สื่อธรรมะพ่อครู(นานาสังวาส) ตอน สามัคคีกับนานาสังวาส.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(นานาสังวาส) ตอน สามัคคีกับนานาสังวาส _มนุษย์ อินเตอร์เน็ต....คำว่านานาสังวาสผมเชื่อแน่ว่าพระพุทธเจ้าท่านทรงไม่อยากให้มีแน่เพราะคำว่านานาสังวาสมันทำให้สงฆ์ต้องแบ่งออกเป็นหลายฝ่าย....จุดประสงค์ของพระพุทธเจ้านั้นท่านทรงให้สงฆ์สามัคคีกันอยู่แล้ว นานาสังวาสนี้ถ้าพระพุทธเจ้าท่านทรงอยู่ท่านใม่อนุญาตแน่ สามัคคีคุณธรรมชั้นต้น ความพร้อมเพียงความปรองดองความกลมเกลียว.พระพุทธเจ้า.ท่านทรงอยากให้สงฆ์.เป็นอย่างนี้อยู่แล้ว..ดังนั้น...คำว่านานาสังวาส...ใม่ใช่พุทธประสงค์ของท่านแน่ๆ..จาก..อานันทสังฆสามัคคีสูตร พ่อครูว่า...สามัคคี นี้แค่หัวชื่อของสูตร สามัคคีก็แน่นอนตรงกันข้ามกับสังฆเภทหรือนานาสังวาส กับอสังวาส การแตกแยกนั้นแตกแยกได้สารพัด นานาสังวาสพระการแตกแยกอย่างหนึ่ง อานันทสังฆสามัคคีสูตร เป็นสูตรแห่งความพร้อมเพรียง สามัคคี เป็นเพียงโลกียธรรม ความสามัคคีเป็นสมมติสัจจะ ไม่ใช่ปรมัตถสัจจะ ทุกวันนี้สังคมประเทศไทยสามัคคีกันดี แต่สามัคคีของประชาชนคนไทยสามัคคีไทยไม่มีเรื่องวุ่นวายอะไรมากเลย เพราะว่าถูกม.44 คุมไว้ ก็เลยต้องสงบ ไม่ทะเลาะอะไรกันมาก แต่มันเป็นโลกียะ แม้ว่าจิตใจจะไม่ยอมแต่ก็ต้องยอม เพราะแย้งไม่ได้ ดีไม่ดีไม่ใช่แค่ม.44 จะถูกประหารชีวิตได้
อานันทสังฆสามัคคีสูตร ล.24 [39] ท่านพระอานนท์ทูลถามว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ตรัสว่าสังฆสามัคคี สังฆสามัคคี ดังนี้สงฆ์จะเป็นผู้พร้อมเพรียงกันด้วยเหตุมีประมาณเท่าไรหนอแล ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมแสดงสิ่งที่ไม่ใช่ธรรมว่าไม่ใช่ธรรมย่อมแสดงสิ่งที่เป็นธรรมว่าเป็นธรรม ... ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตไม่ได้บัญญัติไว้ว่าตถาคตไม่ได้บัญญัติไว้ ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตได้บัญญัติไว้ว่า ตถาคตได้บัญญัติไว้
อ่านต่อ
ภิกษุเหล่านั้นย่อมไม่ทอดทิ้งกัน ไม่แยกจากกัน ไม่ทำสังฆกรรมแยกกันไม่สวดปาติโมกข์แยกกัน ด้วยวัตถุ 10 ประการนี้ ดูกรอานนท์สงฆ์ย่อมเป็นผู้พร้อมเพรียงกันด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้แล ฯ [40] อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญก็บุคคลผู้สมานสงฆ์ผู้แตกกันแล้วให้พร้อมเพรียงกัน จะประสพผลอะไร พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรอานนท์บุคคลผู้ที่ทำสงฆ์ผู้แตกกันแล้วให้พร้อมเพรียงกันนั้นจะประสพบุญอันประเสริฐ ฯ อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญบุญอันประเสริฐคืออะไร พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรอานนท์บุคคลผู้สมานสงฆ์ผู้แตกกันแล้วให้พร้อมเพรียงกันนั้นจะบันเทิงอยู่ในสวรรค์ตลอดกัปหนึ่ง ฯ ความพร้อมเพรียงแห่งสงฆ์ เป็นเหตุให้เกิดความสุข และบุคคลผู้อนุเคราะห์สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันแล้ว ผู้ยินดีแล้วในความพร้อมเพรียงกัน ตั้งอยู่ในธรรม ย่อมไม่พลาดจากธรรมเป็นแดนเกษมจากโยคะ ย่อมบันเทิงอยู่ในสวรรค์ตลอดกัปหนึ่ง เพราะสมานสงฆ์ให้พร้อมเพรียงกัน ฯ พ่อครูว่า...