุนรอบแกนกลางก็จะไม่เป็นตัวเอง จะเป็นเหมือนอุกกาบาต ถูกแรงของจักรวาลน้อยใหญ่ดูดไป นี่เป็นเรื่องฟิสิกส์ทั้งหมด สรุปแล้วจะเกิดวงวน ถ้าไม่สัดส่วน 45 องศาจะไม่กลมดิ๊ก จะเป็นวงรีไม่สมดุลไปก่อน แล้วจะจัดวงรีของมันเท่าที่จะวนได้ มันจะหมุน แล้วเมื่อเกิดหมุนก็จะหมุนรอบแกนกลาง แต่ไม่สมดุล asymmetry ไม่ใช่แบบ 45 องศาที่ symmetry ซึ่งถ้าไม่สมดุลก็จะเป๋ไปมา จะเป็นวงรี เส้นทางโคจรจะวงรี ยิ่งอุกกาบาตไม่มีเส้นทางแน่นอนเลย แล้วแต่ถูกดึงดูดไป เป็นเรื่องของแสงสีเสียงแม่เหล็กไฟฟ้า อุตุนิยาม พลังงานสสาร เมื่อมีชีวะ ก็จะเกิดพลังงานในตัวเองเป็นประธาน พอเริ่มมีชีวะ อย่างพืชนี้มีประธานแต่ประธานเห็นแก่ตัวเอง อันอื่นไม่เกี่ยวไม่ไปทำร้ายใคร พลังงานพืชเป็นพลังงานที่ปลอดภัยที่สุด ปลอดภัยกว่าอุตุนิยามที่มันระเบิดได้ แต่มันก็ไม่รู้เรื่องหรอก แต่พีชนิยามนี้ไม่ทำร้ายใคร เป็นฐานของความบริสุทธิ์สะอาด มีแต่ป้องกันตัวเองรักษาตัวเองให้มีชีวิตอยู่รอด พีชนิยามเป็นฐานของอะไรๆ แต่เป็นจิตนิยามนี้เกเรน่าดูเบ่งอำนาจ จน 1.ไม่สามารถเบ่งได้เพราะถูกคนอื่นต้านไว้ 2.รู้ตัวว่าไม่ควรไปเบียดเบียนคนอื่น 3.มีความรู้ความสามารถทำให้ตัวเองไม่เบียดเบียนใคร นอกจากไม่เปลี่ยนเป็นใครแล้วก็ช่วยเหลือผู้อื่นนั่นแหละดีที่สุด มีปัญญาครบรอบ ตนเองเป็นสามเส้า 1. ตนเองช่วยตนเองให้รอด 2. เมื่อช่วยเหลือตัวเองรอดก็ทำให้มากทำให้เกินให้เหลือ 3. มีผลผลิตมากเกินก็ไปช่วยคนอื่น ก็ครบสามเส้าที่สูงสุดแล้ว แต่ถ้ามากเหลือเกินแล้วไปช่วยเหลือคนอื่นมันก็เป็นของคุณนั่นแหละ มันไม่มากไม่เกินไม่พอใช้ แต่เอาไปให้คนอื่นมันก็ตายได้ ชักเนื้อตัวเอง 1. ช่วยตัวเองให้รอด 2.ทำให้เหลือทำให้เกิน 3.เอาไปช่วยเหลือคนอื่น เราก็ทำช่วยกันเป็นหมู่จึงได้ผลดี ในอนาคตพวกเราจะแข็งแรงขึ้นอีก อาตมาสร้างอาคาร บวร เพื่อจะช่วยเหลือคนอื่นเราไม่ได้สร้างเพื่อค้าขายเอาเปรียบเอารัด ขูดรีดคนอื่น มีแต่สร้างให้คนอื่นไว้อาศัยทำมาหากิน พูดไปนี้ไม่ใช่อวดใหญ่โต พูดไปนี้เราไม่ตลบหลังคุณหรอก มีแต่ช่วยเหลือคุณไป คุณสามารถอาศัยได้ตลอดตายเลย แต่ถ้าเกเรมากเราก็ถือสิทธิ์เป็นเจ้าของขอให้คุณออกได้ คุณไม่ออกก็ต้องใช้อำนาจของรัฐ เจ้าหน้าที่เอาคุณออกไป แต่ถ้าอยู่กันได้เราเจตนา ที่เห็นอาคาร มีพื้นที่ถึง 11 ไร่ โดยเฉพาะข้างล่าง เป็นพื้นที่ค้าขาย ด้านหนึ่งขายของแห้งอีกด้านหนึ่งขายของสด ใครที่จะจองจะใช้อาศัยอาคารนี้เลี้ยงชีพยังชีวิตอยู่ก็เชิญ ตอนนี้มีพื้นที่ให้จับจองได้ ไม่ต้องเสียภาษีเบี้ยอะไร มาช่วยกันดูแล อย่างเก่งก็เสียค่าน้ำค่าไฟเอง แต่ถ้าน้ำเราฟรีก็ไม่ต้องเสีย แต่ไฟตอนนี้เราจะทำโซล่าเซลล์ก็ยังไม่ได้อะไรเท่าไหร่ เราไม่มีเงินถุงเงินถังไปจ้าง ก็ให้พวกเรามีน้ำใจก็มาช่วยกันทำ ก็จะได้ครบบริบูรณ์น้ำไฟ เจตนาให้อยู่ร่วมกันอย่างดีและพัฒนาเป็นโรงเรียนเป็นสถานที่ศึกษา มีคุณธรรมมีวัฒนธรรมมีการศึกษา เจตนาทำให้มนุษย์พัฒนาเจริญขึ้น พึ่งกินพึ่งอยู่กันไป จนกระทั่งกลายมาเป็นญาติสนิทเป็นมิตรสหาย เป็นญาติจริงก็มาอยู่ในนี้เลย ของเราเจตนาเปิดรับอย่างนี้เลย สร้างบ้านตัวเองได้เลย พวกเราให้อยู่เลือกได้เลย เราทำนี่เพื่อมวลมนุษยชาติ ช่วยเหลือเกื้อกูลมวลมนุษยชาติโดยเอาคุณธรรมเป็นหลัก เอาศีลธรรมคุณธรรมเป็นหลัก เมื่อเกิดความเป็นศีล ศีลทำให้เกิดคุณธรรม คุณธรรมไปถึงโลกุตรธรรม โลกุตรธรรมต่างจากโลกียธรรมคือคุณสามารถลดกิเลสได้ คุณรู้จักกิเลสเรียกว่าสักกายะแล้วก็มีวิธีเรียกว่าศีลพรต ชัดเจน ไมใช่โมเมนะ อย่าไปเอาพลังงานจิตที่ดีไปทำลาย เอาแต่พลังงานส่วนที่ชั่วส่วนที่เสีย พ้นวิจิกิจฉาพ้นสงสัย ไม่ใช่ปนเปเสียของนะ เอาแต่ของที่หยาบๆไปทำลายก่อน ไม่สงสัยว่านี่กิเลสทั้งแท่งของจริง หยาบ อย่างกลางละเอียดไม่ต้องไปทำก่อน พอทำได้ค่อยไปเชื่อมต่อ ตัวกลางตัวปลาย แต่เอาแค่หยาบๆก่อน แล้วคุณจะมีความรู้ กิเลสหยาบหมดไปก่อน ก็จะมีความรู้เลือกหยาบ กลาง ละเอียดๆไป ญาณปัญญาคุณจะรู้จักหน้าตาลักษณะท่าทางของกิเลส อย่างมีของจริง คุณพอจะทำได้เป็นลำดับๆๆ ไม่ให้เสียของเลย เป็นลำดับอย่างได้สัดส่วน ถ้าไปเอาเนื้อของดีมา หรือปนเปของดีของเสียไปหมด เมื่อไหร่คุณจะสำเร็จครบถ้วนบริบูรณ์เสียที ไม่เข้าท่า ความเป็นลำดับ นี้พระพุทธเจ้าถึงบอกว่าเป็นเรื่องอัศจรรย์ เป็นลำดับอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา อธิวิมุติ จะเป็นการลดไปได้อย่างเป็นลำดับ ไม่เป็นของเสีย หยาบ กลาง ละเอียด อย่างเป็นลำดับและมีปัญญารู้ขั้นตอนความเป็นจริง หยาบ กลาง ละเอียด อย่างแท้จริง เพราะว่าเราทำจริง นี่คือลำดับอันน่าอัศจรรย์ของพระพุทธเจ้า ไม่ซ้ำอันเสียหาย หยาบ กลาง ละเอียด สามขั้นตอน อย่างมีปัญญามีความฉลาดรู้บหยาบกลางละเอียดเป็นขั้นตอนอย่างแท้จริง แล้วเลือกหยาบออกไปได้เรื่อยๆ ความรู้ของเราก็จะรู้ความหยาบไปเรื่อยๆ พอละเอียดก็จะคือหยาบในขั้นกลาง หยาบ ในขั้นละเอียด พูดสองสามชั้น แต่มันจะมีความละเอียดได้มาก ชัดกว่านี้อีก ดูกร ปหาราทะ ล.23 [109] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ควงไม้สะเดาที่นเฬรุ-*ยักษ์สิงสถิต