แม้ว่าจะแตกแยกแต่ว่าถูกจับมารวมกันด้วยหลักเกณฑ์ด้วยการบังคับ ไม่ใช่เป็นอิสระเสรีภาพ คำว่าอิสรเสรีภาพนี้ยิ่งใหญ่ที่สุด นานาสังวาส คือหลักเกณฑ์สุดยอด สุดเลยนะ หลักเกณฑ์ค่าสูงสุดเลย ของบัญญัติที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ที่แสดงถึงอิสระเสรีภาพขั้นสูงสุด สุดวิสัยเลย มันสุดวิสัยแล้วจริงๆถึงยอมให้นานาสังวาส เพราะว่าต่างคนต่างมีอิสระเสรีภาพ ไม่สามารถจะทำอย่างไรได้แล้วก็ต่างมีสัญญายนิจจานิ หรือว่าต่างคนต่างมีอุปาทาน อภินิเวสายะ คือยึดมั่นถือมั่น แต่สัญญายนิจจานิ เป็นกิเลสก็ได้เป็นโลกุตระก็ได้ ถ้าเป็นโลกุตระ สัญญายนิจจานิ ก็จะไม่มีการยึดมั่นถือมั่นแต่เพียงยึดอาศัยเท่านั้น จะไม่มีการเดือดร้อนใจเลย ส่วนสัญญายนิจจานิ ของผู้ที่มีกิเลสมีอุปาทาน เช่น พวกที่นั่งหลับตาสมาธิที่มีแต่สัญญา ยึดอันนี้ว่าเที่ยง ไม่ใช่เป็นปัญญา เพราะว่านั่งอยู่ในภพตัว เอง คนอื่นไม่รู้ด้วยไม่ร่วมด้วยสักคนเดียว แต่ถ้ามีคนอื่นร่วมด้วย ทั้งสมมุติสัจจะและปรมัตสัจจะ เป็นสัจจะตรงกันหมดรับรองร่วมกันอันนั้น เรียกว่าสัจจะได้ไม่ใช่สัญญา รวมกันเป็นสัจจะได้ แม้จะเป็นสองอัน แต่สัจจะนั้นเป็นหนึ่งเดียว ที่จริง สัจจะทั้งหลายไม่มีในโลกสัจจะหนึ่งเดียว นอกนั้น เป็นสัญญายนิจจานิ สามตัวนี้ในจูฬวิยูหสูตร ซึ่งเป็นเรื่องของสัจจะที่เข้าใจไม่ได้ง่ายๆเลย 1. สัจจะไม่มีเลยในโลก 2 สัจจะมีหนึ่งเดียว ฟังสองอันนี้แล้วเหมือนขัดแย้งกัน ก็แล้วแต่ความยึด แล้วก็ยึดของใครของมันเป็นอุปาทาน ถ้าจะยอมอนุโลม หรือแย้งกัน โดยโลกีย์ไม่ใช่โลกุตระ ถ้าจะรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ก็ตกลงกันว่าอันนี้สมมุติอันนี้ปรมัตถ์ คนที่ยอมกันได้ จิตสัญญายนิจจานิก็สิทธิ์ของแต่ละคน อัตตาของใครของมัน สัญญายนิจจานิ ยึดตัวเอง ของข้าก็อย่างหนึ่ง ของเขาก็อย่างหนึ่งไม่รวมกันสนิท อย่างพวกเรามันรวมกันจริง และรวมกันอย่าง โสดาฯเสมอโสดาฯ สกิทาฯเสมอสกิทาฯ ฯลฯ รู้ความจริงว่าท่านสูงหรือต่ำหรือเสมอเรา ก็ยอมเพราะว่ารู้ความจริงไม่ใช่ยอมเพราะว่าถูกบังคับ ไม่ใช่เรื่องที่รู้ง่ายๆที่เราต้องศึกษา แค่อาตมาบอกว่า คำว่าสามัคคีมันก็เป็นภาษาโลกีย์เท่านั้น ไม่ใช่ปรมัตถ์ มันเกิดจากคนสองคนขึ้นไป ปรมัตถ์จริงๆของเราเอง สามัคคีต้องเกิดสองคนขึ้นไป ถ้าสองคนนี้ตรงกันหมดทุกอย่างก็เป็นโลกุตระ ถ้าสองคนนี้ไม่ตรงกันทุกอย่างก็เป็นโลกียะ แต่ยอมกันได้เรียกว่าสามัคคี เป็นโลกียะอยู่ ความรู้เกี่ยวกับโลกุตระสูงสุดจึงเป็นเรื่องที่ไม่ใช่เดาเอาได้ จะต้องมีภูมิถึงขั้นแยกโลกียะแยกโลกุตระได้ แม้จะแยกได้ก็มีเป็นขั้นตอน ขั้นโสดาบัน ก็แยกโลกียะโลกุตระได้ภูมิแค่นั้น ถ้าเป็นสกิทาคามี ก็เป็นเรื่อง สุดวิสัยที่โสดาบันจะรู้ได้แยกได้ ต้องถึงสกิทาฯจึงจะเป็นตัวแท้ อนาคาก็ยิ่งเป็นขั้นๆ อรหันต์ก็เป็นขั้นๆ เป็นต้น นี่คือสัจจะ เพราะฉะนั้น ความรู้แค่สามัคคีคือโลกียะกับโลกุตระก็รู้ไม่ได้ก็ต้องค่อยศึกษา จึงจะมีความรู้ไปตามลำดับ สรุปอีกทีว่า นานาสังวาส จึงเป็นหลักเกณฑ์ของศาสนาพุทธศาสนาเดียว เป็นขั้นสูงสุดของอิสระเสรีภาพ แห่งมนุษย์แต่ละคน ไม่ใช่ขั้นต้น อิสรเสรีภาพสูงสุดคือนานาสังวาส มีในศาสนาพุทธศาสนาเดียว 601218_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ บวร คือการซึมซับอย่างลึกซึ้ง