ใกล้กรุงเวรัญชา ครั้งนั้น ท้าวปหาราทะจอมอสูร เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามท้าวปหาราทะจอมอสูรว่า ดูกรปหาราทะพวกอสูรย่อมอภิรมย์ในมหาสมุทรบ้างหรือ ท้าวปหาราทะจอมอสูรกราบทูลว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกอสูรย่อมอภิรมย์ในมหาสมุทร ฯ พ. ดูกรปหาราทะ ในมหาสมุทรมีธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาสัก เท่าไร ที่พวกอสูรเห็นแล้วย่อมอภิรมย์ ฯ ป. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในธรรมวินัยนี้ มีธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่ เคยมีมาสักเท่าไร ที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้ว จึงอภิรมย์อยู่ ฯ พ. มี 8 ประการ ปหาราทะ 8 ประการเป็นไฉน ดูกรปหาราทะ มหาสมุทรลาด ลุ่ม ลึกลงไปโดยลำดับ ไม่โกรกชันเหมือนเหว ฉันใด ในธรรมวินัยนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน มีการศึกษาไปตามลำดับ มีการกระทำไปตามลำดับมีการปฏิบัติไปตามลำดับ มิใช่ว่าจะมีการบรรลุอรหัตผลโดยตรง(พ่อครูว่า ไม่ใช่ได้โดยลัด แต่โดยตรงนี้คือเส้นที่สั้นที่สุดคือเส้นตรง) ดูกรปหาราทะข้อที่ในธรรมวินัยนี้มีการศึกษาไปตามลำดับ มีการกระทำไปตามลำดับ มีการปฏิบัติไปตามลำดับ มิใช่ว่าจะมีการบรรลุอรหัตผลโดยตรง นี้เป็นธรรมที่น่า อัศจรรย์อันไม่เคยมีมาประการที่ 1 ในธรรมวินัยนี้ที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่ ฯ สรุปแล้ว บวร มี osmosis แปลว่า ความซึมลึก จะซึมลึกได้ ต้องมีพลัง พลังสูงจะซึมหาพลังน้อยกว่า พลังสูง มีความรู้แน่นข้นก็จะกระจายสู่ความรู้จางกว่า เพราะว่า ความรู้ของอริยบุคคลจะมีผลผลิตอะไร ที่ไม่หวงแหน นอกจากไม่หวงแหนแล้วก็จะมีพลังงานความรู้ความปรารถนาดี ไม่หวงแหนแล้วก็ละเอียดจะไหลซึม ถ้ามันมีความเข้มข้นสูง มีพลังงานความถี่สูง มันก็ยิ่งมีแรงกระจายซึ่งไปหาได้อีกเยอะ ถ้าพลังงานน้อยๆเบาๆ ถูกพลังงานอื่นครอบงำไหลไม่ออกด้วย นอกจากไหลไม่ออกแล้ว พลังงานตัวเองถูกบีบหลายด้านหมุนเละไม่เป็นส่ำเลย ยิ่งแย่ ถ้าของตนเองมีแกนกลาง พลังงาน dynamic มีรังสีออกไปได้สูง มันก็จะเกิดการไหลซึมลึกโดยตัวมันเอง เพราะตัวเองไม่หวง มีใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่อยู่แล้วก็จะออกมาตามธรรมชาติ คนที่มีความรู้มาก มีอะไรมากก็แล้วแต่ แต่ว่าถ้าคุณหวงแหน อย่างไรก็ไม่ออก เพราะพลังงานความขี้เหนียวหวงแหนก็ไม่ออก เช่นมะเขือเทศนี้ มันก็เอาแต่ตัวมันเองสุดวิสัยก็ค่อยออก ใครไปทำลายมันไม่ได้ อย่างนี้ลูกกลมๆของมัน ถ้าอะไรมาทำลายก็บิดเบี้ยว แต่ถ้าไม่มีอะไรก็ไม่บิดเบี้ยวเป็นรูปร่างของมัน แต่ที่มันไม่ได้รูปร่างเพราะว่ามีอะไรบังคับมัน ผลไม้บางอย่างผิวขรุขระ บ้านวัดโรงเรียนมีสามเส้าสมบูรณ์แบบ เป็นเส้าหลัก หรือ สังคม ธรรมะ การศึกษา สังคมของเราอยู่กันอย่างอิสระเสรี อยู่กันอย่างพอใจ อยู่ร่วมกันแล้วจะคัดเลือกกัน เข้มข้น ชาวอโศกนี้เข้มข้น เมื่อมาอยู่ร่วมกันก็มีธรรมะ คนเข้ามาอยู่ในนี้ก็มีธรรมะในตัวพอสมควร ถ้าไม่มีธรรมะมาอยู่ในนี้ยาก เป็นสนามแม่เหล็กขัดเกลา คัดเลือกให้ขยะออกไปเยอะ จะมีพลังงานขจัดในตัวออกไป อยู่ไม่ได้หรอก เสร็จแล้วก็แถมให้ เผื่อแผ่ในตัวอยู่แล้วเราก็มาจัดระบบระเบียบการศึกษาเรียกว่า การศึกษา ก็เกิดระบบระเบียบวิธี ต้องมาเข้าโรงเรียนมาถึงเวลาก็มาเอาความรู้อะไรบ้าง น่าเอ็นดูทำงานส่วนนั้นส่วนนี้ หนักๆ ตอนนี้ก็ช่วยกันคนละไม้คนละมือ หลังคาทำแผ่นดินพุทธ ทั้งลมทั้งแดด พูดไปก็ดูคุยโต มันเป็นตัวอย่างของมนุษยชาติที่สมบูรณ์ ถือว่าสมบูรณ์เท่าที่มันมีมากกว่าสังคมใดๆ อาตมาถึงบอกว่าชาวอโศกเป็นชมพูทวีป สามเส้านี้เป็นพลังงานปฏิกิริยา ถ้าสองมันจะมีแต่แนวระนาบ แม้จะสามเส้าที่ไม่ใช่สามเหลี่ยมด้านเท่า ถ้าไม่เกิดหมุน จะไม่พิสดาร มันก็จะเกิดหมุนจนได้สัดส่วน สรุป เราจัดสามเส้าของ บ้านวัดโรงเรียน หรือสังคม ธรรมะ การศึกษา เราจัดได้สัดส่วน แม้ธรรมะก็เป็นโลกุตระ การศึกษาก็เป็นแบบทุนนิยม โลกุตระคือจัดการศึกษาถึงบุญนิยม ขัดเกลากิเลสอย่างเป็นลำดับ เราทำได้ครบ คุณธรรม เราทำได้ตามธรรมดาธรรมชาติของสิ่งที่มีอยู่ในมนุษยชาติ ยิ่งกว่าพืชหรือสัตว์จะทำได้ คนในระดับปุถุชนก็ทำไม่ครบ โลกุตระชนทำได้ ได้รับมาจากพระพุทธเจ้า สิ่งที่แตกต่างระหว่างโลกียะกับโลกุตระคือสามารถลดตัวตน จนไม่เห็นแก่ตัวตน อาจจะมีพลังงานชีวะที่เต็มในแต่ละคน แล้วชีวะนี้ก็อยู่เพื่ออะไร ก็เป็นการช่วยดินน้ำลมไฟ และชีวะ ประโยชน์ของสัตว์โลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือมนุษย์ มนุษย์โลกุตระ จึงเป็นมนุษย์ที่ไม่เห็นแก่ตัว พลังงานมีเต็ม ความรู้มีเต็มก็ไม่มีตัวเอง แล้วจึงรับใช้ประชาชน แล้วประชาชนที่มีภูมิปัญญาก็จะอนุเคราะห์กันไปเป็นระดับ คนที่ทำงานเพื่อประชาชนอย่างไม่เห็นแก่ตัวไม่มีตัวตนเลย คนอื่นก็จะช่วยไว้ เรายังมีตัวตนอยู่ก็ช่วยคนที่ไม่เห็นแก่ตัว ไม่มีตัวตนไว้ให้ดียิ่งขึ้น ขอให้จริงเถอะ แล้วมาอยู่กับหมู่กลุ่มที่มีปัญญาจริงอย่างชาวอโศกไม่มีตาย ถ้าหากว่าคุณทำความดีโลกุตระนี้ให้ชัดเจนให้จริง รับรองว่าอยู่ได้ เจริญงอกงามพากเพียรไปเถอะ แล้วคุณจะเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ แก่โลก จะเป็นประโยชน์แก่ชาวโลกอย่างมากเลย ทั้งดินน้ำไฟลม แต่เราก็รู้ขั้นตอนว่า เราควรจะช่วยมนุษย์ก่อน มนุษย์ที่พัฒนาแล้วจะไปช่วยผู้อื่นต่อไป คนนี้เขาสูง ถ้าช่วยคนอื่นต่อก็จะช่วยคนอื่นต่อได้อีก ก็คนไหนช่วยได้ก่อนก็ช่วย ง่ายกว่าก็ช่วย จะเป็นเรื่องที่ซับซ้อนต่อไป เป็นมนุษย์ที่ช่วยเหลือสรรพสิ่งได้ แต่ต้องรู้เป็นลำดับ ก็จะช่วยจะสอนอะไรกับใคร ก็ต้องช่วยมนุษย์ก่อน แล้วมนุษย์จะช่วยกันต่อไป จนกระทั่ง สมมุติ มนุษย์ช่วยตัวเองได้หมดแล้วก็ไปช่วยสัตว์ต่อ กว่าจะถึงเวลานั้น อาตมาว่าคุณเกิดแล้วตายอีกกี่รอบกว่าจะถึงเวลานั้น มวลสัตว์โลกมีเยอะเหลือเกิน แม้แต่ในโลกลูกนี้ ก็มีสัตว์มนุษย์เกิดมา ในโลกลูกอื่นก็ยังไม่มีชีวะเป็นมนุษย์ ไม่ต้องไปคิดหรอก อันนี้ทุกอย่างก็เหมือนกันหมด ทุกอย่างถึงขั้นนั้นขั้นนี้ โลกลูกนี้มีอะไรถึงขั้นไหนๆแล้ว อาตมาพูดไปก็อยากพูดให้นาซ่าว่า อย่าไปเดาไปเสียเวลาหรอก ในดาวนพเคราะห์นี้ สุริยจักรวาลนี้คือ เก้าดวงนี้เป็น วง cytoplams อยู่ในรอบนอก ภายในคือ protoplasm สูงสุดก็มีดาวเก้าดวง หรือแปดดวง ถ้าไม่ครบเก้าดวงก็ไม่เป็น cyclic order ถ้าเหลือแปดดวงจะเป็นวงรี บ้านวัดโรงเรียนนี้ เรานำหน้าที่อื่นในโลก เราสร้างสังคมมนุษยชาติบวรให้มีคุณภาพคุณธรรม ให้เป็นมนุษย์ประเสริฐ ไม่ได้ทำความเสียหายต่อโลกเลย มีแต่ประโยชน์ต่อโลก ทั้งมนุษย์สัตว์พืชดินน้ำไฟลม เป็นมนุษย์ประเสริฐ การสร้างเช่นนี้ เป็นเรื่องสุดยอดแล้ว ทำตัวเราเองก่อน แล้วมารวมกับหมู่กลุ่ม ก็จะช่วยกันทำคนละไม้คนละมืออย่างที่เป็นชาวอโศกเป็น อาตมาจึงเรียกชาวอโศกว่าเป็นชมพูทวีป คือเป็นทวีปที่มี สุรภาโว สติมันโต อิธพรหมจริยวาโส คือ เป็นทวีปที่มีสัตว์โลกมีมนุษย์ที่มีองคาพยพ มีอาการ 32 มีผม ขน เล็บ ฟันหนังตับไตไส้พุงอวัยวะน้อยใหญ่ครบ แม้แต่น้ำเลือดน้ำหนอง อะไรต่างๆนานา รวมแล้ว 32 อาการ อยู่รวมกันเพื่อทำหน้าที่แล้วก็เกิดองคาพยพของชีวิตสัตว์โลกชีวิตมนุษย์สมบูรณ์ อยากแวะนิดหนี่ง มนุษย์ต่างดาวที่คุณเดาเอาว่ามีแขนขาลีบหัวโตนั้นมันยังไม่เต็มเต็งเป็นมนุษย์หัวโต เขาจึงสร้าง Concept บ้าพวกนี้มันฉลาดมนุษย์ต่างดาวมันฉลาด มันมาถึงโลกนี้ได้ มนุษย์โลกยังไปต่างดาวได้ยาก ก็เลยนึกว่ามนุษย์ต่างดาวต้องฉลาดมากจึงวาดภาพมนุษย์ต่างดาวให้หัวโตๆ แขนขาลีบ มันก็เป็นการคาดคะเน มนุษย์ ET รูปร่างพิการหัวโตๆ อย่างนี้เป็นต้น สรุปแล้ว ดวงดาวของแต่ละดวงก็อยู่ได้อย่างสัดส่วน เป็นไปตามฟิสิกส์ จนกระทั่งเป็นชีวะ เมื่อเกิดชีวะก็เกิดมาเป็นตัวรวมโลกแต่ละโลก โลกที่มีชีวะก่อนโลกที่ไม่มีชีวะ โดยเฉพาะโลกที่มีมนุษย์นั้นจะพังไปก่อนโลกที่ไม่มีมนุษย์ มนุษย์เป็นตัวสร้างหรือตัวทำลายได้สูงสุด มนุษย์นี้จึงเป็นได้ทั้งพระเจ้าและซาตาน ตั้งชื่อไว้สูงว่า มนุษย์คือผู้ที่มีใจสูงแต่ที่จริงคือต่ำ มนุษย์ไม่มีพลังงาน พลังงานที่เหนือกว่าแสง ความร้อนแม่เหล็กไฟฟ้าเร็วกว่าแสง เร็วกว่าอะไรอื่นๆ สร้างมุทุธาตุ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ให้มาสร้าง มุทุธาตุทั้งเร็วแรง เฉลียวฉลาด มุทุคือจิตหัวอ่อน ไม่ใช่อ่อนแอนะ ปรับปรุงได้ง่ายทั้งเจโตและปัญญาไหวพริบ แปรไวเปลี่ยนแปลงได้เร็วมาก เร็วจนคนนึกไม่ถึง เปลี่ยนได้เร็ว ทุกวันนี้ เขาพยายามทำหุ่นยนต์ เขาพยายามให้มันมีความเร็วทางประสาท แต่มันก็เร็วสู้มนุษย์ไม่ได้หรอก มันเป็นไปได้ยาก แต่เขาก็พยายามกัน เหมือนกับที่พยายามวิ่งหาดวงดาวที่จะไปสร้างที่อาศัยอีก ดวงดาวแต่ละดวงจะไปหยั่งลงได้ง่ายๆที่ไหน อุณหภูมิต่างๆกัน บวกลบเป็นร้อยองศาก็ตายได้แล้ว นี่ -40 องศาก็ไม่ได้แล้ว ร้อนเกิน 38ไปอีก 40 องศาก็ตายแล้ว สมณะเดินดินว่า...ฝากคำว่า osmosis ให้นักเรียนไปคิดว่าคืออะไร...คือซึมลึก ไหลเวียนจากความเข้มข้นมากไปหาความเข้มข้นเจือจาง ทุกวันนี้ ธรรมะที่เข้มข้นอยู่ที่หลวงปู่และมันจะไหลไปหาพวกเธอหรือเปล่า พ่อครูว่า...ไหลไปหาเหมือนกันแต่ผลักออก สมณะเดินดินว่า...ถ้าจะไม่เข้าก็เพราะว่าเรามีความเป็นตัวของตัวเองสูงเราเอาแต่ใจตัวเองสูง เราค่อนข้างจะเห็นแก่ตัวเองมาก พลังงานของหลวงปู่ที่จะไหลไปหาคนเหล่านี้พวกเราจึงไม่เข้า ถ้ามันจะเข้าได้ก็ต้องสังเกตดูว่า ธรรมะหลวงปู่คือมีสาราณียธรรม ท่านอยู่กับพวกเราก็มีความระลึกถึง สาราณียะ ครุกรณะ มีความรัก มีความเคารพ มีการอ่อนน้อม มีการช่วยเหลือกัน สิ่งเหล่านี้ ก็เพราะว่ามวลสารธรรมะที่มากจะไหลไปหาพวกเรา พ่อเราก็เป็นแท่งที่ออสโมซิสแท่งเล็กใหญ่ที่ซึมซับธรรมะหลวงปู่ไปได้ รวมกันก็เป็นสังคมบวรที่มีทั้งการศึกษา ทั้งบ้านก็เป็นสาธารณโภคี การศึกษาก็เป็นการศึกษาที่บุญนิยม เน้นเรื่องการลดละกิเลส ธรรมะก็เป็นโลกุตระ หลวงปู่ก็บอกว่า ชุมชนบวรของพวกเราจะเป็นประสิทธิภาพสูงที่จะช่วยสังคมได้ พวกเราอยู่ในองค์ประกอบบวรที่มีบ้านวัดโรงเรียนที่ดี พวกเราก็อย่าหนีออกไปก็แล้วกัน 601218_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ บวร คือการซึมซับอย่างลึกซึ้ง